Funding Rate บิตคอยน์พุ่ง สัญญาเปิดเพิ่ม 2.3 พันล้านดอลลาร์
ราคาบิตคอยน์ (BTC) ปรับขึ้นเหนือระดับ 86,500 ดอลลาร์ หลังจากก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวอยู่แถว 83,500 ดอลลาร์ ขณะที่กิจกรรมในตลาดอนุพันธ์กลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยมูลค่าสัญญาคงค้าง (Open Interest) เพิ่มขึ้นราว 27,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา คิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 4.3% สู่ระดับประมาณ 653,000 BTC หรือราว 56.2 พันล้านดอลลาร์
ตัวเลขอีกชุดที่ตลาดให้ความสนใจคืออัตราดอกเบี้ยระดมทุน (funding rate) ของสัญญา perpetual ซึ่งปรับขึ้นจากราว 3% มาอยู่ที่ราว 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าผู้ถือสถานะฝั่งขาขึ้น (long) ยินดีจ่ายต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อรักษาสถานะของตัวเอง ท่ามกลางการจับตารายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะเผยแพร่ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นปัจจัยมหภาคที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา ขณะที่หุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตก็ปรับขึ้นในตลาดพรีมาร์เก็ตเช่นกัน
ภาพรวมของข่าว
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
ภาพรวมของข่าวนี้คือการกลับมาของความอยากเสี่ยง (risk appetite) ในตลาดบิตคอยน์ในฝั่งอนุพันธ์ หลังจากที่กิจกรรมซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าซบเซาไปช่วงหนึ่ง ข้อมูลระบุว่ามูลค่าสัญญาคงค้างของบิตคอยน์ปรับขึ้นจากระดับประมาณ 626,000 BTC เมื่อวันที่ 30 กันยายน มาอยู่ที่ประมาณ 653,000 BTC คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 27,000 BTC หรือราว 2.3 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.3%
การเพิ่มขึ้นของสัญญาคงค้างไม่ได้บอกเพียงอย่างเดียวว่านักลงทุนเดิมพันราคาจะขึ้น แต่สิ่งที่ตลาดนำมาประกอบการวิเคราะห์คือทิศทางราคาที่ปรับขึ้นพร้อมกัน ในกรณีนี้ราคาบิตคอยน์ขยับจากแถว 83,500 ดอลลาร์ ขึ้นมาเหนือ 86,500 ดอลลาร์ ซึ่งการที่ราคาปรับขึ้นพร้อมกับสัญญาคงค้างที่เพิ่มขึ้น มักถูกตีความว่าเป็นสถานะใหม่ที่เข้ามาช่วยหนุนการปรับขึ้นของราคา มากกว่าจะเป็นการปิดสถานะเดิมของฝั่งที่เคยเดิมพันขาลง
อีกสัญญาณที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ funding rate ของสัญญา perpetual ที่เพิ่มจากราว 3% ขึ้นมาอยู่ที่ราว 10% ซึ่งหมายความว่าฝั่งที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นงวดให้กับฝั่งที่เดิมพันว่าราคาจะลง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างราคาสัญญา perpetual กับราคาสปอต การที่อัตรานี้ปรับสูงขึ้นจึงสะท้อนว่าความต้องการถือสถานะฝั่งขาขึ้นมีมากกว่าอีกฝั่งหนึ่ง และนักลงทุนพร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อคงโพซิชันไว้ก่อนวันที่ตลาดจะได้เห็นรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ต้องวางบริบทให้ชัดเจนว่า ระดับสัญญาคงค้างประมาณ 625,000 BTC ณ สิ้นเดือนกันยายน อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 12 เดือน ดังนั้นการเพิ่มขึ้นล่าสุดจึงเป็นการฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ การจะสรุปว่าตลาดกลับเข้าสู่โหมดเก็งกำไรเต็มรูปแบบแล้วหรือไม่ จึงยังต้องรอข้อมูลต่อเนื่องในระยะถัดไป
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
