ผู้ร่วมก่อตั้ง Hut 8 เตือน AI หลุดมือ เสี่ยงสะเทือนการเงิน
มาร์ก ฟาน เดอ ไคส์ (Marc van der Chijs) ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทขุดบิตคอยน์ Hut 8 (HUT) ซึ่งปัจจุบันได้หันแกนธุรกิจไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ออกมาแสดงความกังวลต่อเทคโนโลยีที่บริษัทของเขากำลังลงทุนอยู่อย่างชัดเจน โดยระบุในการให้สัมภาษณ์ว่า “จริง ๆ แล้ว ผมกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา” และย้ำประโยคสำคัญว่า “เราสูญเสียการควบคุมไปแล้วจริง ๆ” พร้อมเสริมว่า “และจนกว่าเราจะได้การควบคุมกลับมา ผมก็กังวลจริง ๆ ว่าเรากำลังเดินหน้าเร็วเกินไป”
ความกังวลนี้มาพร้อมกับการปรับพอร์ตการลงทุนครั้งสำคัญของเขา ฟาน เดอ ไคส์ เปิดเผยว่าเขาได้ขายบิตคอยน์ไปเป็นจำนวนมากเพื่อนำเงินไปลงทุนใน AI และล่าสุดกำลังจัดสรรกำไรบางส่วนที่ได้จาก AI กลับเข้าสู่ตลาดคริปโตอีกครั้ง โดยใช้ช่องทางกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดหลักทรัพย์ (ETF) เป็นหลัก ขณะที่เขายังคงมองว่าบิตคอยน์คือสินทรัพย์ที่ดีที่สุดหากต้องถือเพียงอย่างเดียวไปตลอดชีวิต
ภาพรวมของข่าว
เรื่องราวของฟาน เดอ ไคส์ สะท้อนภาพของนักลงทุนรุ่นบุกเบิกในตลาดคริปโตที่เคยเชื่อมั่นในบิตคอยน์ตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ปัจจุบันเขาเปรียบเทียบศักยภาพของ AI ในวันนี้กับศักยภาพของบิตคอยน์ในอดีต กล่าวคือเป็นเทคโนโลยีที่สามารถพลิกโฉมเศรษฐกิจได้จริง แต่คำถามสำคัญที่เขาเริ่มตั้งขึ้นไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทนอีกต่อไป หากเป็นเรื่องของความสามารถของมนุษย์ในการกำกับทิศทางเทคโนโลยีนั้น
จุดยืนใหม่ของเขาสอดคล้องกับคำเตือนที่ออกมาก่อนหน้านี้จากดาริโอ อาโมเดย์ (Dario Amodei) ซีอีโอของบริษัท Anthropic ซึ่งเรียกร้องให้ผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชะลอความเร็วของการพัฒนา AI ขั้นแนวหน้า โดยอาโมเดย์เตือนในทำนองเดียวกันว่า ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วซึ่งขับเคลื่อนโดยโมเดล AI ที่สามารถปรับปรุงตัวเองแบบวนซ้ำ (recursive self-improvement) มีความเสี่ยงที่จะเกินขีดความสามารถของมนุษย์ในการควบคุม และอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง ทั้งสองคนชี้ไปที่กับดักเชิงโครงสร้างเดียวกัน นั่นคือการแข่งขันอันดุเดือดระหว่างบริษัทและระหว่างรัฐชาติ ซึ่งลงโทษผู้ที่เลือกยับยั้งตัวเอง จึงทำให้การหยุดชะงักของระบบหรือความล้มเหลวร้ายแรงดูเหมือนเป็นสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่กรอบกำกับดูแลระหว่างประเทศที่แท้จริงจะถูกจัดตั้งขึ้น
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
ประเด็นแรกคือคำยืนยันจากปากของผู้ที่เคยลงทุนหนักในบิตคอยน์ว่าเขาได้ขายบิตคอยน์จำนวนมากและโยกเงินไปลงทุนใน AI ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เขาเชื่อว่าช่วยให้เขาเกาะกระแสเทคโนโลยีรอบใหม่ได้ทัน ประเด็นที่สองคือมุมมองว่าเม็ดเงินที่นักลงทุนทั่วโลกย้ายจากคริปโตไปสู่ AI มีส่วนทำให้ราคาบิตคอยน์ไม่สามารถขึ้นไปถึงระดับ 200,000-250,000 ดอลลาร์ที่เขาและนักวิเคราะห์หลายคนเคยคาดหวังไว้ ประเด็นที่สามคือการกลับเข้าสู่ตลาดคริปโตบางส่วนผ่าน ETF ซึ่งสะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีบทบาทในพอร์ตของเขา แม้เขาจะให้น้ำหนักกับ AI มากกว่าในเชิงธุรกิจ
