ซีอีโอเชฟรอนเตือนราคาน้ำมันเสี่ยงขึ้นมากกว่าลง

ไมค์ เวิร์ธ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเชฟรอน กล่าวในงานประชุมด้านพลังงานที่มหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน เมื่อวันที่ 11 กันยายน ว่า กลไกที่เคยช่วยดูดซับแรงกระแทกด้านอุปทานน้ำมันนับตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว และราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับขึ้นมากกว่าจะปรับลงในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ความเห็นนี้สวนทางกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุเมื่อวันที่ 9 กันยายนว่า ราคาน้ำมันจะลดลง “ทันทีหลังการเลือกตั้ง” โดยผูกไทม์ไลน์ไว้กับกำหนดเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนและความเป็นไปได้ที่จะยุติสงครามอิหร่าน

ตัวเลขที่สะท้อนภาระของภาคครัวเรือนสหรัฐฯ ระบุว่า ชาวอเมริกันจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นราว 97,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ หรือเฉลี่ยประมาณ 740 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน ขณะที่ราคาดีเซลขายปลีกทั่วประเทศทำสถิติสูงสุดที่ 6.23 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันที่ 11 กันยายน หลังแตะระดับ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กันยายน ส่วนน้ำมันเบนซินดีดกลับขึ้นมาที่ราว 4.32 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังจากเคยหลุดต่ำกว่า 4 ดอลลาร์ในช่วงฤดูร้อน

ภาพรวมของข่าว

แก่นของข่าวนี้คือการปะทะกันของสองมุมมองต่อทิศทางราคาน้ำมัน ฝั่งหนึ่งคือรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เชื่อว่าราคาจะผ่อนลงหลังการเลือกตั้งกลางเทอม แต่อีกฝั่งคือผู้บริหารของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่บอกว่า เครื่องมือที่เคยใช้กดราคาแทบจะไม่เหลือแล้ว ประเด็นจึงไม่ใช่แค่ว่าราคาจะขึ้นหรือลงในสัปดาห์หน้า แต่เป็นคำถามว่า ตลาดน้ำมันยังมีกันชนสำรองไว้รับมือเหตุ disruption ครั้งถัดไปได้อีกหรือไม่

ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น

เวิร์ธกล่าวว่า เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มขึ้น ตลาดน้ำมันมีหลายช่องทางในการจัดการกับอุปทานที่สะดุด ประเทศต่างๆ สามารถปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาได้ คลังน้ำมันเชิงพาณิชย์สามารถระบายสต็อกออกมาได้ และสหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดต่อน้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรและจัดเก็บอยู่บนเรือกลางทะเล มาตรการเหล่านี้ช่วยจำกัดการพุ่งขึ้นของราคาในช่วงแรก

แต่เวิร์ธระบุว่า “มาตรการเหล่านั้นได้ถูกใช้ไปจนหมดแล้วเป็นส่วนใหญ่” ระบบพลังงานจึงไม่มีกันชนเหมือนตอนที่สงครามเพิ่งเริ่ม ความยืดหยุ่นที่หายไปยิ่งรุนแรงขึ้นหลังการโจมตีทำให้ท่อส่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบียซึ่งเคยใช้เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดทำงาน เหตุสะดุดเพียงครั้งเดียวนี้ทำให้อุปทานราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และซ้ำเติมตลาดที่กำลังขาดแคลนอุปทานอยู่แล้ว

เวิร์ธยังกล่าวอีกว่า “เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ราคาจะผ่อนลงอย่างรวดเร็ว” และ “ผมคิดว่าความเสี่ยงยังเอนไปทางขาขึ้นในอีกสองสามเดือนข้างหน้า” เขาระบุด้วยว่า ทางรัฐบาลทรัมป์ได้หารือเกี่ยวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียโดยยูเครน และนับจากนั้นเชฟรอนพบว่า การดำเนินงานในแหล่งน้ำมันเทนกิซ (Tengiz) ของคาซัคสถาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท มีเหตุสะดุดน้อยลง

รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ

ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์เป็นผลจากการกลับมาโจมตีเรือขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอีกครั้ง ข้อมูลระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2026 ซื้อขายใกล้ระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเวลาที่จัดงานประชุม ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์เล็กน้อย ก่อนที่สงครามอิหร่านจะเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาเบรนต์อยู่ที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงคิดเป็นการปรับขึ้นราว 50%

อีกแรงกดดันด้านดีมานด์มาจากจีน โดยผู้ซื้อจีนกลับเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังจากระบายสต็อกในประเทศลงติดต่อกันหลายเดือน การกลับมาของจีนทำให้โรงกลั่นในประเทศอื่นๆ จัดหาน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการของโลกได้ยากขึ้น

