หนึ่งปีหลังแฟลชแครช 1.9 หมื่นล้านดอลล์ คริปโตได้เรียนรู้อะไร
ผ่านมาเกือบหนึ่งปีแล้วนับจากวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ซึ่งตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญการเทขายอย่างรุนแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อราคาบิตคอยน์ร่วงจากระดับประมาณ 122,000 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ที่ราว 105,000 ดอลลาร์ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และทำให้เกิดการบังคับปิดสถานะ (liquidation) ทั่วตลาดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากบิตคอยน์เพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 126,000 ดอลลาร์ และสร้างความตกตะลึงให้กับนักลงทุนที่ก่อนหน้านั้นเดิมพันกันว่าทิศทางขาขึ้นจะดำเนินต่อไป
หนึ่งปีต่อมา คำถามที่ยังแขวนอยู่เหนือตลาดคือ เทรดเดอร์ได้เรียนรู้อะไรเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำหรือไม่ นักวิเคราะห์ชี้ว่าเครื่องมือและข้อมูลสำหรับมองเห็นความเสี่ยงของตลาดนั้นดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่แรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการเทขายเมื่อปีที่แล้ว ทั้งการซื้อขายด้วยอัตราทด (leverage) และการกระจุกตัวของสถานะเดิมพันในทิศทางเดียว ยังคงอยู่ครบถ้วน และยังคงเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางราคาระยะสั้นของบิตคอยน์ต่อไป ในข้อมูลอ้างอิงล่าสุด ราคาบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 83,110.68 ดอลลาร์
ภาพรวมของข่าว
เหตุการณ์ที่ถูกเรียกกันในวงการว่า แฟลชแครช 10/10 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งตลาดต้องทบทวนความเชื่อหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเรื่องความสำคัญของสัญญาอนุพันธ์ต่อราคาบิตคอยน์ เรื่องความเสี่ยงของสถานะเดิมพันที่เบียดเสียดอยู่ด้านเดียวกัน และเรื่องความน่าเชื่อถือของทฤษฎีรอบราคาสี่ปีที่นักลงทุนจำนวนมากยึดถือมานานหลายรอบวงจร
ก่อนเกิดเหตุ จำนวนสัญญาอนุพันธ์คงค้าง (open interest) อยู่ในระดับใกล้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเทรดเดอร์จำนวนมากได้สะสมสถานะเดิมพันขาขึ้น เพราะเชื่อว่าบิตคอยน์จะเดินตามรอบสี่ปีที่คุ้นเคยไปสู่จุดสูงสุดใหม่ อย่างไรก็ดี เมื่อตลาดพลิก ทิศทางกลับกลายเป็นความสูญเสียอย่างรวดเร็วและรุนแรงภายในเวลาไม่กี่นาที
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
- ราคาบิตคอยน์ร่วงจากประมาณ 122,000 ดอลลาร์ ลงมาที่ 105,000 ดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่ของการปรับตัวเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที
- เกิดการบังคับปิดสถานะรวมกันประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ในตลาดคริปโต
- แรงขับเคลื่อนของการเคลื่อนไหวไม่ได้มาจากข้อมูลบนเชน (onchain data) แต่มาจากตลาดอนุพันธ์เป็นหลัก
- เครื่องมือติดตามความเสี่ยงของเทรดเดอร์ดีขึ้นในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทดยังไม่หายไปจากตลาด
- ทฤษฎีรอบราคาสี่ปีที่ผูกกับเหตุการณ์ลดรางวัลการขุด (halving) ถูกตั้งคำถามเรื่องความแม่นยำในการใช้เป็นเครื่องชี้นำ
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
มาร์ก คอนเนอร์ส จากบริษัท Risk Dimensions ซึ่งเคยดูแลผลิตภัณฑ์ด้านการจัดพอร์ตให้กับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เครดิตสวิส ย้อนความว่า “มันเป็นจุดสูงสุดของตลาดที่เกิดขึ้นเร็วและรุนแรงมาก ซึ่งเราไม่ได้คาดคิดไว้เลย” และเขาเน้นว่า “การจัดวางสถานะเป็นเรื่องสำคัญตอนนั้น และยังสำคัญถึงวันนี้”
