บาร์กินชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง เงินเฟ้อยังน่ากังวล

ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์ ทอม บาร์กิน กล่าวเมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน ณ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ว่า สภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในเวลานี้ “หากจะมีอะไร ก็คือกำลังแข็งแกร่งขึ้น” โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงต่อเนื่อง และความแข็งแกร่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนที่ไม่ใช่เพียงการลงทุนในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังต้องให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเป็นหลัก

บาร์กินระบุว่า “ความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อมีมากกว่าความเสี่ยงต่อการจ้างงานเต็มที่ นั่นคือเหตุผลที่เราปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ “จะช่วย” ให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงอนาคตว่า “จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ และอีกกี่ครั้ง เราจะได้เห็นกัน” โดยบาร์กินไม่ได้เป็นสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในปีนี้

ภาพรวมของข่าว

การแสดงความเห็นของบาร์กินครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังจากที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน สู่กรอบ 3.75%-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูงขึ้นอีกขั้น และสะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายยังไม่พอใจกับเส้นทางของเงินเฟ้อในขณะนี้

สาระสำคัญของถ้อยแถลงครั้งนี้อยู่ที่การจัดลำดับความเสี่ยง บาร์กินบอกอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองพันธกิจหลักของธนาคารกลางสหรัฐฯ การจัดลำดับเช่นนี้หมายความว่า หากจำเป็นต้องเลือกระหว่างการยอมให้ตลาดแรงงานชะลอตัวลงบ้าง กับการปล่อยให้เงินเฟ้อสูงนานเกินไป เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้พร้อมจะเลือกแนวทางแรก

นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของบาร์กินยังสอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คนอื่นๆ ที่เริ่มขยายขอบเขตความกังวลว่าเงินเฟ้อในสหรัฐฯ กำลังถูกขับเคลื่อนมากขึ้นจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งภายในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงจากราคาพลังงาน ภาษีนำเข้า หรือปัญหาด้านอุปทานอื่นๆ ที่โดยปกติควรจะคลี่คลายไปเองตามกลไกตลาด การเปลี่ยนกรอบความคิดเช่นนี้มีนัยสำคัญต่อระยะเวลาที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง

ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น

ประเด็นแรกคือการยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ได้อ่อนแรงลงอย่างที่บางฝ่ายกังวล บาร์กินใช้คำว่า “หากจะมีอะไร ก็คือกำลังแข็งแกร่งขึ้น” ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าแรงส่งของเศรษฐกิจยังมีอยู่ ทั้งจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนในภาคส่วนต่างๆ ที่กระจายตัวกว้างกว่าที่เคยเป็น

ประเด็นที่สองคือการบอกว่าเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หมวดพลังงานและผลของมาตรการภาษีนำเข้า บาร์กินชี้ว่า แม้จะ “น่าดึงดูดใจ” ที่จะโทษเงินเฟ้อสูงว่าเกิดจากสินค้าไม่กี่หมวดที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือต่อภาษีนำเข้า แต่ข้อเท็จจริงคือดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในหลายหมวดกำลังเพิ่มขึ้นในอัตรามากกว่า 3% ต่อปี

ประเด็นที่สามคือ “shock ชั่วคราว” ที่ควรจะผ่านไปกลับไม่ผ่านไปง่าย บาร์กินกล่าวว่า แม้แต่ shock ที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ครั้งเดียวและเกิดขึ้นชั่วคราว ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าตนเป็นเช่นนั้นจริง แต่กลับสร้างแรงกดดันด้านราคาที่ยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

ประเด็นที่สี่คือประตูสำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มยังเปิดอยู่ บาร์กินไม่ได้ปิดโอกาสที่จะมีการปรับขึ้นอีก แต่ก็ไม่ได้ระบุจำนวนหรือจังหวะเวลาอย่างชัดเจน โดยปล่อยเป็นคำถามที่ต้องติดตามข้อมูลต่อไป ซึ่งทำให้นักลงทุนยังต้องคาดการณ์ทิศทางนโยบายกันต่อไปในการประชุมครั้งต่อๆ ไป

