บิตคอยน์-อีเธอเรียมพุ่ง รับอานิสงส์นักลงทุนข้าม CLARITY
ราคาบิตคอยน์เปิดการซื้อขายในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2026 ที่ระดับ 76,350.68 ดอลลาร์ ปรับเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับราคาเปิดของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันเดียวกัน ราคาได้ขยับขึ้นไปแตะ 77,991.09 ดอลลาร์ ณ เวลา 7:25 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่อีเธอเรียมเปิดที่ 2,445.49 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.2% จากราคาเปิดวันพฤหัสบดี และปรับขึ้นต่อเนื่องแตะ 2,501.16 ดอลลาร์ในเวลาเดียวกัน
การฟื้นตัวของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ทั้งสองตัวเกิดขึ้นในบรรยากาศที่นักลงทุนเริ่มมองข้ามความผิดหวังจากการที่ร่างกฎหมาย CLARITY ไม่ผ่านการพิจารณาในวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์นี้ และหันไปจับตาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ผ่านช่องทางของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) และสำนักงานกำกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์สหรัฐฯ (CFTC) พร้อมกันนั้น ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อคลี่คลายลง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบสามปี ประกอบกับความคืบหน้าในการซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันสายหลักตะวันออก–ตะวันตกของซาอุดีอาระเบียที่ยังดำเนินอยู่
ภาพรวมของข่าว
ภาพรวมของวันซื้อขายนี้สะท้อนภาวะตลาดที่นักลงทุนเลือกที่จะเดินหน้าแทนที่จะหยุดชะงักกับข่าวลบ ราคาเปิดของบิตคอยน์และอีเธอเรียมในเช้าวันศุกร์ยังเคลื่อนไหวในกรอบที่สอดคล้องกับระดับราคาเปิดที่ตลาดเห็นมาตลอดทั้งสัปดาห์ แต่หลังจากนั้นราคาของทั้งสองสินทรัพย์กลับปรับขึ้นอย่างชัดเจนกว่าเดิมในระหว่างการซื้อขายช่วงเช้า สัญญาณดังกล่าวบ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังประมวลผลสองเหตุการณ์ใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปแล้ว นั่นคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความล้มเหลวของร่างกฎหมาย CLARITY ในวุฒิสภา
แม้ว่าการล้มของกฎหมายดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นความเสียหายต่ออุตสาหกรรมคริปโต เพราะเป็นความพยายามที่จะวางกรอบการกำกับดูแลอย่างครอบคลุมให้กับทั้งอุตสาหกรรม แต่ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมกลับมองว่ายังมีทางออกอื่นที่ยังเดินต่อได้ โดยเฉพาะเส้นทางผ่านหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอยู่แล้ว อย่าง SEC และ CFTC ซึ่งไม่ได้ต้องรอให้กระบวนการนิติบัญญัติสำเร็จก่อน ความคิดเช่นนี้ช่วยให้นักลงทุนมีเหตุผลที่จะมองข้ามความล้มเหลวของกฎหมายฉบับนี้ และกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานและทิศทางนโยบายอื่นที่ยังเปิดอยู่
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
ประเด็นแรกคือการที่ราคาบิตคอยน์และอีเธอเรียมปรับตัวขึ้นในเช้าวันศุกร์ โดยบิตคอยน์เปิดสูงขึ้น 0.3% จากราคาเปิดวันพฤหัสบดี และขึ้นไปแตะ 77,991.09 ดอลลาร์ ส่วนอีเธอเรียมเปิดสูงขึ้น 1.2% และขึ้นไปแตะ 2,501.16 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่านักลงทุนไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวการล้มของกฎหมายด้วยการเทขาย
ประเด็นที่สองคือความล้มเหลวของร่างกฎหมาย CLARITY ในวุฒิสภาสหรัฐฯ หลังการลงมติแบบ cloture ไม่ผ่าน ซึ่งหมายความว่ากระบวนการผลักดันกฎหมายให้เดินหน้าต่อถูก блокเอาไว้ ประเด็นที่สามคือการที่ผู้บริหารของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่แสดงความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถือว่า “ตายแล้ว” ในเชิงการเมือง แต่ยังมีเส้นทางอื่นที่ใช้หน่วยงานกำกับดูแลเป็นเครื่องมือแทน
