บิตคอยน์ไร้สหสัมพันธ์พันธบัตรระยะยาว
ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรโลกกำลังกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้น 15 เบสิกพอยต์ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ที่เกิน 5.13% และลากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ปรับขึ้นตามกันเป็นวงกว้าง ขณะเดียวกันดัชนี MOVE ซึ่งวัดระดับความผันผวนคาดหวังของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พุ่งขึ้น 21% สู่ระดับ 95 จุด สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ร่วงลงจาก 87,200 ดอลลาร์ เหลือ 83,500 ดอลลาร์ในวันเดียวกัน และยังกดให้ราคาซื้อขายอยู่ในโซนใกล้ 83,000 ดอลลาร์ต่อมา โดยล่าสุดมีการซื้อขายที่ระดับประมาณ 83,219.41 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านข้อมูลเชิงสถิติระยะยาว ข้อสรุปที่ได้กลับไม่ตรงกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า “พันธบัตรผลตอบแทนสูงเป็นลบกับบิตคอยน์” เพราะค่าสหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนรายวันของบิตคอยน์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ในกรอบ 90 วันอยู่ที่เพียง -0.18 ซึ่งใกล้ศูนย์จนแทบแยกไม่ออกว่าไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ขณะที่กรอบ 180 วันอยู่ที่ -0.06 และกรอบ 1 ปีอยู่ที่ -0.03 สะท้อนภาพว่าบิตคอยน์กับพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกันอย่างชัดเจนอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ภาพรวมของข่าว
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ที่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเจอซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ตลาดพันธบัตรตึงตัว นั่นคือ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับขึ้น แปลว่าบิตคอยน์ต้องร่วงหรือไม่ คำตอบเชิงทฤษฎีมักบอกว่าใช่ เพราะพันธบัตรให้ผลตอบแทนที่แน่นอน ขณะที่บิตคอยน์ไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ดังนั้นเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ต้นทุนโอกาสในการถือบิตคอยน์จึงสูงขึ้นตามไปด้วย เงินทุนบางส่วนจึงมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปหาสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดมากกว่า
แต่เมื่อนำข้อมูลจริงในอดีตมาวิเคราะห์ กลับพบว่าความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างบิตคอยน์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรนั้นอ่อนมากถึงขั้นแทบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะวัดด้วยหน้าต่างเวลา 90 วัน 180 วัน หรือ 1 ปี ค่าที่ออกมาใกล้ศูนย์ทั้งสิ้น และเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศอื่น ๆ บิตคอยน์ก็แสดงลักษณะ “ไม่สัมพันธ์” ในระดับใกล้เคียงกันด้วย
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
ประเด็นแรกคือ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรอบล่าสุดไม่ได้มีต้นเหตุจากความกังวลเรื่องวินัยการคลังเพียงอย่างเดียว แต่มาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งเกินคาดเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยดัชนี PMI รวมของสหรัฐ (flash) ปรับขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนกันยายน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2021 จากระดับ 56.0 ในเดือนสิงหาคม สะท้อนกิจกรรมทางธุรกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่าห้าปี พร้อมกับแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่สองคือ ตลาดพันธบัตรไม่ได้ตอบสนองแบบแบนราบทั่วโลก ข้อมูลเปรียบเทียบชี้ว่าในวันดังกล่าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของฝรั่งเศสกลับปรับขึ้นมากกว่าของสหรัฐ ทั้งที่ตัวขับเคลื่อนคือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนของสหราชอาณาจักรก็ปรับขึ้นใกล้เคียงกับสหรัฐ และประเทศที่มีความเปราะบางทางการคลังอย่างอิตาลีและกรีซก็ถูกเทขายพันธบัตรอย่างหนักในลักษณะเดียวกัน
