บิตคอยน์แตะจุดสูงสุดรอบ 3 เดือน ก่อนถอยจากถ้อยแถลงเฟดสายเหยี่ยว
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีปิดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยภาพที่ผสมผสานระหว่างชัยชนะและความระมัดระวัง บิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบราว 3 เดือนที่ระดับประมาณ 81,455 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม ปิดฉากการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของปี ก่อนจะถูกกระชากลงมาอย่างรวดเร็วในวันศุกร์ หลังนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ส่งสัญญาณเชิงนโยบายแบบ “สายเหยี่ยว” (hawkish) เป็นครั้งแรกบนเวทีการประชุมแจ็กสัน โฮล ทำให้นักลงทุนต้องกลับมาตีความความเป็นไปได้ที่เฟดอาจ “ขึ้น” ดอกเบี้ยแทนที่จะลด
ในภาพใหญ่ แรงขับเคลื่อนของตลาดคริปโตในเดือนนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยภายในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลัก แต่ถูกกำหนดโดยกระแสสภาพคล่องระดับมหภาค (macro liquidity) โดยเฉพาะการตัดสินใจของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ประกาศเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว การไหลเข้าของเงินทุนผ่านกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอต และความคาดหวังต่อชะตากรรมของกฎหมายจัดระเบียบตลาดคริปโตที่ชื่อว่า CLARITY Act ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การลงมติชี้ขาดในเดือนกันยายน รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญตลอดสัปดาห์ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจตามมาต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย
ล่าสุด ณ วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ราว 78,231 ดอลลาร์ ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยราว 0.75% ในรอบ 24 ชั่วโมง และบวกราว 1.5% ในรอบสัปดาห์ ตามข้อมูลจาก CoinStats สะท้อนภาพของตลาดที่ยัง “ตั้งหลัก” อยู่เหนือแนวรับสำคัญ แม้จะสูญเสียโมเมนตัมขาขึ้นในช่วงท้ายสัปดาห์ก็ตาม โดยตลอดเดือนสิงหาคม บิตคอยน์ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกกว่า 21% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดของสินทรัพย์ประเภทนี้ในรอบปี
ราคาบิตคอยน์: จากจุดสูงสุดรอบ 3 เดือน สู่การพักฐานปลายสัปดาห์
การเดินทางของราคาบิตคอยน์ในเดือนสิงหาคมเป็นบทเรียนคลาสสิกเรื่องความผันผวน ย้อนกลับไปเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม บิตคอยน์เปิดตลาดที่เพียงราว 62,829 ดอลลาร์ ท่ามกลางบรรยากาศ “ตลาดหมี” ที่ยืดเยื้อ นักวิเคราะห์บางส่วนยังตั้งคำถามว่าราคาได้ทำจุดต่ำสุด (bottom) ไปแล้วหรือยัง ทว่าเพียงสามวันถัดมา ตลาดกลับพลิกโฉมอย่างสิ้นเชิง
สำนัก CNBC รายงานว่า บิตคอยน์พุ่งขึ้นกว่า 20% ภายในสามวัน ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นสามวันที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 (2023) โดยแรงส่งส่วนหนึ่งมาจากปรากฏการณ์ “บีบสถานะขาย” หรือ short squeeze ที่ทำให้สถานะเก็งกำไรฝั่งขาลง (bearish positions) มูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิด (liquidated) เมื่อราคาดีดตัวสูงขึ้น จนกลายเป็นวงจรป้อนกลับที่เร่งให้ราคาวิ่งเร็วยิ่งขึ้น
หลังจากทะลุด่าน 70,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จ บิตคอยน์เดินหน้าทำสถิติต่อเนื่อง โดยเมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม ราคาทะลุ 80,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสามเดือน แตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ราว 81,023 ดอลลาร์ ก่อนที่โมเมนตัมจะพาราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดของสัปดาห์ที่ประมาณ 81,455 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นระดับที่นักลงทุนหลายรายไม่ได้เห็นมานานตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน
แต่ความสุขนั้นสั้น เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม ราคาบิตคอยน์ร่วงลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ราว 76,877 ดอลลาร์ และปิดตลาดวันดังกล่าวที่ประมาณ 77,838 ดอลลาร์ ลดลงราว 3% ภายในวันเดียว ตามรายงานของ Bitcoin.com และสื่อคริปโตหลายสำนัก โดยตัวเร่งสำคัญคือถ้อยแถลงของประธานเฟดที่แจ็กสัน โฮล อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับฐานลงมา นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม บิตคอยน์ก็ยังบวกสะสมกว่า 23% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าฐานกำไรของขาขึ้นรอบนี้ยังไม่ได้ถูกลบล้าง
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามกราฟทางเทคนิค ระดับ 77,000 ดอลลาร์กลายเป็นแนวรับทางจิตวิทยาที่สำคัญ ขณะที่ดัชนี RSI ซึ่งพุ่งขึ้นแตะระดับ 70 บ่งชี้ภาวะ “ซื้อมากเกินไป” (overbought) ในช่วงที่ราคาทำจุดสูงสุด ทำให้การพักฐานในช่วงท้ายสัปดาห์เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า “มีเหตุมีผล” มากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับตัวของแนวโน้มขาขึ้นทั้งหมด
การฟื้นตัวในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมเองก็มีลักษณะของการ “ดีดกลับเชิงเทคนิค” (relief rebound) มากกว่าการเริ่มต้นแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ นักวิเคราะห์อธิบายว่า เมื่อราคาร่วงลงในวันศุกร์ ได้เกิดการล้างสถานะเก็งกำไร (deleveraging) ครั้งใหญ่ โดยประมาณการรวมของการบังคับปิดสถานะในตลาดคริปโตอยู่ที่ราว 488 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 80% เป็นการปิดสถานะฝั่งซื้อ (long positions) เมื่อแรงกดดันจากการบังคับขายคลี่คลายลง กลุ่มนักลงทุนที่รอเข้าซื้อในราคาถูกและเทรดเดอร์ระยะสั้นจึงเข้ามาพยุงตลาดในโซน 77,000-78,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง สะท้อนว่าแนวรับดังกล่าวยังมีแรงซื้อรองรับที่แข็งแรงพอสมควร
เบื้องหลังแรลลี่: มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง และแรงบีบขาย
หัวใจของการปรับตัวขึ้นในเดือนสิงหาคมอยู่ที่การตัดสินใจของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่ประกาศ เพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Treasury buyback) เป็นสองเท่า จากเดิมสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ต่อรอบการดำเนินการ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรอบ พร้อมเพิ่มจำนวนรอบการดำเนินการในช่วงพันธบัตรอายุยาวจาก 2 ครั้งเป็น 4 ครั้งต่อไตรมาส โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 และดำเนินไปจนถึงรอบการปรับโครงสร้างหนี้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน
กลไกเบื้องหลังไม่ซับซ้อน แต่ทรงพลัง เมื่อกระทรวงการคลังเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น อัตราผลตอบแทน (yield) ของพันธบัตรอายุยาวก็มีแนวโน้มลดลง ซึ่งช่วง “ก่อน” การประกาศ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีเคยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปีที่ราว 5.34% สะท้อนภาวะเทขายพันธบัตรทั่วโลก เมื่อกระทรวงการคลังส่งสัญญาณเข้าแทรกแซง อัตราผลตอบแทนดังกล่าวจึงย่อลงมาที่ราว 5.19% การที่ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวลดลงเช่นนี้ มีแนวโน้มกระตุ้นให้นักลงทุนโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นเหนือ 70,000 ดอลลาร์ทันทีหลังการประกาศของกระทรวงการคลัง ควบคู่ไปกับการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคริปโต นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า แม้โครงการซื้อคืนที่เพิ่มเป็น 4 พันล้านดอลลาร์จะยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของตลาดพันธบัตรสหรัฐที่มีขนาดกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ “คุณค่าเชิงสัญญาณ” (signaling value) ของมาตรการกลับมีน้ำหนักต่อจิตวิทยาตลาดมากกว่าผลเชิงกลไกที่แท้จริง