คอนเนอร์สอธิบายบรรยากาศก่อนเกิดเหตุว่า “คนจำนวนมาก รวมถึงผม ต่างตื่นตัวและมองบวก เพราะมันคือจังหวะที่ต้องลุย” พร้อมเล่าถึงความคาดหวังในขณะนั้นว่า “เรากำลังจะไปถึงระดับ 250,000 ถึง 300,000 หรือ 400,000 ดอลลาร์ โดยอ้างอิงจากรอบวงจรก่อน ๆ” แต่ตลาดกลับสวนทางกับที่ทุกคนคาดไว้
เขาชี้ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนั้นไม่ได้มาจากข้อมูลบนเชนเลย “มันเป็นการเคลื่อนไหวของตลาดอนุพันธ์ทั้งหมด ดังนั้นบิตคอยน์บนกระดาษ (paper bitcoin) ยังมีชีวิตอยู่และเป็นตัวกำหนดทิศทางระยะสั้นอย่างเต็มที่” บทเรียนที่เขาเห็นคือ ราคาบิตคอยน์สามารถถูกขับเคลื่อนได้พอ ๆ กับแรงเดิมพันที่มีอัตราทดกับการ demande ถือครองสินทรัพย์จริง และภาพนี้แทบไม่เปลี่ยนไปในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา
สัญญาฟิวเจอร์สแบบperp etual ซึ่งเปิดทางให้เทรดเดอร์เดิมพันทิศทางราคาโดยไม่ต้องถือบิตคอยน์จริง ยังคงเป็นส่วนสำคัญของการซื้อขายคริปโต ขณะที่ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเองก็มีแรงจูงใจทางการเงินที่ชัดเจนในการเปิดขายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทดต่อไป เพราะเป็นแหล่งรายได้หลักจากค่าธรรมเนียมและการซื้อขายที่หมุนเวียนต่อเนื่อง
คริส ซัลลิแวน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Hyperion Decimus ระบุว่าเทรดเดอร์มีแนวทางที่ทำได้เพื่อลดความเสี่ยงจากความสูญเสียแบบที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการหลีกเลี่ยงการใช้อัตราทด และจับตาตัวเลขดอกเบี้ยระดมทุน (funding rate) จำนวนสัญญาคงค้าง (open interest) รวมไปถึงความเชื่อมั่นของตลาดอย่างใกล้ชิด เขายังเสนอให้อดทนเมื่อตัวชี้วัดเหล่านี้แตะระดับสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดเดิมพันขาขึ้นหรือขาลง และสำหรับผู้ถือบิตคอยน์ระยะยาว เขาเสนอแนวทางซื้อสินทรัพย์ ย้ายออกจากแพลตฟอร์มซื้อขาย และเก็บไว้ในความดูแลของตัวเอง (self-custody) แทนการฝากไว้กับแพลตฟอร์มซื้อขาย
อย่างไรก็ดี ทั้งคอนเนอร์สและซัลลิแวนไม่ได้มองว่าเหตุการณ์แบบเดิมจะหมดไป คอนเนอร์สเตือนว่า “ยังมีโอกาสที่จะเกิดวันที่ 10 ตุลาคมขึ้นอีกได้แน่นอน เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทดยังไม่หายไปไหน”
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
- 126,000 ดอลลาร์ สถิติสูงสุดของบิตคอยน์ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน
- 122,000 ดอลลาร์ ระดับราคาก่อนร่วงลงมาที่ 105,000 ดอลลาร์ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2025
- ประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าการบังคับปิดสถานะรวมหลังเหตุการณ์
- 250,000–400,000 ดอลลาร์ ช่วงเป้าหมายที่เทรดเดอร์จำนวนมากคาดหวังไว้ก่อนเกิดเหตุ
- 83,110.68 ดอลลาร์ ราคาบิตคอยน์อ้างอิงในรายงานช่วงหนึ่งปีหลังเหตุการณ์
- 2,500.60 ดอลลาร์ ราคา ether และ 1.39 ดอลลาร์ ราคา XRP, 109.42 ดอลลาร์ ราคา SOL ในกระดานราคาข้างเคียง
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่โครงสร้างตลาดที่พึ่งพาอนุพันธ์เป็นหลัก เมื่อสถานะเดิมพันส่วนใหญ่กองอยู่ฝั่งเดียว การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยก็สามารถจุดชนวนการบังคับปิดสถานะแบบเรียงลูกโซ่ได้ เพราะเมื่อราคาไหลลง สถานะที่ใช้อัตราทดสูงจะถูกบังคับปิด ซึ่งยิ่งกดราคาให้ต่ำลงอีก แล้วทำให้สถานะอื่นถูกบังคับปิดตามมาเป็นทอด ๆ กลายเป็นวงจรที่เกิดขึ้นเร็วมากจนเทรดเดอร์ตั้งตัวไม่ทัน
อีกปัจจัยคือความคาดหวังที่อิงกับรอบวงจร ประวัติศาสตร์ราคาบิตคอยน์ถูกอธิบายผ่านรอบสี่ปีที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ halving ซึ่งลดรางวัลให้กับผู้ขุดลงครึ่งหนึ่งเป็นระยะ ความเชื่อนี้ทำให้เกิดการเดิมพันแบบกระจุกตัว เพราะนักลงทุนจำนวนมากคิดว่าตนรู้ว่า “จุดสูงสุด” ของรอบจะอยู่ตรงไหน อย่างไรก็ดี คอนเนอร์สยอมรับว่า “เราทุกคน รวมถึงผม ถูกจับอยู่ในจังหวะที่เสียเปรียบ” และระบุว่า “รอบสี่ปีไม่ได้ตายไป แต่มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเราใช้มันเป็นสัญญาณได้ไม่มากเท่าในอดีต”
เขายังมองว่าแรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจและการเมืองอาจมีบทบาทต่อรอบของบิตคอยน์มากกว่าที่นักลงทุนเคยคิด ขณะเดียวกัน การเติบโตของผลิตภัณฑ์การลงทุนสำหรับสถาบันก็ยังไม่สามารถลดอิทธิพลของตลาดอนุพันธ์ต่อราคาระยะสั้นได้มากนัก สะท้อนว่าตลาดนี้ยังถูกกำหนดด้วยกระแสเงินที่หมุนเร็วมากกว่าการถือครองระยะยาว
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
คอนเนอร์สเห็นข้อแตกต่างสำคัญระหว่างเหตุการณ์กับช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ว่า “ผมคิดว่าหนึ่งปีต่อมา เราเรียนรู้ที่จะใส่ใจโครงสร้างตลาดมากขึ้น” และเขาสรุปภาพรวมว่า “ตลาดงอตัวลง แต่ไม่ได้แตกสลาย” ซึ่งหมายความว่าระบบซื้อขาย กลไกการชำระราคา และความเชื่อมั่นโดยรวมยังรับมือกับแรงกดดันได้ แม้จะเสียหายหนักในบางพอร์ต
คำแนะนำเชิงปฏิบัติที่ปรากฏในบทวิเคราะห์จึงเน้นไปที่การทำความเข้าใจตัวชี้วัดโครงสร้างตลาด จำนวนสัญญาคงค้างบ่งบอกว่ามีสถานะเดิมพันเปิดอยู่มากน้อยเพียงใด ขณะที่ funding rate สะท้อนต้นทุนการถือสถานะในสัญญาฟิวเจอร์สแบบ perpetual เมื่อทั้งสองตัวชี้วัดแตะระดับสุดโต่ง มักเป็นสัญญาณว่าตลาดเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป และเสี่ยงต่อการกลับทิศอย่างรุนแรง
แนวคิดเรื่องการเก็บสินทรัพย์ไว้ในความดูแลของตัวเองก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะกับผู้ที่ลงทุนระยะยาว เพราะการเก็บไว้ที่แพลตฟอร์มซื้อขายทำให้ผู้ถือต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงด้านราคาและความเสี่ยงด้านกลไกของแพลตฟอร์มพร้อมกัน
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกตลอด 24 ชั่วโมง เพราะราคาที่ตั้งอยู่ในประเทศมักอ้างอิงจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบแฟลชแครช ผู้ลงทุนในไทยจึงอาจเห็นราคาในแพลตฟอร์มปรับตัวอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่นาที และอาจไม่ทันตั้งตัวเช่นเดียวกับเทรดเดอร์ทั่วโลก
ประเด็นเรื่องอัตราทดมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย เพราะการซื้อขายด้วยอัตราทดทำให้กำไรและขาดทุนถูกขยายเป็นทวีคูณ หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางรุนแรง การสูญเสียเงินต้นอาจเกิดขึ้นได้เร็วมาก แม้ทิศทางระยะยาวของผู้ลงทุนจะยังมองบวกก็ตาม เหตุการณ์ปี 2025 จึงเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ทิศทางที่ถูกต้องในระยะยาวไม่ได้รับประกันว่าจะรอดพ้นจากความผันผวนระยะสั้นได้
อีกมุมหนึ่งคือเรื่องการเลือกช่องทางเก็บสินทรัพย์ ผู้ลงทุนไทยจำนวนมากถือสินทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มในประเทศ ซึ่งมีกลไกคุ้มครองที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเงื่อนไขการถือครอง ข้อกำหนดการบังคับปิดสถานะ และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของแพลตฟอร์ม จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นไม่แพ้การวิเคราะห์ราคา
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนชั่วคราว แต่เป็นบทเรียนเรื่องโครงสร้างตลาดที่ยังใช้ได้จนถึงวันนี้ คำถามว่าเทรดเดอร์ได้เรียนรู้หรือไม่จึงไม่ใช่คำถามเชิงปรัชญา แต่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับเงินจริงของผู้ลงทุนทุกราย
นอกจากนี้ การที่ราคาบิตคอยน์ยังเคลื่อนไหวในกรอบที่ต่ำกว่าระดับสูงสุดเดิมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสถานะเดิมพันยังไม่หมดไป การจับตาตัวเลขอนุพันธ์จึงกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้ติดตามตลาดควรมี ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ
คำศัพท์ที่ควรรู้
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
- แฟลชแครช (Flash Crash) การร่วงลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงของราคาภายในเวลาสั้นมาก มักเกิดจากคำสั่งขายมหาศาลหรือการบังคับปิดสถานะพร้อมกันจำนวนมาก
- การบังคับปิดสถานะ (Liquidation) การที่แพลตฟอร์มปิดสถานะของเทรดเดอร์โดยอัตโนมัติ เมื่อเงินประกันไม่เพียงพอต่อการขาดทุนที่เกิดขึ้น
- อัตราทด (Leverage) การใช้เงินกู้เพื่อเปิดสถานะขนาดใหญ่กว่าทุนที่มี ทำให้กำไรและขาดทุนถูกขยายเป็นทวีคูณ
- สัญญาฟิวเจอร์สแบบ Perpetual สัญญาอนุพันธ์ที่ให้เดิมพันทิศทางราคาโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง และไม่มีวันหมดอายุ
- จำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest) จำนวนสัญญาอนุพันธ์ที่ยังเปิดอยู่ทั้งหมด ใช้ประเมินว่าตลาดมีสถานะเดิมพันค้างอยู่มากน้อยเพียงใด
- Funding Rate ต้นทุนการถือสถานะในสัญญา perpetual ซึ่งจ่ายระหว่างฝ่ายที่เดิมพันขาขึ้นและขาลง สะท้อนความเอียงของตลาด
- Self-Custody การเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ในความดูแลของตัวเอง ด้วยการถือกุญแจส่วนตัวเอง แทนการฝากไว้กับแพลตฟอร์มซื้อขาย
- Onchain Data ข้อมูลที่บันทึกบนบล็อกเชน เช่น การเคลื่อนย้ายเหรียญระหว่างกระเป๋าเงิน ใช้ดูพฤติกรรมผู้ถือจริง
- Paper Bitcoin คำที่ใช้เรียกการเคลื่อนไหวราคาที่เกิดจากสัญญาอนุพันธ์หรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงราคา โดยไม่มีการส่งมอบบิตคอยน์จริง
- รอบสี่ปี (Four-Year Cycle) ทฤษฎีที่เชื่อว่าวงจรราคาบิตคอยน์เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ halving ที่ลดรางวัลผู้ขุดลงครึ่งหนึ่งทุกสี่ปีโดยประมาณ
สรุปประเด็นสำคัญ
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ทำให้เกิดการบังคับปิดสถานะรวมประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ หลังราคาบิตคอยน์ร่วงจากราว 122,000 ดอลลาร์ เหลือ 105,000 ดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่นาที และเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากราคาทำสถิติสูงสุดเหนือ 126,000 ดอลลาร์
หนึ่งปีต่อมา นักวิเคราะห์ยืนยันว่าเงื่อนไขที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ยังอยู่ ทั้งการซื้อขายด้วยอัตราทด การกระจุกตัวของสถานะ และบทบาทของตลาดอนุพันธ์ที่กำหนดราคาระยะสั้นมากกว่าข้อมูลบนเชน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคุณภาพของข้อมูลและเครื่องมือติดตามโครงสร้างตลาด ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นความเสี่ยงได้ชัดขึ้น
