พันธบัตรกดดันหุ้นสหรัฐร่วง วิตกเงินเฟ้อ
แรงกดดันจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยกระดับขึ้นอีกชั้นในวันซื้อขายกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากรายงานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดจุดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อขึ้นใหม่ ขณะที่ราคาน้ำมันหยุดการปรับตัวลงและกลับมาดีดขึ้น ผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดในแดนลบทั้งสามดัชนีหลัก
ดัชนี S&P 500 ปรับลง 0.8% หลังจากปิดวันก่อนหน้าอยู่ต่ำกว่าสถิติสูงสุดที่ทำไว้เมื่อเดือนก่อนเพียง 0.4% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 352 จุด หรือ 0.7% และดัชนีแนสแด็กปรับลง 1.1% จากระดับสถิติสูงสุดของตัวเอง โดยแรงกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่พุ่งขึ้นแตะ 5.10% จาก 4.96% ในช่วงปลายวันอังคาร ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงสำหรับตลาดพันธบัตร
ภาพรวมของข่าว
วันซื้อขายวันพุธที่ผ่านมาเป็นอีกวันที่นักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต้องเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และอีกด้านหนึ่งคือราคาน้ำมันที่กลับมาดีดตัวขึ้นหลังหยุดชะงักไปช่วงสั้น ๆ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ราคาของหุ้นและสินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ มักถูกกดดัน เพราะนักลงทุนมีทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินรับที่แน่นอนกว่า ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของทุกภาคส่วนแพงขึ้น และชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจ
สัญญาณล่าสุดที่กระตุ้นความวิตกคือรายงานเบื้องต้นที่ชี้ว่าการเติบโตของกิจกรรมทางธุรกิจในสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นแตะระดับแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าห้าปี แม้จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจ แต่ในมุมของตลาดการเงิน สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงต่อไปได้ รายงานเดียวกันยังชี้ว่าต้นทุนของภาคธุรกิจกำลังพุ่งขึ้นด้วยอัตราเร็วที่สุดในรอบสี่ปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจต้องส่งต่อต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นไปยังลูกค้าในระยะต่อไป
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะ 5.10% และแตะระดับใกล้ 5.14% ในช่วงสั้น ๆ ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นครั้งสุดท้ายในปี 2007 ก่อนที่วิกฤตการเงินโลกจะฉุดผลตอบแทนให้ดิ่งลง
- ดัชนีทั้งสามของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง โดย S&P 500 ลดลง 58.61 จุด ปิดที่ 7,706.03 จุด ดาวโจนส์ลดลง 352.10 จุด ปิดที่ 51,511.59 จุด และแนสแด็กลดลง 308.24 จุด ปิดที่ 26,936.04 จุด
- ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 3.9% มาอยู่ที่ 103.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านี้ปรับลงต่อเนื่องนับจากแตะระดับใกล้ 110 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อน
- เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก และข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 50% ว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสองครั้งถัดไปในเดือนตุลาคมและธันวาคม
- ตลาดหุ้นในยุโรปและเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดยดัชนีฮ่องกงลดลง 1% และเซี่ยงไฮ้ลดลง 0.4% ก่อนการเยือนวอชิงตันอย่างเป็นทางการของผู้นำจีน
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามากที่สุด เพราะสะท้อนทั้งมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยระยะยาว ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นต่อฐานะการคลังของรัฐบาล การที่ผลตอบแทนพุ่งจาก 4.96% เป็น 5.10% ในวันเดียวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เพราะผลตอบแทนพันธบัตรใช้เป็น “อัตราอ้างอิง” ในการคิดราคาสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ และตราสารหนี้ภาคเอกชน
รายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับกิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐฯ ที่ออกมาในเช้าวันพุธ ระบุว่าการเติบโตแตะระดับแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าห้าปี พร้อมกับระบุว่าต้นทุนของภาคธุรกิจเร่งตัวเร็วที่สุดในรอบสี่ปี โดย Chris Williamson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธุรกิจของ S&P Global Market Intelligence ระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งอาจหมายความว่าธุรกิจจะส่งต่อต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ด้านราคาน้ำมัน ความกังวลหลักมาจากสงครามกับอิหร่านที่อาจทำให้อุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางถูกสกัดกั้นเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 3.9% มาอยู่ที่ 103.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการกลับทิศจากการปรับลงก่อนหน้านี้ ขณะที่สัญญาส่งมอบเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ปริมาณซื้อขายในตลาดกระจุกตัวมากที่สุด เพิ่มขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 98.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้จะปรับลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ราคาน้ำมันเบรนต์ยังสูงกว่าระดับประมาณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะเริ่มขึ้นอย่างมาก
การเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านยังดำเนินต่อไปผ่านตัวกลาง แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมออกมา ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบสามปี โดยมีเป้าหมายเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ และ Michael Barr เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันพุธว่า การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม “อาจมีความจำเป็น” เพื่อให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง
ในระดับบริษัท กำไรที่แข็งแกร่งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูงและน้ำมันแพง บริษัทรับสร้างบ้านรายหนึ่งรายงานกำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ราคาหุ้นยังแกว่งตัวทั้งบวกและลบ และปิดลบ 3% หลังจาก Jeffrey Mezger ประธานบริหารฝ่ายบริหารของบริษัทกล่าวว่า สภาพธุรกิจของอุตสาหกรรมยิ่งท้าทายขึ้นในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา โดยลูกค้าที่มีศักยภาพเริ่มระมัดระวังมากขึ้นเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่สูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี และยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยลบทางเศรษฐกิจในภาพกว้าง
อีกกรณีหนึ่งคือบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแบรนด์ cereal และซุปกระป๋องในพอร์ต ซึ่งรายงานกำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเช่นกัน แต่ระบุว่าคาดการณ์การเติบโตในปีบัญชีนี้จะต่ำกว่าอัตราการเติบโตในอดีตของบริษัท เนื่องจากภาพรวมผู้บริโภคยังท้าทายต่อเนื่อง และบริษัทไม่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสำหรับปีบัญชีเต็มปี หุ้นของบริษัทแกว่งตัวไปมาระหว่างบวกและลบก่อนปิดบวก 1%
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี: 5.10% (จาก 4.96% ปลายวันอังคาร) และแตะใกล้ 5.14% ชั่วคราว
- S&P 500: ลดลง 58.61 จุด หรือ 0.8% ปิดที่ 7,706.03 จุด
- ดาวโจนส์: ลดลง 352.10 จุด หรือ 0.7% ปิดที่ 51,511.59 จุด
- แนสแด็ก: ลดลง 308.24 จุด หรือ 1.1% ปิดที่ 26,936.04 จุด
- น้ำมันดิบเบรนต์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน: 103.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+3.9%)
- น้ำมันดิบเบรนต์ส่งมอบเดือนธันวาคม: 98.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+2.8%)
- ระดับอ้างอิงก่อนสงครามกับอิหร่าน: ประมาณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
กลไกสำคัญที่ทำให้พันธบัตรกลายเป็นแรงกดดันต่อหุ้นคือ เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำกว่าปรับขึ้น ผลตอบแทนที่นักลงทุนเรียกร้องจากหุ้นก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่า เมื่อตัวหารในสมการคิดมูลค่าเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นที่ตลาดยอมจ่ายจึงมักปรับลง นอกจากนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นยังสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งชะลอการจับจ่าย การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในที่สุด
