ทองคำทะลุ 4,600 น้ำมันพุ่งใกล้ 100 เงินนำขบวน จับตาแจ็กสันโฮล
| |

ทองคำทะลุ 4,600 น้ำมันพุ่งใกล้ 100 เงินนำขบวน จับตาแจ็กสันโฮล

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปิดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยแรงส่งขาขึ้นที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของปี 2569 เมื่อทั้ง น้ำมันดิบ ทองคำ และโลหะเงิน ต่างพุ่งขึ้นพร้อมกันภายใต้แรงกดดันสองด้านที่หาได้ยากในภาวะปกติ นั่นคือความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย และความกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ หลังหนี้สาธารณะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันเบรนต์ไต่ขึ้นใกล้ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำทะลุ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ขณะที่โลหะเงินกลายเป็นดาวเด่นด้วยการทะยานเข้าใกล้ 70 ดอลลาร์ต่อออนซ์และปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน

รายงานฉบับนี้ประมวลความเคลื่อนไหวสำคัญของตลาดพลังงานและโลหะมีค่าจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำ ทั้ง Bloomberg, CNBC, Reuters, Fortune, Forbes และ Yahoo Finance พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน มุมมองนักวิเคราะห์ และที่สำคัญที่สุดคือประเด็นที่นักลงทุนไทยควรจับตาก่อนที่ประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะขึ้นเวทีปาฐกถาครั้งแรกที่การประชุมแจ็กสัน โฮล ในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจเป็นตัวชี้ทิศทางของทั้งค่าเงินดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงที่เหลือของปี

โดยสรุปภาพรวมสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบทั้งเบรนต์และ WTI ปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันราว 5–6% ทองคำขยายการปรับขึ้นราว 5% สู่ระดับสูงสุดในรอบสามเดือน โลหะเงินพุ่งกว่า 7% ปิดบวกสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสหรัฐฯ ปรับขึ้นเล็กน้อยแต่ยังติดลบมากในภาพรวมทั้งปี ส่วนก๊าซธรรมชาติในยุโรปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าสองปีครึ่ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้เงาของสามเหตุการณ์หลัก คือแผนคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันจันทร์ การแทรกแซงตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลัง และการนับถอยหลังสู่ปาฐกถาแจ็กสัน โฮล

1. น้ำมันดิบพุ่งใกล้ 100 ดอลลาร์ วิกฤตฮอร์มุซจุดชนวน ‘สงครามเศรษฐกิจ’ กับอิหร่าน

ราคาน้ำมันดิบเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ชัดเจนที่สุดในสัปดาห์นี้ Trading Economics รายงานว่าน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ซื้อขายอยู่ต่ำกว่า 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเล็กน้อยในวันศุกร์ และมุ่งหน้าปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันราว 6% โดยแตะระดับ 94.24 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ยืนเหนือ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นราว 5% ในรอบสัปดาห์ หากมองในกรอบ 12 เดือน ราคาเบรนต์เพิ่มขึ้นแล้วเกือบ 39%

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี หลังจาก สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่าน โดยเบรนต์ปิดบวก 2.4% ที่ 93.78 ดอลลาร์ และ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคมปรับขึ้น 2.7% แตะ 86.64 ดอลลาร์ เบสเซนต์ยังระบุว่าจะแถลงรายละเอียดแผน ‘สงครามเศรษฐกิจ’ ต่ออิหร่านในวันจันทร์ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เรียกความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็น ‘วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ’

“เรามีการปิดล้อมทางทะเล และเราจะใช้มาตรการคว่ำบาตรที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์” — สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน หลังกล่าวหาว่าถูกยิงขีปนาวุธเข้าใส่ดินแดนของตน แม้อิหร่านจะปฏิเสธก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้ยิ่งผลักดันให้โอกาสของข้อตกลงหยุดยิงและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเลือนรางลงไป ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และการปิดล้อมที่ยืดเยื้อได้ตัดอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียออกจากตลาดไปมหาศาล

อุปทานตึงตัว: มุมมองจากหน่วยงานพลังงาน

ด้านปัจจัยพื้นฐาน สำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ในรายงาน Short-Term Energy Outlook ล่าสุดว่าราคาเบรนต์จะเฉลี่ยราว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสสามของปี 2569 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงสู่ระดับเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ในปี 2570 เมื่ออุปทานทยอยฟื้นตัว ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยห้าปี ส่วนสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกอาจลดลงถึง 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้ภาวะขาดแคลนพลังงานรุนแรงขึ้นหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

