ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดโลก น้ำมันพุ่ง ทองร่วง หุ้นชิปเข้าตลาดหมี
สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงเสียดทานหนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นไตรมาสสาม เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเริ่มสั่นคลอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนใกล้ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ในแดนลบทั้งสามดัชนีหลัก โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 2.9% ตลอดสัปดาห์ และดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย หรือ SOX เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปฏิกิริยาของทองคำ ซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่สินทรัพย์ปลอดภัยตามตำรา กลับร่วงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะตลาดตีความว่าน้ำมันแพงเท่ากับเงินเฟ้อสูง และเงินเฟ้อสูงเท่ากับธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่ากลไกการส่งผ่านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สู่ตลาดการเงินในปี 2569 ได้เปลี่ยนโฉมไปจากเดิม และนักลงทุนไทยที่ยังใช้กรอบความคิดแบบเดิมอาจตั้งรับผิดจุดได้
ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นศูนย์กลางความเสี่ยงอีกครั้ง
ไทม์ไลน์ของเดือนกรกฎาคมเริ่มต้นด้วยความหวัง แต่จบลงด้วยความผันผวน หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจและเปิดการเจรจาทางอ้อมที่กาตาร์เมื่อต้นเดือน การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก Al Jazeera รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ 70.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.1% ขณะที่เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตหรือ WTI ลดลง 1.2% มาที่ 67.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศในตลาดขณะนั้นถึงขั้นที่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่า ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้กลายเป็นภาวะล้นตลาดไปแล้วหรือไม่
รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนกรกฎาคมของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ยืนยันภาพดังกล่าว โดยระบุว่าอุปทานน้ำมันโลกฟื้นตัวอย่างรุนแรงถึง 4.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 98.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน หลังการกลับมาไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยให้การผลิตในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียฟื้นตัวบางส่วน ราคาน้ำมันดิบนอร์ทซีเดทเทดร่วงลงถึง 31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเดือนเดียว มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม และต่ำกว่าระดับก่อนสงคราม 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่ถึงสัปดาห์ การปะทะระลอกใหม่ในวันที่ 7 ถึง 8 กรกฎาคมได้พลิกภาพทั้งหมด และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ถัดมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่าได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายสิบครั้งเพื่อลดทอนขีดความสามารถในการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบ โดยเป็นการตอบโต้หลังกล่าวหาว่ากองกำลังอิหร่านโจมตีเรือคอนเทนเนอร์สัญชาติไซปรัสชื่อ MV GFS Galaxy ขณะแล่นผ่านช่องแคบ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ตอบสนองทันทีด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม มาอยู่ที่ 78.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน
ความตึงเครียดยกระดับต่อเนื่องในวันที่ 14 กรกฎาคม เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านประกาศว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่สองลำในช่องแคบ พร้อมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรนเพื่อตอบโต้ ขณะเดียวกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ จะกลับมาปิดล้อมท่าเรืออิหร่านอีกครั้ง และจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องทางเดินเรือในฐานะ ผู้พิทักษ์ เส้นทางสำคัญแห่งนี้ ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเดินเรือพาณิชย์สมัยใหม่
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ พยายามสร้างความมั่นใจให้ตลาดด้วยการเปิดเผยว่ามีน้ำมัน 8.5 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบในวันก่อนหน้าโดยมีกำลังทหารคุ้มกัน ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ จะทำให้น้ำมันไหลเวียนต่อไปไม่ว่าจะมีอิหร่านร่วมมือหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงดังกล่าวไม่สามารถหยุดยั้งการปรับขึ้นของราคาได้ โดยในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับขึ้นเกือบ 20% จากจุดต่ำสุดของต้นเดือนภายในเวลาไม่ถึงสามสัปดาห์
บาร์ต เมเล็ก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ TD Securities ในโตรอนโต ให้ความเห็นว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับมาสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยชี้ว่าเบาะรองรับด้านอุปทานที่เคยมีอยู่ได้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว ทำให้ตลาดเปราะบางต่อการเกิดซ้ำรอยสถานการณ์เดือนมีนาคมและเมษายนที่ราคาน้ำมันเคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมากกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน
ประเด็นที่นักลงทุนไทยควรจับตาเป็นพิเศษคือ CNBC เคยรายงานตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนว่า การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่น่าจะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนสงครามได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทเดินเรือยังเผชิญเงื่อนไขหยุดยิงที่ไม่ชัดเจน ต้นทุนประกันภัยที่สูงขึ้น และความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด นักกลยุทธ์หลายรายมองว่าอิหร่านจะยังคงใช้ช่องแคบแห่งนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อเรียกร้องอำนาจควบคุมการจราจรทางเรือมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าค่าความเสี่ยงหรือ risk premium ในราคาน้ำมันจะไม่หายไปง่ายๆ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นอีกครั้งก็ตาม