ฝั่งนโยบาย ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 9 กันยายนว่า ราคาน้ำมันจะลดลง “ทันทีหลังการเลือกตั้ง” โดยเชื่อมโยงกับกำหนดเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดั๊ก เบอร์กัม เรียกอุปทานที่สะดุดครั้งล่าสุดว่า “ชั่วคราว” และชี้ไปที่แผนขยายกำลังผลิตของเวเนซุเอลาและกำลังกลั่นของสหรัฐฯ เป็นมาตรการชดเชยในระยะสั้น

ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เครื่องมือหลายอย่างเพื่อกดราคา ทั้งการดึงน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้อย่างหนัก โดยคลังสำรองลดลงต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรลในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หรือลดลงมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่ต้นปี 2026 และการผ่อนคลายข้อจำกัดต่อน้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรเพื่อเพิ่มอุปทานที่มีอยู่

ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา

ชุดตัวเลขที่ควรติดตามมีอย่างน้อยห้ากลุ่ม กลุ่มแรกคือราคาดีเซลขายปลีกสหรัฐฯ ซึ่งทำสถิติ 6.23 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันที่ 11 กันยายน หลังผ่านระดับ 6 ดอลลาร์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กันยายน กลุ่มที่สองคือราคาเบนซินที่ราว 4.32 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเคยลงมาต่ำกว่า 4 ดอลลาร์ช่วงฤดูร้อน กลุ่มที่สามคือราคาเบรนต์ใกล้ 105 ดอลลาร์และเวสต์เท็กซัสเหนือ 100 ดอลลาร์ เทียบกับจุดเริ่มต้นราว 70 ดอลลาร์ก่อนสงคราม กลุ่มที่สี่คือตัวเลขภาระค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นราว 97,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 740 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน และกลุ่มที่ห้าคือระดับคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรลเมื่อต้นเดือนสิงหาคม

ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด

ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งการขนส่งทางรถบรรทุก การเกษตร การก่อสร้าง และการขนส่งสินค้า เมื่อต้นทุนดีเซลสูงขึ้น ต้นทุนการเคลื่อนย้ายสินค้าก็สูงตาม และภาคธุรกิจมักผลักภาระต้นทุนนั้นต่อไปยังผู้บริโภค ส่วนน้ำมันเบนซินกระทบงบประมาณครัวเรือนโดยตรง ที่ราคา 4.32 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ผู้บริโภคจ่ายที่ปั๊มมากขึ้นและเหลือเงินใช้จ่ายอย่างอื่นน้อยลง แรงบีบนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ตัวเลขต้นทุนส่วนเพิ่ม 97,000 ล้านดอลลาร์แปลงออกมาเป็นการลดลงจริงของกำลังซื้อภาคครัวเรือน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานะลำบาก การขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วยชะลอการใช้จ่าย แต่ไม่ได้เพิ่มน้ำมันเข้าสู่ตลาด ต้นทุนดีเซลไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจ ผู้ขนส่งคิดราคาแพงขึ้น ผู้จัดจำหน่ายคิดแพงขึ้น และค่าของชำในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เพิ่มขึ้น ธนาคารกลางจึงต้องตัดสินใจว่าจะคงเข้มงวดต่อไปท่ามกลางแรงกดดันนี้ หรือจะยอมเห็นเงินเฟ้อทรงตัวในระดับที่สูงขึ้น เวิร์ธไม่ได้คาดการณ์ว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายอย่างไร เขาเพียงบอกว่าเครื่องมือที่เคยจำกัดความเสียหายหมดไปแล้ว

มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด

สำหรับผู้ลงทุน ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นช่วยหนุนรายได้จากธุรกิจต้นน้ำและกระแสเงินสดอิสระของเชฟรอนในระยะสั้น แต่สายการบิน บริษัทขนส่งทางบก ผู้ค้าปลีก และผู้ผลิต กลับเผชิญแรงกดดันในทิศทางตรงกันข้าม คำถามทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ที่เวิร์ธยังไม่ตอบคือ ตลาดยังมีกำลังการผลิตสำรองมากพอจะรองรับเหตุสะดุดอีกระลอกก่อนที่สต็อกจะถูกสร้างกลับขึ้นมาหรือไม่

สิ่งที่ต้องระวังในการตีความคือ คำกล่าวของเวิร์ธไม่ได้แปลว่าราคาน้ำมันจะลดลงไม่ได้ แต่แปลว่า แรงที่จำเป็นจะทำให้ราคาลดลงนั้นระบุได้ยากขึ้นกว่าเมื่อหกเดือนก่อน เขาไม่ได้คาดการณ์ว่าเมื่อใดหรืออย่างไรราคาจะ stable เขาบอกเพียงว่ากันชนที่เคยได้ผลหมดไปแล้ว และความเสี่ยงยังเอนไปทางขาขึ้น ซึ่งทำให้การคาดเดาจังหวะการกลับตัวของราคามีความไม่แน่นอนสูง