จุดที่ต้องเน้นย้ำคือ ความแตกต่างระหว่างมาตรการนี้กับการทำ “มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ” (Quantitative Easing หรือ QE) การทำ QE คือการที่เฟดเข้าซื้อพันธบัตรและสร้างเงินใหม่เข้าสู่ระบบ แต่การซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังนั้นได้รับเงินทุนจากการออกหนี้ระยะสั้นชุดใหม่มาทดแทน ทำให้ยอดหนี้รวมไม่ได้เพิ่มขึ้น เป็นเพียงการปรับเปลี่ยน “องค์ประกอบ” ของหนี้คงค้างเท่านั้น นักลงทุนจึงไม่ควรตีความว่าเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องแบบมหาศาลเข้าสู่ระบบโดยตรง
อีกหนึ่งปัจจัยเทคนิคที่ขยายขนาดของแรลลี่คือ short squeeze ข้อมูลจาก crypto.news ระบุว่า ในการดีดตัวช่วงกลางเดือน สถานะขายชอร์ตมูลค่าราว 1.44 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิดในตลาดหลัก โดยกว่า 1.29 พันล้านดอลลาร์เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งถือเป็นการบีบสถานะที่กระจุกตัวเร็วที่สุดของปี 2569 เมื่อบวกกับแรลลี่รอบท้ายที่ทำให้สถานะขายรวมกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ถูกล้างพอร์ต จึงเห็นได้ว่าแรงขับเคลื่อนราคาส่วนหนึ่งมาจากการบังคับซื้อคืน มิใช่แรงซื้อจากความเชื่อมั่นล้วน ๆ
กระแสเงิน ETF: จาก 9 วันบวกติดต่อกัน สู่การไหลออกครั้งแรก
หากปัจจัยมหภาคเป็นเชื้อไฟ กระแสเงินทุนผ่านกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอต (spot Bitcoin ETF) ก็เปรียบเสมือนออกซิเจนที่หล่อเลี้ยงแรลลี่ให้ยืนระยะได้ กองทุนกลุ่มนี้เปิดทางให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยเข้าถือครองบิตคอยน์ผ่านบัญชีหลักทรัพย์ทั่วไป โดยไม่ต้องถือครองเหรียญโดยตรง ทำให้เม็ดเงินที่ไหลเข้าออกกลายเป็นมาตรวัดความต้องการที่นักวิเคราะห์จับตาอย่างใกล้ชิด
สำนัก CoinDesk อ้างอิงข้อมูลจาก SoSoValue รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐมีเงินไหลเข้าสุทธิถึง 517 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดไหลเข้ารายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ขณะที่กองทุน ETF อีเธอเรียม (Ethereum) ก็ดึงเงินเข้าได้ 189 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 สะท้อนว่าความต้องการที่แท้จริงกำลังกลับมา หลังจากบิตคอยน์ถูกกดอยู่ใต้ระดับ 64,000 ดอลลาร์นานหลายเดือน
ในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม กองทุน ETF บิตคอยน์ในสหรัฐดึงเงินเข้าสุทธิรวมราว 1 พันล้านดอลลาร์ โดยกองทุน IBIT ของ BlackRock เป็นผู้นำการไหลเข้า ทว่าเมื่อมองภาพทั้งปี ตัวเลขกลับยังติดลบ เนื่องจากตลอดปี 2569 กองทุนกลุ่มนี้ยังมีเงินไหลออกสุทธิสะสมราว 4.76 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ และการไหลเข้าในเดือนสิงหาคมเป็นการ “กลับทิศ” ของกระแสที่ต้องพิสูจน์ความยั่งยืนต่อไป
และแล้วสัญญาณเตือนก็ปรากฏ เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐบันทึกเงินไหลออกสุทธิราว 201.8 ล้านดอลลาร์ ยุติสถิติเงินไหลเข้าต่อเนื่อง 9 วันทำการที่สะสมเม็ดเงินได้ราว 3.04 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในขณะที่บิตคอยน์เผชิญแรงไถ่ถอน กองทุนที่อ้างอิงอีเธอเรียมและอัลท์คอยน์กลับยังดึงเงินเข้าได้รวมกันราว 145 ล้านดอลลาร์ ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของการ “หมุนสินทรัพย์” (asset rotation) จากบิตคอยน์ไปสู่เหรียญอื่น ๆ
อีกประเด็นเชิงโครงสร้างที่ควรจับตาคือ ดัชนีส่วนต่างราคาโคอินเบส (Coinbase premium index) ซึ่งเป็นมาตรวัดว่านักลงทุนสถาบันในสหรัฐยินดีจ่ายแพงกว่าหรือถูกกว่าราคาอ้างอิงในตลาดต่างประเทศ ยังคงติดลบต่อเนื่องเป็นเวลานาน สะท้อนว่าแรงซื้อจากฝั่งสหรัฐยังไม่ได้กลับมาอย่างเต็มกำลัง แม้ราคาจะปรับตัวขึ้นก็ตาม ทำให้ภาพรวมของกระแสเงินยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป
นอกจากปัจจัยด้านกระแสเงินและเทคนิคแล้ว เรื่องเล่าเชิงมหภาคที่ว่าด้วย “ทองคำดิจิทัล” (digital gold) และการลดค่าของเงิน (monetary debasement) ก็กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในเดือนนี้ ท่ามกลางความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐที่มีรายงานว่าทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า เมื่อภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และแนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์ในระยะยาวยังคงอยู่ นักลงทุนบางกลุ่มจึงหันมามองบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่ป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของสกุลเงินกระดาษ (fiat currency) ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับที่หนุนราคาทองคำให้ยืนในระดับสูงตลอดช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่านี้ก็มีสองด้าน ในระยะสั้น บิตคอยน์ยังคงเคลื่อนไหวเหมือนสินทรัพย์เสี่ยง (risk-on asset) มากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย ดังจะเห็นได้จากการที่ราคาปรับตัวลงพร้อมกับหุ้นและทองคำเมื่อวอร์ชส่งสัญญาณสายเหยี่ยว การที่บิตคอยน์จะทำหน้าที่เป็น “ทองคำดิจิทัล” ได้อย่างแท้จริงจึงยังเป็นประเด็นที่ต้องพิสูจน์ในระยะยาว และนักลงทุนไม่ควรคาดหวังว่ามันจะเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดหุ้นในทุกสถานการณ์
แจ็กสัน โฮล และ “วอร์ช”: เมื่อเฟดสายเหยี่ยวสั่นคลอนสินทรัพย์เสี่ยง
จุดพลิกผันสำคัญของสัปดาห์เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม เมื่อนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ (keynote) ครั้งแรกในฐานะประธานเฟด บนเวทีการประชุมวิชาการประจำปีที่แจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “นวัตกรรมทางการเงิน: นัยต่อระบบการชำระเงินและนโยบาย” (Financial Innovation: Implications for Payments and Policy)
ถ้อยแถลงของวอร์ชออกมาในโทน “สายเหยี่ยว” อย่างชัดเจน เขาย้ำว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ยังคงเป็น “เป้าหมายที่มั่นคงและตายตัว” พร้อมชี้ว่าการให้สัญญาณนโยบายล่วงหน้า (forward guidance) แบบเดิม “อยู่นานเกินความจำเป็นแล้ว” และเตือนว่าหากเงินเฟ้อพื้นฐานไม่เคลื่อนเข้าสู่เป้าหมาย “อย่างชัดเจนและด้วยความเร็วที่เพียงพอ” เฟดก็ยัง “มีงานที่ต้องทำ” โดยเขาอ้างอิงตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่ระดับ 3.7% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และ 4.1% ในรอบ 6 เดือน ซึ่งล้วนสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อตลาดเกิดขึ้นทันทีและรุนแรง สำนัก BigGo Finance รายงานว่า ถ้อยแถลงของวอร์ชจุดชนวนการเทขายแบบพร้อมเพรียงกันในหลายสินทรัพย์ กวาดมูลค่าตลาดหายไปเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทั้งหุ้น โลหะมีค่า และคริปโต โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนพุ่งจากราว 34% ขึ้นไปแตะ 61.7% ขณะที่บางแหล่งข้อมูลอย่าง Polymarket ระบุว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยพุ่งจากต่ำกว่า 50% ไปถึงราว 68%
บิตคอยน์จึงร่วงจากระดับเหนือ 79,000 ดอลลาร์ลงมาใกล้ 76,800 ดอลลาร์ในช่วงการซื้อขายดังกล่าว ขณะที่ดัชนี S&P 500 ก็ปรับตัวลงจากราว 7,770 จุด มาอยู่ที่ราว 7,710 จุด สะท้อนว่าสินทรัพย์เสี่ยงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันภายใต้แรงกดดันจากนโยบายการเงิน ทองคำสปอตเองก็ร่วงลงราว 3% หลุดระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตอกย้ำว่าถ้อยแถลงของวอร์ชส่งแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองที่มองว่าตลาดได้ “ซึมซับ” ข่าวร้ายไปมากแล้ว นายแจสเปอร์ เดอ มาเร (Jasper de Maere) เทรดเดอร์จาก Wintermute ให้ความเห็นว่า แม้วอร์ชจะแสดงจุดยืนสายเหยี่ยว แต่ตลาด “กำลังย่อยรับข่าวได้ค่อนข้างดี” สอดคล้องกับ นายมาร์ค คอนเนอร์ส (Mark Connors) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Risk Dimensions ที่ประเมินก่อนหน้านี้ว่า วอร์ชจะเปิดทางให้ขึ้นดอกเบี้ยได้ แต่คาดว่าเฟดจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้จนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนไปก่อน