ชุดตัวเลขที่สำคัญที่สุดในข่าวนี้มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม กลุ่มแรกคือมูลค่าสัญญาคงค้าง ซึ่งเพิ่มขึ้น 27,000 BTC หรือประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 4.3% จากระดับ 626,000 BTC เมื่อวันที่ 30 กันยายน สู่ระดับประมาณ 653,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 56.2 พันล้านดอลลาร์ การวัดสัญญาคงค้างนั้นนับมูลค่ารวมของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและสัญญา perpetual ที่ยังไม่ถูกปิดหรือชำระบัญชี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณความสนใจในตลาดอนุพันธ์
กลุ่มที่สองคือ funding rate ของสัญญา perpetual ที่ปรับจากราว 3% ขึ้นมาอยู่ที่ราว 10% ภายในกรอบเวลาเดียวกัน ตัวเลขนี้เป็นตัววัดต้นทุนการถือสถานะฝั่งขาขึ้น หากอัตราสูงขึ้น หมายความว่าการถือสถานะ long มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย และเมื่อรวมกับ leverage ที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนนี้สามารถกัดกร่อนกำไรหรือทำให้ผู้ถือสถานะอ่อนไหวต่อการกลับตัวของราคามากขึ้น
กลุ่มที่สามคือราคาบิตคอยน์ที่ปรับจากแถว 83,500 ดอลลาร์ ขึ้นมาเหนือ 86,500 ดอลลาร์ และตัวเลขที่ปรากฏในกระดานราคาล่าสุดยังแสดงให้เห็นภาพรวมของตลาดที่เขียวทั้งกระดาน ทั้งบิตคอยน์ที่ยืนเหนือ 86,300 ดอลลาร์ อีเธอเรียมที่ยืนเหนือ 2,700 ดอลลาร์ ริปเปิลที่ยืนเหนือ 1.50 ดอลลาร์ และโซลานาที่อยู่เหนือ 121 ดอลลาร์ โดยแต่ละสินทรัพย์มีอัตราการปรับขึ้นในกรอบหลักหน่วยถึง 3% ต่อวัน
กลุ่มที่สี่คือหุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตในตลาดพรีมาร์เก็ต บริษัทที่ถือบิตคอยน์ในงบดุลมากที่สุดอย่าง Strategy ปรับขึ้นราว 3% เช่นเดียวกับ Strive ที่ปรับขึ้นราว 3% ขณะที่ Coinbase และ Robinhood ปรับขึ้นราว 2% การเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มนี้มักถูกใช้เป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังต่อรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโตด้วย
กลุ่มที่ห้าคือดัชนีหุ้นกลุ่มคริปโตที่ปรับขึ้นในกรอบประมาณ 2.37% ซึ่งบ่งชี้ว่าการปรับขึ้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง แต่เกิดในวงกว้างทั้งในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่และในกลุ่มหุ้นที่ข้องเกี่ยว
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
ปัจจัยระยะสั้นที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะเผยแพร่ในวันศุกร์ ข้อมูลเศรษฐกิจด้านแรงงานเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ตลาดการเงินทั่วโลกใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงิน เพราะมีผลต่อความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดต้นทุนของสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย การที่นักลงทุนในตลาดอนุพันธ์บิตคอยน์เพิ่มสถานะก่อนวันที่ข้อมูลจะออก สะท้อนว่าพวกเขาต้องการถือโพซิชันไว้รับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
ผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนการถือสถานะ long ที่สูงขึ้น เมื่อ funding rate อยู่ที่ราว 10% ผู้ที่ถือสถานะฝั่งขาขึ้นจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นงวดให้ฝั่งขาลงอย่างต่อเนื่อง หากราคาปรับขึ้นแรงพอ ค่าใช้จ่ายนี้ก็ยังคุ้มทุน แต่หากราคาแกว่งตัว sideways หรือย่อลง ต้นทุนดังกล่าวจะกลายเป็นแรงกดดันสะสม นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่า funding rate ที่สูงเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางตลาดในระยะสั้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดมี leverage หนาแน่นขึ้น