ในมุมของตลาดอัตราดอกเบี้ย การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน และสัญญาณว่าอาจขึ้นอีกในการประชุมเดือนตุลาคมและธันวาคม ทำให้เส้นทางต้นทุนการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง การที่ตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 50% ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกขึ้นทั้งสองครั้ง สะท้อนว่าความเชื่อเรื่องดอกเบี้ยขาลงได้ลดบทบาทลงอย่างชัดเจน และความผันผวนของตลาดอาจสูงขึ้นในรอบการประชุมเหล่านี้
ปัจจัยน้ำมันเป็นอีกช่องทางที่ส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อโดยตรง เพราะพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งการขนส่ง การผลิต และการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามมาก ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะยืดเยื้อจึงสูงขึ้นตามไปด้วย และนั่นทำให้ธนาคารกลางมีเหตุผลที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ยังช่วยพยุงตลาดหุ้นไว้คือกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่งกว่าที่คาดในหลายกลุ่ม ตราบใดที่กำไรยังเติบโตได้ ตลาดหุ้นก็ยังมีแรงรองรับ แม้ต้นทุนการกู้ยืมและราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็ตาม แต่บริษัทที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยโดยตรง เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งกำลังซื้อของครัวเรือน เริ่มส่งสัญญาณถึงแรงกดดันที่ชัดเจนขึ้นแล้ว
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
สิ่งที่ต้องติดตามในระยะสั้นคือทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี หากยังทรงตัวเหนือระดับ 5% ต่อเนื่อง ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันด้านการประเมินมูลค่าต่อไป ขณะที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมและธันวาคมจะเป็นจุดตัดสินสำคัญว่าความคาดหวังของตลาดจะสอดคล้องกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณหรือไม่
นอกจากนี้ ตัวเลขกิจกรรมทางธุรกิจและต้นทุนภาคธุรกิจในรายงานถัดไปจะช่วยยืนยันว่าต้นทุนที่สูงขึ้นถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าจริงหรือไม่ ส่วนราคาน้ำมันนั้นผูกกับพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการเจรจาที่มีตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ย หากมีความคืบหน้าชัดเจน ราคาน้ำมันที่ผ่อนลงอาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ในทางหนึ่ง
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับนักลงทุนในไทย เพราะตลาดการเงินโลกเชื่อมโยงกันผ่านหลายช่องทาง เริ่มจากช่องทางอัตราดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับขึ้น ระดับผลตอบแทนอ้างอิงทั่วโลกมักถูกดึงขึ้นตาม ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการระดมทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศ รวมถึงความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่
ช่องทางที่สองคือค่าเงินและกระแสเงินทุน เมื่อผลตอบแทนในสหรัฐฯ สูงขึ้น ความน่าสนใจในการถือสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ก็เพิ่มขึ้น ซึ่งมักสะท้อนผ่านการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างตลาดและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ช่องทางที่สามคือพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นจึงมีผลต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และค่าครองชีพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเงินเฟ้อในประเทศ
ในภาพภูมิภาค ตลาดหุ้นในเอเชียส่วนใหญ่ปรับลงในวันเดียวกัน โดยดัชนีฮ่องกงลดลง 1% และเซี่ยงไฮ้ลดลง 0.4% ก่อนการเยือนวอชิงตันอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีจีน ซึ่งเริ่มขึ้นในวันพุธ และเป็นการพบกันครั้งที่สามนับตั้งแต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับสู่ทำเนียบขาว โดยทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่เปราะบางไว้ ท่ามกลางการแข่งขันกันเพื่อความได้เปรียบด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และการค้า ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างอำนาจต่อรองในประเด็นร้อนที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น อิหร่านและไต้หวัน
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
