ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วง หวั่นตึงเครียดตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดปรับตัวลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกดดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและกระตุ้นความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อในวงกว้าง ดัชนีสำคัญทั้ง S&P 500, Dow Jones Industrial Average และ Nasdaq 100 ต่างปิดในแดนลบ โดยการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบเกือบ 1% จนแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน ได้สร้างแรงกดดันต่อความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางที่อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ปัจจัยลบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่ตอบโต้อย่างดุเดือดยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลก

แม้ว่าตลาดโดยรวมจะเผชิญกับแรงขายกดดัน แต่การปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิป (Chipmakers) หุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) รวมถึงหุ้นในกลุ่มพลังงาน ได้ช่วยจำกัดขอบเขตการติดลบของตลาดโดยรวมไว้ได้บางส่วน ในขณะเดียวกัน ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงสินเชื่อผู้บริโภคที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาด สวนทางกับรายงานการค้าของจีนและเยอรมนีที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

ภาพรวมของข่าว

ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น

ในการปิดการซื้อขายวันอังคาร ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง -0.58% ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม Dow Jones ปรับตัวลดลง -1.18% และดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลง -0.12% ขณะที่ดัชนีล่วงหน้า E-mini S&P ลดลง -0.57% และดัชนีล่วงหน้า E-mini Nasdaq เดือนกันยายนลดลง -0.10% สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้เปิดฉากโจมตีตอบโตักันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและสิ่งอำนวยความสะดวกหลายแห่งของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงกลั่น Jazan ขนาดกำลังการผลิต 400,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเคยหยุดดำเนินงานไปแล้วในเดือนกรกฎาคมจากการโจมตีก่อนหน้านี้ และถูกโจมตีซ้ำอีกครั้ง นอกจากนี้ การโจมตีโรงงานของซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ในเมืองอับฮา (Abha) และนัจรัน (Najran) ยังก่อให้เกิดเพลิงไหม้และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายใกล้กับเกาะคาร์ก (Kharg Island) และเมืองท่าจาสก์ (Jask) ของอิหร่าน ยิ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI สัญญาเดือนตุลาคม พุ่งขึ้นมากกว่า 1% แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน

รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ

ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา

นอกเหนือจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดการเงินยังได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา โดยแคนาดาได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ในอัตรา 15% ถึง 50% กับสินค้าสหรัฐฯ หลายร้อยรายการ เพื่อเป็นการตอบโต้มาตรการของสหรัฐฯ ในเดือนที่ผ่านมาที่จัดเก็บภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของแคนาดาคิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าข้ามแดนอย่างมาก

ด้านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจประจำวัน สินเชื่อผู้บริโภคของสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18,062 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 11,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตัวเลขการค้าของจีนในเดือนสิงหาคมออกมาต่ำกว่าคาด โดยยอดการนำเข้าขยายตัว 28.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 31.0% และยอดการส่งออกขยายตัว 25.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 25.9% ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ในส่วนของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ตลาดการเงินเริ่มสะท้อนความเป็นไปได้ถึง 62% ที่ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน ขณะเดียวกัน ตลาดประเมินความเป็นไปได้ 100% ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 10 กันยายนนี้

ด้านตลาดพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้น 2.0 basis points แตะระดับ 4.802% จากแรงกดดันด้านคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และอุปทานพันธบัตรใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมประมูลมูลค่ารวม 119,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี ราคาพันธบัตรได้รับแรงหนุนกลับคืนมาบางส่วนจากการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี มูลค่า 58,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วน Bid-to-Cover ที่ 2.72 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ครั้งหลังสุดที่ 2.65 เท่า

สำหรับตลาดพันธบัตรรัฐบาลยุโรป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ลดลง 2.0 basis points ปิดที่ 3.366% หลังจากขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปีที่ 3.398% โดยได้รับแรงกดดันจากข้อมูลการค้าเยอรมนีที่ซบเซา ยอดการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ลดลง -0.8% เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% และยอดการนำเข้าลดลง -5.7% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี 3 เดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.2 basis point สู่ระดับ 5.173%

ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด

มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด

การปรับตัวของราคาหุ้นรายตัวและรายกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนถึงการหมุนเวียนของเงินลงทุน (Sector Rotation) อย่างชัดเจน ดังนี้:

1. หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีขนาดใหญ่เผชิญแรงขายกดดัน: หุ้น Atlassian Corp (TEAM) ร่วงลงมากกว่า -6%, Thomson Reuters (TRI) ลดลงกว่า -5%, Intuit (INTU), ServiceNow (NOW) และ Workday (WDAY) ลดลงมากกว่า -4%, Salesforce (CRM) และ Adobe Systems (ADBE) ปรับตัวลงมากกว่า -3%, ขณะที่ Autodesk (ADSK), Datadog (DDOG), Palantir Technologies (PLTR) ปรับตัวลงเกิน -2% และ Microsoft (MSFT) ลดลงมากกว่า -1%

2. หุ้นกลุ่มชีวเวชภัณฑ์ (Biotech) ร่วงลงเป็นวงกว้าง: แรงขายเกิดขึ้นหลังจากบริษัท Novartis ประสบความล้มเหลวในการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายของยารักษาโรคกล้ามเนื้อฝ่อ ส่งผลให้ Dyne Therapeutics (DYN) ดิ่งลงมากกว่า -15%, Amgen (AMGN) ทรุดลงกว่า -10% นำดัชนี Dow Jones และ Nasdaq 100 ดิ่งลง นอกจากนี้ Sarepta Therapeutics (SRPT) ปรับตัวลงกว่า -7%, Royalty Pharma (RPRX) ลดลงมากกว่า -5% และ Ionis Pharmaceuticals (IONS) ร่วงลงเกิน -3%

3. หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางตลาด: ดัชนี iShares Semiconductor ETF (SOXX) ปรับตัวขึ้นมากกว่า +1% แตะระดับสูงสุดในรอบ 2.5 สัปดาห์ นำโดย CoreWeave (CRWV) ที่พุ่งขึ้นกว่า +11%, Intel (INTC) บวกเกิน +8%, Seagate Technology (STX) เพิ่มขึ้นกว่า +6%, Advanced Micro Devices (AMD) เพิ่มขึ้นมากกว่า +5%, Lam Research (LRCX) เพิ่มขึ้นกว่า +4%, Applied Materials (AMAT), ARM Holdings (ARM) และ Qualcomm (QCOM) ปรับตัวขึ้นเกิน +3% ขณะที่ Broadcom (AVGO), ASML Holding NV (ASML) และ Western Digital (WDC) เพิ่มขึ้นกว่า +2%

4. หุ้นรายตัวที่มีข่าวเฉพาะปัจจัย:

  • Stryker (SYK) ปรับตัวลดลงมากกว่า -8% หลังผู้บริหารเตือนถึงความท้าทายในธุรกิจหลอดเลือดส่วนปลายและธุรกิจข้อต่อเทียม
  • Shopify (SHOP) ร่วงลงมากกว่า -7% เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา
  • Boston Scientific (BSX) ปรับตัวลดลงมากกว่า -6% หลังจากเตือนว่าการถูกโจมตีทางไซเบอร์อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการไตรมาส 3 และปีฟิสเกล 2026
  • Roivant Sciences (ROIV) ทะยานขึ้นมากกว่า +18% หลังรายงานผลการทดลองยาสูดดม mosliciguat ระยะที่ 2 บรรลุจุดประสงค์หลักในการรักษาภาวะความดันโลหิตในปอดสูง
  • Bloom Energy (BE) ปรับตัวขึ้นมากกว่า +9% หลัง S&P Dow Jones Indices ประกาศนำหุ้นเข้าคำนวณในดัชนี S&P 500 แทน Molson Coors Beverage โดยมีผลวันที่ 21 กันยายน
  • Pharvaris NV (PHVS) เพิ่มขึ้นมากกว่า +6% หลังการทดลองระยะที่ 3 ของยารักษาอาการบวมน้ำทางพันธุกรรมบรรลุเป้าหมายหลักและเป้าหมายรอง
  • Rigetti Computing (RGTI) ปรับตัวขึ้นมากกว่า +3% หลังลงนามข้อตกลงรับเงินทุน 100 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพื่อเร่งการวิจัยและพัฒนาควอนตัมคอมพิวติ้ง

บริบทสำหรับผู้อ่านไทย

เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ

สำหรับนักลงทุนชาวไทย การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และปัจจัยมหภาคในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกโดยตรง ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือปรับขึ้นต่อเพื่อสยบเงินเฟ้อ จะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ (Capital Flows) รวมถึงค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) หุ้นเทคโนโลยี หรือสินค้าโภคภัณฑ์ จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม

คำศัพท์ที่ควรรู้

คำอธิบายศัพท์สำคัญ

WTI Crude Oil (น้ำมันดิบ WTI): สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าที่ซื้อขายในตลาด West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ ซึ่งใช้อ้างอิงเป็นราคามาตรฐานของน้ำมันดิบในฝั่งอเมริกาและทั่วโลก