ความเสี่ยงที่ตลาดให้ความสำคัญคือการเกิดแรงขายบังคับ (liquidation) หากราคาย่อตัวอย่างรวดเร็ว การถือสถานะด้วย leverage จำนวนมากจะทำให้เกิดการปิดสถานะอัตโนมัติเป็นทอด ๆ ซึ่งจะยิ่งเร่งการปรับลงของราคาให้รุนแรงกว่าปกติ กลไกนี้เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดคริปโต และเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลขสัญญาคงค้างและ funding rate จึงถูกจับตาไม่แพ้ราคาสปอต
อีกมุมหนึ่งคือการฟื้นตัวจากฐานต่ำ ระดับสัญญาคงค้าง 625,000 BTC ณ สิ้นเดือนกันยายนอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดรอบ 12 เดือน การเพิ่มขึ้น 4.3% ในเวลาไม่กี่วันจึงยังไม่ใช่ระดับที่บ่งชี้ว่าตลาดกลับไปร้อนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา แต่เป็นการกลับเข้าของความสนใจในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หากมูลค่าสัญญาคงค้างยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังรายงานการจ้างงาน ตลาดอาจเข้าสู่ช่วงที่ความผันผวนสูงขึ้นทั้งสองทาง
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
สำหรับผู้อ่านในไทย ความเคลื่อนไหวของตลาดอนุพันธ์บิตคอยน์มีนัยสำคัญหลายชั้น ชั้นแรกคือราคาบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของผลิตภัณฑ์การลงทุนหลายประเภทที่คนไทยเข้าถึงได้ ทั้งการซื้อขายบนแพลตฟอร์มในประเทศและต่างประเทศ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาบิตคอยน์ ชั้นที่สองคือตัวเลขอย่าง funding rate และสัญญาคงค้างเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ติดตามตลาดมองเห็นว่าการขึ้นของราคามีน้ำหนักจากสถานะใหม่หรือไม่ หรือเป็นเพียงการปรับขึ้นชั่วคราวที่ปราศจากแรงหนุน
ชั้นที่สามคือความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินโลก เมื่อข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมา ความผันผวนจะส่งผ่านไปยังตลาดเงิน ตลาดหุ้น และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่น่าสังเกตคือค่าเงินและตลาดทุนไทยก็ได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
ชั้นที่สี่คือมุมมองเรื่องการบริหารความเสี่ยง การเข้าใจว่าตลาดกำลังมี leverage หนาแน่นขึ้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ติดตามตลาดโดยไม่จำเป็นต้องซื้อขายอนุพันธ์เอง เพราะมันบอกถึงระดับความเปราะบางของราคาในระยะสั้น และช่วยให้ตีความการเคลื่อนไหวผิดปกติของราคาได้ดีขึ้น เช่น การย่อตัวแรงที่กินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงซึ่งมักเกิดจากการปิดสถานะด้วยความรุนแรง
ชั้นที่ห้าคือการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโต ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนไทยบางส่วนให้ความสนใจในฐานะตัวแทนความเชื่อมั่นของตลาด บริษัทที่ถือบิตคอยน์ในงบดุลและบริษัทผู้ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลปรับขึ้นพร้อมกันในตลาดพรีมาร์เก็ต สะท้อนว่าความคาดหวังต่ออุตสาหกรรมนี้ยังเป็นบวกในสายตาของนักลงทุนหุ้น
คำศัพท์ที่ควรรู้
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
สัญญาคงค้าง (Open Interest) คือมูลค่ารวมของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและสัญญา perpetual ที่ยังไม่ถูกปิดหรือชำระบัญชี ตัวเลขนี้บ่งชี้ปริมาณความสนใจและจำนวนเงินที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดอนุพันธ์ การเพิ่มขึ้นของสัญญาคงค้างหมายความว่ามีสถานะใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกทิศทางว่าเป็นการเดิมพันขึ้นหรือลง จึงต้องอ่านร่วมกับราคาและตัวชี้วัดอื่นเสมอ