ข่าวนี้แสดงให้เห็นภาพชัดเจนว่า ตลาดการเงินไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวเศรษฐกิจด้วยทิศทางเดียวแบบตรงไปตรงมา ข้อมูลที่บอกว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่งและกิจกรรมธุรกิจเติบโตดีที่สุดในรอบกว่าห้าปี กลับกลายเป็นข่าวลบต่อตลาดหุ้น เพราะตลาดตีความว่าความแข็งแกร่งนั้นจะทำให้เงินเฟ้อยืดเยื้อ และนำไปสู่นโยบายการเงินที่ตึงตัวยาวนานขึ้น
นอกจากนี้ ระดับผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีที่แตะใกล้ 5.14% ยังเป็นการย้อนกลับไปยังระดับที่เคยเห็นครั้งสุดท้ายในปี 2007 ก่อนวิกฤตการเงินโลก ทำให้คำถามเรื่องความยั่งยืนของระดับหนี้และความสามารถในการรองรับต้นทุนดอกเบี้ยของทุกภาคส่วนกลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตามากขึ้น และราคาน้ำมันที่ยังยืนสูงกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญก็เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้ภาพเงินเฟ้อไม่ได้ง่ายขึ้นเลย
คำศัพท์ที่ควรรู้
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yield): ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับหากถือพันธบัตรจนครบกำหนด โดยทั่วไปเมื่อราคาพันธบัตรในตลาดลดลง ผลตอบแทนจะปรับขึ้น ใช้เป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและเป็นอัตราอ้างอิงของสินทรัพย์อื่น
- พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี: ตราสารหนี้ที่รัฐบาลออกเพื่อกู้เงิน โดยมีกำหนดชำระคืน 10 ปี ผลตอบแทนของรุ่นนี้ถูกจับตามากที่สุด เพราะสะท้อนทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยระยะยาวและความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางใช้เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมสภาพคล่องในระบบ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ แต่ก็ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้นด้วย
- เงินเฟ้อ: การเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อเงินเฟ้อสูง ค่าของเงินที่ถืออยู่ย่อมลดลง และธนาคารกลางมักตอบสนองด้วยการตึงตัวทางการเงิน
- ดัชนี S&P 500, ดาวโจนส์ และแนสแด็ก: ดัชนีที่ใช้สะท้อนภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดย S&P 500 ครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่หลายร้อยแห่ง ดาวโจนส์ถ่วงด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและบริษัทขนาดใหญ่จำนวนจำกัด ส่วนแนสแด็กมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง
- น้ำมันดิบเบรนต์: เกรดน้ำมันดิบอ้างอิงที่ใช้เป็นราคาตลาดโลก และมีผลต่อต้นทุนพลังงานในประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน
- สัญญาซื้อขายล่วงหน้า: สัญญาที่ตกลงซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าในราคาและเวลาที่กำหนด โดยการเคลื่อนย้ายปริมาณซื้อขายไปยังเดือนส่งมอบที่ไกลออกไปสะท้อนมุมมองของตลาดต่ออุปทานในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญ
- แรงกดดันจากตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกชั้น โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งแตะ 5.10% และแตะใกล้ 5.14% ชั่วคราว ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นครั้งสุดท้ายในปี 2007
- รายงานเบื้องต้นชี้กิจกรรมทางธุรกิจสหรัฐฯ เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าห้าปี แต่ต้นทุนภาคธุรกิจกลับเร่งตัวเร็วที่สุดในรอบสี่ปี
- ราคาน้ำมันดิบเบรนต์กลับมาดีดขึ้น โดยสัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 103.08 ดอลลาร์ และเดือนธันวาคมอยู่ที่ 98.12 ดอลลาร์ สูงกว่าระดับประมาณ 72 ดอลลาร์ก่อนสงครามกับอิหร่านมาก
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยแล้วครั้งแรกในรอบสามปี และเจ้าหน้าที่ระบุว่าอาจต้องขึ้นอีกเพื่อดันเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงทั้งสามดัชนี โดย S&P 500 ลด 0.8% ดาวโจนส์ลด 0.7% และแนสแด็กลด 1.1%
- กำไรบริษัทที่ออกมาดีกว่าคาดยังช่วยพยุงตลาดบางส่วน แต่บริษัทที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยส่งสัญญาณว่าสภาพธุรกิจท้าทายมากขึ้น
- ตลาดหุ้นยุโรปและเอเชียส่วนใหญ่ปรับลง โดยฮ่องกงลด 1% และเซี่ยงไฮ้ลด 0.4% ก่อนการเยือนวอชิงตันของผู้นำจีน
คำถามที่พบบ่อย
1. ทำไมหุ้นสหรัฐฯ ถึงร่วงทั้งที่รายงานเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่ง?
เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มองเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นข่าวดีเสมอไป เมื่อเศรษฐกิจเติบโตเร็วและต้นทุนธุรกิจเร่งตัว นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะยืดเยื้อและธนาคารกลางจำเป็นต้องตรึงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ความกังวลดังกล่าวดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะ 5.10% ซึ่งกดดันการประเมินมูลค่าของหุ้นและทำให้ดัชนีหลักทั้งสามปิดในแดนลบ
2. ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีที่ระดับ 5.10% มีนัยสำคัญอย่างไร?
ระดับนี้ถือว่าสูงและเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงสำหรับตลาดพันธบัตร โดยระหว่างวันผลตอบแทนเคยแตะใกล้ 5.14% ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นครั้งสุดท้ายในปี 2007 ก่อนวิกฤตการเงินโลก ผลตอบแทนพันธบัตรใช้เป็นอัตราอ้างอิงในการคิดราคาสินทรัพย์อื่น ๆ จึงส่งผลต่อทั้งหุ้น ตราสารหนี้เอกชน และต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน
3. ราคาน้ำมันเกี่ยวข้องกับเงินเฟ้ออย่างไร?
น้ำมันเป็นต้นทุนพื้นฐานของการขนส่ง การผลิต และการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนของธุรกิจก็เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภค ในรายงานครั้งนี้มีการระบุว่าต้นทุนภาคธุรกิจเร่งตัวเร็วที่สุดในรอบสี่ปี โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ขณะที่ราคาเบรนต์ยังสูงกว่าระดับประมาณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงครามกับอิหร่านมาก
4. ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ทำไมตลาดยังกังวลว่าจะขึ้นอีก?
เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางระบุชัดว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม “อาจมีความจำเป็น” เพื่อให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 50% ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกขึ้นในการประชุมทั้งสองครั้งถัดไปในเดือนตุลาคมและธันวาคม ความคาดหวังนี้เองที่ทำให้ตลาดปรับตัวรับความเสี่ยงล่วงหน้า
5. ทำไมหุ้นบางบริษัทกำไรดีกว่าคาด แต่ราคากลับไม่ขึ้น?
ในกรณีของบริษัทรับสร้างบ้าน กำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ผู้บริหารระบุว่าสภาพอุตสาหกรรมยิ่งท้าทายขึ้นและลูกค้าเริ่มระมัดระวังเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองสูงขึ้น ทำให้หุ้นปิดลบ 3% ส่วนบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคก็รายงานกำไรดีกว่าคาดเช่นกัน แต่ไม่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปีและมองว่าภาพรวมผู้บริโภคยังท้าทาย หุ้นจึงแกว่งตัวก่อนปิดบวก 1% แสดงว่าตลาดให้น้ำหนักกับแนวโน้มข้างหน้ามากกว่าผลประกอบการย้อนหลัง
6. ข่าวนี้เกี่ยวกับตลาดหุ้นในเอเชียและไทยอย่างไร?
ในวันเดียวกัน ดัชนีหุ้นในยุโรปและเอเชียส่วนใหญ่ปรับลง โดยฮ่องกงลดลง 1% และเซี่ยงไฮ้ลดลง 0.4% ก่อนการเยือนวอชิงตันของผู้นำจีน ซึ่งเป็นการพบกันครั้งที่สามนับตั้งแต่ผู้นำสหรัฐฯ กลับสู่ทำเนียบขาว สำหรับไทย ความเชื่อมโยงหลักมาจากช่องทางอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง กระแสเงินทุนและค่าเงิน ตลอดจนราคาพลังงานที่ส่งผ่านมาสู่ต้นทุนและเงินเฟ้อในประเทศ
7. ต้องติดตามอะไรต่อไปหลังจากนี้?
สิ่งที่ควรจับตาคือทิศทางของผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ว่าทรงตัวเหนือ 5% ต่อเนื่องหรือไม่ รวมถึงการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมและธันวาคมว่าสอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องติดตามข้อมูลกิจกรรมทางธุรกิจและต้นทุนภาคธุรกิจรอบถัดไป ตลอดจนพัฒนาการของราคาน้ำมันและการเจรจาที่มีตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยว่ามีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมหรือไม่
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