ประเด็นที่ยังต้องจับตาคือความน่าเชื่อถือของทฤษฎีรอบสี่ปีที่ถูกท้าทาย และแนวโน้มที่แรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจและการเมืองจะมีบทบาทต่อรอบราคามากขึ้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์ลงทุนสำหรับสถาบันยังไม่สามารถลดอิทธิพลของตลาดอนุพันธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อสรุปสำคัญที่สุดคือ ตลาดรับแรงกระแทกได้ งอตัวลงแต่ไม่แตกสลาย และการเรียนรู้เรื่องโครงสร้างตลาดกลายเป็นทักษะจำเป็นสำหรับผู้ที่อยู่ในตลาดนี้
คำถามที่พบบ่อย
1. เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2025
ราคาบิตคอยน์ร่วงจากระดับประมาณ 122,000 ดอลลาร์ ลงมาที่ 105,000 ดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่ของการปรับตัวเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที และทำให้เกิดการบังคับปิดสถานะทั่วตลาดรวมประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากราคาทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือ 126,000 ดอลลาร์ ทำให้เทรดเดอร์ที่เดิมพันขาขึ้นไม่ทันตั้งตัว
2. ทำไมแรงขับเคลื่อนหลักถึงมาจากตลาดอนุพันธ์
มาร์ก คอนเนอร์ส ระบุชัดว่าการเคลื่อนไหวครั้งนั้นไม่ได้มาจากข้อมูลบนเชน แต่มาจากตลาดอนุพันธ์ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าสัญญาที่อ้างอิงราคาบิตคอยน์โดยไม่ต้องส่งมอบเหรียญจริงมีบทบาทกำหนดทิศทางราคาระยะสั้นมากกว่าอุปสงค์การถือครองจริง เมื่อสถานะเดิมพันกองอยู่ฝั่งเดียว การบังคับปิดสถานะจึงลุกลามเป็นวงจรได้อย่างรวดเร็ว
3. หนึ่งปีผ่านไป ตลาดเรียนรู้อะไรบ้าง
คอนเนอร์สระบุว่าสิ่งที่เรียนรู้คือการใส่ใจโครงสร้างตลาดมากขึ้น ทั้งการดูหนังสือคำสั่งซื้อขายและการจัดวางสถานะของนักลงทุนรายอื่น ซึ่งช่วยเพิ่มความแน่นอนและลดความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง เขายังชี้ว่าเครื่องมือข้อมูลทำหน้าที่นิยามโครงสร้างตลาดได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทดยังไม่หายไปจากระบบ
4. เทรดเดอร์ควรจับตาตัวชี้วัดใด
คริส ซัลลิแวน แนะนำให้จับตาจำนวนสัญญาคงค้าง (open interest) funding rate และความเชื่อมั่นของตลาด เพราะตัวเลขเหล่านี้ช่วยบอกได้ว่าตลาดกำลังเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปหรือไม่ นอกจากนี้ เขายังเสนอให้อดทนเมื่อตัวชี้วัดแตะระดับสุดโต่ง และหลีกเลี่ยงการใช้อัตราทดเพื่อลดโอกาสถูกบังคับปิดสถานะ
5. ทฤษฎีรอบราคาสี่ปียังใช้ได้หรือไม่
คอนเนอร์สยอมรับว่าทั้งเขาและตลาดถูกจับในจังหวะที่เสียเปรียบ และมองว่ารอบสี่ปีไม่ได้ตายไป แต่เปลี่ยนแปลงไปแล้วจนไม่สามารถใช้เป็นสัญญาณได้มากเท่าในอดีต เขาเชื่อว่าแรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจและการเมืองอาจมีบทบาทต่อรอบของบิตคอยน์มากกว่าที่นักลงทุนเคยคิดไว้
6. มีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีกหรือไม่
คอนเนอร์สเตือนตรง ๆ ว่ายังมีโอกาสเกิดวันที่ 10 ตุลาคมขึ้นอีกได้ เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทดยังไม่หายไปไหน ขณะที่ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเองก็มีแรงจูงใจทางการเงินในการเปิดขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่อไป ดังนั้นความเสี่ยงจึงไม่ได้หมดไป เพียงแต่ข้อมูลที่ใช้ประเมินสถานการณ์ดีขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว
7. ผู้ถือระยะยาวควรระวังอะไร
ซัลลิแวนเสนอแนวทางสำหรับผู้ถือระยะยาวว่าควรซื้อสินทรัพย์ ย้ายออกจากแพลตฟอร์มซื้อขาย และเก็บไว้ในความดูแลของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากกลไกของแพลตฟอร์ม และควรหลีกเลี่ยงการใช้อัตราทด เพราะการเคลื่อนไหวรุนแรงระยะสั้นสามารถล้างพอร์ตได้แม้ทิศทางระยะยาวจะยังเป็นบวก
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