ประเด็นที่สี่คือการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบสามปี ซึ่งตามข้อมูลต้นทางระบุว่าช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลง ร่วมกับความคืบหน้าในการฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันสายหลักของซาอุดีอาระเบีย และประเด็นที่ห้าคือพัฒนาการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ทั้งคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแลด้านที่อยู่อาศัยและการออกสินเชื่อที่มีคริปโตเป็นหลักประกันรายแรก ๆ
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
ในเชิงตัวเลข ตลาดให้ความสำคัญกับทั้งระดับราคาเปิดและระดับราคาระหว่างวัน เพราะราคาเปิดสะท้อนการประเมินของนักลงทุนที่เกิดขึ้นก่อนตลาดสหรัฐฯ จะเข้าสู่ช่วงซื้อขายเต็มรูปแบบ ขณะที่ราคาในช่วงเช้าสะท้อนปฏิกิริยาต่อเนื่องหลังจากประมวลข่าวทั้งหมดแล้ว การที่ราคาบิตคอยน์เปิดสูงขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.3% แต่ต่อมาขึ้นไปแตะ 77,991.09 ดอลลาร์ สอดคล้องกับคำอธิบายว่าการเปิดตลาดเป็นไปในลักษณะทรงตัวตามกรอบของทั้งสัปดาห์ แล้วจึงค่อยปรับขึ้นแรงในภายหลัง
ด้านอีเธอเรียม ราคาเปิดที่ 2,445.49 ดอลลาร์ สูงขึ้น 1.2% จากราคาเปิดวันพฤหัสบดี และขึ้นไปแตะ 2,501.16 ดอลลาร์ ถือเป็นอัตราการปรับขึ้นที่แรงกว่าบิตคอยน์ในเชิงเปอร์เซ็นต์ของวันเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้ภาพรวมของทั้งคู่คือการฟื้นตัวพร้อมกัน โดยมีอีเธอเรียมนำเล็กน้อยในแง่ของการเปลี่ยนแปลงรายวัน
เมื่อมองย้อนหลังไปหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน และหนึ่งปี ตัวเลขของทั้งสองสินทรัพย์ให้ภาพที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บิตคอยน์อยู่ที่ -0.3% เมื่อเทียบกับหนึ่งสัปดาห์ก่อน แต่ +18.4% เมื่อเทียบกับหนึ่งเดือนก่อน และ -34.4% เมื่อเทียบกับหนึ่งปีก่อน ส่วนอีเธอเรียมอยู่ที่ +0.3% เมื่อเทียบกับหนึ่งสัปดาห์ก่อน +27.9% เมื่อเทียบกับหนึ่งเดือนก่อน และ -46.7% เมื่อเทียบกับหนึ่งปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียมฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอีเธอเรียมขึ้นแรงกว่าบิตคอยน์ที่ 27.9% เทียบกับ 18.4% แต่เมื่อย้อนไปหนึ่งปี ภาพกลับตรงกันข้าม ทั้งสองสินทรัพย์ยังติดลบอยู่ โดยอีเธอเรียมติดลบ 46.7% และบิตคอยน์ติดลบ 34.4% สะท้อนว่าแม้จะมีการฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ระดับราคายังต่ำกว่าจุดที่เคยยืนได้เมื่อหนึ่งปีก่อน
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
ตัวเลขสำคัญที่ควรจับตาของบิตคอยน์ประกอบด้วย ราคาเปิดวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2026 เท่ากับ 76,350.68 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาเปิดวันพฤหัสบดี 0.3% ราคาช่วงเช้าเวลา 7:25 น. ตามเวลาตะวันออกที่ 77,991.09 ดอลลาร์ การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ -0.3% หนึ่งเดือนก่อนที่ +18.4% และหนึ่งปีก่อนที่ -34.4%
จุดสูงสุดตลอดกาลของบิตคอยน์อยู่ที่ 126,198.07 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2025 และจุดต่ำสุดตลอดกาลอยู่ที่ 0.04865 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2010 การเปรียบเทียบระหว่างราคาปัจจุบันกับจุดสูงสุดตลอดกาลจึงเป็นข้อมูลอ้างอิงที่นักลงทุนใช้ประเมินว่าตลาดยังอยู่ห่างจากจุดสูงสุดเดิมมากเพียงใด
สำหรับอีเธอเรียม ตัวเลขที่ควรจับตาคือ ราคาเปิดวันศุกร์ที่ 2,445.49 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาเปิดวันพฤหัสบดี 1.2% ราคาช่วงเช้าที่ 2,501.16 ดอลลาร์ การเปลี่ยนแปลงเทียบหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ +0.3% หนึ่งเดือนก่อนที่ +27.9% และหนึ่งปีก่อนที่ -46.7% โดยจุดสูงสุดตลอดกาลของอีเธอเรียมอยู่ที่ 4,953.73 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2025 และจุดต่ำสุดตลอดกาลอยู่ที่ 0.4209 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2015