สัญญา perpetual (Perpetual Futures) คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่มีวันหมดอายุ ต่างจากฟิวเจอร์สแบบดั้งเดิมที่กำหนดวันครบกำหนดชัดเจน การที่ไม่มีวันหมดอายุทำให้ต้องมีกลไกพิเศษในการดึงราคาสัญญาให้ใกล้เคียงราคาสปอต นั่นคือ funding rate
Funding Rate คืออัตราการจ่ายเป็นงวดระหว่างผู้ถือสถานะ long และ short โดยออกแบบมาเพื่อรักษาให้ราคาสัญญา perpetual ใกล้เคียงกับราคาสปอต เมื่อ funding rate เป็นบวก ฝั่ง long จะเป็นฝ่ายจ่าย และฝั่ง short เป็นฝ่ายรับ การที่ funding rate ปรับขึ้นจึงหมายถึงฝั่ง long ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อคงสถานะของตน
สถานะ Long และ Short คือการเดิมพันว่าราคาจะขึ้นและลงตามลำดับ สถานะ long ทำกำไรเมื่อราคาสูงขึ้น ส่วนสถานะ short ทำกำไรเมื่อราคาต่ำลง ทั้งสองฝั่งเป็นคู่สัญญากันในตลาดอนุพันธ์
Leverage หรืออัตราทด คือการเพิ่มขนาดสถานะลงทุนด้วยเงินกู้ยืมจากแพลตฟอร์ม ทำให้กำไรหรือขาดทุนขยายตัวขึ้นตามสัดส่วน นักลงทุนที่ถือสถานะด้วย leverage จำนวนมากจะเปราะบางต่อการกลับตัวของราคา เพราะอาจถูกบังคับปิดสถานะเมื่อขาดทุนถึงระดับที่กำหนด
ตลาดพรีมาร์เก็ต (Premarket Trading) คือช่วงเวลาซื้อขายก่อนตลาดหุ้นเปิดทำการอย่างเป็นทางการ ความเคลื่อนไหวของราคาในตลาดพรีมาร์เก็ตเป็นตัวบอกบรรยากาศความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นนั้น ๆ ก่อนที่ตลาดจะเปิด แต่ก็มีความคล่องตัวต่ำกว่าและราคาอาจไม่สะท้อนภาพรวมของวัน
สรุปประเด็นสำคัญ
ตลาดอนุพันธ์บิตคอยน์กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยมูลค่าสัญญาคงค้างเพิ่มขึ้น 27,000 BTC หรือประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 4.3% จากระดับ 626,000 BTC เมื่อวันที่ 30 กันยายน มาอยู่ที่ประมาณ 653,000 BTC หรือราว 56.2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาบิตคอยน์ปรับขึ้นจากแถว 83,500 ดอลลาร์ มาเหนือระดับ 86,500 ดอลลาร์
สัญญาณที่บ่งชี้ว่าความต้องการถือสถานะฝั่งขาขึ้นเพิ่มขึ้นคือ funding rate ของสัญญา perpetual ที่ปรับจากราว 3% สู่ระดับราว 10% สะท้อนว่าฝั่ง long ยอมจ่ายต้นทุนสูงขึ้นเพื่อรักษาสถานะก่อนรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะออกในวันศุกร์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลขนี้จึงถูกจับตาเทียบเท่าราคาสปอต
อย่างไรก็ดี ต้องย้ำว่าการเพิ่มขึ้นของสัญญาคงค้างรอบนี้มาจากฐานที่ต่ำ โดยระดับ 625,000 BTC ณ สิ้นเดือนกันยายนอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 12 เดือน ขณะที่ funding rate ที่สูงขึ้นเป็นทั้งสัญญาณบวกและปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง เพราะทำให้ต้นทุนการถือสถานะ long แพงขึ้นและทำให้ผู้ถือสถานะด้วย leverage เปราะบางต่อการกลับตัวของราคามากขึ้น
ในตลาดหุ้น หุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตปรับขึ้นในตลาดพรีมาร์เก็ต โดย Strategy และ Strive เพิ่มขึ้นราว 3% ส่วน Coinbase และ Robinhood เพิ่มขึ้นราว 2% ขณะที่ภาพรวมกระดานราคาสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ปรับขึ้นกันทั่วทั้งกลุ่ม
คำถามที่พบบ่อย
1. Open Interest ของบิตคอยน์คืออะไร และเพิ่มขึ้นเท่าไรในรอบนี้
Open Interest คือมูลค่ารวมของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและสัญญา perpetual ที่ยังไม่ถูกปิดหรือชำระบัญชี ในรอบนี้ปรับขึ้น 27,000 BTC หรือประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 4.3% จากระดับ 626,000 BTC เมื่อวันที่ 30 กันยายน สู่ระดับประมาณ 653,000 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 56.2 พันล้านดอลลาร์ การเพิ่มขึ้นนี้บ่งชี้ว่ามีสถานะใหม่เข้าสู่ตลาดและนักลงทุนให้ความสนใจกับตลาดอนุพันธ์มากขึ้น