ก่อนหน้านั้น นายเจมส์ บัตเตอร์ฟิลล์ (James Butterfill) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares เคยให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แรลลี่ของบิตคอยน์รอบนี้ “เป็นเรื่องราวเชิงมหภาค ไม่ใช่เรื่องของคริปโตเอง” (a macro story, not a crypto one) โดยชี้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงและการจ้างงานที่ชะลอตัวได้บั่นทอนเหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งมุมมองนี้เองที่อาจถูกท้าทายจากถ้อยแถลงล่าสุดของวอร์ช และกลายเป็นประเด็นถกเถียงหลักของตลาดในช่วงเดือนกันยายน
CLARITY Act: เดิมพันกฎหมายจัดระเบียบคริปโตที่ต้องชี้ขาดในเดือนกันยายน
นอกเหนือจากปัจจัยด้านนโยบายการเงิน อีกหนึ่งตัวแปรที่แขวนอยู่เหนือตลาดคือความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือที่รู้จักกันในชื่อ “CLARITY Act” (รหัสร่างกฎหมาย H.R. 3633) ซึ่งมีเป้าหมายวางกรอบการกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะการแบ่งเขตอำนาจให้ชัดเจนว่าสินทรัพย์ใดอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และสินทรัพย์ใดอยู่ภายใต้คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC)
ร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยคะแนน 294 ต่อ 134 เสียง และผ่านคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 เสียงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม The Block และ CoinDesk รายงานว่า ร่างกฎหมายกลับติดขัดในชั้นวุฒิสภา เนื่องจากพลาดกรอบเวลาการลงมติก่อนปิดสมัยประชุมภาคฤดูร้อน ทำให้นายจอห์น ทูน (John Thune) ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ต้องยื่นญัตติปิดการอภิปราย (cloture) เพื่อจัดคิวการลงมติเชิงกระบวนการในวันที่ 15 กันยายน 2569
อุปสรรคสำคัญอยู่ที่บทบัญญัติด้านจริยธรรม (ethics provision) ซึ่งจะจำกัดไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง รวมถึงประธานาธิบดี ออกหรือสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัล วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตยืนกรานว่าจะไม่สนับสนุนร่างกฎหมายหากไม่มีการปรับถ้อยคำในส่วนนี้ให้เข้มงวดขึ้น โดยอ้างอิงถึงเอกสารเปิดเผยทรัพย์สินของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุรายได้เกี่ยวกับคริปโตราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ ประเด็นนี้จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองที่ยากจะประนีประนอม
ความไม่แน่นอนดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดพยากรณ์ (prediction markets) อย่างชัดเจน โดย Polymarket ปรับลดโอกาสที่ CLARITY Act จะผ่านเป็นกฎหมายภายในปี 2569 ลงเหลือเพียงราว 16% จากที่เคยพุ่งสูงถึง 82% ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ตลาด Kalshi เคยให้โอกาสต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ราว 20% ทั้งนี้ พรรครีพับลิกันครองที่นั่งในวุฒิสภา 53 ที่นั่ง แต่คาดว่าจะเสียเสียงของวุฒิสมาชิกบางราย จึงจำเป็นต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 8 เสียงเพื่อผ่านด่านการลงมติที่ต้องการ 60 เสียง
นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า หากร่างกฎหมายนี้ล้มเหลว ตลาดคริปโตอาจเผชิญการปรับฐานในช่วง 15-30% และต้องอยู่ภายใต้ภาวะ “การกำกับดูแลด้วยการบังคับใช้กฎหมาย” (regulation by enforcement) ต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี ในทางกลับกัน ก่อนหน้านี้ในวันที่ 19 สิงหาคม SEC ได้ประกาศร่างกฎเกณฑ์ใหม่สำหรับสินทรัพย์คริปโต ซึ่งวางกรอบให้บริษัทคริปโตสามารถระดมทุนได้ พร้อมกำหนดข้อยกเว้นการจดทะเบียนบางประเภท และเปิดทางให้สินทรัพย์คริปโตบางรายการหลุดพ้นจากการถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยหนุนราคาในวันดังกล่าว
อีเธอเรียม อัลท์คอยน์ และคลื่นดีลสถาบันที่ไหลเข้าตลาด
ในฝั่งของอีเธอเรียม ซึ่งเป็นคริปโตที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ราคาปิดวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมอยู่ที่ราว 2,443 ดอลลาร์ ลดลง 2.70% โดยก่อนหน้านั้นเคยขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 2,500 ดอลลาร์แต่ยังไม่สามารถผ่านไปได้ นักวิเคราะห์จาก Rio Times ให้ความเห็นว่า การปรับตัวลงของอีเธอเรียมสะท้อน “ตำแหน่งตรงกลาง” ของมัน กล่าวคือมีความเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรน้อยกว่า Solana หรือ XRP แต่ก็ยังเปราะบางต่อการปรับฐานที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยมหภาค เมื่อไร้ปัจจัยหนุนเฉพาะตัวใหม่ ๆ