นอกจากนี้ นอร์เวย์ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปกยังผลิตน้ำมันในเดือนกรกฎาคมได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเกือบ 200,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน สวนทางกับช่วงเวลาที่ตลาดโลกกำลังดิ้นรนหาแหล่งทดแทนอุปทานจากอ่าวเปอร์เซียที่หายไป ปัจจัยเหล่านี้รวมกันสร้างสภาวะที่นักวิเคราะห์บางส่วนเรียกว่า ‘กระทิงเข้าควบคุมตลาด’ และเริ่มมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่ราคาจะขยับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและการเมืองพลังงาน

แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับขึ้น แต่ผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มปรากฏชัด รายงานจากแวดวงพลังงานระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในสหรัฐฯ ขยับขึ้นเหนือ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทำให้รัฐบาลทรัมป์พิจารณาผ่อนปรนกฎ Jones Act ชั่วคราวเพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านราคา ขณะที่สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ก็เริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับเชื้อเพลิง สะท้อนว่าราคาพลังงานได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่อ่อนไหวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

ในด้านอุปทาน ข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ แสดงการเพิ่มขึ้นถึง 4.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์หนึ่งของเดือนสิงหาคม ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงตัวลงบ้าง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการค้าน้ำมันโลกกำลังปรับเปลี่ยน จีนหันไปซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนบาร์เรลจากอิหร่านที่หายไป ซึ่งสร้างปัญหาให้อินเดียที่เคยเป็นผู้ซื้อน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกครั้งใหม่ที่มีนัยระยะยาว

ที่น่าสนใจคือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แปดแห่งของโลกทำกำไรรวมกันได้มากกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง จากการที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซดันราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี กำไรมหาศาลนี้ได้จุดกระแสเรียกร้องให้เก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ (windfall tax) ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปอีกครั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

2. ทองคำทะลุ 4,600 ดอลลาร์ ‘เทรดลดค่าเงิน’ กลับมาหลังคลังสหรัฐฯ เพิ่มซื้อคืนพันธบัตร

ทองคำเป็นดาวเด่นอีกดวงของสัปดาห์ Trading Economics รายงานว่าราคาทองคำไต่ขึ้นเหนือ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม และขยายการปรับขึ้นรายสัปดาห์เป็นราว 5% ขณะที่ Yahoo Finance ระบุว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวที่ 4,633.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันศุกร์ โดยสัญญาส่งมอบเดือนธันวาคมเปิดที่ 4,577 ดอลลาร์

ตัวเร่งสำคัญที่จุดชนวนการทะยานของทองคำคือการประกาศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่จะเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (buyback) อย่างน้อยเท่าตัว เพื่อควบคุมต้นทุนการกู้ยืมและกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่พุ่งสูง Yahoo Finance รายงานว่าการประกาศดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงกว่า 5 จุดพื้นฐาน และอายุ 30 ปีลดลง 9 จุดพื้นฐาน ส่งผลให้ทองคำทะลุ 4,500 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย

เบื้องหลังแรงซื้อยังมีความกังวลเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น นั่นคือหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ เพียงห้าเดือนหลังจากทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ Yahoo Finance ชี้ว่าหนี้ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกัดกร่อนความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์และผลักดันต้นทุนการกู้ยืมให้สูงขึ้น ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นสิ่งที่ตลาดเรียกว่า ‘การเทรดลดค่าเงิน’ (debasement trade) ซึ่งนักลงทุนหันมาถือครองสินทรัพย์ที่ปกป้องมูลค่าจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงกว้านซื้อ

แรงหนุนระยะยาวที่สำคัญมาจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ที่ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่าในไตรมาสสองของปี 2569 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 288.9 ตัน เพิ่มขึ้น 62% จาก 177.9 ตันในไตรมาสสองของปี 2568 และนับเป็นยอดซื้อไตรมาสสองที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ข้อมูลของสภาฯ ที่น่าสนใจคือการซื้อครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ราคาทองคำร่วงลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 สะท้อนว่าธนาคารกลางมองภาวะราคาย่อเป็นโอกาสในการสะสม

สำหรับแนวโน้มข้างหน้า นักวิเคราะห์ของ J.P. Morgan คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะเฉลี่ยแตะ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในไตรมาสสี่ของปี 2569 และมีโอกาสขึ้นไปถึง 6,300 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม เกร็ก เชียเรอร์ (Greg Shearer) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โลหะพื้นฐานและโลหะมีค่าของ J.P. Morgan เตือนว่าทองคำกำลังติดอยู่ใน ‘เขตแดนไร้เจ้าของทางเทคนิค’ ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันและ 50 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน สถิติสูงสุดตลอดกาลของทองคำอยู่ที่ราว 5,597 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ก่อนจะปรับฐานลงมาตลอดครึ่งปีแรก

มองย้อนประวัติศาสตร์และผลตอบแทนระยะยาว

เพื่อให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของการปรับขึ้นในรอบนี้ Forbes ชี้ว่าราคาทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 25% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 หากมองในกรอบห้าปี ราคาทองคำให้ผลตอบแทนราว 147% เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนราว 75% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าทองคำได้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม Forbes ก็เตือนว่าทองคำมีความผันผวนสูงและไม่ใช่การลงทุนที่มั่นคงเสมอไป