ประเด็นที่สี่คือด้านความเสี่ยงเชิงระบบ เขากังวลว่า AI อาจเปิดเผยช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ธนาคารรุ่นเก่าที่ใช้งานมานาน ซึ่งจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินที่ต้องพึ่งพาระบบเชื่อมโยงระหว่างกัน และประเด็นที่ห้าคือข้อสังเกตว่าภายในอุตสาหกรรมคริปโตเอง ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนและธุรกิจที่สร้างขึ้นรอบบิตคอยน์มีความเปราะบางกว่าระบบเครือข่ายพื้นฐานของบิตคอยน์เอง ประเด็นสุดท้ายคือการคาดการณ์เชิงเศรษฐกิจว่า AI และหุ่นยนต์อาจทำงานแทนมนุษย์ได้ถึงร้อยละ 90-95 ของงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมกับทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการลดลงอย่างมาก
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
ฟาน เดอ ไคส์ ให้สัมภาษณ์ด้วยฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะผู้บริหารบริษัท และเขาได้กล่าวชื่นชมการตัดสินใจของ Hut 8 ที่หันเข้าสู่ธุรกิจ AI ว่าเป็น “การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” พร้อมระบุว่าหากวันนี้เขายังบริหารบริษัทอยู่ เขาจะเลือกจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดไปที่ศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI หรือ AI data center เลย เพราะเขามองว่าเหตุผลทางธุรกิจของโครงสร้างพื้นฐาน AI แข็งแรงกว่าเหมืองขุดบิตคอยน์อย่างชัดเจน ความเห็นนี้เป็นมุมมองส่วนบุคคล แต่ก็สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมขุดคริปโตที่ بسیاریแห่งกำลังปรับตัวไปรองรับงานประมวลผล AI
แม้จะมองในแง่ร้ายเกี่ยวกับการควบคุม แต่เขาไม่ได้มองในแง่ร้ายต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของ AI เขายังคงคาดว่าเทคโนโลยีนี้จะพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่ในโลกที่ AI และหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบทั้งหมด รัฐบาลจะต้องหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อทดแทนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินเดือนที่อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เขาเสนอแนวคิดเรื่องการจัดเก็บภาษีจากหุ่นยนต์ หรือภาษีจากการใช้งานโทเคนของ AI แต่ก็ยอมรับว่าการจัดเก็บภาษีลักษณะนี้จะยุ่งยากมาก เพราะโมเดล AI บางส่วนสามารถรันบนเครื่องของผู้ใช้เองได้ ซึ่งทำให้การติดตามการใช้งานทำได้ยากขึ้น
ในด้านการลงทุน เขามองว่าราคาหุ้น AI หลายตัวในปัจจุบันมีระดับมูลค่าที่ตึงตัวเกินไปแล้ว และไม่ใช่ทุกการลงทุนใน AI ที่น่าสนใจที่ระดับราคาปัจจุบัน เขาคาดว่าในช่วงห้าปีข้างหน้า เทสลา (TSLA) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) อาจให้ผลตอบแทนดีกว่า Anthropic แม้ว่าเขาจะเชื่อว่าผู้พัฒนา AI รายชั้นนำอาจกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในที่สุดก็ตาม สำหรับบิตคอยน์ เขาจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า “ถ้าคิดถึงสินทรัพย์ทั้งหมดที่คุณถือได้ ถ้ามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือบิตคอยน์”
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
ตัวเลขชุดแรกที่ถูกพูดถึงคือช่วงปี 2013 ซึ่งเป็นปีที่ฟาน เดอ ไคส์ เข้าสู่ตลาดบิตคอยน์ และเป็นจุดเปรียบเทียบว่าเขามอง AI ในวันนี้คล้ายกับสิ่งที่เขาเห็นในบิตคอยน์เมื่อกว่าทศวรรษก่อน ตัวเลขชุดที่สองคือระดับ 200,000-250,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับราคาบิตคอยน์ที่เขาและคนอื่น ๆ เคยคาดหวังไว้ แต่เขาเชื่อว่าการถ่ายเทเงินทุนไปสู่ AI ทำให้ราคาไม่ไปถึงระดับนั้น ตัวเลขชุดที่สามคือสัดส่วนงานร้อยละ 90-95 ที่ AI และหุ่นยนต์อาจเข้ามาทำแทนได้ในอนาคต ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อแนวคิดเรื่องภาษีรูปแบบใหม่ ตัวเลขชุดที่สี่คือกรอบเวลาห้าปีที่เขาใช้ประเมินว่าหุ้นอย่างเทสลาและสเปซเอ็กซ์อาจให้ผลตอบแทนเหนือกว่า Anthropic