ด้านอัลท์คอยน์อื่น ๆ Solana (SOL) ปิดที่ราว 104.13 ดอลลาร์ ลดลง 4.65% แม้จะมีข่าวเชิงบวกที่ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (validators) อนุมัติข้อเสนอปรับลดอัตราการออกเหรียญใหม่ในอนาคต โดยเพิ่มอัตราการลดเงินเฟ้อรายปีจาก 15% เป็น 30% ด้วยเสียงสนับสนุนกว่า 176 ล้าน SOL ขณะที่ XRP ปิดที่ราว 1.3833 ดอลลาร์ ลดลง 4.80% หลังจากเคยพุ่งขึ้นถึง 43.7% ภายในเจ็ดวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี
แม้บรรยากาศมหภาคจะกดดัน แต่กระแสความสนใจจากสถาบันการเงินกลับยังคงคึกคัก โดยมีดีลสำคัญหลายรายการเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียว ได้แก่
- ดีลควบรวม: บริษัท BitGo เข้าซื้อกิจการหน่วยเทรดสำหรับสถาบันของ NYDIG มูลค่ารวมเงินสดและหุ้นราว 42.5 ล้านดอลลาร์ บวกเงื่อนไขจ่ายเพิ่ม (earnout) อีก 15 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายธุรกิจตราสารอนุพันธ์และการจัดหาเงินทุน
- การตลาดระดับโลก: Circle ผู้ออกเหรียญ USDC คว้าสิทธิ์เป็นสปอนเซอร์บนเสื้อแข่งของสโมสรฟุตบอลเชลซี (Chelsea FC) โดยมีรายงานว่าดีลอาจมีมูลค่าสูงถึง 88.3 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตอกย้ำการรุกเข้าสู่กระแสหลัก
- การขยายบริการ: Charles Schwab บริษัทนายหน้ารายใหญ่ยืนยันแผนเพิ่ม Solana, Avalanche และ Chainlink เข้าสู่บริการคริปโตสำหรับนักลงทุนรายย่อย
- สถาบันเข้าสู่ตลาด: Goldman Sachs เปิดเผยการถือครองผ่านกองทุน ETF ที่อ้างอิง XRP มูลค่าราว 86.5 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Tether เปิดตัวแพลตฟอร์มโทเคนไนเซชัน (tokenization) ในซาอุดีอาระเบีย
ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนภาพที่ตลาดคริปโตกำลังฝังรากลึกเข้าสู่โครงสร้างการเงินกระแสหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ราคาระยะสั้นจะผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจมหภาค แต่การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยังคงเดินหน้าลงทุนและควบรวมกิจการ ย่อมบ่งชี้ถึงมุมมองระยะยาวที่ยังคงมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์การเงินในอนาคต
บริบทตลาดเอเชียและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนไป
แม้ศูนย์กลางของข่าวสารจะอยู่ที่สหรัฐ แต่ผลกระทบของความเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้แผ่ขยายไปทั่วโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียที่การใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้เหรียญ stablecoin ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์ ในหลายประเทศกำลังพัฒนา stablecoin ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการโอนเงินข้ามพรมแดนและการเข้าถึงดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น ในภูมิภาคละตินอเมริกา มีรายงานว่า stablecoin คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดที่ติดตามได้ ซึ่งสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ประเภทนี้ในระบบการเงินจริง มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไร
สำหรับนักลงทุนในเอเชียและไทย ความเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ในสกุลดอลลาร์ยังต้องถูกแปลงกลับมาเป็นสกุลเงินท้องถิ่นเสมอ ยกตัวอย่างในอินเดีย มีรายงานว่าเมื่อบิตคอยน์ร่วงลงในวันศุกร์ นักลงทุนรายย่อยที่เพิ่งได้กำไรจากแรลลี่ตลอดเดือนสิงหาคมต้องเผชิญกับมูลค่าพอร์ตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อคิดเป็นเงินรูปี ปรากฏการณ์เดียวกันนี้ย่อมเกิดขึ้นกับนักลงทุนไทยที่ถือครองคริปโต เมื่อค่าเงินบาทและราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวพร้อมกัน ทำให้ผลตอบแทนสุทธิอาจแตกต่างจากตัวเลขที่ประกาศในสกุลดอลลาร์
ในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม สัปดาห์นี้ยังมีพัฒนาการที่น่าจับตาหลายด้าน SEC ของสหรัฐกำลังพิจารณาแนวทางการอนุมัติกองทุน ETF รูปแบบใหม่ ๆ โดยอัตโนมัติ ท่ามกลางการเติบโตของสินทรัพย์ในกองทุน ETF ทั่วสหรัฐที่มีรายงานว่าแตะระดับ 12 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากกลไกการอนุมัติแบบใหม่นี้เกิดขึ้นจริง ก็อาจเปิดทางให้มีผลิตภัณฑ์ ETF ที่อ้างอิงคริปโตหลากหลายมากขึ้น และดึงเม็ดเงินสถาบันเข้าสู่ตลาดได้อีกในอนาคต
ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ โดยมีรายงานว่ากระดานเทรด Bybit ได้ยื่นฟ้องเกาหลีเหนือและกลุ่มแฮ็กเกอร์ Lazarus Group พร้อมได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้อายัดสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรม ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการติดตามคืนสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านกระบวนการทางกฎหมาย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า แม้อุตสาหกรรมจะเติบโตและได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ก็ยังคงเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องตระหนักอยู่เสมอ
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและระดับราคาสำคัญที่ต้องจับตา
ในด้านการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ นายซามีร์ เคอร์เบจ (Samir Kerbage) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Hashdex แนะนำว่า เทรดเดอร์บิตคอยน์ควรให้ความสำคัญกับ “สภาพคล่องและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว” มากกว่าจะจับจ้องเฉพาะถ้อยแถลงเรื่องดอกเบี้ย ขณะที่จุดยืนของวอร์ชต่อประเด็น stablecoin และการทำโทเคนไนเซชันอาจส่งผลต่อสินทรัพย์คริปโตประเภทอื่นมากกว่าตัวบิตคอยน์เอง
ด้านนายไซมอน-ปีเตอร์ มัสซับนี (Simon-Peter Massabni) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ XS.com ระบุในรายงานที่ส่งถึง Investing News Network ว่า บิตคอยน์กำลังฟื้นตัวจากการปรับฐานเล็กน้อย ท่ามกลางการสะสมของกลุ่มวาฬ (whale accumulation) ที่ยังไม่สม่ำเสมอ แต่ได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งจากกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอต และกิจกรรมเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์สที่เพิ่มขึ้น เขาเสริมว่า “แนวโน้มขาขึ้นในปัจจุบันยังต้องการการสะสมบนเชนที่แข็งแกร่งขึ้น” เพื่อหนุนการปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืน
สำหรับกรอบราคาในระยะข้างหน้า นักวิเคราะห์จาก CoinStats ประเมินระดับสำคัญไว้ว่า หากบิตคอยน์สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ 80,000-81,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง ก็จะเป็นสัญญาณของการสานต่อแนวโน้มขาขึ้น ในทางกลับกัน หากหลุดแนวรับ 77,000 ดอลลาร์ ก็อาจเปิดทางให้ราคาปรับฐานลงไปทดสอบโซน 72,400 ดอลลาร์ โดยมีระดับ 73,880 ดอลลาร์เป็นแนวรับสำคัญที่ต้องปกป้อง
ในเชิงเป้าหมายราคาระยะกลางถึงยาว Citigroup เคยวางกรอบสถานการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่า ในกรณีเลวร้าย (adverse case) บิตคอยน์อาจอยู่ที่ราว 58,000 ดอลลาร์ กรณีฐาน (central case) ราว 112,000 ดอลลาร์ และกรณีดีที่สุด (bull case) สูงถึง 165,000 ดอลลาร์ ภายใน 12 เดือน โดยขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของกระแสเงิน ETF นโยบายดอกเบี้ย และความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ขณะที่ทีมงานของ Yahoo Finance ประเมินในกรณีฐานว่าบิตคอยน์อาจทำสถิติสูงสุดใหม่แตะ 150,000 ดอลลาร์ได้ในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า กรอบราคาบิตคอยน์ในช่วงสิ้นปี 2569 น่าจะอยู่ระหว่าง 70,000-90,000 ดอลลาร์ โดยมีตัวแปรชี้ขาดสองประการที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การลงมติ cloture ของ CLARITY Act ในวันที่ 15 กันยายน และแนวทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดภายใต้การนำของวอร์ช ทั้งนี้ มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งหมายความว่าแรงหนุนด้านสภาพคล่องจะเริ่มทำงานก่อนที่การลงมติเรื่องกฎหมายจะมาถึง