ในมิติของประวัติศาสตร์ ทองคำเคยผ่านวัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่หลายครั้ง ตั้งแต่ยุคหลังยกเลิกมาตรฐานทองคำในปี 2514 ที่ราคาพุ่งขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อสูงในทศวรรษ 1970 มาจนถึงช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2554 ที่ทะลุ 1,900 ดอลลาร์ และช่วงการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ที่ทะลุ 2,000 ดอลลาร์ การที่ราคาปัจจุบันยืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์จึงเป็นการสะท้อนถึงความกังวลเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าวัฏจักรปกติ โดยเฉพาะประเด็นการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์และความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ

นอกจากธนาคารกลางแล้ว ความต้องการทองคำเชิงกายภาพจากจีนและอินเดียยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญ ทั้งสองประเทศถือเป็นศูนย์กลางความต้องการทองคำของโลก และมักเข้าซื้อเพิ่มในช่วงเทศกาลตามประเพณี ที่น่าจับตาคือหุ้นกลุ่มเหมืองทองคำก็ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดย CNBC รายงานว่าหุ้นเหมืองทองมีสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบห้าวันนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับมาในกลุ่มโลหะมีค่าโดยรวม

3. โลหะเงินนำขบวน ทะยานเข้าใกล้ 70 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์เล็งเป้า 100 ดอลลาร์

หากทองคำคือพระเอก โลหะเงินก็คือตัวละครที่เคลื่อนไหวหวือหวาที่สุดในสัปดาห์นี้ Yahoo Finance รายงานว่าสัญญาเงินส่งมอบเดือนกันยายนเปิดที่ 68.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ และขยับขึ้นแตะ 69.49 ดอลลาร์ในช่วงเช้า โดยราคาเปิดปรับขึ้นเกือบ 5% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ FXStreet ระบุว่าเงินแตะระดับสูงสุดที่ 70.02 ดอลลาร์ และปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน โดยรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้นกว่า 7.4%

ปัจจัยขับเคลื่อนของโลหะเงินคล้ายกับทองคำ นั่นคือค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงหลังการประกาศซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนในตลาดพันธบัตรและค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เงินมีความซับซ้อนมากกว่าทองคำ เพราะเป็นทั้งโลหะมีค่าและโลหะอุตสาหกรรม ความต้องการส่วนหนึ่งมาจากภาคการผลิต เช่น แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ราคามีความอ่อนไหวต่อทั้งภาวะเศรษฐกิจและกระแสการลงทุน และมักผันผวนมากกว่าทองคำ

เป้าหมาย 100 ดอลลาร์: มุมมองนักวิเคราะห์

Kitco รายงานบทวิเคราะห์ของ ฟิลลิป สไตรเบิล (Phillip Streible) หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Blue Line Futures ที่ระบุว่าเงินปรับขึ้นราว 20% ในเดือนสิงหาคม และแม้จะเข้าใกล้ 71 ดอลลาร์แล้ว แต่โมเมนตัมขาขึ้นยังไม่จบ โดยตั้งเป้าหมายทางเทคนิคไว้ที่ 74, 90 และ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี ตัวเร่งสำคัญคือรายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่แสดงการสูญเสียตำแหน่งงาน 23,000 ตำแหน่ง ซึ่งลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงอย่างมาก

ทั้งนี้ นักลงทุนควรตระหนักถึงความเสี่ยงสองด้านของโลหะเงิน ก่อนหน้านี้ในปี 2569 เงินเคยทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ราว 121 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะดิ่งลงกว่า 44% จากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการที่ CME เพิ่มเงินประกันสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การแข็งค่าของดอลลาร์ และการขายทำกำไรหลังการพุ่งขึ้น 147% ในปี 2568 ปัจจุบันอัตราส่วนทองคำต่อเงิน (gold-to-silver ratio) อยู่ที่ราว 68 ซึ่งยังอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 50 ถึง 80 ด้าน BlackRock และ J.P. Morgan ต่างมองว่าแนวโน้มเงินยังแข็งแกร่ง โดยคาดว่าราคาจะทะลุ 80 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2569 และอาจแตะ 100 ดอลลาร์ภายในปี 2573

ปัจจัยเชิงโครงสร้าง: ภาวะขาดดุลและความต้องการอุตสาหกรรม

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของโลหะเงินแตกต่างจากทองคำคือปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เชิงโครงสร้าง นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าตลาดเงินเผชิญภาวะขาดดุล (supply deficit) ต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมเร่งตัวขึ้นจากการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เงินส่วนใหญ่ถูกขุดขึ้นมาในฐานะผลพลอยได้จากการทำเหมืองโลหะชนิดอื่น ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หนุนราคาในระยะยาว