อีกประเด็นเชิงข้อมูลที่ควรจับตาคือความเชื่อมโยงระหว่างตลาดคริปโตกับตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ หลังผู้อำนวยการหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ ได้สั่งให้สองสถาบัน refinance ขนาดใหญ่เตรียมพร้อมที่จะนับคริปโตเป็นสินทรัพย์ในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งหากแนวทางนี้เดินหน้าต่อ จะเป็นการเปิดทางให้ความมั่งคั่งจากคริปโตถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันในระบบสินเชื่อกระแสหลักได้จริง
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
ปัจจัยแรกที่หนุนตลาดในรอบนี้คือการคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ข้อมูลต้นทางระบุว่าการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบสามปี ผนวกกับความคืบหน้าในการซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันสายหลักตะวันออก–ตะวันตกของซาอุดีอาระเบียที่ยังดำเนินอยู่ ช่วยให้นักลงทุนลดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อลง เมื่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลดลง ความกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงก็ผ่อนคลายตามไปด้วย ซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล
ปัจจัยที่สองคือเรื่องกรอบการกำกับดูแล แม้การล้มของ CLARITY จะเป็นข่าวลบ แต่ผลกระทบต่อราคากลับไม่รุนแรง เพราะนักลงทุนเริ่มมองว่าการไม่มีกฎหมายใหม่ไม่ได้แปลว่าอุตสาหกรรมจะหยุดชะงัก เนื่องจากยังมีเส้นทางผ่าน SEC และ CFTC ที่เดินหน้าได้โดยไม่ต้องรอการผ่านกฎหมายฉบับใหม่ การตีความเช่นนี้ช่วยเปลี่ยนข่าวลบให้กลายเป็นเพียงความล่าช้าในเชิงกระบวนการ มากกว่าการปิดประตูทั้งหมด
ปัจจัยที่สามคือการเชื่อมโยงคริปโตเข้ากับระบบการเงินดั้งเดิม ผู้อำนวยการหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินที่อยู่อาศัยระบุว่าต้องการให้ผู้ที่ถือคริปโตสามารถซื้อบ้านได้เหมือนคนอื่น ๆ และมองว่าคริปโตเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง พร้อมทั้งระบุว่าระบบที่อยู่อาศัย “ต้องการการยกระดับครั้งใหญ่” และถึงเวลาที่ระบบจะตามให้ทัน แนวคิดนี้หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้ความต้องการถือคริปโตในฐานะสินทรัพย์มีเหตุผลเชิงการใช้งานเพิ่มขึ้น
ปัจจัยที่สี่คือทิศทางนโยบายในภาพใหญ่ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เป็น “เมืองหลวงคริปโตของโลก” ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ทางการเมืองที่หนุนอุตสาหกรรม แม้จะยังต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลหลายชั้น แต่สัญญาณเชิงทิศทางเช่นนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะกลาง เพราะลดความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมจะถูกกีดกันออกจากระบบการเงินหลัก
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
มุมมองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในรอบนี้มาจากผู้บริหารระดับสูงของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อพันธมิตรว่า “เราคงปล่อยให้การเมืองเข้ามาเป็นอุปสรรค” พร้อมระบุว่า ณ จุดนี้ควรถือว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ “ตายแล้ว” และเสริมว่ายังมี “อีกเส้นทางหนึ่ง” ที่โชคดีคือเส้นทางผ่านหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC และ CFTC
การแสดงความเห็นนี้มีนัยสองชั้น ชั้นแรกคือการยอมรับความพ่ายแพ้ในสนามการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ชั้นที่สองคือการชี้นักลงทุนไปที่สนามกำกับดูแลซึ่งมีกระบวนการที่เร็วกว่าและไม่ต้องรอคะแนนเสียงในสภา สำหรับผู้ติดตามตลาด นี่หมายความว่าปัจจัยที่ต้องจับตาต่อไปจะเปลี่ยนจากความคืบหน้าของร่างกฎหมาย ไปเป็นท่าทีและแนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับดูแลทั้งสองแห่ง
อย่างไรก็ดี การพึ่งพาเส้นทางหน่วยงานกำกับดูแลก็มีความไม่แน่นอนในตัวเอง เพราะแนวปฏิบัติของหน่วยงานอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามผู้นำและทิศทางนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด อีกทั้งการออกหลักเกณฑ์บางอย่างอาจต้องอาศัยอำนาจทางกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจน ผู้ติดตามตลาดจึงควรติดตามทั้งสัญญาณจากสภาและจากหน่วยงานกำกับดูแลไปพร้อมกัน มากกว่าจะให้น้ำหนักกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
สำหรับผู้อ่านในไทย ข่าวนี้น่าสนใจเพราะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นตลาดที่ซื้อขายต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงและเชื่อมโยงกันทั่วโลก ความเคลื่อนไหวที่เกิดจากนโยบายของสหรัฐฯ จึงส่งผ่านมาถึงระดับราคาที่นักลงทุนไทยเห็นได้ทันที โดยไม่ต้องรอเวลาเปิดตลาดเหมือนหุ้นในบางประเทศ การทำความเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ราคาขึ้นหรือลงในแต่ละวัน จึงช่วยให้ผู้อ่านแยกแยะได้ว่าการเคลื่อนไหวใดเป็นผลจากข่าวเชิงนโยบาย และการเคลื่อนไหวใดเป็นเพียงความผันผวนตามปกติของตลาด
นอกจากนี้ ข่าวนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับข่าวเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่มากระทบพร้อมกัน ทั้งการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ สถานการณ์พลังงานในตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงกับเงินเฟ้อ ความคืบหน้าของกฎหมายในสภาคองเกรส และแนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับดูแล การติดตามเฉพาะข่าวกฎหมายฉบับเดียวจึงอาจทำให้มองภาพตลาดคลาดเคลื่อนได้
ในเชิงความรู้ทั่วไป ควรเข้าใจว่าการเปรียบเทียบราคาระหว่างช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน และหนึ่งปี ให้ข้อมูลที่แตกต่างกันมาก การที่ราคาปรับขึ้นเมื่อเทียบกับหนึ่งเดือนไม่ได้แปลว่านักลงทุนที่ซื้อเมื่อหนึ่งปีก่อนมีกำไร เพราะตัวเลขเทียบหนึ่งปียังติดลบอยู่ทั้งสองสินทรัพย์ การอ่านตัวเลขแบบแยกมิติเวลา จึงเป็นทักษะพื้นฐานที่ช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
ความน่าสนใจอยู่ที่การที่ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลปรับขึ้นทั้งที่เพิ่งมีข่าวลบเชิงกฎหมายออกมา การที่ตลาดเลือกเดินหน้าได้สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่นมากกว่า และยังมีทางเลือกเชิงนโยบายอื่นที่ยังไม่ปิดลง ขณะเดียวกัน การที่ประเด็นคริปโตเชื่อมโยงเข้ากับสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้แสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเข้าใกล้ระบบการเงินในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซื้อขายแลกเปลี่ยน
อีกจุดที่ทำให้ข่าวนี้น่าสนใจคือคำพูดที่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารในอุตสาหกรรม ซึ่งยอมรับว่าการเมืองเป็นอุปสรรค และชี้ทิศทางใหม่ให้กับนักลงทุน คำพูดลักษณะนี้มีผลต่อความเชื่อมั่น เพราะให้กรอบการตีความแก่นักลงทุนว่าควรจับตาอะไรต่อไป และยังช่วยลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการทางกฎหมายล้มเหลว
คำศัพท์ที่ควรรู้
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาส่วนก่อนหน้าได้ครบถ้วนมากขึ้น การทำความรู้จักคำศัพท์ที่ปรากฏในข่าวจะช่วยให้ตีความข้อมูลได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะคำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนิติบัญญัติของสหรัฐฯ และคำที่เกี่ยวกับกลไกของหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของอุตสาหกรรมคริปโตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
บิตคอยน์ (Bitcoin) คือสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดที่ราคาอ้างอิงในบทความนี้ โดยจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 126,198.07 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2025 และจุดต่ำสุดตลอดกาลอยู่ที่ 0.04865 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2010
อีเธอเรียม (Ethereum) คือสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่อีกรายการหนึ่ง โดยมีจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 4,953.73 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2025 และจุดต่ำสุดตลอดกาลที่ 0.4209 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2015
CLARITY Act คือร่างกฎหมายที่มุ่งวางกรอบการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตอย่างครอบคลุมในสหรัฐฯ โดยในสัปดาห์นี้ร่างกฎหมายดังกล่าวล้มเหลวในวุฒิสภา หลังการลงมติ cloture ไม่ผ่าน ซึ่งเป็นกลไกในกระบวนการนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ที่ใช้ยุติการอภิปรายและนำไปสู่การลงมติ หากการลงมติขั้นนี้ไม่ผ่าน การผลักดันกฎหมายให้เดินหน้าต่อจะถูกหยุดชะงัก
SEC และ CFTC คือหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทต่อตลาดการเงิน โดย SEC ดูแลด้านหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่วน CFTC ดูแลตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งสองแห่งเป็นเส้นทางที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมระบุว่ายังสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ว่าร่างกฎหมาย CLARITY จะไม่ผ่านสภา
Fannie Mae และ Freddie Mac คือสองสถาบันที่สนับสนุนเงินทุนให้กับอุตสาหกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานด้านการเงินที่อยู่อาศัย ซึ่งได้สั่งให้ทั้งสองแห่งเตรียมพร้อมที่จะนับคริปโตเป็นสินทรัพย์ในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย
จุดสูงสุดตลอดกาล (All-time high) และจุดต่ำสุดตลอดกาล (All-time low) คือระดับราคาที่สูงที่สุดและต่ำที่สุดที่สินทรัพย์เคยซื้อขายมาในประวัติศาสตร์ทั้งหมด ตัวเลขทั้งสองใช้เป็นกรอบอ้างอิงเพื่อประเมินว่าปัจจุบันราคาอยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับอดีต แต่ไม่ได้บ่งชี้ทิศทางในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญ
โดยสรุป ราคาบิตคอยน์เปิดวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2026 ที่ 76,350.68 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.3% และขึ้นไปแตะ 77,991.09 ดอลลาร์ ณ เวลา 7:25 น. ตามเวลาตะวันออก ขณะที่อีเธอเรียมเปิดที่ 2,445.49 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.2% และขึ้นไปแตะ 2,501.16 ดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน
การปรับขึ้นนี้เกิดขึ้นแม้ร่างกฎหมาย CLARITY จะล้มเหลวในวุฒิสภาสหรัฐฯ เพราะนักลงทุนมองว่ายังมีเส้นทางอื่นผ่าน SEC และ CFTC พร้อมกันนั้น การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบสามปี ร่วมกับความคืบหน้าการซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันสายหลักตะวันออก–ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย ช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ในเชิงเปรียบเทียบระยะเวลา บิตคอยน์อยู่ที่ -0.3% เทียบหนึ่งสัปดาห์ +18.4% เทียบหนึ่งเดือน และ -34.4% เทียบหนึ่งปี ส่วนอีเธอเรียมอยู่ที่ +0.3% เทียบหนึ่งสัปดาห์ +27.9% เทียบหนึ่งเดือน และ -46.7% เทียบหนึ่งปี สะท้อนการฟื้นตัวในระยะสั้น ท่ามกลางระดับราคาที่ยังต่ำกว่าหนึ่งปีก่อน
นอกจากนี้ยังมีพัฒนาการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ทั้งคำสั่งให้ Fannie Mae และ Freddie Mac เตรียมพร้อมนับคริปโตเป็นสินทรัพย์ รวมถึงการออกสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีคริปโตเป็นหลักประกันรายแรก ซึ่งสะท้อนทิศทางที่อุตสาหกรรมคริปโตกำลังเข้าใกล้ระบบการเงินกระแสหลักมากขึ้น ภายใต้นโยบายที่ต้องการให้สหรัฐฯ เป็นเมืองหลวงคริปโตของโลก
คำถามที่พบบ่อย
1. ราคาบิตคอยน์และอีเธอเรียมในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2026 อยู่ที่เท่าไร
บิตคอยน์เปิดที่ 76,350.68 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาเปิดวันพฤหัสบดี 0.3% และปรับขึ้นไปแตะ 77,991.09 ดอลลาร์ ณ เวลา 7:25 น. ตามเวลาตะวันออก ส่วนอีเธอเรียมเปิดที่ 2,445.49 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.2% และขึ้นไปแตะ 2,501.16 ดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูล ณ ช่วงเวลาที่ระบุในรายงานเท่านั้น ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิดซื้อขาย
2. CLARITY Act คืออะไร และทำไมจึงเป็นข่าวสำคัญ
CLARITY Act เป็นร่างกฎหมายที่พยายามวางกรอบการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตอย่างครอบคลุมในสหรัฐฯ การที่ร่างกฎหมายนี้ล้มเหลวในวุฒิสภาถือเป็นความพ่ายแพ้ของความพยายามผลักดันกฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ และถูกมองว่าเป็นความเสียหายต่ออุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี นักลงทุนกลับไม่ได้ตอบสนองด้วยการเทขาย แต่ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลยังปรับขึ้นในวันถัดไป
3. เหตุใดราคาคริปโตจึงขึ้นได้ทั้งที่กฎหมายไม่ผ่าน
เพราะนักลงทุนมองว่ายังมีเส้นทางอื่นที่เดินหน้าต่อได้ผ่านหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC และ CFTC ซึ่งไม่ต้องรอการผ่านกฎหมายฉบับใหม่ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบสามปี และความคืบหน้าการซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันสายหลักของซาอุดีอาระเบีย ปัจจัยหลายด้านจึงมาชดเชยข่าวลบด้านกฎหมาย
4. ตัวเลขเปรียบเทียบหนึ่งเดือนและหนึ่งปีบอกอะไร
บิตคอยน์อยู่ที่ +18.4% เทียบหนึ่งเดือนก่อน และ -34.4% เทียบหนึ่งปีก่อน ส่วนอีเธอเรียมอยู่ที่ +27.9% เทียบหนึ่งเดือนก่อน และ -46.7% เทียบหนึ่งปีก่อน ตัวเลขนี้ชี้ว่าทั้งสองสินทรัพย์ฟื้นตัวขึ้นในระยะหนึ่งเดือน แต่ยังต่ำกว่าระดับเมื่อหนึ่งปีก่อน การอ่านตัวเลขต่างมิติเวลาจึงจำเป็นต่อการประเมินสถานการณ์อย่างครบถ้วน
5. จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดตลอดกาลของทั้งสองสินทรัพย์อยู่ที่เท่าไร
บิตคอยน์เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 126,198.07 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2025 และต่ำสุดที่ 0.04865 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2010 สำหรับอีเธอเรียมจุดสูงสุดอยู่ที่ 4,953.73 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2025 และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 0.4209 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2015 ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลในอดีตและไม่ได้บ่งชี้ทิศทางราคาในอนาคต
6. การใช้คริปโตเป็นหลักประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีความคืบหน้าอย่างไร
หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินที่อยู่อาศัยได้สั่งให้ Fannie Mae และ Freddie Mac เตรียมพร้อมที่จะนับคริปโตเป็นสินทรัพย์ในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยผู้บริหารระบุว่าต้องการให้ผู้ถือคริปโตซื้อบ้านได้เหมือนคนอื่น ๆ และมองว่าคริปโตเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการออกสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิมที่มีคริปโตเป็นหลักประกันรายแรกด้วย
7. นักลงทุนควรจับตาอะไรต่อไป
สิ่งที่ควรจับตาคือท่าทีและแนวปฏิบัติของ SEC และ CFTC ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอีกเส้นทางหนึ่งของอุตสาหกรรม ควบคู่กับทิศทางนโยบายในภาพใหญ่ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เป็นเมืองหลวงคริปโตของโลก และความคืบหน้าของการนำคริปโตไปใช้เป็นหลักประกันในสินเชื่อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง และการตัดสินใจลงทุนควรอยู่บนการศึกษาข้อมูลและการประเมินความเสี่ยงของตนเอง
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