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ภาพรวมของตลาดคริปโตในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 คือการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบันเชื่อมโยงกับกระแสเศรษฐกิจมหภาคอย่างแนบแน่น แรลลี่ที่ผลักดันบิตคอยน์ขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบสามเดือนไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในโลกคริปโต แต่มาจากการตัดสินใจของกระทรวงการคลังสหรัฐ กระแสเงิน ETF และความคาดหวังต่อกฎหมาย ในทำนองเดียวกัน การปรับฐานปลายสัปดาห์ก็มาจากถ้อยแถลงของประธานเฟด มิใช่ปัญหาเฉพาะของตลาดคริปโตเอง
สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญที่ได้จากเหตุการณ์สัปดาห์นี้มีอยู่หลายประการ ประการแรก คือความจำเป็นในการติดตามปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุมของเฟด ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อราคาคริปโตมากกว่าข่าวสารภายในวงการเสียอีก การลงทุนโดยมองเฉพาะกราฟราคาหรือกระแสในโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงสูงในสภาวะตลาดเช่นนี้
ประการที่สอง คือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากบิตคอยน์และคริปโตส่วนใหญ่ซื้อขายในสกุลดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์จึงเป็นอีกตัวแปรที่กระทบต่อผลตอบแทนที่แท้จริงของนักลงทุนไทย หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการที่เฟดคงท่าทีสายเหยี่ยว นักลงทุนที่ถือครองคริปโตอาจได้รับผลตอบแทนในรูปเงินบาทที่แตกต่างจากตัวเลขที่เห็นในสกุลดอลลาร์ ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
ประการที่สาม คือความผันผวนที่ยังคงเป็นลักษณะเด่นของสินทรัพย์ประเภทนี้ การที่ราคาบิตคอยน์สามารถขึ้นกว่า 20% ในสามวัน แล้วปรับลง 3% ในวันเดียว สะท้อนว่าการใช้เลเวอเรจ (leverage) หรือการเก็งกำไรระยะสั้นมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับปิดสถานะได้ทุกเมื่อ นักลงทุนไทยจึงควรลงทุนด้วยเงินเย็นที่รับความเสี่ยงได้ กระจายพอร์ตอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจด้วยอารมณ์ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรง
หากสรุปเป็นปฏิทินเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนควรทำเครื่องหมายไว้ ประกอบด้วยสามหมุดหมายหลัก ได้แก่ วันที่ 9 กันยายน ซึ่งมาตรการซื้อคืนพันธบัตรที่ขยายขนาดของกระทรวงการคลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ วันที่ 15 กันยายน ซึ่งเป็นกำหนดการลงมติ cloture ของร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่จะชี้ชะตาว่ากรอบกำกับดูแลคริปโตของสหรัฐจะเดินหน้าต่อหรือต้องเลื่อนออกไปอีกปี และการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในช่วงกลางเดือนกันยายน ที่จะให้ความชัดเจนว่าท่าทีสายเหยี่ยวของวอร์ชในแจ็กสัน โฮลจะแปรเป็นการขึ้นดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ทั้งสามเหตุการณ์นี้กระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จึงมีแนวโน้มสร้างความผันผวนสูงให้กับตลาดในเดือนหน้า
ท้ายที่สุด สายตาของตลาดทั้งโลกกำลังจับจ้องไปที่เดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดคริปโตในช่วงที่เหลือของปี สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วงเวลานี้จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย บทเรียนจากสัปดาห์ที่ผ่านมาชี้ชัดว่า ตลาดคริปโตในยุคปัจจุบันมิได้เคลื่อนไหวอยู่ในโลกของตัวเองอีกต่อไป แต่ถูกโอบล้อมด้วยกระแสนโยบายการเงิน การคลัง และการเมืองของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ทำความเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา และวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยและไม่ประมาท จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า และเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างชาญฉลาด