บริบทสำหรับผู้อ่านไทย

สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย ข่าวนี้อธิบายกลไกที่ส่งผ่านจากตลาดโลกมาสู่ราคาพลังงานในประเทศได้อย่างชัดเจน เมื่อน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เท็กซัสปรับขึ้น ต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างไทยก็สูงขึ้นตาม โดยทั่วไปราคาขายปลีกในประเทศอ้างอิงต้นทุนน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูปนำเข้า ค่าการตลาด และภาษี จึงมักมีช่วงเวลาหน่วงก่อนที่ต้นทุนโลกจะปรากฏในราคาหน้าปั๊ม

นอกจากนี้ โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงยังเชื่อมโยงกับเงินเฟ้อและต้นทุนโลจิสติกส์ เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องเลือกว่าจะรับต้นทุนไว้เองหรือผลักไปให้ลูกค้า ซึ่งกระทบอำนาจซื้อของผู้บริโภคในที่สุด ประเด็นสำคัญที่ข่าวนี้ชี้ให้เห็นคือ กันชนของตลาดโลกที่เคยช่วยชะลอการพุ่งของราคา ทั้งการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง การระบายสต็อกเชิงพาณิชย์ และการผ่อนปรนกฎต่อน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร ถูกใช้ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ความผันผวนในอนาคตมีโอกาสสูงขึ้น

เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ

ข่าวนี้น่าสนใจเพราะเป็นการแสดงความเห็นแบบเปิดเผยของผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมพลังงานต่อสาธารณะ ในจังหวะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณผ่อนคลายเรื่องราคาให้นักเลือกรับรู้ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ความแตกต่างระหว่างมุมมองของผู้กำหนดนโยบายกับผู้ที่ทำธุรกิจน้ำมันจริงทุกวันทำให้ตลาดต้องชั่งน้ำหนักว่า คำอธิบายใดสะท้อนข้อเท็จจริงของอุปทานและอุปสงค์มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน คนละการตีความ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ควรจับตาคือ ผลกระทบต่อหุ้นในหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้ดีต่อทุกธุรกิจ กลุ่มพลังงานต้นน้ำได้ประโยชน์ แต่กลุ่มที่ต้องใช้เชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักอย่างการบิน ขนส่ง ค้าปลีก และการผลิตกลับเสียเปรียบ การเปลี่ยนผ่านของกำไรระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมนี้มักปรากฏในตลาดหุ้นก่อนที่จะเห็นในดัชนีราคาผู้บริโภค

คำศัพท์ที่ควรรู้

คำอธิบายศัพท์สำคัญ

คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) คือคลังน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เพื่อลดผลกระทบจากอุปทานที่สะดุด เมื่อปล่อยออกมาใช้จะช่วยเพิ่มอุปทานระยะสั้นได้ แต่ปริมาณมีจำกัด ข่าวนี้ระบุว่าคลังสำรองลดลงต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรลแล้วในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หรือลดลงมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลตั้งแต่ต้นปี 2026

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือช่องทางเดินเรือสำคัญที่น้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมากต้องผ่าน การมีท่อส่งน้ำมันสำรองที่เลี่ยงช่องแคบนี้ได้จึงเป็นกันชนสำคัญของระบบ แต่เมื่อท่อส่งหลักของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีจนใช้การไม่ได้ กันชนดังกล่าวก็หายไป พร้อมกับอุปทานราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน

บัฟเฟอร์หรือกันชนของตลาด (Buffer) ในบริบทนี้หมายถึงความสามารถสำรองของระบบ ทั้งน้ำมันในคลังสำรอง น้ำมันในสต็อกเชิงพาณิชย์ และน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรแต่อาจผ่อนปรนได้ หากกันชนเหล่านี้ลดลง ตลาดจะรับมือเหตุสะดุดครั้งใหม่ได้ยากขึ้น ทำให้ราคาแกว่งแรงกว่าเดิมเมื่อมีข่าวร้ายเพียงเล็กน้อย

น้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (Brent และ WTI) คือราคาอ้างอิงน้ำมันดิบสองตัวหลักของโลก ราคาเบรนต์มักสะท้อนตลาดระหว่างประเทศ ขณะที่ WTI สะท้อนตลาดสหรัฐฯ การที่ทั้งสองตัวยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลพร้อมกันเป็นสัญญาณว่าต้นทุนพลังงานทั้งระบบโลกอยู่ในระดับสูง

สรุปประเด็นสำคัญ

首席执行官ของเชฟรอนชี้ว่า กันชนที่เคยช่วยดูดซับแรงกระแทกของอุปทานน้ำมันถูกใช้ไปเกือบหมด ทั้งการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง การระบายสต็อกเชิงพาณิชย์ และการผ่อนคลายข้อจำกัดต่อน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรบนเรือกลางทะเล และการที่ท่อส่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีทำให้อุปทานราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน

ราคาเชื้อเพลิงสะท้อนแรงกดดันนี้ชัดเจน ดีเซลขายปลีกสหรัฐฯ ทำสถิติ 6.23 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันที่ 11 กันยายน ส่วนเบนซินอยู่ที่ราว 4.32 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ขณะที่เบรนต์ใกล้ 105 ดอลลาร์และเวสต์เท็กซัสเหนือ 100 ดอลลาร์ เทียบกับราว 70 ดอลลาร์ก่อนสงคราม คิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 50% และภาระค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นราว 97,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 740 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน

มุมมองของเวิร์ธที่ว่าราคามีแนวโน้มขึ้นมากกว่าลงในสองสามเดือนข้างหน้า ยังสวนทางกับคำกล่าวของทรัมป์ว่าจะลดลงหลังการเลือกตั้ง และความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เรียกเหตุสะดุดล่าสุดว่าชั่วคราว สำหรับผู้ลงทุน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหนุนรายได้ต้นน้ำและกระแสเงินสดอิสระของเชฟรอนในระยะสั้น แต่กดดันสายการบิน ขนส่ง ค้าปลีก และผู้ผลิต ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เผชิญโจทย์ยากระหว่างคุมเงินเฟ้อกับข้อเท็จจริงที่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เพิ่มน้ำมันเข้าสู่ตลาด

คำถามที่พบบ่อย

1. ซีอีโอเชฟรอนพูดอะไรและพูดเมื่อใด
ไมค์ เวิร์ธ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเชฟรอน กล่าวในงานประชุมด้านพลังงานที่มหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน เมื่อวันที่ 11 กันยายน ว่า กลไกที่เคยดูดซับแรงกระแทกของอุปทานน้ำมันได้ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว และราคามีแนวโน้มขึ้นมากกว่าลงในอีกสองสามเดือนข้างหน้า เขายังระบุด้วยว่าเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ราคาจะผ่อนลงอย่างรวดเร็ว

2. รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เครื่องมืออะไรไปแล้วบ้าง
รัฐบาลสหรัฐฯ ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างหนัก โดยคลังสำรองลดลงต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรลในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หรือลดลงมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่ต้นปี 2026 และผ่อนคลายข้อจำกัดต่อน้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรเพื่อเพิ่มอุปทาน ส่วนคลังน้ำมันเชิงพาณิชย์ก็ถูกระบายออกมาใช้เช่นกัน

3. ทำไมท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจึงสำคัญ
ท่อส่งดังกล่าวเคยทำหน้าที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านเรือที่เปราะบางต่อการโจมตี เมื่อท่อส่งนี้ถูกโจมตีจนใช้การไม่ได้ อุปทานราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันก็ตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และทำให้ตลาดที่ขาดแคลนอุปทานอยู่แล้วตึงตัวขึ้นอีก

4. ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ อยู่ที่เท่าใด
ราคาดีเซลขายปลีกทั่วสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดที่ 6.23 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันที่ 11 กันยายน หลังแตะ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กันยายน ส่วนน้ำมันเบนซินกลับขึ้นมาที่ราว 4.32 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังจากเคยหลุดต่ำกว่า 4 ดอลลาร์ในช่วงฤดูร้อน

5. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ระดับใด
ราคาเบรนต์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2026 ซื้อขายใกล้ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเวลาที่จัดงานประชุม และเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์เล็กน้อย ก่อนสงครามอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาเบรนต์อยู่ที่ราว 70 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นการปรับขึ้นราว 50%

6. จีนเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันอย่างไร
จีนเพิ่มแรงกดดันด้านดีมานด์ เนื่องจากผู้ซื้อจีนกลับเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังจากระบายสต็อกในประเทศลงติดต่อกันหลายเดือน การกลับมาของจีนทำให้โรงกลั่นในประเทศอื่นจัดหาน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการของโลกได้ยากขึ้น

7. ราคาพลังงานที่สูงกระทบเศรษฐกิจอย่างไร
ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนการขนส่งทางรถบรรทุก การเกษตร การก่อสร้าง และการขนส่งสินค้า เมื่อต้นทุนดีเซลสูงขึ้น ต้นทุนการเคลื่อนย้ายสินค้าก็สูงตาม และธุรกิจมักผลักภาระต่อไปยังผู้บริโภค ส่วนเบนซินกระทบงบครัวเรือนโดยตรง ทำให้เหลือเงินใช้จ่ายอย่างอื่นน้อยลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงต้องเลือกระหว่างคงความเข้มงวดกับยอมรับว่าเงินเฟ้ออาจทรงตัวในระดับสูง

คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้

Similar Posts