2. Funding rate ที่เพิ่มจาก 3% เป็น 10% หมายความว่าอะไร
Funding rate คือค่าธรรมเนียมเป็นงวดที่แลกเปลี่ยนระหว่างผู้ถือสถานะ long และ short เพื่อให้ราคาสัญญา perpetual ใกล้เคียงราคาสปอต เมื่อ funding เป็นบวก ฝั่ง long จะเป็นฝ่ายจ่ายให้ฝั่ง short การที่อัตราปรับขึ้นจากราว 3% สู่ราว 10% สะท้อนว่าฝั่งที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้นมีมากกว่า และยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อรักษาสถานะไว้ก่อนรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ
3. Open Interest เพิ่มขึ้นแปลว่าราคาบิตคอยน์จะขึ้นแน่นอนหรือไม่
ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะตัวเลขสัญญาคงค้างไม่ได้บอกว่าเป็นสถานะฝั่งขึ้นหรือฝั่งลง สิ่งที่ตลาดนำมาประกอบคือการที่ราคาปรับขึ้นพร้อมกับสัญญาคงค้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมักตีความว่ามีสถานะใหม่ช่วยหนุนราคา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงเครื่องชี้วัดปริมาณ ไม่ใช่เครื่องรับประกันทิศทาง ราคายังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคและกระแสเงินทุนเป็นสำคัญ
4. ทำไมตลาดจึงให้ความสำคัญกับรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ
ข้อมูลการจ้างงานเป็นหนึ่งในตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยเป็นตัวกำหนดต้นทุนของสินทรัพย์เสี่ยง การคาดการณ์นี้จึงส่งผ่านไปยังตลาดหุ้น ตลาดเงิน และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในเวลาใกล้เคียงกัน การที่นักลงทุนอนุพันธ์เพิ่มสถานะก่อนวันประกาศจึงสะท้อนความพยายามถือโพซิชันรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
5. หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตตัวใดปรับขึ้นบ้างในตลาดพรีมาร์เก็ต
บริษัทที่ถือบิตคอยน์ในงบดุลมากที่สุดอย่าง Strategy ปรับขึ้นราว 3% ขณะที่ Strive ก็ปรับขึ้นราว 3% เช่นกัน ส่วน Coinbase และ Robinhood ปรับขึ้นราว 2% การเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มนี้มักถูกมองเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพรวม ไม่ใช่เพียงต่อราคาบิตคอยน์เท่านั้น
6. Funding rate ที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงอะไรให้กับตลาด
Funding rate ที่สูงทำให้ต้นทุนการถือสถานะฝั่งขาขึ้นแพงขึ้น และเมื่อรวมกับ leverage ที่หนาแน่นขึ้น ตลาดจะเปราะบางต่อการกลับตัวของราคามากขึ้น หากราคาย่อตัวแรง ผู้ถือสถานะด้วย leverage อาจถูกบังคับปิดสถานะเป็นทอด ๆ ซึ่งเป็นกลไกที่เร่งให้ราคาปรับลงรุนแรงกว่าปกติ นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขนี้ถูกจับตาในฐานะสัญญาณเตือนควบคู่ไปกับสัญญาณบวก
7. ระดับสัญญาคงค้างในปัจจุบันสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา
ระดับสัญญาคงค้างประมาณ 625,000 BTC ณ สิ้นเดือนกันยายนอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 12 เดือน ดังนั้นการเพิ่มขึ้น 4.3% ในรอบล่าสุดจึงถือเป็นการฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ แม้กิจกรรมเก็งกำไรจะเริ่มกลับมา แต่ยังไม่ถึงระดับที่บ่งชี้ว่าตลาดกลับไปร้อนแรงเท่าช่วงก่อนหน้า นักวิเคราะห์จึงยังต้องติดตามข้อมูลต่อเนื่องว่านักลงทุนจะเพิ่มสถานะต่อหรือไม่หลังรายงานการจ้างงานออกมา
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