Inflation Expectations (คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ): มุมมองหรือความคาดหวังของนักลงทุนและผู้บริโภคที่มีต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและบริการในอนาคต ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลาง

FOMC (Federal Open Market Committee): คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

Tariff (ภาษีศุลกากร/ภาษีตอบโต้การค้า): ภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มักใช้เป็นเครื่องมือปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศหรือใช้เป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้า

Bid-to-Cover Ratio (อัตราส่วนการเสนอซื้อต่อมูลค่าการประมูล): ตัวเลขแสดงความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาล คำนวณจากมูลค่าการยื่นเสนอซื้อทั้งหมดหารด้วยมูลค่าพันธบัตรที่นำออกมาประมูล หากค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยแสดงว่ามีความต้องการซื้อแข็งแกร่ง

Treasury Yield (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล): ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาพันธบัตร

Sector Rotation (การหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม): การที่นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อตอบรับกับสภาพเศรษฐกิจหรือปัจจัยมหภาคที่เปลี่ยนแปลงไป

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ ปิดร่วงลง นำโดย Dow Jones (-1.18%), S&P 500 (-0.58%) และ Nasdaq 100 (-0.12%) จากความวิตกเรื่องสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
  • ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นมากกว่า 1% แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และการโจมตีโรงงานน้ำมันซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี
  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาทวีความรุนแรง หลังแคนาดาประกาศเก็บภาษีตอบโต้ 15%-50% ต่อสินค้าสหรัฐฯ หลายร้อยรายการ
  • ตลาดประเมินโอกาส 62% ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมกลางเดือนกันยายน และประเมินโอกาส 100% ที่ ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้
  • หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น CoreWeave และ Intel ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาด ช่วยจำกัดแรงติดลบของดัชนีโดยรวม

คำถามที่พบบ่อย

Q1: เหตุใดความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ?
A1: การปะทะกันในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบโลกโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและสินค้าเพิ่มขึ้น เกิดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันมูลค่าหุ้นและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

Q2: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาเกิดขึ้นจากอะไร?
A2: จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดามูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนก่อน ส่งผลให้แคนาดาประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการจัดเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 15% ถึง 50% กับสินค้าสหรัฐฯ หลายร้อยรายการ ส่งผลกระทบต่อหุ้นบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น Shopify

Q3: ทำไมหุ้นกลุ่มชิปและ AI ถึงสามารถปรับตัวขึ้นได้ท่ามกลางตลาดที่ติดลบ?
A3: หุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิปและโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง นำโดยหุ้นอย่าง CoreWeave และ Intel รวมถึงการปรับตัวขึ้นของดัชนี SOXX ซึ่งช่วยให้นักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงนี้

Q4: ข้อมูลเศรษฐกิจของจีนและเยอรมนีสะท้อนภาพรวมอย่างไร?
A4: ตัวเลขการนำเข้าและส่งออกของจีนในเดือนสิงหาคมขยายตัวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่เยอรมนีรายงานยอดการส่งออกและการนำเข้าที่หดตัวลงอย่างหนัก ซึ่งตัวเลขการค้าที่ซบเซาของสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สะท้อนถึงการชะลอตัวของอุปสงค์และการค้าโลก ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนทั่วโลก

Q5: ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีทิศทางอย่างไรในสัปดาห์นี้?
A5: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะ 4.802% เนื่องจากแรงกดดันด้านคาดการณ์เงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและอุปทานพันธบัตรใหม่ที่รัฐบาลจะออกประมูลมูลค่า 119,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม การประมูลพันธบัตรอายุ 3 ปี ล่าสุดยังคงได้รับความสนใจซื้อจากนักลงทุนในระดับที่แข็งแกร่ง

Q6: เหตุใดหุ้นกลุ่มชีวเวชภัณฑ์ (Biotech) จึงร่วงลงอย่างหนัก?
A6: หุ้นกลุ่มชีวเวชภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามการดิ่งลงของหุ้น Novartis หลังจากบริษัทประสบปัญหานำเสนอผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายที่ล้มเหลวเป็นครั้งที่สามในรอบสัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในกลุ่มชีวเวชภัณฑ์โดยรวม ส่งผลให้หุ้นตัวอื่นอย่าง Dyne Therapeutics และ Amgen ร่วงลงอย่างรุนแรง

คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้

Similar Posts