แรงกดดันด้านอุปทานสองทาง จากอิหร่านถึงรัสเซีย
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ตลาดพลังงานในปี 2569 แตกต่างจากวิกฤตครั้งก่อนๆ คือการที่โลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานจากสองแหล่งพร้อมกัน ในขณะที่ความสนใจของตลาดจดจ่ออยู่กับช่องแคบฮอร์มุซ อีกด้านหนึ่งของแผนที่โลกก็กำลังเกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงไม่แพ้กัน
รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ โนวัค ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลทั้งหมดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมรัฐบาลที่มีประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เป็นประธาน โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องเบี่ยงอุปทานกลับสู่ตลาดภายในประเทศ คำสั่งห้ามนี้ครอบคลุมการส่งออกดีเซลทุกรูปแบบ ปิดช่องโหว่ที่เคยอนุญาตให้บริษัทน้ำมันที่ผลิตเองสามารถขายเชื้อเพลิงในต่างประเทศได้ และมีกำหนดบังคับใช้ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม
สาเหตุโดยตรงมาจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนต่อโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลักดันให้อัตราการกลั่นลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และก่อให้เกิดการต่อคิวเติมน้ำมันและการปันส่วนเชื้อเพลิงในหลายภูมิภาคของรัสเซีย ตัวเลขที่สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์คือ ข้อมูลจาก Vortexa ที่เผยแพร่ผ่าน OPIS ระบุว่าการส่งออกดีเซลของรัสเซียเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 480,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงวันที่ 1 ถึง 25 มิถุนายน ลดลงราว 53% จากปีก่อนหน้า ทั้งที่รัสเซียเคยมีสัดส่วนราว 11% ของอุปทานดีเซลโลกในปี 2568 ตามข้อมูลของ Bloomberg ที่อ้างอิงจาก Vortexa
ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียนั้นมีการประเมินแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล เสนาธิการทหารยูเครนประเมินเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมว่ากำลังการกลั่นน้ำมันของรัสเซียราว 42.74% ถูกทำให้ใช้การไม่ได้ ขณะที่ IEA ระบุตัวเลขที่อนุรักษ์นิยมกว่าที่มากกว่า 20% ด้านประธานาธิบดีฟินแลนด์ อเล็กซานเดอร์ สตุบบ์ ให้ความเห็นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมว่าขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกน้ำมันของรัสเซียลดลงถึง 40% จากการโจมตีด้วยโดรนพิสัยกลางและพิสัยไกลของยูเครน
ผลลัพธ์ที่ตามมาในตลาดโลกคือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่าการบีบอุปทานจากสองทิศทางพร้อมกัน IEA รายงานว่าค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสี่ปีในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เพราะขณะที่อุปทานน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นและกดราคาน้ำมันดิบให้ลดลง ตลาดผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปกลับยังคงตึงตัวอย่างหนัก อัตราการกลั่นทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้าถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นเพื่อการส่งออกในตะวันออกกลางยังไม่กลับมาเดินเครื่อง ขณะที่กำลังการกลั่นของรัสเซียถูกจำกัดจากการโจมตี และเอเชียยังเดินเครื่องในอัตราที่ลดลง
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ประเด็นเรื่องส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์นี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าราคาน้ำมันดิบ เพราะต้นทุนดีเซลที่แท้จริงของผู้ประกอบการขนส่งไทยขึ้นอยู่กับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบดูไบโดยตรง หากส่วนต่างราคายังคงอยู่ในระดับสูงสุดรอบสี่ปีต่อไป ต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศจะยังคงมีแรงกดดันขาขึ้นแม้ราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงก็ตาม
ในด้านมาตรการคว่ำบาตร กลุ่มวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคได้เสนอร่างกฎหมาย Sanctioning Russia Act of 2026 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม โดยเป็นแพ็กเกจมาตรการคว่ำบาตรและภาษีที่ปรับปรุงใหม่เพื่อบีบแหล่งรายได้สงครามของมอสโก จุดที่น่าสนใจคือร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงได้ลดอัตราภาษีจากที่เคยเสนอไว้ 500% ลงมาเหลือไม่เกิน 100% โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซียเป็นหลัก ร่างกฎหมายนี้มีผู้ร่วมสนับสนุนจากทั้งสองพรรคมากกว่า 26 คน และมีนัยทางการเมืองเพิ่มขึ้นหลังการเสียชีวิตกะทันหันของวุฒิสมาชิกลินด์ซีย์ เกรแฮม จากรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาปนิกหลักของร่างกฎหมายฉบับนี้
ศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด หรือ CREA รายงานว่ากลไกเพดานราคาน้ำมันรัสเซียยังไม่สามารถสร้างข้อจำกัดที่ยั่งยืนต่อรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบได้ โดยได้ผลเพียงช่วงสั้นและเฉพาะกับน้ำมันเกรดยูรัลเท่านั้น ขณะที่น้ำมันเกรด ESPO ซื้อขายสูงกว่าเพดานราคาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีทิศทางการส่งออกที่มุ่งสู่จีนและตลาดแปซิฟิกเป็นหลัก ทั้งนี้ เพดานราคาน้ำมันดิบได้ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
เฟดกับโจทย์เงินเฟ้อจากน้ำมัน ตลาดกลับมาเดิมพันการขึ้นดอกเบี้ย
หัวใจของความผันผวนในตลาดการเงินสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมันโดยตรง แต่อยู่ที่การส่งผ่านราคาน้ำมันไปสู่การคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลไกที่ทรงพลังกว่ามาก
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ หรือ FOMC ในวันที่ 16 ถึง 17 มิถุนายน มีมติคงกรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50 ถึง 3.75% พร้อมยืนยันนโยบายการรักษาระดับเงินสำรองในระบบธนาคารให้เพียงพอ รายงานการประชุมระบุว่าความหวังเรื่องการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการประกาศบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ผลักให้เส้นอนาคตราคาน้ำมันและมาตรวัดเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงการประชุมเดือนเมษายน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคาดการณ์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ค่าเงินดอลลาร์ และราคาหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด
ผลสำรวจความคาดหวังของตลาดโดย Open Market Desk ในขณะนั้นชี้ว่า ค่ามัธยฐานของเส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่มีความน่าจะเป็นสูงสุดคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงกรอบอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงต้นปี 2570 และมีการลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในไตรมาสสองของปีหน้า แต่ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
CNBC รายงานเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากพัฒนาการล่าสุดในช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจาก FedWatch แสดงให้เห็นว่าความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% พุ่งจากต่ำกว่า 10% ในช่วงต้นเดือน มาอยู่ที่เกือบ 50% ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ ขณะที่ข้อมูลจาก Polymarket ระบุว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมขยับขึ้นไปแตะเกือบ 46.5%
ตัวเร่งสำคัญมาจากถ้อยแถลงของคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่เตือนว่าเฟดต้องไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยปี 2564 และ 2565 ซึ่งเขามองว่าเฟดรอนานเกินไปกว่าจะขึ้นดอกเบี้ยท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัว อย่างไรก็ตาม วอลเลอร์ได้เตือนควบคู่ไปด้วยว่าเฟดไม่ควรแก้ไขมากเกินไปด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปเช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการตัดสินใจในระยะถัดไปจะยังคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด
มุมมองที่น่าสนใจที่สุดมาจากอเจย์ ราชาธยักษา ประธานฝ่ายวิจัยระดับโลกของ Barclays ซึ่งชี้ในรายงานว่าผลกระทบการส่งผ่านของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสู่ราคาสินค้าในวงกว้างยังไม่สิ้นสุด ขณะเดียวกันแรงกดดันด้านต้นทุนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ยังคงผลักดันราคาให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาสรุปว่าแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคพลังงานอีกต่อไป และข้อมูลเงินเฟ้อไม่น่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทำให้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ที่เฟดจะรักษาท่าทีเหยี่ยวเอาไว้ โดยเขาระบุว่ากรอบการทำงานที่พึ่งพาข้อมูลหมายถึงการตอบสนองต่อทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศจริงและตัวเลขคาดการณ์ และตัวเลขในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะไม่สวยงาม
ในทางตัวเลข นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนจะอยู่ที่ 3.8% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจาก 4.2% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งหมายความว่าแม้ทิศทางเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังห่างไกลจากเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมาก ด้าน Bank of America ได้ปรับประมาณการเมื่อเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% รวมสามครั้งในปีนี้ ซึ่งจะดันอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงขึ้นสู่กรอบ 4.25 ถึง 4.50% จากกรอบปัจจุบันที่ 3.50 ถึง 3.75% โดยก่อนหน้านี้ธนาคารเคยมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวตลอดทั้งปี
สิ่งที่ต้องเน้นย้ำสำหรับนักลงทุนไทยคือ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในความคาดหวังตลาด ไม่ใช่ความผันผวนระยะสั้น การที่เฟดภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช อาจเปลี่ยนจากวงจรผ่อนคลายเป็นวงจรตึงตัว จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทุกสินทรัพย์ ตั้งแต่ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ไปจนถึงกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ การประชุม FOMC ครั้งถัดไปในวันที่ 28 ถึง 29 กรกฎาคมจึงเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญสูงสุดในปฏิทินการลงทุนช่วงนี้
ทองคำหลุด 4,000 ดอลลาร์ เมื่อสินทรัพย์ปลอดภัยไม่ปลอดภัยเหมือนเดิม
หนึ่งในความประหลาดใจที่สุดของสัปดาห์คือพฤติกรรมของทองคำ ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณของนักลงทุนจำนวนมาก
ตามปกติแล้ว เมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการที่นักลงทุนหลบเข้าหาที่พักเงินปลอดภัย แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา CNBC รายงานว่าทองคำกำลังจะปิดสัปดาห์ด้วยการขาดทุนรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบหกสัปดาห์ โดยเหตุผลคือการปะทะที่ทวีความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ผลักราคาน้ำมันให้สูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และเสริมความชอบธรรมให้กับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
ราคาทองคำตลาดจรในวันศุกร์ปรับขึ้น 0.6% มาอยู่ที่ 3,995.41 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมในช่วงก่อนหน้า ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนสิงหาคมปรับขึ้น 0.2% มาที่ 3,999.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะปิดตลาดสหรัฐฯ ที่ระดับ 4,010.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.57% ตามข้อมูลของ Motley Fool
กลไกที่อยู่เบื้องหลังการอ่อนแรงของทองคำนั้นชัดเจน นั่นคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสองปีขยับขึ้น 3 จุดพื้นฐานมาอยู่ที่ 4.17% ขณะที่อายุสิบปีอยู่ที่ 4.58% และปิดสัปดาห์ที่ 4.55% เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นย่อมเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ
ข้อมูลเชิงลึกที่น่ากังวลกว่านั้นคือทิศทางการถือครองของนักลงทุนสถาบัน ปริมาณการถือครองทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลกอยู่ที่ 96.43 ล้านออนซ์ ซึ่งใกล้จุดต่ำสุดของวัฏจักรและเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 โดยลดลง 2.52 ล้านออนซ์หรือ 2.54% นับตั้งแต่ต้นปี และลดลง 4.50 ล้านออนซ์หรือ 4.45% นับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน ขณะที่ปริมาณทองคำที่ลงทะเบียนในคลัง COMEX อยู่ที่ 14.77 ล้านออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2567 และลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24.25 ล้านออนซ์เมื่อเดือนเมษายน 2568
ปราวีน ซิงห์ หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ของ Mirae Asset Sharekhan ตั้งข้อสังเกตว่าแรงเทขายทองคำเร่งตัวขึ้นหลังจากมีรายงานว่าอิหร่านขอให้กลุ่มฮูตีในเยเมนปิดเส้นทางทะเลแดงหากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังตีความข่าวสงครามผ่านเลนส์เงินเฟ้อและดอกเบี้ยมากกว่าเลนส์ความเสี่ยงแบบดั้งเดิม
บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยที่นิยมถือทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงคือ ในสภาวะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงด้านอุปทานที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ทองคำอาจไม่ทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงได้ดีเท่าที่คาดในระยะสั้น เพราะปฏิกิริยาของธนาคารกลางจะกลายเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลเหนือกว่า สินทรัพย์ที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่าในสถานการณ์เช่นนี้กลับกลายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ฟรังก์สวิส และหุ้นกลุ่มพลังงาน
หุ้นชิปเข้าสู่ตลาดหมี AI Trade เจอแรงกดดันสองด้าน
ขณะที่ตลาดพลังงานและอัตราดอกเบี้ยสร้างแรงกดดันจากด้านมหภาค ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญปัญหาเฉพาะตัวจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี
ในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,520.24 จุด ลดลง 1.40% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,457.69 จุด ลดลง 1.01% และดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,146.42 จุด ลดลง 406.55 จุดหรือ 0.77% เมื่อคิดเป็นรายสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับลง 1.6% Nasdaq ร่วง 2.9% และ Dow ลดลง 0.9%
จุดศูนย์กลางของแรงเทขายอยู่ที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ Reuters รายงานว่าดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index บันทึกการขาดทุนรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี และร่วงลงกว่า 18% ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ต้องอ่านควบคู่กับบริบทที่สำคัญ นั่นคือดัชนีดังกล่าวยังคงปรับขึ้นเกือบ 65% นับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นราว 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการคายฟองสบู่ของการเก็งกำไรที่กระจุกตัว ไม่ใช่การพังทลายของปัจจัยพื้นฐาน
กองทุน VanEck Semiconductor ETF หรือ SMH บันทึกการปรับตัวลงรายสัปดาห์เป็นครั้งที่สามในรอบสี่สัปดาห์ โดยร่วงลงเกือบ 9% ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่กองทุนเซมิคอนดักเตอร์แบบเลเวอเรจสามเท่ากองหนึ่งซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดของเดือนมิถุนายนถึง 57% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของการล้างพอร์ตในกลุ่มนักเก็งกำไรที่ใช้เลเวอเรจสูง
สาเหตุของการเทขายมีสามชั้นซ้อนทับกัน ชั้นแรกคือความกังวลเรื่องมูลค่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ความต้องการชิปที่ซบเซา แต่เป็นราคาพรีเมียมที่ตลาดจ่ายไปสำหรับการเติบโตที่แทบไร้ที่ติ กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Taiwan Semiconductor Manufacturing ซึ่งรายงานรายได้ในรูปดอลลาร์เพิ่มขึ้น 33.7% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 77.4% แต่หุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ กลับปรับตัวลงราว 3% เมื่อผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมไม่สามารถผลักดันราคาหุ้นขึ้นได้ นั่นคือสัญญาณคลาสสิกว่าความคาดหวังได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาจนหมดแล้ว
ชั้นที่สองคือความเสี่ยงด้านการแข่งขันจากจีน ข่าวที่ว่า Moonshot AI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีน ได้เปิดตัวโมเดล AI ขั้นสูงที่สามารถแข่งขันกับโมเดลของสหรัฐฯ ได้ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรม เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าอาจกระทบต่อยอดขายของบริษัทอเมริกัน ประเด็นนี้ซ้ำเติมด้วยรายงานว่าการเปิดตัวโมเดล Gemini 3.5 Pro ของ Alphabet อาจล่าช้าออกไป ทำให้หุ้น Alphabet ปรับตัวลงด้วย
ชั้นที่สามคือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในวงกว้าง การกลับมาปะทุของความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม กระแสเงินทุนสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยมีการถอนเงินออกจากกองทุนหุ้นเติบโต 7.18 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่กองทุนหุ้นคุณค่ามีเงินไหลเข้า 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการหมุนสไตล์การลงทุนแบบคลาสสิกในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น
ที่น่าสนใจคือ ในวันศุกร์นั้นมีเพียงกลุ่มพลังงานเท่านั้นที่ปิดในแดนบวก ขณะที่กลุ่มสื่อสารและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยถูกกระทบหนักที่สุด ส่วนหุ้น Travelers Companies พุ่งขึ้น 9% หลังรายงานกำไรไตรมาสสองที่เหนือความคาดหมายอย่างมีนัยสำคัญ ตามด้วยหุ้นประกันภัยรายอื่นอย่าง Progressive และ Allstate ที่ปรับตัวขึ้นเช่นกัน สะท้อนการหมุนเงินจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยสูง
อย่างไรก็ตาม ภาพผลประกอบการโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง บริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 49 แห่งแรกที่รายงานผลประกอบการมีถึง 90% ที่ทำได้ดีกว่าคาดการณ์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรไตรมาสสองจะเพิ่มขึ้น 26% เทียบกับที่เคยคาดไว้ที่ 19.2% เมื่อวันที่ 1 เมษายน ซึ่งหมายความว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็นเรื่องของมูลค่าและกระแสเงิน มากกว่าจะเป็นเรื่องของผลประกอบการที่แย่ลง