ประเด็นที่สามคือ แม้ระดับของอัตราผลตอบแทนจะสูงขึ้น แต่สิ่งที่ทำร้ายราคาสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้นมากกว่าคือ “ความผันผวน” ของตลาดพันธบัตร การที่ดัชนี MOVE พุ่งขึ้น 21% ในวันเดียวทำให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัวขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น และกระตุ้นการลดความเสี่ยงในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลไกที่อธิบายการย่อตัวของบิตคอยน์ได้ดีกว่าตัวเลขอัตราผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ถือเป็นหัวใจของเรื่องนี้ ค่าสหสัมพันธ์เป็นตัวเลขระหว่าง -1 ถึง +1 โดยค่า 0 หมายถึงไม่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นกันเลย ค่าที่ -0.18 จึงจัดว่าใกล้ศูนย์มาก และแทบไม่ต่างจากการไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ หากนำไปใช้พอร์ตการลงทุน ค่าดังกล่าวกลับเป็นข้อดี เพราะหมายความว่าบิตคอยน์ไม่ได้ซื้อขายในฐานะ “สินทรัพย์อัตราดอกเบี้ย” หรือสินทรัพย์ที่ผูกกับอายุคงเหลือของพันธบัตร (duration) แต่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป
นักวิจัยด้านคริปโตชื่อ Lacie Zhang หัวหน้าฝ่ายวิจัยของแพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัลแห่งหนึ่ง กล่าวว่า การที่บิตคอยน์มีสหสัมพันธ์ใกล้ศูนย์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงพอร์ตการลงทุนอย่างแท้จริง เพราะบ่งชี้ว่าบิตคอยน์ไม่ได้ซื้อขายเป็นสินทรัพย์ที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยหรือ duration โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าสหสัมพันธ์ 90 วันระหว่างผลตอบแทนรายวันของบิตคอยน์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ -0.17 และบางช่วงความสัมพันธ์ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์มากกว่านั้นอีก
ด้านผลการดำเนินงานในภาพใหญ่ก็สนับสนุนข้อสรุปนี้ บิตคอยน์ปรับขึ้น 191% นับตั้งแต่ปี 2021 และทำสถิติราคาสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสปรับขึ้นมากกว่า 500 เบสิกพอยต์ ขณะที่ของสหรัฐ ออสเตรเลีย เยอรมนี และอิตาลีปรับขึ้นเกิน 400 เบสิกพอยต์ ส่วนญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ปรับขึ้น 296 และ 105 เบสิกพอยต์ตามลำดับ ขณะที่อัตราผลตอบแทนของจีนกลับปรับลง เพราะประเทศกำลังเผชิญภาวะเงินฝืด
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
ชุดตัวเลขสำคัญที่ควรจับตาประกอบด้วย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่พุ่ง 15 เบสิกพอยต์ แตะเหนือ 5.13% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่อัตราผลตอบแทนอายุ 2 ปีก็กระโดดขึ้นพร้อมกัน ดัชนี MOVE ที่พุ่ง 21% สู่ 95 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ราคาบิตคอยน์ที่ร่วงจาก 87,200 ดอลลาร์ลงมาแตะ 83,500 ดอลลาร์ แล้วทรงตัวบริเวณ 83,219.41 ดอลลาร์ และดัชนี PMI รวมของสหรัฐที่ขึ้นไปแตะ 58.4 ในเดือนกันยายน จาก 56.0 ในเดือนสิงหาคม
อีกกลุ่มตัวเลขที่ช่วยตีความภาพใหญ่คือสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 โดยญี่ปุ่นนำโด่งที่ระดับเกิน 200% ตามด้วยสหรัฐที่ 123.8% ฝรั่งเศส 115% สหราชอาณาจักร 102% และจีน 100% ขณะที่หนี้รัฐบาลกลางของสวิตเซอร์แลนด์อยู่เพียง 16% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดสว่างที่ทำให้Franc สวิตเซอร์แลนด์ได้รับการจับตาในฐานะสกุลเงินปลอดภัยที่ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่เงินเยนญี่ปุ่นในฐานะสกุลเงินยอดนิยมสำหรับการทำ carry trade
ในมุมของตลาดคริปโตโดยรวม ข้อมูลในวันเดียวกันยังชี้ว่าด็อกคอยน์ร่วงลง 8% และบิตคอยน์เคลื่อนไหวใต้ระดับ 84,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนว่าความอ่อนแอไม่ได้กระจุกอยู่ที่บิตคอยน์เพียงตัวเดียว แต่เป็นทั้งกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลที่รับแรงกดดันจากความผันผวนของตลาดพันธบัตร
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
กลไกที่ทำให้พันธบัตรสั่นสะเทือนตลาดคริปโตมีอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือระดับของอัตราผลตอบแทน หากสูงขึ้นมากและเร็ว ต้นทุนโอกาสของการถือสินทรัพย์ไม่จ่ายดอกเบี้ยจะสูงขึ้น และนักลงทุนสถาบันบางส่วนอาจปรับสัดส่วนการถือครองกลับไปหาพันธบัตร ชั้นที่สองคือความผันผวน ซึ่งเมื่อตลาดพันธบัตรที่รองรับระบบการเงินโลกทั้งระบบเกิดอาการสั่นสะเทือนรุนแรง เงื่อนไขทางการเงินจะตึงตัว ต้นทุนเครดิตจะแพงขึ้น และนักลงทุนจะลดความเสี่ยงในทุกตลาดพร้อมกัน