อัตราส่วนทองคำต่อเงินถือเป็นหนึ่งในอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการติดตามต่อเนื่องยาวนานที่สุด ย้อนไปได้ถึงยุคจักรวรรดิโรมัน ในยุคปัจจุบันค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 55 ถึง 70 และเคยพุ่งสูงสุดที่ 125 ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อนักลงทุนแห่ถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย การที่อัตราส่วนปัจจุบันอยู่ที่ราว 68 จึงบ่งชี้ว่าเงินยังมีช่องว่างที่จะปรับตัวขึ้นตามทองคำได้หากวัฏจักรขาขึ้นยังดำเนินต่อไป สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงตลาดนี้ Kitco ระบุว่ามีทางเลือกทั้งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าขนาดมาตรฐาน 1,000 ออนซ์ และสัญญา Micro Silver ขนาด 100 ออนซ์ที่ใช้เงินประกันและความเสี่ยงต่ำกว่า

4. ก๊าซธรรมชาติ: ภาพสองด้าน สหรัฐฯ ล้นตลาด แต่ยุโรป–เอเชียเผชิญวิกฤต LNG

ตลาดก๊าซธรรมชาติสะท้อนความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างตลาดในประเทศสหรัฐฯ กับตลาดโลก Trading Economics รายงานว่าราคาก๊าซธรรมชาติสหรัฐฯ ที่ Henry Hub ขยับขึ้นสู่ราว 2.77 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (MMBtu) ในวันศุกร์ ปรับขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันจากการคาดการณ์อากาศร้อนที่หนุนความต้องการใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อมองทั้งปี ราคายังติดลบกว่า 32% สะท้อนภาวะอุปทานล้นตลาดจากการผลิตที่ทำสถิติสูงและระดับสต็อกที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาล

EIA ได้ปรับลดคาดการณ์ราคา Henry Hub เฉลี่ยปี 2569 ลงกว่า 6% เหลือ 3.44 ดอลลาร์ต่อ MMBtu โดยระบุว่าตลาดก๊าซในประเทศยังมีอุปทานเพียงพอเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แม้คลื่นความร้อนทางตอนใต้จะหนุนความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ผลต่อราคายังจำกัด ในรัฐเท็กซัส หน่วยงาน ERCOT คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดรายวันจะทำลายสถิติเดิมที่ตั้งไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม

วิกฤต LNG โลก: ฮอร์มุซกระทบยุโรปหนัก

ภาพในตลาดโลกกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง Trading Economics รายงานว่าราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปยืนเหนือ 65 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 และเพิ่มขึ้นเกือบ 96% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้เรือขนส่ง LNG ของกาตาร์ติดค้าง บีบให้บริษัทสาธารณูปโภคของยุโรปต้องแข่งขันอย่างดุเดือดกับผู้ซื้อในเอเชียเพื่อแย่งชิงสินค้าที่มีอยู่จำกัด

สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลเมื่อระดับการกักเก็บก๊าซของยุโรปอยู่ที่เพียง 62% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตามฤดูกาลในบันทึกที่มีมาตั้งแต่ปี 2552 ทำให้ภูมิภาคนี้มีเวลาจำกัดในการเติมคลังสำรองก่อนฤดูหนาว ข้อมูลจาก Investing.com ชี้ว่าการส่งออก LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงราว 95% นับตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเท่ากับตัดอุปทาน LNG โลกออกไปเกือบหนึ่งในห้า นับเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่ยกระดับการแข่งขันแย่งชิงก๊าซจากสหรัฐฯ

EIA ประเมินว่าการส่งออก LNG ของสหรัฐฯ ในไตรมาสสามจะเฉลี่ยราว 16.5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยได้รับผลกระทบบางส่วนจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน Freeport LNG ที่เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งกระทบกำลังการส่งออกราว 2.0 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ราคา LNG ในตลาดระหว่างประเทศจึงพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน หลังการจราจรของเรือขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะลอตัวลงอย่างมาก

ความแตกต่างระหว่างตลาดในประเทศสหรัฐฯ ที่ราคาต่ำ กับตลาดโลกที่ราคาพุ่ง สร้างโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างราคา (arbitrage) ให้แก่ผู้ส่งออก LNG ของสหรัฐฯ อย่างมหาศาล และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทพลังงานของสหรัฐฯ เร่งขยายกำลังการส่งออก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำลังการผลิตใหม่ยังเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้ปริมาณการส่งออกยังถูกจำกัด แม้ Freeport จะกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังก็ตาม