สงครามการค้าที่ยังไม่จบ สหรัฐฯ จีน และภาษีระลอกใหม่
ท่ามกลางความสนใจที่จดจ่ออยู่กับสงครามในตะวันออกกลาง ประเด็นสงครามการค้าซึ่งเคยเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของตลาดในปี 2568 ยังคงดำเนินอยู่อย่างเงียบๆ และมีความซับซ้อนมากขึ้น
การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ได้ผลิตกรอบความตกลงเรื่องการค้าที่มีการบริหารจัดการ การลดกำแพงภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีแบบเลือกเฉพาะจุด และข้อผูกพันการซื้อสินค้าเกษตรและแร่ธาตุสำคัญ แต่รายละเอียดหลักยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาโดยยังไม่มีข้อตกลงภาษีที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ ความพยายามทางการทูตในช่วงหลังจึงมุ่งไปที่ประเด็นทางเทคนิคที่แคบลง เช่น อุปทานแร่หายากและมาตรการควบคุมการส่งออก มากกว่าจะเป็นข้อตกลงใหม่ในวงกว้าง
โครงสร้างภาษีในปัจจุบันสะท้อนภาวะพักรบเชิงยุทธวิธีมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ ตามการวิเคราะห์ของ Coface สหรัฐฯ ตกลงลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลจาก 20% เหลือ 10% ทำให้อัตราภาษีโดยรวมสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนลดลงจาก 41% เหลือ 31% พร้อมทั้งขยายเวลาระงับภาษีตอบโต้ในอัตรา 24% ออกไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 ในทางกลับกัน จีนอาจยกเลิกภาษี 10 ถึง 15% สำหรับสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะระงับกฎ 50% สำหรับบริษัทย่อยในมาตรการควบคุมการส่งออกเป็นเวลาหนึ่งปี ขณะที่จีนจะเลื่อนการควบคุมแร่หายากอีกห้าชนิดและการบังคับใช้กฎระเบียบนอกอาณาเขตออกไปหนึ่งปีเช่นกัน
Coface ประเมินว่าข้อตกลงนี้ช่วยยกระดับแนวโน้มการเติบโตของจีนขึ้นเล็กน้อยราว 0.2 จุด มาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569 จากการฟื้นตัวของการส่งออกตรงไปยังสหรัฐฯ และการชะลอตัวของการย้ายฐานการผลิตที่เกิดจากภาษี แต่ผลกระทบจะยังคงจำกัด เพราะแนวโน้มการกระจายห่วงโซ่อุปทานยังคงดำเนินต่อไป และภาคส่วนที่มีความเสี่ยงอย่างอิเล็กทรอนิกส์และเภสัชภัณฑ์ยังคงอ่อนไหวต่อความเสี่ยงที่กำแพงภาษีจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ในภาพใหญ่ McKinsey Global Institute ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2568 อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง การปรับขึ้นดังกล่าวได้จัดระเบียบการค้าใหม่ตามแนวภูมิรัฐศาสตร์ และผลักดันมูลค่าการค้ากว่า 165 พันล้านดอลลาร์ออกจากเส้นทางสหรัฐฯ กับจีน โดยการค้าระหว่างสองประเทศลดลงราว 30% สหรัฐฯ ได้ทดแทนช่องว่างนั้นประมาณสองในสามด้วยการนำเข้าจากผู้ขายรายอื่น ขณะที่ผู้ส่งออกจีนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงของเล่น ได้ลดราคาลงเฉลี่ย 8% เพื่อหาผู้ซื้อในตลาดใหม่
จุดที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยในรายงานฉบับนี้คือ กลุ่มอาเซียนเป็นผู้ได้ประโยชน์ชัดเจน โดยสามารถเพิ่มการค้ากับทั้งสองมหาอำนาจได้พร้อมกัน ในทางตรงกันข้าม สหภาพยุโรปเผชิญแรงบีบสองด้าน คือทั้งสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นและภาษีจากสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ โดยระบุว่าสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรา 122 เรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวแบบครอบคลุมทั่วโลกในอัตรา 10% ซึ่งประเทศไทยอยู่ภายใต้มาตรการนี้ในอัตรา 10% ในปัจจุบัน ขณะที่ความเสี่ยงถัดไปคือมาตรา 301 ซึ่งมีการเสนอภาษีใหม่ในอัตรา 10% หรือ 12.5% ภายใต้ข้อกังวลเรื่องการใช้แรงงานบังคับ ครอบคลุมประมาณ 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยกรณีของไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยตรง โดยมีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศแนวคิดที่จะเก็บภาษี 25% กับประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งอาจครอบคลุมประเทศอย่างจีน อินเดีย ตุรกี ปากีสถาน และอาร์เมเนีย แม้ ณ ขณะนี้ยังไม่มีการเผยแพร่คำสั่งฝ่ายบริหารอย่างเป็นทางการหรือแนวปฏิบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตาม
สำนักงานกฎหมาย Mayer Brown สรุปภาพรวมสถานการณ์ในรายงาน US China Trade Monthly ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ว่าความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาษี การควบคุมการส่งออก หรือการบังคับใช้กฎศุลกากรแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่บริษัทที่ดำเนินกิจการข้ามสหรัฐฯ จีน และตลาดประเทศที่สาม กำลังถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติตามระบอบกฎระเบียบที่ทับซ้อนกันและบางครั้งขัดแย้งกันโดยตรง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่บริษัทส่งออกไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับจีนต้องประเมินอย่างจริงจัง
เศรษฐกิจโลกในสายตา IMF และ UNCTAD
การประเมินภาพรวมจากองค์กรระหว่างประเทศช่วยให้เห็นว่าความผันผวนรายสัปดาห์เชื่อมโยงกับแนวโน้มระยะกลางอย่างไร
รายงาน World Economic Outlook Update ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในระดับปานกลางสะท้อนผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยแรงส่งจากด้านอุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นในวัฏจักรเทคโนโลยีโลก อันเป็นผลจากความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์และการนำไปใช้งาน
IMF ชี้ว่าผลกระทบแตกต่างกันอย่างมากตามระดับการเปิดรับความเสี่ยงจากสงครามและตำแหน่งในห่วงโซ่คุณค่าเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ ประเทศผู้ส่งออกพลังงานนอกเขตความขัดแย้งได้ประโยชน์จากอัตราการค้าที่ดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวที่นำโดยเทคโนโลยีมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นแม้จะเป็นผู้นำเข้าพลังงานก็ตาม ในทางตรงกันข้าม กิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงสำหรับผู้นำเข้าพลังงานที่มีส่วนร่วมจำกัดในห่วงโซ่คุณค่าเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมประเทศรายได้ต่ำจำนวนมาก
การจำแนกกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางตำแหน่งของประเทศไทย เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ แต่ขณะเดียวกันก็มีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่เทคโนโลยีโลกอยู่พอสมควร ทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างสองกลุ่ม และผลลัพธ์สุทธิจะขึ้นอยู่กับว่าแรงส่งจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์จะชดเชยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
ในด้านตัวเลข IMF คาดการณ์การเติบโตของสหรัฐฯ ที่ 2.3% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนเมษายน โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการคลัง ภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย และการลงทุนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีรวมถึงผลิตภาพที่แข็งแกร่ง โดยได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างจำกัดเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ส่วนยูโรโซนถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโต 0.9% ในปี 2569 และ 1.2% ในปี 2570 โดยตัวเลขปี 2569 ต่ำกว่าประมาณการเดือนเมษายน 0.2 จุด
ตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือเงินเฟ้อ IMF คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนจะลดลงมาที่ 3.9% ในปี 2570 ซึ่งเป็นเส้นทางที่บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาจะยังคงอยู่กับเศรษฐกิจโลกไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปีครึ่ง
IMF ยังเตือนในบล็อกวิเคราะห์ว่านอกเหนือจากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังปรับรูปโลกให้มีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น พร้อมกับคลื่นมาตรการจำกัดการค้าที่ถูกบังคับใช้โดยกลุ่มเศรษฐกิจหลักทุกกลุ่ม ซึ่งบั่นทอนความร่วมมือระหว่างประเทศและการเติบโต ก่อนเกิดความขัดแย้ง IMF เคยคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.4% แต่สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดแรงส่งดังกล่าวลง
ด้านการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD รายงานในเอกสาร Trade and Development Foresights 2026 ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ความเสี่ยงโลก ในปี 2568 ความไม่แน่นอนกระจุกตัวอยู่ที่นโยบายการค้าเป็นหลัก แต่เมื่อเข้าสู่ต้นปี 2569 ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งด้วยอาวุธในตะวันออกกลางสร้างความกังวลเกี่ยวกับการไหลเวียนของพลังงานและการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
UNCTAD คาดการณ์ว่าการเติบโตของการค้าสินค้าโลกในรูปแบบมูลค่าจริงจะลดลงจาก 4.7% ในปี 2568 มาอยู่ที่ระหว่าง 1.5% ถึง 2.5% ซึ่งเป็นการชะลอตัวที่รุนแรงมาก และเตือนว่าเศรษฐกิจกำลังพัฒนาจำนวนมากมีความเปราะบางเป็นพิเศษเพราะพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง อาหาร และปุ๋ยในระดับสูง โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการหยุดชะงักที่เชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มต้นทุนการนำเข้าและกดดันเงินเฟ้อ
ประเด็นเรื่องปุ๋ยเป็นความเสี่ยงที่ตลาดมักมองข้าม ธนาคาร U.S. Bank อ้างอิงข้อมูลจาก The Fertilizer Institute ที่ระบุว่าเกือบ 50% ของการส่งออกยูเรียซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดของโลก มาจากประเทศทางตะวันตกของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหมายความว่าการหยุดชะงักในช่องแคบสามารถส่งผ่านไปสู่ราคาอาหารโลกได้ผ่านช่องทางต้นทุนปุ๋ยและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร นี่คือความเสี่ยงที่มีความหมายโดยตรงต่อภาคเกษตรของไทยทั้งในฐานะผู้ใช้ปุ๋ยและผู้ส่งออกสินค้าเกษตร
เทอร์รี แซนด์เวน หัวหน้านักกลยุทธ์ตราสารทุนของ U.S. Bank Asset Management Group สรุปภาพรวมไว้อย่างกระชับว่านักลงทุนในปี 2569 ต้องรับมือกับตัวแปรที่เคลื่อนไหวจำนวนมาก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงผู้นำของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการเลือกตั้งกลางเทอม
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และทิศทาง SET
เมื่อนำภาพระดับโลกมาวางทับกับข้อมูลเศรษฐกิจไทย จะเห็นได้ว่าประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างซับซ้อน คือได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในฐานะผู้นำเข้าสุทธิ แต่ขณะเดียวกันตลาดทุนไทยกลับแสดงความแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจในช่วงครึ่งปีแรก
เริ่มจากด้านเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน กล่าวในการประชุม Monetary Policy Forum ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2569 น่าจะออกมาต่ำกว่าประมาณการเดิมของธนาคารกลางที่ 2.8% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันที่ลดลงทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศ ธปท. ระบุว่าราคาน้ำมันโลกได้ปรับลดกลับสู่ระดับก่อนสงคราม จากค่าเฉลี่ย 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 6 กรกฎาคม
ในทางปฏิบัติ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยลดราคาดีเซลลง 2.56 บาทต่อลิตร และลดราคาน้ำมันเบนซินทุกชนิดลง 2.51 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่ลดลงไปสู่ราคาผู้บริโภคยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่
ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมิถุนายน ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดและอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1 ถึง 3% ของ ธปท. ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นเล็กน้อยมาที่ 1.2% กระทรวงพาณิชย์ยังคงประมาณการเงินเฟ้อปี 2569 ไว้ที่ 1.5 ถึง 2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% ภายใต้สมมติฐานการเติบโตของ GDP ที่ 1.5 ถึง 2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ 80 ถึง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 ถึง 33 บาทต่อดอลลาร์
จุดที่ต้องระวังคือความแตกต่างระหว่างเงินเฟ้อในตัวเลขกับค่าครองชีพที่ประชาชนรู้สึกจริง ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่ามีสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่เคยเป็นแรงผลักดันหลักเริ่มคลี่คลายลง แต่ในทางกลับกัน การสำรวจราคาสินค้า 1,535 รายการใน 7 หมวดอาหารจานเดียวพบว่ามีถึง 438 รายการหรือ 28.53% ที่ราคาปรับสูงขึ้น สะท้อนภาระค่าครองชีพที่อาจกลายเป็นภาระถาวร นอกจากนี้ เงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสสามของปี 2569 ยังถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงเป็นบวกที่ 2.79%
ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตามที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมกับปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.5% โดยให้เหตุผลจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง มาตรการกระตุ้นของรัฐบาล และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง อย่างไรก็ตาม ธปท. ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตปี 2570 ลงมาที่ 1.8% จาก 2% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้น
ประเด็นที่ ธปท. เตือนอย่างชัดเจนคือ สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 เงินเฟ้ออาจสูงเกินกรอบเป้าหมาย 1 ถึง 3% จากการส่งผ่านต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิต ก่อนจะลดลงในปี 2570 เมื่อแรงกดดันด้านอุปทานคลี่คลายและได้รับผลจากฐานที่สูงในปี 2569 ซึ่งหมายความว่าหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่านั้นต่อเนื่อง ประมาณการเงินเฟ้อที่ปรับลดลงในเดือนกรกฎาคมอาจต้องถูกทบทวนอีกครั้ง
นักวิเคราะห์จาก Commerzbank อย่างชาร์ลี เลย์ คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 26 สิงหาคม และอาจคงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี โดยมองว่าพลวัตเงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเอื้อต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเป็นเหตุผลให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบเดิม แม้จะอยู่ใกล้ระดับสูงสุดของกรอบก็ตาม
ประเด็นค่าเงินบาทเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยที่ 1% กับสหรัฐฯ ที่ 3.50 ถึง 3.75% นั้นกว้างมากอยู่แล้ว หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงในเดือนกรกฎาคมหรือช่วงที่เหลือของปี ส่วนต่างจะยิ่งถ่างออก และสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ข้อมูลจาก Krungthai Global Markets ที่รายงานผ่าน Nation Thailand ระบุว่านักลงทุนได้ให้น้ำหนักความน่าจะเป็นราว 56% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้งก่อนสิ้นปี ซึ่งหนุนให้ดัชนีดอลลาร์ปรับขึ้นแล้วกว่า 1.5%
สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาพในสัปดาห์ที่ผ่านมากลับสวนทางกับตลาดโลกอย่างน่าสนใจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่าในสัปดาห์วันที่ 13 ถึง 17 กรกฎาคม 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,639.04 จุด เพิ่มขึ้น 1.08% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 82,231.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.02% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 1.40% มาปิดที่ระดับ 229.34 จุด
ปัจจัยหนุนหลักมาจากสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือหุ้นธนาคารซึ่งมีแรงซื้อเข้ามาก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาสสอง และกลุ่มที่สองคือหุ้นพลังงานที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียด นี่คือกลไกป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากดัชนี SET มีน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีค่อนข้างสูง ทำให้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสร้างผลบวกต่อดัชนีในระดับหนึ่ง แม้จะสร้างผลลบต่อเศรษฐกิจมหภาคก็ตาม
ในภาพครึ่งปี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างโดดเด่นหลังจากให้ผลตอบแทนต่ำต่อเนื่องหลายปี โดยดัชนี SET ปรับขึ้น 25.26% ตั้งแต่ต้นปี ติดอันดับสามของตลาดหุ้นเอเชียที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เป็นรองเพียงเกาหลีใต้และใกล้เคียงกับไต้หวัน พร้อมทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 1,600 จุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือนที่ 1,621.19 จุดในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม
ในด้านสภาพคล่อง มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 65,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนการกลับมาของความสนใจในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนต่างชาติแสดงภาพที่ต้องระวัง ในสัปดาห์วันที่ 6 ถึง 10 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องที่ 15,730.52 ล้านบาท แต่มีสถานะเป็นเงินไหลออกสุทธิจากตลาดพันธบัตรไทย 22,732 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิพันธบัตร 21,626 ล้านบาท และตราสารหนี้ที่หมดอายุ 1,106 ล้านบาท ภาพนี้บ่งชี้ว่าเงินทุนต่างชาติกำลังปรับพอร์ตจากตราสารหนี้ไปสู่ตราสารทุน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในระดับโลก
สำหรับมุมมองข้างหน้า บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยเคยประเมินแนวรับของดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,600 และ 1,575 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 และ 1,645 จุด ซึ่งเมื่อดัชนีปิดสัปดาห์ที่ 1,639.04 จุด ก็หมายความว่าตลาดกำลังทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,645 จุดอยู่ในขณะนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่าหากสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านยุติลง ความเสี่ยงเรื่องราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านการคลัง และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควรจะลดลง ทำให้หุ้นไทยในครึ่งหลังของปีมีโอกาสก้าวข้ามแนวความถูกความแพงที่ 1,610 จุดขึ้นไปถึงระดับ 1,644 จุด
แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักคือมุมมองในทางตรงกันข้าม โดย บลจ.กสิกรไทย ประเมินว่าหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งครั้ง ดัชนี SET จะปรับตัวลดลง โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,510 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงราว 8% จากระดับปัจจุบัน นี่คือความเสี่ยงเชิงปริมาณที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้วางแผนการบริหารความเสี่ยงได้จริง
บทสรุปและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย
สถานการณ์ที่ตลาดโลกเผชิญอยู่ในขณะนี้มีลักษณะที่ต่างจากวิกฤตในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ และการเข้าใจความแตกต่างนั้นคือกุญแจสำคัญในการวางกลยุทธ์
ประการแรก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในรอบนี้เป็นความเสี่ยงด้านอุปทานที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ไม่ใช่ความเสี่ยงด้านอุปสงค์ที่ก่อให้เกิดภาวะถดถอย ความแตกต่างนี้พลิกกลับตำราการลงทุนแบบเดิมทั้งหมด เพราะในภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางไม่สามารถเข้ามาช่วยตลาดด้วยการลดดอกเบี้ยได้ แต่กลับต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ผลที่ตามมาคือทั้งหุ้นและพันธบัตรอาจปรับตัวลงพร้อมกัน และทองคำอาจไม่ทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงได้ตามที่คาด
ประการที่สอง ราคาน้ำมันได้กลายเป็นตัวแปรที่ควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่เงินเฟ้อโลก การตัดสินใจของเฟด ค่าเงินดอลลาร์ ค่าเงินบาท ไปจนถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย นักลงทุนที่ต้องการเข้าใจทิศทางตลาดในช่วงนี้ควรติดตามราคาน้ำมันดิบเบรนท์เป็นตัวชี้วัดหลัก โดยระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเส้นแบ่งสำคัญ หากราคาทะลุขึ้นไปและยืนอยู่เหนือระดับนี้ต่อเนื่อง ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยจะทวีความรุนแรง
ประการที่สาม การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ควรถูกมองในบริบทที่ถูกต้อง การที่ดัชนี SOX ร่วง 18% ในเดือนเดียวฟังดูน่าตกใจ แต่เมื่อดัชนียังคงบวกเกือบ 65% นับตั้งแต่ต้นปี ก็ชัดเจนว่านี่คือการปรับฐานหลังการวิ่งขึ้นแรง ไม่ใช่การเปลี่ยนแนวโน้มหลัก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ถือกองทุนรวมต่างประเทศที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงควรตรวจสอบระดับความเข้มข้นของพอร์ต เพราะการที่บริษัทอย่าง TSMC รายงานกำไรโต 77.4% แต่ราคาหุ้นกลับลง 3% เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าตลาดได้สะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว
สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตในสภาวะปัจจุบัน มีข้อพิจารณาสำคัญหลายประการ
ในกลุ่มหุ้นไทย หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติภายในพอร์ตหุ้นไทย ขณะที่กลุ่มธนาคารได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทรงตัวหรือสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์สูง เช่น ขนส่ง สายการบิน และค้าปลีก จะเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไร ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไทยจะเคลื่อนไหวตามวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์โลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงปรับฐาน
ในด้านการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ผู้ส่งออกไทยได้ประโยชน์จากเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าตามส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างออก ขณะที่ผู้นำเข้าและผู้ที่มีภาระหนี้สกุลต่างประเทศควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะหากผลการประชุม FOMC วันที่ 28 ถึง 29 กรกฎาคมออกมาในทิศทางที่เหยี่ยวกว่าที่ตลาดคาด
ในด้านตราสารหนี้ การที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรไทยกว่า 21,000 ล้านบาทในสัปดาห์เดียวเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญ นักลงทุนที่ถือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวควรตระหนักว่าในภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะได้รับผลกระทบมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น การลดอายุเฉลี่ยของพอร์ตตราสารหนี้จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในสภาวะนี้
สำหรับทองคำ ข้อมูลการไหลออกของกองทุน ETF ทองคำที่ลดลง 4.45% นับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันกำลังลดน้ำหนักทองคำลง แม้ในภาวะสงคราม การถือทองคำในระดับที่เหมาะสมยังคงมีเหตุผลในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงระยะยาว แต่การคาดหวังว่าทองคำจะพุ่งขึ้นทันทีที่มีข่าวสงครามอาจเป็นความคาดหวังที่ผิดพลาดในวัฏจักรนี้
สุดท้าย ปฏิทินเหตุการณ์ที่ต้องจับตาในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้าประกอบด้วยการประชุม FOMC วันที่ 28 ถึง 29 กรกฎาคม การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ตัวเลข PMI ของ S&P Global สำหรับสหรัฐฯ ในวันที่ 24 กรกฎาคม การหมดอายุของคำสั่งห้ามส่งออกดีเซลของรัสเซียในวันที่ 31 กรกฎาคม และเส้นตายการเจรจาข้อตกลงภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในวันเดียวกัน ขณะที่ในประเทศ การประกาศผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและกลุ่มพลังงานจะเป็นตัวกำหนดทิศทางดัชนี SET ในระยะสั้น
โดยสรุป ตลาดการเงินโลกในขณะนี้กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และความเสี่ยงจากการปรับฐานของสินทรัพย์ที่ราคาแพง มาบรรจบกันพร้อมกัน สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวดีคือตลาดหุ้นไทยมีโครงสร้างที่ค่อนข้างทนทานต่อภาวะน้ำมันแพงเพราะน้ำหนักกลุ่มพลังงานที่สูง และมีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง ข่าวร้ายคือหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างออกจะกดดันค่าเงินบาทและอาจฉุดดัชนี SET ลงมาทดสอบแนวรับ 1,510 จุดตามที่ บลจ.กสิกรไทยประเมินไว้ การรักษาสภาพคล่องส่วนหนึ่งไว้ในพอร์ต การกระจายความเสี่ยงข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม และการหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจในช่วงที่ความผันผวนสูง จึงเป็นหลักการพื้นฐานที่มีความสำคัญมากกว่าปกติในสภาวะเช่นนี้