ประเด็นที่ห้าคือสถานะของบาร์กินเอง เขาไม่ได้เป็นสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินในปีนี้ ดังนั้นความเห็นของเขาจึงไม่มีผลโดยตรงต่อมติ แต่มีน้ำหนักในฐานะสัญญาณของกระแสความคิดภายในธนาคารกลางสหรัฐฯ และในฐานะผู้บริหารธนาคารกลางสาขาที่ใกล้ชิดกับภาคธุรกิจในภูมิภาคของตน

รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ

บาร์กินกล่าวถ้อยแถลงนี้ในถ้อยคำที่เตรียมไว้สำหรับการบรรยายต่อสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (CFA Society) ประจำเมืองบัลติมอร์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการอธิบายมุมมองว่าเหตุใดเขาจึงสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด และเหตุใดเขาจึงยังไม่พร้อมที่จะผ่อนคลายนโยบาย

เขาระบุว่า “จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ และอีกกี่ครั้ง เราจะได้เห็นกัน” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เปิดกว้างและสะท้อนว่าการตัดสินใจขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะทยอยออกมาในระยะถัดไป โดยไม่มีการผูกมัดล่วงหน้าว่าจะขึ้นอีกกี่ครั้ง หรือจะหยุดเมื่อใด

สิ่งที่บาร์กินเน้นเป็นพิเศษคือภาพของเศรษฐกิจที่แข็งแรงนอกเหนือจากวงการศูนย์ข้อมูล เขาบอกว่า “ผมได้ยินแรงส่งนอกเหนือจากศูนย์ข้อมูลเช่นกัน ภาคกลาโหมกำลังร้อนแรง ผู้ผลิตที่ผมติดต่อเริ่มส่งเสียงในแง่บวกมากขึ้น และนายธนาคารบอกเราว่าไปป์ไลน์สินเชื่อยังแข็งแรงดี” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ยังลามไปยังภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายจริงของภาครัฐและภาคเอกชน

อีกประเด็นที่บาร์กินชี้คือ แม้ตลาดจะให้น้ำหนักกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีนำเข้าในฐานะต้นเหตุของเงินเฟ้อ แต่ข้อมูลดัชนีราคาที่กว้างกว่ากลับบอกว่าแรงกดดันด้านราคากระจายอยู่ในหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นบริการ สินค้าอุปโภคบริโภค หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของครัวเรือน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาไม่ต้องการแยกแยะเงินเฟ้อออกเป็นเพียง “เงินเฟ้อพลังงาน” หรือ “เงินเฟ้อจากภาษีนำเข้า” เท่านั้น

ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา

ตัวเลขแรกที่สำคัญที่สุดคือกรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับ 3.75%-4.00% หลังการปรับขึ้นครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นระดับที่ส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมในระบบการเงินโลกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สินเชื่อธุรกิจ ไปจนถึงต้นทุนการกู้ยืมของประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง

ตัวเลขที่สองคือขนาดของการปรับขึ้นที่ 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นหนึ่งในสี่ของ 1% ซึ่งเป็นขนาดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ นิยมใช้เพื่อปรับทิศทางนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ตลาดและภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัว และเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายได้ข้อมูลใหม่มาประเมินก่อนตัดสินใจครั้งถัดไป

ตัวเลขที่สามคือเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายระยะยาวของธนาคารกลางสหรัฐฯ การที่บาร์กินกล่าวว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ย “จะช่วย” ให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายนี้ สื่อว่ายังมีช่องว่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันกับเป้าหมาย และช่องว่างนั้นคือเหตุผลที่ทำให้การผ่อนคลายนโยบายยังไม่ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง

ตัวเลขที่สี่คือการที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลในหลายหมวดเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ต่อปี ตัวเลขนี้มีความสำคัญเพราะเป็นดัชนีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้น้ำหนักในการประเมินเงินเฟ้อ และเพราะการที่เงินเฟ้อหลายหมวดเกิน 3% หมายความว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในหมวดเดียวที่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์หรือมาตรการภาษีนำเข้า

ตัวเลขที่ห้าคือความคาดหวังของนักลงทุนที่ยังมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต ความคาดหวังนี้ปรากฏอยู่ในถ้อยแถลงของบาร์กินเองที่ยอมรับว่านักลงทุนกำลังคาดการณ์เช่นนั้น และความคาดหวังดังกล่าวมีผลต่อราคาสินทรัพย์ทุกประเภทก่อนที่การตัดสินใจจริงจะเกิดขึ้น

ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด

โดยหลักการ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ต้นทุนของเงินทุนทั้งระบบจะสูงขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นตัวอ้างอิงหลักในการคิดราคาสินทรัพย์ทั่วโลก เมื่อตัวอ้างอิงนี้ปรับขึ้น การประเมินมูลค่าหุ้นที่ต้องคิดลดกระแสเงินสดในอนาคตก็ต้องปรับตาม ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นจึงมักกดดันให้หุ้นที่มูลค่าสูงจากการคาดการณ์กำไรในอนาคตไกลมีราคาที่ผันผวนมากกว่าหุ้นที่มีกระแสเงินสดปัจจุบันชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง การขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น เพราะสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปดอลลาร์ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ในสกุลอื่น ผลที่ตามมาคือประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ต้องรับภาระต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้น และกระแสเงินทุนอาจไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในสหรัฐฯ มากขึ้น

ในกรณีของสินทรัพย์ที่มักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างทองคำ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยจริงมีผลต่อค่าเสียโอกาสในการถือครอง เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง การถือทองคำที่ไม่มีกระแสดอกเบี้ยจ่ายก็มีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนติดตามกันอย่างใกล้ชิด แม้ว่าราคาทองคำจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยอื่นร่วมด้วยเสมอ

ปัจจัยที่ทำให้ภาพซับซ้อนขึ้นคือการที่เงินเฟ้อครั้งนี้มีองค์ประกอบหลายชั้น ทั้งจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากมาตรการภาษีนำเข้า และจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน การที่บาร์กินบอกว่าแม้แต่ shock ที่ควรจะชั่วคราวก็ยังไม่ผ่านไปง่าย จึงสื่อว่าตลาดอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายนานกว่าที่คาด และการเก็งกำไรบนสมมติฐานว่า “เงินเฟ้อจะลดเองตามกลไก” อาจเป็นสมมติฐานที่เสี่ยงกว่าที่เคยเป็น

มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด

สำหรับผู้ที่ติดตามตลาดการเงิน สิ่งที่ควรจับตาคือข้อมูลดัชนีราคาในรอบถัดไป โดยเฉพาะดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้น้ำหนัก หากตัวเลขออกมาสูงกว่าที่คาด การคาดการณ์เรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น และตลาดอาจปรับราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง

อีกสิ่งที่ต้องติดตามคือถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คนอื่นๆ เพราะแนวโน้มการตัดสินใจนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงของคนใดคนหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับฉันทามติของคณะกรรมการ การที่บาร์กินกล่าวว่าความเห็นของเขาสอดคล้องกับเจ้าหน้าที่คนอื่นที่กังวลว่าเงินเฟ้อกำลังถูกขับเคลื่อนจากอุปสงค์มากขึ้น จึงเป็นสัญญาณว่าแนวคิดนี้กำลังกลายเป็นกระแสหลักภายในคณะกรรมการ

ประเด็นที่ต้องระวังคือความไม่สมมาตรของความเสี่ยง ในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายและเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เจ้าหน้าที่อาจเลือกที่จะเข้มงวดเกินไปเล็กน้อย มากกว่าที่จะผ่อนคลายเร็วเกินไป เพราะความผิดพลาดจากการปล่อยให้เงินเฟ้อฝังรากลึกนั้นแก้ไขได้ยากและมีต้นทุนทางสังคมสูงกว่าการที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงชั่วคราว

ในทางกลับกัน หากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาอ่อนแอลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน ความจำเป็นในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มก็จะลดลงทันที และตลาดอาจหันไปให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ของการคงอัตราดอกเบี้ยหรือแม้กระทั่งการลดลงในภายหลัง การเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังเช่นนี้มักทำให้ตลาดผันผวนมากกว่าตัวการตัดสินใจนโยบายเอง

บริบทสำหรับผู้อ่านไทย

แม้ข่าวนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ผลกระทบส่งถึงไทยได้ผ่านหลายช่องทาง ช่องทางแรกคือค่าเงิน เพราะทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าเงินบาท เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เงินบาทอ่อนค่าลงได้ ซึ่งส่งผลต่อทั้งต้นทุนการนำเข้าและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก

ช่องทางที่สองคือกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ เมื่อผลตอบแทนในสหรัฐฯ สูงขึ้น นักลงทุนสถาบันทั่วโลกอาจปรับสัดส่วนการลงทุนเพื่อหาโอกาสในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า การเคลื่อนย้ายนี้ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคอาเซียน

ช่องทางที่สามคือต้นทุนการกู้ยืม ภาคธุรกิจไทยที่มีหนี้หรือมีคู่ค้าเป็นบริษัทข้ามชาติมักผูกต้นทุนทางการเงินไว้กับอัตราอ้างอิงระหว่างประเทศ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงขึ้น ต้นทุนการระดมทุนผ่านตลาดต่างประเทศของธุรกิจขนาดใหญ่ก็ปรับขึ้นตาม ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังการตัดสินใจลงทุนภายในประเทศ

ช่องทางที่สี่คือราคาพลังงานและวัตถุดิบ เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีนำเข้าเป็นปัจจัยที่บาร์กินกล่าวถึงโดยตรง ทั้งสองเรื่องนี้กระทบต้นทุนนำเข้าพลังงานและสินค้าขั้นกลางของไทย ซึ่งมีผลต่อเงินเฟ้อภายในประเทศและต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก

ช่องทางที่ห้าคือบรรยากาศความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศ ข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงมักถูกนำมาประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในไทย ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกจึงสามารถสะท้อนเข้าสู่ตลาดทุนไทยได้ในระยะสั้น แม้ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม

เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ

ข่าวนี้น่าสนใจเพราะเป็นการเปลี่ยนเรื่องเล่า (narrative) ของเงินเฟ้อสหรัฐฯ จากเดิมที่ถูกอธิบายว่าเป็นผลของ shock ด้านอุปทานจากพลังงาน ภาษีนำเข้า และปัญหาห่วงโซ่การผลิต มาสู่การอธิบายว่าเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งภายในระบบเศรษฐกิจ การเปลี่ยนคำอธิบายนี้มีนัยสำคัญต่อระยะเวลาและความรุนแรงของนโยบายการเงินที่เข้มงวด

นอกจากนี้ คำกล่าวของบาร์กินยังตอกย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะที่ต้องการความช่วยเหลือจากนโยบายการเงินอย่างเร่งด่วน การที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีพื้นที่ในการรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงได้นานขึ้น ซึ่งขัดกับความหวังของตลาดบางส่วนที่คาดว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดอาจเป็นครั้งสุดท้ายของรอบนี้

อีกประเด็นที่ทำให้ข่าวนี้น่าติดตามคือความโปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจ บาร์กินยอมรับว่าอนาคตของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะตามมา และยอมรับว่านักลงทุนกำลังคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นเพิ่ม ซึ่งเป็นการสื่อสารที่ช่วยลดความเสี่ยงของการตีความผิด แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ตลาดตีความได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลเศรษฐกิจจะสนับสนุนฝ่ายใด

คำศัพท์ที่ควรรู้

คำอธิบายศัพท์สำคัญ

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate): อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมทิศทางเศรษฐกิจ ในสหรัฐฯ อัตรานี้อยู่ในกรอบที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน และปัจจุบันอยู่ที่ 3.75%-4.00% หลังการปรับขึ้นครั้งล่าสุด

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC): คณะกรรมการภายในธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยมีสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงจำนวนจำกัดในแต่ละปี บาร์กินเองไม่ได้มีสิทธิออกเสียงในปีนี้ แม้จะเข้าร่วมการอภิปรายและมีอิทธิพลต่อการถกเถียงภายใน

ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index): มาตรวัดเงินเฟ้อที่ติดตามราคาสินค้าและบริการที่ภาคครัวเรือนบริโภค ครอบคลุมรายจ่ายในวงกว้าง และเป็นดัชนีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้น้ำหนักในการประเมินว่าเงินเฟ้ออยู่ในเส้นทางกลับสู่เป้าหมายหรือไม่

เป้าหมายเงินเฟ้อ 2%: ระดับเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มองว่าเหมาะสมต่อเสถียรภาพราคาในระยะยาว การที่เงินเฟ้อหลายหมวดยังเพิ่มขึ้นเกิน 3% ต่อปี จึงเป็นเหตุผลที่ผู้กำหนดนโยบายยังไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงิน

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์: การปรับขึ้นหนึ่งในสี่ของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจังหวะมาตรฐานที่ใช้ในการปรับนโยบายครั้งละเล็กน้อย เพื่อให้เศรษฐกิจและตลาดมีเวลาปรับตัว และเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายประเมินผลของมาตรการก่อนตัดสินใจครั้งต่อไป

พันธกิจการจ้างงานเต็มที่ (Maximum Employment): หนึ่งในสองพันธกิจหลักของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งหมายถึงการที่เศรษฐกิจมีงานให้ประชาชนทำอย่างเพียงพอ เมื่อบาร์กินบอกว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงการจ้างงาน เขากำลังบอกว่าพร้อมยอมให้ตลาดแรงงานตึงตัวน้อยลงเพื่อแลกกับการคุมเงินเฟ้อ

ภาษีนำเข้า (Tariff): ภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเพิ่มต้นทุนของผู้นำเข้าและมักส่งผ่านไปยังราคาสินค้าขายปลีก ภาษีนำเข้าจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บาร์กินกล่าวถึงในฐานะแหล่งของแรงกดดันด้านราคา แต่เขาเห็นว่าเงินเฟ้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัจจัยนี้

Shock ด้านอุปทานและ shock ชั่วคราว: เหตุการณ์ที่ทำให้ราคาสูงขึ้นชั่วคราว เช่น ราคาพลังงานพุ่งจากความขัดแย้งในภูมิภาค บาร์กินชี้ว่า shock ลักษณะนี้กลับไม่ได้สั้นหรือเกิดขึ้นครั้งเดียวอย่างที่เคยคาด แต่สร้างแรงกดดันด้านราคาที่ยืดเยื้อกว่าเดิม

สรุปประเด็นสำคัญ

ทอม บาร์กิน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์ กล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ “หากจะมีอะไร ก็คือกำลังแข็งแกร่งขึ้น” โดยมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ต่อเนื่อง และจากภาคส่วนอื่นนอกเหนือจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์

เขาระบุชัดว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการจ้างงานเต็มที่ และนั่นคือเหตุผลที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน สู่กรอบ 3.75%-4.00% ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%

บาร์กินยังกล่าวว่า แม้แต่ shock ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องชั่วคราวก็ไม่ได้สั้นหรือเกิดขึ้นครั้งเดียวอย่างที่คาด และการโทษเงินเฟ้อสูงว่าเกิดจากสินค้าไม่กี่หมวดที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือภาษีนำเข้านั้นไม่เพียงพอต่อคำอธิบาย เพราะดัชนี PCE ในหลายหมวดเพิ่มขึ้นเกิน 3% ต่อปี

ทางด้านภาพเศรษฐกิจรายภาคส่วน เขาบอกว่าได้ยินแรงส่งนอกเหนือจากศูนย์ข้อมูล ภาคกลาโหมกำลังร้อนแรง ผู้ผลิตเริ่มส่งเสียงในแง่บวกมากขึ้น และนายธนาคารรายงานว่าไปป์ไลน์สินเชื่อยังแข็งแรง

สำหรับอนาคตของอัตราดอกเบี้ย บาร์กินไม่ระบุจำนวนหรือจังหวะเวลา โดยบอกเพียงว่า “จะต้องขึ้นอีกหรือไม่ และอีกกี่ครั้ง เราจะได้เห็นกัน” และในฐานะที่ไม่ใช่สมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินในปีนี้ ความเห็นของเขาจึงมีน้ำหนักในเชิงสัญญาณมากกว่าเชิงมติ

คำถามที่พบบ่อย

1. ทอม บาร์กิน คือใคร และมีบทบาทอย่างไรต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ?
บาร์กินเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารกลางสาขาประจำภูมิภาคทั้ง 12 แห่ง เขามีส่วนร่วมในการอภิปรายนโยบายการเงินภายในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงในปีนี้ ความเห็นของเขาจึงไม่มีผลโดยตรงต่อมติ แต่มีน้ำหนักในฐานะสัญญาณของกระแสความคิดภายในและในฐานะผู้ที่ใกล้ชิดกับภาคธุรกิจในพื้นที่ของตน

2. ทำไมบาร์กินจึงบอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลัง “แข็งแกร่งขึ้น”?
เขาอ้างถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงต่อเนื่อง และความแข็งแกร่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กระจายไปนอกเหนือจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ เขาระบุว่าได้ยินแรงส่งในภาคกลาโหมที่กำลังร้อนแรง ผู้ผลิตที่เริ่มส่งเสียงในแง่บวกมากขึ้น และนายธนาคารที่รายงานว่าไปป์ไลน์สินเชื่อยังแข็งแรงดี สัญญาณเหล่านี้ทำให้เขามองว่าเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในภาวะที่ต้องการการสนับสนุนจากนโยบายการเงินอย่างเร่งด่วน

3. ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยล่าสุดไปที่ระดับใด และขึ้นเท่าไร?
การประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อนมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่กรอบ 3.75%-4.00% บาร์กินกล่าวว่าการปรับขึ้นครั้งนี้ “จะช่วย” ให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ เขายังตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่และอีกกี่ครั้ง โดยบอกว่า “เราจะได้เห็นกัน” และระบุว่านักลงทุนกำลังคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นเพิ่มเติมอีก

4. ทำไมเจ้าหน้าที่จึงกังวลว่าเงินเฟ้อไม่ได้มาจากพลังงานและภาษีนำเข้าเท่านั้น?
เพราะตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลในหลายหมวดเพิ่มขึ้นในอัตรามากกว่า 3% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยแรงกดดันจากราคาพลังงานหรือมาตรการภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่จึงเริ่มขยายความกังวลไปยังแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งภายในเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะไม่หายไปเองเมื่อราคาพลังงานหรือความวุ่นวายด้านการค้าคลี่คลายลง

5. “Shock ชั่วคราว” ที่ไม่ผ่านไปง่ายหมายถึงอะไร และสำคัญอย่างไร?
หมายถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาสูงขึ้นเพียงชั่วระยะหนึ่ง เช่น ราคาพลังงานพุ่งจากความขัดแย้งในภูมิภาค หรือราคาสินค้าปรับขึ้นหลังการเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งโดยทฤษฎีควรจะคลี่คลายไปเองตามกลไกตลาด บาร์กินชี้ว่า shock ลักษณะนี้กลับไม่ได้สั้นหรือเกิดขึ้นครั้งเดียวอย่างที่เคยคาด และสร้างแรงกดดันด้านราคาที่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก ความสำคัญอยู่ที่ว่าหาก shock ไม่ผ่านไปง่าย ผู้กำหนดนโยบายก็ต้องคงความเข้มงวดนานกว่าที่ตลาดคาด

6. แนวโน้มต่อไปจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่?
บาร์กินไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน เขาบอกเพียงว่า “จะต้องขึ้นอีกหรือไม่ และอีกกี่ครั้ง เราจะได้เห็นกัน” ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะทยอยออกมา โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงาน สิ่งที่ระบุได้ชัดคือเขาไม่ปิดประตูสำหรับการขึ้นเพิ่ม และเขามองว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการจ้างงานในขณะนี้

7. ข่าวนี้มีผลต่อนักลงทุนและผู้อ่านในไทยอย่างไร?
ผลกระทบส่งผ่านหลายช่องทาง ทั้งค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าลงเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่อาจเปลี่ยนทิศทางได้เมื่อผลตอบแทนในสหรัฐฯ สูงขึ้น และต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับอัตราอ้างอิงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ได้รับผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีนำเข้ายังมีผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตภายในประเทศด้วย ผู้อ่านจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและนโยบายอย่างต่อเนื่องมากกว่าการคาดเดาจากข่าวเพียงชิ้นเดียว

คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้

Similar Posts