5. จับตาแจ็กสัน โฮล: ปาฐกถาแรกของวอร์ชอาจพลิกทิศทางตลาดทั้งหมด

ปัจจัยมหภาคที่ครอบคลุมทุกตลาดในสัปดาห์หน้าคือการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจแจ็กสัน โฮล ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแคนซัสซิตี ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม 2569 ไฮไลต์สำคัญคือปาฐกถาครั้งแรกของ เควิน วอร์ช ในฐานะประธานเฟด ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์ครึ่งก่อนการประชุม FOMC วันที่ 15–16 กันยายน วอร์ชเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ และได้ปรับเปลี่ยนวิธีสื่อสารของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการลดการส่งสัญญาณล่วงหน้า (forward guidance) ลง ทำให้ตลาดยังคาดเดาแนวทางของเขาได้ยาก

ในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% ด้วยมติ 9 ต่อ 3 โดยผู้ที่ลงมติค้านทั้งสามราย ได้แก่ ประธานเฟดคลีฟแลนด์ ประธานเฟดมินนีแอโพลิส และประธานเฟดดัลลัส ต่างสนับสนุนให้ ‘ขึ้น’ ดอกเบี้ย 0.25% ไม่ใช่ลด ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2559 ที่มีผู้คัดค้านถึงสามรายในทิศทางเดียวกัน สะท้อนความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% โดยล่าสุดดัชนี CPI อยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบรายปี

สำหรับตลาดโลหะมีค่า Kitco ชี้ว่าปาฐกถาของวอร์ชและข้อมูลเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคมจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความผันผวนในสัปดาห์หน้า หากข้อมูลเงินเฟ้ออ่อนตัวหรือตลาดแรงงานชะลอลง ก็จะตอกย้ำความคาดหวังว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยและหนุนราคาทองคำ ในทางกลับกัน หากวอร์ชส่งสัญญาณสายเหยี่ยว (hawkish) ก็อาจปลุกความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยและกดดันทั้งทองคำและเงินในระยะสั้น ปัจจุบันตลาดให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนราว 31–35% ลดลงจากราว 50% ก่อนหน้านี้

เฟดกำลังเผชิญ ‘สถานการณ์แบบสแตกเฟลชัน’ — ประธานที่ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงยาวนานท่ามกลางตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสภาวะที่ทองคำมักทำผลงานได้ดี (มุมมองนักวิเคราะห์ที่ CNBC อ้างถึง)

ประวัติศาสตร์ของแจ็กสัน โฮลแสดงให้เห็นว่าปาฐกถาในเวทีนี้มักส่งผลสะเทือนต่อตลาดเกินกว่าหัวข้อทางวิชาการที่ประกาศไว้ ในปี 2553 เบน เบอร์แนงกี ใช้เวทีนี้ส่งสัญญาณมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง (QE2) ซึ่งช่วยหนุนตลาดหุ้น ขณะที่ในปี 2565 เจอโรม พาวเวลล์ ใช้ปาฐกถาเตือนถึง ‘ความเจ็บปวด’ ที่จำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อ จนดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 3% ในวันนั้น สำหรับวอร์ช การกล่าวปาฐกถาในวันที่ 28 สิงหาคมจึงเป็นโอกาสสำคัญที่สุดในการนิยามว่าเขาจะเป็นประธานเฟดแบบใด แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะคาดว่าเขาจะรักษาโทนที่เป็นกลาง ไม่โน้มเอียงไปทางสายเหยี่ยวหรือสายพิราบอย่างชัดเจน

หัวข้อทางการของการประชุมปีนี้คือ ‘นวัตกรรมทางการเงิน: นัยต่อระบบการชำระเงินและนโยบาย’ ซึ่งดูห่างไกลจากประเด็นเร่งด่วนที่ตลาดกำลังกังวล ทำให้นักลงทุนยิ่งจับตาว่าวอร์ชจะใช้เวทีนี้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับการตัดสินใจในเดือนกันยายนหรือไม่ ท่ามกลางการประชุมที่มีธนาคารกลางกว่า 70 ประเทศเข้าร่วม การที่วอร์ชระบุว่าเฟด ‘ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยราคาตลาด’ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนว่าเขาจะตอบสนองต่อภาวะตลาดอย่างไร

6. ค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร: หัวใจที่เชื่อมทุกตลาดเข้าด้วยกัน

เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหมดคือความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผ่านผลกระทบไปยังทุกสินทรัพย์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสองทศวรรษในสัปดาห์นี้ ก่อนที่กระทรวงการคลังจะเข้าแทรกแซงด้วยการประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นและการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนคือการที่ประธานเฟดวอร์ชได้ลดการส่งสัญญาณล่วงหน้าลง ทำให้ตลาดพันธบัตรต้องประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองมากขึ้น นักวิเคราะห์บางรายมองว่าเมื่อเฟดถอนบทบาทการเป็น ‘เพดาน’ ของอัตราดอกเบี้ยผ่าน forward guidance ตลาดก็จะกำหนดราคาความเสี่ยงของการ ‘บินโดยไร้เครื่องนำทาง’ ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจทำให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวผันผวนมากขึ้น

การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงและความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์ถูกกัดกร่อน นักลงทุนจึงหันไปหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างทองคำและเงิน ซึ่งอธิบายว่าทำไมโลหะมีค่าทั้งสองจึงพุ่งขึ้นพร้อมกัน ขณะเดียวกันดอลลาร์ที่อ่อนค่ายังทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์ เช่น น้ำมันและโลหะ มีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อที่ถือเงินสกุลอื่น ซึ่งช่วยหนุนความต้องการโดยรวม

ประเด็นเชิงโครงสร้างที่น่าจับตาในระยะยาวคือการที่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มถือครองทองคำมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่สัดส่วนของดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศค่อย ๆ ลดลง แนวโน้มการกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์นี้เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่หนุนราคาทองคำในระยะยาว และเป็นเหตุผลที่นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมุมมองเชิงบวกต่อโลหะมีค่า แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น

7. เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ: ความเห็นที่ยังแตกต่าง

ตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณที่แตกต่างจากตลาดหุ้นอย่างชัดเจน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสองทศวรรษ สะท้อนความกังวลเรื่องวินัยทางการคลัง Seeking Alpha เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่มองว่าวอร์ชน่าจะยึดมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rates) ที่สูงขึ้นเป็นตัวผลักดันอัตราดอกเบี้ยเชิงนาม และไม่น่าจะให้แนวทางที่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นต่อและกดดันตลาดหุ้นผ่านการหดตัวของอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E)

ด้านกลยุทธ์การลงทุน สำหรับโลหะมีค่า TD Securities ให้ความเห็นกับ Reuters ว่าการประกาศซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังได้ ‘ปลุกชีวิต’ ให้ตลาดโลหะกลับมา และมองว่ากระแสการลงทุนในทองคำอาจกลับมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางเรื่องราวของภาวะสแตกเฟลชันที่กำลังก่อตัว ขณะที่ Ole Hansen หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Saxo Bank ระบุว่าการผสมผสานระหว่างอัตราผลตอบแทนที่ลดลงและดอลลาร์ที่อ่อนค่าเป็นแรงหนุนใหม่ให้ตลาดโลหะมีค่า

อย่างไรก็ตาม ความเห็นในตลาดยังคงแตกต่างกันอย่างมาก บางสำนักมองว่าตลาดพันธบัตรกำลัง ‘ประเมินความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนต่ำเกินไป’ เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่เหนือเป้าหมาย 2% มาแล้วหกในเจ็ดเดือนของปีนี้ ผลสำรวจของ Bank of America ยังพบว่าผู้จัดการกองทุน 72% เชื่อว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ความไม่แน่นอนเหล่านี้เองที่ทำให้ทั้งราคาทองคำ เงิน และน้ำมันเคลื่อนไหวผันผวนตามทุกสัญญาณข้อมูลเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึง ‘กับดักเชิงเวลา’ ที่น่าสนใจ นั่นคือหากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายน ก็อาจไม่ขึ้นเลยตลอดทั้งปี แต่ในบรรดากรรมการที่ต้องการขึ้นดอกเบี้ยนั้น ส่วนใหญ่มองว่าควรขึ้นหลายครั้ง ความเป็นไปได้จึงมีว่าการชะลอในปี 2569 อาจนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยที่เข้มข้นกว่าในปี 2570 สถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนให้ตลาดโลหะมีค่าเป็นพิเศษ เพราะทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงคือปัจจัยชี้ขาดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำและเงิน

สำหรับตลาดน้ำมัน ปัจจัยที่นักวิเคราะห์จับตาคือความสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านอุปทานจากวิกฤตฮอร์มุซกับสัญญาณการชะลอตัวของอุปสงค์โลก หากเศรษฐกิจโลกชะลอลงจากอัตราดอกเบี้ยสูงและความไม่แน่นอนทางการค้า ความต้องการน้ำมันอาจอ่อนตัว ซึ่งจะเป็นแรงถ่วงราคาในระยะข้างหน้า แต่ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ตลาดก็จะยังคงมี ‘เบี้ยประกันความเสี่ยง’ (risk premium) สะท้อนอยู่ในราคา

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์นี้สะท้อนภาวะที่นักลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จากวิกฤตฮอร์มุซ ความกังวลด้านการคลังของสหรัฐฯ และความคลุมเครือของนโยบายการเงินภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้

ประการแรก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ราคาน้ำมันดิบที่ยืนใกล้ 94 ดอลลาร์ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้า ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ และแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรของบริษัทในกลุ่มขนส่ง สายการบิน และภาคการผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้น ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นในตลาดหลักทรัพย์ไทยอาจได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาที่กว้างขึ้น นักลงทุนจึงควรพิจารณาผลกระทบที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มธุรกิจต้นน้ำที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง กับกลุ่มปลายน้ำและผู้ใช้พลังงานที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม

นอกจากนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG ในตลาดโลกที่พุ่งสูงยังมีนัยต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าและนำเข้า LNG บางส่วน การแข่งขันแย่งชิง LNG ระหว่างยุโรปและเอเชียที่รุนแรงขึ้นอาจดันต้นทุนนำเข้าของไทยให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่กับนโยบายค่าไฟฟ้าของภาครัฐ

ประการที่สอง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนทองคำในรูปเงินบาท ต้องพิจารณาสองปัจจัยควบคู่กัน คือราคาทองคำในตลาดโลกที่เป็นขาขึ้น และทิศทางค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงตามการคาดการณ์ ราคาทองคำในรูปดอลลาร์อาจสูงขึ้น แต่ผลตอบแทนในรูปเงินบาทอาจถูกลดทอนบางส่วนจากการแข็งค่าของบาท นักลงทุนจึงควรติดตามอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB อย่างใกล้ชิด

ประการที่สาม โลหะเงินให้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่สูงกว่า แม้นักวิเคราะห์บางรายจะตั้งเป้าหมายเงินไว้สูงถึง 100 ดอลลาร์ แต่ประวัติการร่วงลงกว่า 44% จากจุดสูงสุดต้นปีเป็นเครื่องเตือนใจว่าเงินมีความผันผวนสูงมาก นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ควรจัดสรรสัดส่วนอย่างระมัดระวัง โดยทั่วไปผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ถือครองโลหะเงินไม่เกิน 10–15% และให้สัดส่วนโลหะมีค่ารวมไม่เกิน 20% ของพอร์ต

ประการสุดท้าย เหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า คือปาฐกถาของวอร์ชในวันที่ 28 สิงหาคม ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE และผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรที่อาจสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ นักลงทุนไทยควรบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายการลงทุน หลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจสูงในช่วงที่ตลาดขาดทิศทางชัดเจน และให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

Similar Posts

  • |

    อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

    กองทัพเรือของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า ได้เข้ายึดเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2 ลำใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และในขณะที่นักการทูตกำลังเร่งผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC Navy) ระบุผ่านสื่อของรัฐว่า การยึดเรือทั้งสองลำเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเรือดังกล่าวได้ละเมิดกฎระเบียบด้านการเดินเรือระหว่างประเทศ ก่อนจะถูกควบคุมและนำไปยังชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNBC ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวจากแหล่งอิสระได้ในขณะนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations – UKMTO) รายงานว่า เรือสินค้าหลายลำถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกอย่างยิ่ง ขณะที่สื่อของอิหร่านยังระบุเพิ่มเติมว่าอาจมีเรืออีกลำหนึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังทหารของอิหร่านเช่นกัน ความตึงเครียดด้านความมั่นคงทางทะเลและผลกระทบต่อพลังงานโลก รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Futures) สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 99.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคยพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 90.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล…

  • |

    โลกยุคอาวุธเศรษฐกิจ: สงครามการค้า คว่ำบาตร วิกฤตพลังงาน สั่นคลอนตลาดปี 2026

    ครึ่งหลังของปี 2026 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” อย่างภาษีศุลกากร มาตรการคว่ำบาตร และการควบคุมเส้นทางพลังงาน ถูกยกระดับเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย กำแพงภาษี Section 122 ของสหรัฐฯ กำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ พร้อมกับเงาของมาตรการ Section 301 ที่รออยู่ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาตจากสงครามอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 21 ที่ลุกลามจากรัสเซียไปถึงจีน สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์ที่กลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายงานฉบับนี้ประมวลภาพความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่กำลังหล่อหลอมทิศทางตลาดโลก และวิเคราะห์นัยสำคัญต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกดูเหมือนจะแยกขาดจากความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลขและเหตุการณ์ต่าง ๆ กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ดัชนี Dow Jones ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900 จุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม แต่ในอีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่งเกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนภาพเศรษฐกิจสองด้านที่กำลังดำเนินไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความคึกคักของกระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI)…

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วง! เงินเฟ้อ 4.2% ชนวนอิหร่าน นาสแดคดิ่งหนัก กดดันนักลงทุนไทย

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสัปดาห์นี้ ท่ามกลางพายุสามลูกที่ซัดพร้อมกัน ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่พุ่งสูงสุดในรอบสามปีที่ระดับ 4.2% ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแรงเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ลบมูลค่าตลาดไปกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เพียงไม่กี่วัน ความผันผวนในระดับนี้ส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 953.33 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 49,918.78 จุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ดัชนีร่วงทะลุแนว 50,000 จุดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน S&P 500 ปิดลบ 1.62% ที่ 7,266.99 จุด ขณะที่นาสแดคดิ่งลง 1.98% แตะระดับ 25,169.50 จุด ทั้งนี้แรงกดดันมาจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าตกใจ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ประกาศจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เงินเฟ้อพฤษภาคม 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี พลังงานคือตัวการหลัก ตัวเลขเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4%…