นอกจากนี้ ข้อมูลราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ปรากฏในหน้าเดียวกันของต้นทางยังสะท้อนบรรยากาศตลาดที่ยังผันผวน โดยบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 80,424.55 ดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 1.06 อีเทอเรียมอยู่ที่ประมาณ 2,578.93 ดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 2.31 ริปเปิลอยู่ที่ประมาณ 1.38 ดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 2.09 และโซลานาอยู่ที่ประมาณ 108.21 ดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 3.17 ขณะที่ดัชนีกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ปรับลดลงร้อยละ 1.97 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และไม่ควรใช้เป็นจุดอ้างอิงในการตัดสินใจลงทุน
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
มิติแรกที่ตลาดให้ความสนใจคือเรื่องของความเชื่อมั่น หากสถาบันการเงินต้องเผชิญกับช่องโหว่ของซอฟต์แวร์รุ่นเก่าที่ถูก AI ค้นพบหรือโจมตีได้ง่ายขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะระบบการเงินโลกเชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายการชำระเงิน การชำระบัญชี และระบบสินเชื่อระหว่างสถาบัน ความกังวลลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามว่า หน่วยงานกำกับดูแลมีเครื่องมือและความเร็วในการตอบสนองเพียงพอหรือไม่ เมื่อภัยคุกคามพัฒนาด้วยความเร็วแบบอัตโนมัติ
มิติที่สองคือความแตกต่างระหว่างเครือข่ายกับตัวกลางในอุตสาหกรรมคริปโต ข้อสังเกตของฟาน เดอ ไคส์ ชี้ว่าตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนและบริษัทที่สร้างธุรกิจบนบิตคอยน์มีจุดอ่อนมากกว่าโครงข่ายหลักของบิตคอยน์เอง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรแยกแยะให้ชัดระหว่างความเสี่ยงของตัวสินทรัพย์กับความเสี่ยงของตัวกลางที่ให้บริการ มิติที่สามคือการแข่งขันระหว่างบริษัทและระหว่างชาติ ซึ่งทำให้การชะลอการพัฒนา AI เป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ เพราะฝ่ายที่ชะลอก่อนอาจเสียเปรียบเชิงกลยุทธ์ และนั่นคือเหตุผลที่ทั้งฟาน เดอ ไคส์ และอาโมเดย์เห็นตรงกันว่ากรอบกำกับดูแลระหว่างประเทศยังตามหลังความเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยี
มิติที่สี่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว หาก AI และหุ่นยนต์สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90-95 ตามที่เขาคาด ต้นทุนสินค้าและบริการจะลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในแง่กำลังซื้อ แต่ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างรายได้ของรัฐจะสั่นคลอน เพราะฐานภาษีจากค่าจ้างแรงงานจะหดตัวลง ประเทศที่พึ่งพาภาษีเงินได้เป็นหลักอาจต้องเร่งหารูปแบบรายได้ใหม่ ๆ และนี่คือโจทย์เชิงนโยบายที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนในปัจจุบัน
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารด้านการลงทุน ประเด็นสำคัญไม่ใช่การคาดเดาว่าบิตคอยน์จะไปถึง 200,000 ดอลลาร์หรือไม่ แต่คือการทำความเข้าใจว่ากระแสเงินทุนโลกกำลังจัดสรรใหม่ระหว่างสองธีมใหญ่ คือสินทรัพย์ดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งการย้ายน้ำหนักของนักลงทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่รายก็สามารถเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของตลาดได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม บทสัมภาษณ์นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของบุคคลหนึ่ง ไม่ใช่การคาดการณ์ที่เป็นทางการ และไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจลงทุนเพียงลำพัง
ประเด็นที่ผู้ติดตามตลาดควรจับตาต่อไปคือ ท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ต่อความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดจาก AI โดยเฉพาะในภาคการเงิน ระดับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI ของบริษัทขุดคริปโตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และทิศทางเม็ดเงินที่ไหลผ่าน ETF ทั้งของบิตคอยน์และของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI เพราะตัวเลขเหล่านี้จะบอกได้ว่าการเปลี่ยนขั้วของเงินทุนรอบนี้เป็นเพียงกระแสระยะสั้นหรือเป็นโครงสร้างใหม่ของตลาด
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
สำหรับผู้อ่านไทย ข่าวนี้มีนัยที่เชื่อมโยงกับสองเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในประเทศ นั่นคือการเติบโตของความสนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านช่องทางที่มีการกำกับดูแล เช่น กองทุนรวมหรือกองทุน ETF ที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ดิจิทัล และการเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในภาคธุรกิจ ทั้งภาคการเงิน การผลิต ค้าปลีก และบริการ สิ่งที่บทสัมภาษณ์นี้ตอกย้ำคือ เทคโนโลยีทั้งสองไม่ได้แยกขาดจากกันอีกต่อไป หากแต่กำลังแย่งชิงเงินทุน ความสนใจ และบุคลากรระหว่างกัน
อีกมิติหนึ่งคือเรื่องเสถียรภาพของระบบการเงิน คำเตือนเรื่องซอฟต์แวร์ธนาคารรุ่นเก่าที่อาจมีช่องโหว่ต่อภัยคุกคามจาก AI เป็นเรื่องที่สถาบันการเงินทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ต้องให้ความสำคัญ เพราะระบบธนาคารที่มีการเชื่อมโยงกันนั้น หากเกิดความเสียหายในจุดหนึ่ง จุดอื่นก็อาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ได้ ความเชื่อมั่นเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของระบบการเงิน และความเชื่อมั่นก็สั่นคลอนได้เร็วกว่าที่ระบบจะซ่อมแซมได้ทัน
ในด้านของเทคโนโลยี AI กับการจ้างงาน ผู้อ่านไทยควรทำความเข้าใจว่า การคาดการณ์ว่างานร้อยละ 90-95 จะถูกแทนที่ด้วย AI และหุ่นยนต์นั้นเป็นสมมติฐานระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองปี แต่ทิศทางของแรงกดดันนั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ในภาคธุรกิจที่เริ่มนำระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น การเตรียมทุนมนุษย์ ทักษะดิจิทัล และการออกแบบระบบคุ้มครองทางสังคมจึงเป็นโจทย์ที่ทุกประเทศต้องคิดไปพร้อมกัน ไม่ใช่เรื่องที่รอให้ปัญหามาถึงก่อนแล้วค่อยตั้งรับ
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
ความน่าสนใจประการแรกคือที่มาของคำเตือน ผู้ออกมาเตือนคือคนที่เคยทำเงินจากบิตคอยน์และปัจจุบันทำเงินจาก AI ไม่ใช่ผู้วิพากษ์จากภายนอกที่ยืนอยู่นอกวงการ ความน่าดึงดูดจึงอยู่ที่การเห็นเทคโนโลยีก้าวหน้าไปทั้งสองฝั่งพร้อมกัน และเลือกที่จะพูดถึงความเสี่ยงในเวลาที่ธุรกิจของตัวเองกำลังได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกังกล่าว
ความน่าสนใจประการที่สองคือกรอบคิดเรื่องกับดักเชิงโครงสร้าง ที่บอกว่าการแข่งขันนั้นลงโทษผู้ที่สมัครใจหยุดตัวเอง ทำให้การรอให้ทุกฝ่ายพร้อมใจกันชะลอเป็นเรื่องยากมากในทางปฏิบัติ ความน่าสนใจประการที่สามคือคำถามเรื่องแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาล เมื่อ AI และหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น การจัดเก็บภาษีจากหุ่นยนต์หรือจากการใช้โทเคน AI เป็นแนวคิดที่ยังต้องถกเถียงกันอีกมาก และจะกลายเป็นวาระสำคัญของนโยบายภาษีในทศวรรษหน้า
คำศัพท์ที่ควรรู้
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
- AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ หมายถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถเรียนรู้ ประมวลผล และตัดสินใจในงานที่โดยปกติต้องอาศัยมนุษย์ โดยปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่โมเดลภาษาไปจนถึงระบบที่ควบคุมหุ่นยนต์
- บิตคอยน์ (BTC) สินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกของโลกที่ทำงานบนเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ โดยไม่มีองค์กรใดเป็นเจ้าของหรือควบคุมแต่เพียงผู้เดียว
- บิตคอยน์ไมนิงหรือการขุดบิตคอยน์ กระบวนการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กำลังสูงยืนยันธุรกรรมบนเครือข่าย เพื่อแลกกับรางวัลเป็นบิตคอยน์ใหม่ ธุรกิจประเภทนี้ใช้พลังงานไฟฟ้ามากและมีรายได้ผันผวนตามราคาบิตคอยน์
- ศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และชิปประมวลผลจำนวนมากเพื่อฝึกสอนและให้บริการโมเดล AI ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทขุดบิตคอยน์หลายแห่งหันมาทำ เพราะใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนคล้ายกัน
- ETF หรือกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นกองทุนที่ซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้น ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์อ้างอิงได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์นั้นเองโดยตรง
- ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ความเสี่ยงที่ความล้มเหลวของสถาบันหรือระบบใดระบบหนึ่งลุกลามเป็นวงกว้างในระบบการเงินและเศรษฐกิจโดยรวม
- Recursive Self-Improvement แนวคิดที่ว่าโมเดล AI สามารถปรับปรุงหรือพัฒนาโมเดลรุ่นถัดไปได้เอง จนความเร็วในการพัฒนาอาจเกินกว่าที่มนุษย์จะกำกับทัน
- Doomer คำเรียกขานในวงการเทคโนโลยีสำหรับผู้ที่มองว่า AI อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ร้ายแรงระดับหายนะมากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกควบคุมได้
สรุปประเด็นสำคัญ
มาร์ก ฟาน เดอ ไคส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทขุดบิตคอยน์ Hut 8 ซึ่งปัจจุบันหันไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ออกมาเตือนว่าโลกได้สูญเสียการควบคุมการพัฒนา AI ไปแล้ว และการแข่งขันระหว่างบริษัทกับรัฐชาติทำให้การชะลอความเร็วเป็นเรื่องยาก เขาเห็นชื่อพัฒนาการนี้อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบการเงิน โดยเฉพาะช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ธนาคารรุ่นเก่า และมองว่าภายในอุตสาหกรรมคริปโต ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนและธุรกิจที่พึ่งพาบิตคอยน์เปราะบางกว่าเครือข่ายหลักของบิตคอยน์เอง
ในด้านการลงทุน เขาขายบิตคอยน์ไปเป็นจำนวนมากเพื่อเข้าสู่ AI และเชื่อว่าการถ่ายเทเงินทุนไปยัง AI เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาบิตคอยน์ไม่ถึงระดับ 200,000-250,000 ดอลลาร์ตามที่เคยคาด ตอนนี้เขาเริ่มนำกำไรจาก AI กลับเข้าสู่คริปโตผ่าน ETF บางส่วน และยังคงมองว่าบิตคอยน์คือสินทรัพย์เดียวที่เขาจะเลือกถือหากต้องถือเพียงหนึ่งอย่างไปตลอดชีวิต ขณะเดียวกันเขาคาดว่า AI และหุ่นยนต์อาจทำงานแทนมนุษย์ได้ถึงร้อยละ 90-95 ของงานในปัจจุบัน ซึ่งจะบังคับให้รัฐบาลต้องคิดเรื่องภาษีใหม่ เช่น ภาษีหุ่นยนต์หรือภาษีการใช้โทเคน AI
คำถามที่พบบ่อย
ใครคือมาร์ก ฟาน เดอ ไคส์ และทำไมความเห็นของเขาจึงถูกจับตา
มาร์ก ฟาน เดอ ไคส์ เป็นผู้ประกอบการและผู้ร่วมก่อตั้ง Hut 8 ซึ่งเป็นบริษัทขุดบิตคอยน์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เขาเข้าสู่ตลาดบิตคอยน์ตั้งแต่ปี 2013 จึงอยู่ในกลุ่มนักลงทุนรุ่นบุกเบิกของอุตสาหกรรมคริปโต ปัจจุบันบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งได้หันไปทำธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้มุมมองของเขามีน้ำหนักในฐานะคนที่เห็นทั้งสองฝั่งของเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิด
คำเตือนเรื่อง “เราสูญเสียการควบคุม” หมายความว่าอย่างไร
เป็นคำกล่าวที่สะท้อนความกังวลว่าความเร็วในการพัฒนา AI แซงหน้าความสามารถของมนุษย์และหน่วยงานกำกับดูแลในการควบคุมทิศทางของมัน เขาเปรียบเทียบว่าการแข่งขันระหว่างบริษัทและระหว่างประเทศลงโทษฝ่ายที่เลือกหยุดหรือชะลอตัวเอง ทำให้ไม่มีใครอยากถอยคนเดียว คำกล่าวนี้จึงไม่ได้หมายถึง AI หลุดออกจากมือในเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสูญเสียอำนาจกำหนดทิศทางในเชิงโครงสร้างด้วย
ทำไม AI ถึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อระบบธนาคาร
เขาให้เหตุผลว่า AI อาจเปิดเผยช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ธนาคารรุ่นเก่าที่ใช้งานมานานและมีความเชื่อมโยงระหว่างกันสูง เมื่อระบบหนึ่งล้มหรือถูกโจมตี ผลกระทบอาจลามไปยังสถาบันอื่นได้อย่างรวดเร็ว และความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ใช่ตัวเงิน หากแต่เป็นความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานของระบบการเงินทั้งหมด
ทำไมเขาจึงขายบิตคอยน์แล้วกลับมาลงทุนคริปโตอีกครั้ง
เขาเปิดเผยว่าได้ขายบิตคอยน์จำนวนมากเพื่อนำเงินไปลงทุนใน AI เพราะมองว่าเป็นโอกาสของเทคโนโลยีรอบใหม่ที่กำลังมาแรง ล่าสุดเขากำลังจัดสรรกำไรบางส่วนจาก AI กลับเข้าสู่ตลาดคริปโต โดยใช้ ETF เป็นช่องทางหลัก และยังคงยืนยันว่าบิตคอยน์คือสินทรัพย์อันดับหนึ่งในความคิดของเขา แนวทางนี้จึงเป็นการปรับสัดส่วนพอร์ตมากกว่าการเปลี่ยนความเชื่อทั้งหมด
การคาดการณ์ว่างานร้อยละ 90-95 จะถูก AI แทนที่นั้นเชื่อถือได้แค่ไหน
ตัวเลขนี้เป็นสมมติฐานระยะยาวของผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่ผลการศึกษาที่ผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ และไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าอาจเกิดขึ้นเมื่อใด การนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้จริงยังต้องผ่านข้อจำกัดด้านต้นทุน กฎหมาย และการยอมรับของสังคม หากเกิดขึ้นจริงในวงกว้าง รัฐบาลจะต้องหารายได้ใหม่ เช่น ภาษีหุ่นยนต์หรือภาษีการใช้โทเคน AI ซึ่งเขายอมรับว่าจัดเก็บได้ยากหากโมเดลรันบนเครื่องของผู้ใช้เอง
ความเห็นนี้บอกอะไรเกี่ยวกับตลาดบิตคอยน์
สิ่งที่ควรตีความคือการย้ายน้ำหนักของเงินทุนระหว่างธีมการลงทุน ซึ่งอาจกดดันราคาบิตคอยน์ในระยะสั้น แต่ไม่ได้บอกทิศทางราคาในอนาคต และไม่ได้เป็นการรับประกันว่าเม็ดเงินจะไหลกลับคริปโตเต็มจำนวน ผู้ลงทุนควรแยกความเห็นส่วนบุคคลของบุคคลในอุตสาหกรรมออกจากข้อมูลเชิงประจักษ์ และควรติดตามปัจจัยพื้นฐานอย่างอุปสงค์ของ ETF กฎเกณฑ์การกำกับดูแล และภาวะสภาพคล่องของตลาดโดยรวม
ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับผู้อ่านในประเทศไทยอย่างไร
ผู้อ่านไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับผลทางอ้อมจากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก เพราะกระแสเงินทุนที่ย้ายระหว่างธีม AI กับคริปโตส่งผลต่อความผันผวนของราคาในตลาดที่เชื่อมโยงกัน ขณะเดียวกัน คำเตือนเรื่องเสถียรภาพของระบบการเงินและเรื่องการแทนที่แรงงานด้วยระบบอัตโนมัติก็เป็นวาระสำคัญของภาคธุรกิจและภาคนโยบายของไทยเช่นกัน การทำความเข้าใจทั้งสองเรื่องจึงมีประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินส่วนบุคคลและต่อการประเมินความเสี่ยงของธุรกิจในระยะยาว
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