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าปัจจัยชั้นที่สองกำลังมีบทบาทนำ การที่ดัชนี MOVE พุ่งขึ้น 21% ในวันเดียวสอดคล้องกับจังหวะที่บิตคอยน์ย่อตัวจาก 87,200 ดอลลาร์ลงมา 83,500 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าตลาดอาจเพียงแค่มองหาเหตุผลในการย่อตัว หลังจากที่ราคาปรับขึ้นแรงต่อเนื่องก่อนหน้านี้ การย่อตัวจึงอาจเป็นทั้งผลของความผันผวนพันธบัตรและแรงขายทำกำไรที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้ว
หากความผันผวนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังคงอยู่ต่อหรือเพิ่มสูงขึ้นอีก บิตคอยน์มีโอกาสปรับตัวลงต่อได้ แต่หากความผันผวนคลายตัวลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยกดดันระยะสั้นนี้ก็อาจหายไปเร็วเช่นกัน ในขณะที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างสหสัมพันธ์ที่ใกล้ศูนย์กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปตามรอบของตลาด
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
นักวิเคราะห์ที่ติดตามตลาดมองว่า ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนการแบ่งชั้นของแรงกดดันอย่างชัดเจน คือระดับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นเรื่องของ “ทิศทาง” ซึ่งบิตคอยน์ไม่ได้ตอบสนองอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว แต่ความผันผวนของตลาดพันธบัตรเป็นเรื่องของ “ความเร็ว” ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความอยากรับความเสี่ยงในระยะสั้น
Robin Brooks นักวิชาการอาวุโสของสถาบันวิจัยด้านนโยบายในสหรัฐ และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือสหรัฐได้ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แล้วจากนั้นประเทศที่มีความเปราะบางทางการคลังก็ถูกเทขายพันธบัตรอย่างรุนแรง และเขาเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตลาดได้ลงโทษประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
มุมมองนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของฝรั่งเศสจึงปรับขึ้นมากกว่าสหรัฐในวันเดียวกัน แม้ตัวขับเคลื่อนจะเป็นข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐก็ตาม เพราะนักลงทุนกำลังแยกแยะระหว่างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ กับความน่าเชื่อถือทางการคลังของแต่ละประเทศ และการแยกแยะนี้เองที่ทำให้ค่าเงินเฟียตบางสกุลอ่อนค่าลง ขณะที่ค่าเงินของประเทศที่มีหนี้ต่ำกลับแข็งค่า
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
สำหรับผู้อ่านไทย เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงผ่านหลายช่องทาง ช่องทางแรกคือค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุน เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งขึ้น เงินทุนทั่วโลกมีแนวโน้มไหลกลับไปยังสินทรัพย์ดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งกดดันให้สกุลเงินเกิดใหม่รวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง และเมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงโดยไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานในประเทศ ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์เมื่อแปลงกลับมาเป็นบาทก็อาจดูไม่ผันผวนเท่าราคาดอลลาร์
ช่องทางที่สองคือต้นทุนทางการเงิน หากความผันผวนของพันธบัตรโลกลากยาว ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงินจะสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อเนื่องถึงตลาดหุ้นและตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดคริปโตในไทยที่มีนักลงทุนรายย่อยเป็นฐานสำคัญ ช่องทางที่สามคือเรื่องของความเข้าใจผิดที่พบบ่อย นั่นคือการที่นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าพันธบัตรขึ้นแปลว่าคริปโตต้องลงเสมอ ซึ่งข้อมูลระยะยาวกลับชี้ว่าไม่จริงเสมอไป และการเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ระดับ” กับ “ความผันผวน” จะช่วยให้อ่านสถานการณ์ได้แม่นขึ้น
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
ข่าวนี้น่าสนใจเพราะเป็นการท้าทายคำอธิบายที่ใช้กันมานานในตลาดการเงิน ว่าเมื่อพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงขึ้น สินทรัพย์ไม่จ่ายดอกเบี้ยอย่างบิตคอยน์จะต้องเสียเปรียบ ตัวเลขสหสัมพันธ์ที่ใกล้ศูนย์กลับบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่คิด
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่าตัวแปรที่สร้างความเสียหายให้ตลาดคริปโตในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวเลขอัตราผลตอบแทนบนหน้าจอเพียงตัวเดียว แต่เป็นความผันผวนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยให้ผู้ติดตามตลาดประเมินความเสี่ยงได้ละเอียดขึ้น และเป็นบทเรียนว่าการดูเพียงตัวเลขเดียวอาจทำให้เข้าใจตลาดผิดทิศได้
คำศัพท์ที่ควรรู้
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) คือผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือพันธบัตรจนครบอายุ คำนวณจากดอกเบี้ยที่ได้รับเทียบกับราคาที่จ่ายไป เมื่อราคาพันธบัตรในตลาดลดลง อัตราผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น จึงมักเห็นข่าวว่าตลาดเทขายพันธบัตรแล้วอัตราผลตอบแทนพุ่ง
สหสัมพันธ์ (Correlation) คือค่าสถิติที่บอกว่าสินทรัพย์สองชนิดเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหรือตรงข้ามกันมากน้อยเพียงใด โดยมีค่าตั้งแต่ -1 ถึง +1 ค่าใกล้ศูนย์หมายถึงแทบไม่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นกันเลย ค่า -0.18 จึงถือว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงลบที่อ่อนมาก
ดัชนี MOVE คือดัชนีที่วัดระดับความผันผวนคาดหวังของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มักถูกเรียกว่า “VIX ของตลาดพันธบัตร” เมื่อดัชนีนี้พุ่งสูงขึ้น หมายความว่านักลงทุนคาดว่าตลาดพันธบัตรจะสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น และมักเกิดการลดความเสี่ยงในตลาดอื่นตามมา
เบสิกพอยต์ (Basis Point) คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทน โดย 1 เบสิกพอยต์เท่ากับ 0.01% ดังนั้นการพุ่งขึ้น 15 เบสิกพอยต์จึงเท่ากับ 0.15%
ดัชนี PMI คือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งสำรวจกิจกรรมทางธุรกิจของภาคเอกชน ค่าสูงกว่า 50 หมายถึงการขยายตัว ยิ่งค่าสูงยิ่งสะท้อนกิจกรรมเศรษฐกิจที่คึกคัก และอาจกดดันให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงหรือปรับขึ้นต่อ
สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) คือสินทรัพย์ที่นักลงทุนมักโยกเงินเข้าเมื่อตลาดเกิดความไม่แน่นอน เช่น เงินฟรังก์สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รับการจับตาว่ากำลังเข้ามาแทนที่เงินเยนญี่ปุ่นในบทบาทสกุลเงินยอดนิยมสำหรับการทำ carry trade
Duration ในบริบทนี้หมายถึงความอ่อนไหวของราคาสินทรัพย์ต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย การที่บิตคอยน์มีสหสัมพันธ์ใกล้ศูนย์กับพันธบัตรถูกตีความว่าบิตคอยน์ไม่ได้ซื้อขายเป็นสินทรัพย์ประเภทที่อิงกับ duration หรืออัตราดอกเบี้ย
สรุปประเด็นสำคัญ
สรุปได้ว่า แม้คำอธิบายกระแสหลักจะบอกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเป็นลบต่อบิตคอยน์ แต่ข้อมูลเชิงสถิติระยะยาวกลับชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ใกล้ศูนย์มาก โดยค่าสหสัมพันธ์ 90 วันอยู่ที่ -0.18, 180 วันอยู่ที่ -0.06 และ 1 ปีอยู่ที่ -0.03 ขณะที่บิตคอยน์ยังปรับขึ้น 191% นับตั้งแต่ปี 2021 และทำสถิติสูงสุด 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นทั่วโลก
ในระยะสั้น ปัจจัยที่กดดันราคามากกว่าคือความผันผวนของตลาดพันธบัตร ไม่ใช่ระดับอัตราผลตอบแทน โดยดัชนี MOVE ที่พุ่ง 21% สู่ 95 จุด สอดคล้องกับการย่อตัวของบิตคอยน์จาก 87,200 ดอลลาร์ลงมา 83,500 ดอลลาร์ และหากความผันผวนยังคงอยู่หรือเพิ่มขึ้น ก็อาจกดดันให้ราคาย่อต่อได้อีก ขณะที่การขึ้นของอัตราผลตอบแทนรอบนี้ยังสะท้อนการลงโทษประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงอย่างชัดเจน ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และจีน ต่างจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีหนี้รัฐบาลกลางเพียง 16% ของ GDP และกลายเป็นจุดสนใจในฐานะแหล่งพักเงินปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
1. บิตคอยน์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีความสัมพันธ์กันจริงหรือไม่
จากข้อมูลเชิงสถิติที่วิเคราะห์กัน ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนรายวันของบิตคอยน์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ -0.18 ในกรอบ 90 วัน ซึ่งใกล้ศูนย์มากพอที่จะบอกได้ว่าแทบไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน และเมื่อดูกรอบ 180 วันและ 1 ปี ค่ายิ่งเข้าใกล้ศูนย์มากขึ้นไปอีก คือ -0.06 และ -0.03 ตามลำดับ
2. ถ้าไม่มีความสัมพันธ์ แล้วเพราะอะไรราคาบิตคอยน์จึงร่วง
สาเหตุหลักมาจากความผันผวนของตลาดพันธบัตร ไม่ใช่ระดับของอัตราผลตอบแทน โดยดัชนี MOVE ที่วัดความผันผวนคาดหวังของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้น 21% สู่ 95 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ความผันผวนลักษณะนี้ทำให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัวและกระตุ้นการลดความเสี่ยงในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะที่บิตคอยน์ย่อตัวจาก 87,200 ดอลลาร์ลงมา 83,500 ดอลลาร์
3. อะไรทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นในรอบนี้
ตัวขับเคลื่อนหลักคือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยดัชนี PMI รวมของสหรัฐปรับขึ้นสู่ 58.4 ในเดือนกันยายน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2021 จาก 56.0 ในเดือนสิงหาคม ข้อมูลนี้ตอกย้ำความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป หลังการปรับขึ้น 25 เบสิกพอยต์ในเดือนกันยายน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งอายุ 10 ปีและ 2 ปีกระโดดขึ้นพร้อมกัน
4. ทำไมพันธบัตรของฝรั่งเศสจึงขึ้นมากกว่าสหรัฐ
เพราะตลาดกำลังแยกแยะระหว่างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ กับความน่าเชื่อถือทางการคลัง นักวิเคราะห์ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐได้ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แล้วจากนั้นประเทศที่มีความเปราะบางทางการคลังก็ถูกเทขายพันธบัตรอย่างรุนแรง ญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกิน 200% สหรัฐ 123.8% ฝรั่งเศส 115% สหราชอาณาจักร 102% และจีน 100% ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์มีหนี้รัฐบาลกลางเพียง 16% ของ GDP
5. สหสัมพันธ์ใกล้ศูนย์เป็นข้อดีหรือข้อเสียต่อพอร์ตการลงทุน
ในมุมของการกระจายความเสี่ยงถือเป็นข้อดี เพราะหมายความว่าบิตคอยน์ไม่ได้เคลื่อนไหวตามพันธบัตรหรือตามอัตราดอกเบี้ยโดยตรง การมีสินทรัพย์ที่ไม่สัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นช่วยเพิ่มโอกาสในการปรับปรุงผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม ซึ่งเป็นเหตุผลที่นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินกล่าวถึงมานานหลายปี
6. เงินฟรังก์สวิตเซอร์แลนด์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
สวิตเซอร์แลนด์มีหนี้รัฐบาลกลางเพียง 16% ของ GDP ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีก็ปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป สถานะการคลังที่แข็งแรงนี้ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเงินฟรังก์สวิตเซอร์แลนด์กำลังกลายเป็นแหล่งพักเงินปลอดภัยที่ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่เงินเยนญี่ปุ่นในฐานะสกุลเงินยอดนิยมสำหรับ carry trade
7. ควรมองความผันผวนพันธบัตรอย่างไรในการติดตามตลาด
ควรแยกให้ออกระหว่างระดับของอัตราผลตอบแทน กับความผันผวนของตลาดพันธบัตร เพราะสองสิ่งนี้ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงต่างกัน ทั้งนี้ หากความผันผวนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังคงอยู่ต่อหรือเพิ่มสูงขึ้น บิตคอยน์อาจปรับตัวลงต่อได้ แต่ถ้าความผันผวนคลายตัวลงเร็ว ปัจจัยกดดันระยะสั้นนี้ก็อาจหายไปเร็วเช่นกัน
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