  • | |

    Nvidia ทุบสถิติ $96,200 ล้าน จุดชนวนซูเปอร์วีคหุ้นเทคฯ AI

    ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาอีกครั้ง เมื่อ Nvidia (NVDA) บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกและถือเป็น “มาตรวัด” ของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งอุตสาหกรรม เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2570 (สิ้นสุด 26 กรกฎาคม 2569) หลังตลาดปิดทำการในวันพุธที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขรายได้ที่ทุบสถิติสูงถึง 96,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 106% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงร้อนแรงและไม่มีทีท่าจะชะลอตัวลงอย่างที่นักลงทุนบางส่วนกังวล ผลประกอบการของ Nvidia ครั้งนี้ถือเป็นบทปิดท้ายของ “ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ” กลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้ง Apple และ Microsoft ต่างเปิดตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสความคาดหวังอีกต่อไป แต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรที่จับต้องได้จริง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขที่สวยงามเหล่านี้ กลับมีเงาทอดยาวที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังกดดันอัตรากำไรและดันต้นทุนของทั้งอุตสาหกรรมให้พุ่งสูงขึ้น รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของเหตุการณ์สำคัญนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่จะสะเทือนถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทย Nvidia ทุบทุกสถิติ: เมื่อ “การประมวลผลกลายเป็นรายได้” หัวใจสำคัญของรายงานผลประกอบการ…

  • |

    ตลาดโลกเข้าโหมดพิสูจน์: งบ Q2 น้ำมันปะทุ เฟดยุควอร์ชส่อขึ้นดอกเบี้ย

    ตลาดการเงินโลกกำลังเดินเข้าสู่สัปดาห์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “จุดตัดสิน” ของครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-10 กรกฎาคม) วอลล์สตรีทแสดงอาการ “แยกทาง” อย่างชัดเจน ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดเหนือระดับ 53,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ ก่อนที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่จะลบกำไรทั้งหมดทิ้ง จนดัชนีบลูชิปปิดสัปดาห์ติดลบ 0.5% ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงกลับบวกได้ 1.74% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.23% ปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 จาก 5 สัปดาห์หลังสุด ภาพที่ขัดแย้งกันนี้บอกอะไรบางอย่างกับนักลงทุน: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเวลานี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเดียว แต่ถูกดึงไปคนละทางโดยสามแรงที่ทรงพลังพอ ๆ กัน — แรงแรกคือ “ธีม AI” ที่ยังคงดูดเงินเข้าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่างไม่ลดละ แรงที่สองคือราคาน้ำมันที่กลับมาพุ่งอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านล่มลง และแรงที่สามคือธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่กำลังถกเถียงกันภายในว่าจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยหรือ “คง” ดอกเบี้ยต่อไป…

  • เงินทุนโลกพลิกขั้ว! ETF บอนด์ตลาดเกิดใหม่ผลตอบแทนพุ่ง รับยุคดอลลาร์อ่อนปี 2026

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ หลังจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มทยอยปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 โดยกระแสเงินทุนที่เคยกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กำลังไหลออกไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบหุ้นและตราสารหนี้ ปรากฏการณ์นี้ถูกขนานนามในวงการว่า “Sell America” trade ซึ่งสะท้อนความกังวลเรื่องระดับการกระจุกตัวของพอร์ตลงทุนที่สูงเกินไปในสินทรัพย์อเมริกัน ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าต่อเนื่อง และผลตอบแทนที่โดดเด่นของตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ทั้งในปี 2025 ที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาถึงปีนี้ จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวและบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก พบว่าตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets Bonds) เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มตราสารหนี้ทั้งปี 2025 ที่ผ่านมา และยังคงรักษาโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องมาในปี 2026 ขณะเดียวกัน หุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐฯ ก็กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ในเงาของตลาดสหรัฐฯ มานานนับทศวรรษ บทความนี้จะพาไปสำรวจภาพรวมของกระแสการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมเจาะลึกมุมมองผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ กระแส “Sell America” และจุดเปลี่ยนของพอร์ตลงทุนทั่วโลก ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกขณะนี้ไม่ใช่การที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ออกไปทั้งหมด แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้น ทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน ETF ที่ปรากฏตัวในรายการ “ETF Edge” ของ CNBC ระบุว่า เงินทุนจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่เพียงแค่ในส่วนของหุ้น แต่ยังรวมถึงตราสารหนี้เครดิตของตลาดเกิดใหม่และกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบอื่นๆ ด้วย โดยปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *