Nvidia ประกาศหนุน Grok 4.7 ขยายกลยุทธ์ขายสองฝั่ง AI

Nvidia ประกาศผ่านบัญชี X อย่างเป็นทางการของบริษัทเมื่อวันที่ 21 กันยายนว่า “Grok 4.7 has landed” พร้อมระบุว่าบริษัท “ภูมิใจที่ได้สนับสนุนทีมงานด้วย NVIDIA accelerated computing” และแสดงความยินดีกับ SpaceXAI ต่อโมเดลที่ “มีความสามารถสูงสุดเท่าที่เคยมี” สำหรับงานเขียนโค้ดและงานด้านองค์ความรู้ ข้อความนี้ดูเผิน ๆ เหมือนการเชียร์ลูกค้าตามปกติของซัพพลายเออร์ แต่เมื่อตรวจดูว่า Nvidia กำลังเชียร์ใครอีกบ้าง จะเห็นว่าบริษัทวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ขายให้ทุกฝ่ายในการแข่งขัน AI อย่างชัดเจน

Nvidia ไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายชิปให้ค่ายโมเดลปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ แต่ยังถือหุ้นอยู่ในหลายค่ายพร้อมกัน ทั้ง OpenAI, Anthropic, SpaceX ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของ xAI เดิมของอีลอน มัสก์ และ Safe Superintelligence ผลลัพธ์คือ ไม่ว่าโมเดลใดจะครองตำแหน่งผู้นำด้านการเขียนโค้ด บริษัทที่ขายฮาร์ดแวร์และให้เงินทุนกับทุกค่ายก็ยังได้ประโยชน์ เป็นรูปแบบเดียวกับยุคตื่นทองที่พ่อค้าขายพลั่วได้เงินสม่ำเสมอไม่ว่าคนขุดคนใดจะขุดพบทอง

ภาพรวมของข่าว

Grok 4.7 เป็นโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุดจาก SpaceXAI ซึ่งเป็นหน่วยงานด้าน AI ของ SpaceX (ใช้ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า SPCX) หลังจากที่บริษัทจรวดซื้อกิจการ xAI ของมัสก์เข้ามาไว้ในเครือ โมเดลนี้มีราคาใช้งานอยู่ที่ 2 ดอลลาร์ต่ออินพุต 1 ล้านโทเคน และ 6 ดอลลาร์ต่อเอาต์พุต 1 ล้านโทเคน โดย SpaceXAI ระบุว่าโมเดลทำงานเร็วเป็นสองเท่าในราคาครึ่งหนึ่งของโมเดลที่เทียบเคียงได้

มัสก์เคยให้สัญญาว่าโมเดลนี้จะ “เหนือกว่าโมเดลที่มีอยู่ทั้งหมด” แต่ผลการทดสอบที่เผยแพร่ออกมากลับออกมาคละกัน Grok 4.7 เอาชนะ GPT-5.6 Sol ของ OpenAI ในแบบทดสอบเขียนโค้ด CursorBench 4.0 ด้วยคะแนน 46.3% ต่อ 41.7% แต่เป็นฝ่ายแพ้ในแบบทดสอบ DeepSWE v1.1 ด้วยคะแนน 71.0% ต่อ 72.7% ซึ่งผลที่ออกมาแบ่งครึ่งเช่นนี้เองคือประเด็นสำคัญ เพราะยังไม่มีค่ายใดสามารถล็อกตำแหน่งผู้นำได้อย่างเด็ดขาด และ Nvidia ได้จัดโครงสร้างธุรกิจของตัวเองเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งว่าค่ายใดจะชนะ

ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น

ประเด็นแรกคือ Nvidia ประกาศสนับสนุน SpaceXAI ต่อหน้าสาธารณะ ทั้งที่บริษัทถือหุ้นอยู่ในคู่แข่งของ SpaceXAI หลายราย ประเด็นที่สองคือ SpaceX ในฐานะเจ้าของ xAI ได้ตกลงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่จะให้บริษัท Anthropic เข้าเช่าศูนย์ข้อมูล Colossus 1 ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยชิปกราฟิก (GPU) ของ Nvidia มากกว่า 220,000 ตัว โดย Anthropic เป็นคู่แข่งโดยตรงของ SpaceXAI ในตลาดโมเดลแนวหน้า

มัสก์กล่าวถึงดีลนี้ว่า “ไม่มีอะไรทำให้เครื่องตรวจจับความชั่วร้ายของผมดังขึ้น” สะท้อนว่าเขาไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาที่จะให้ชิปของตัวเองไปหนุนคู่แข่ง ผลคือชิป Nvidia ที่อยู่ในอาคารของมัสก์กำลังขับเคลื่อนโมเดลของคู่แข่งมัสก์ และ Nvidia ถือหุ้นอยู่ทั้งสองฝั่งของสมการ

รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ

ตัวเลขการถือหุ้นของ Nvidia ในค่ายโมเดลแนวหน้า (frontier model) กระจายอยู่หลายแห่ง เริ่มจาก OpenAI ซึ่งมีมูลค่าการถือหุ้นราว 30,000 ล้านดอลลาร์ Anthropic ไม่เกิน 10,000 ล้านดอลลาร์ SpaceX ซึ่งเป็นเจ้าของ xAI จำนวน 122.8 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน ตามการยื่นเอกสาร 13F ของ Nvidia และ Safe Superintelligence อีก 5,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อรวมสามค่ายที่กำลังแข่งกันชิงมงกุฎด้านการเขียนโค้ด มูลค่าการถือหุ้นอยู่ที่ประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับกำไรที่ Nvidia ทำได้ในไตรมาสเดียว เพราะบริษัทมีกำไร 59,700 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ

ด้านผลประกอบการ Nvidia มีรายได้ไตรมาสสองแตะ 96,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 106% จากปีก่อน โดย 89,000 ล้านดอลลาร์มาจากหน่วยธุรกิจศูนย์ข้อมูล และบริษัทให้แนวโน้มรายได้ไตรมาสปัจจุบันไว้ที่ 108,000 ล้านดอลลาร์ เจนเซน หวง ซีอีโอ กล่าวในรายงานเดียวกันว่า “ตอนนี้ การประมวลผลคือรายได้”

ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา

หากเทียบแนวโน้มรายได้ 108,000 ล้านดอลลาร์กับไตรมาสที่มีราว 91 วัน Nvidia กำลังรับรู้รายได้ประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เทียบกับสัญญาให้เช่าประมวลผล AI ฉบับใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของ SpaceX ซึ่งมีมูลค่า 1,110 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม สะท้อนขนาดรายได้ที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านราคาหุ้น Nvidia ปิดที่ 227.16 ดอลลาร์ในวันที่ 21 กันยายน เพิ่มขึ้น 2.2% จากวันซื้อขายก่อนหน้า และมูลค่าตลาดของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์ Vivek Arya จาก Bank of America มองว่าการลงทุนด้าน AI ราว 70,000 ล้านดอลลาร์ของ Nvidia “บริหารจัดการได้ไม่ยาก” เมื่อเทียบกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระได้มากถึงราว 470,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2026 และ 2027

อย่างไรก็ดี เอกสารรายไตรมาสที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ระบุว่ายอดขายโดยตรงของ Nvidia ยัง “กระจุกตัวสูง” โดยมีลูกค้ารายเดียวคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 16% ของรายได้ และ Bret Johnsen ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ SpaceX ระบุว่าข้อตกลงด้านการประมวลผลของบริษัทเป็น “สัญญาประมาณ 90 วัน ตามด้วยช่วงทยอยออกอีก 90 วัน”

ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด

โมเดลธุรกิจ “ขายให้ทุกฝ่าย” ทำให้ Nvidia ได้ประโยชน์จากทุกค่ายที่ยังอยู่ในเกม เพราะทุกห้องแล็บที่ต้องการแข่งขันต่อต้องซื้อความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเกือบทั้งหมดใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญคือสัญญาประมวลผลจำนวนมากมีอายุสั้นกว่าที่พาดหัวข่าวชวนให้เข้าใจ ข้อตกลงหนึ่งฉบับสามารถทยอยสิ้นสุดได้ภายในเวลาประมาณหกเดือน หากค่ายโมเดลลดคำสั่งซื้อ Nvidia จะรู้สึกได้ก่อนที่โมเดลใดจะแพ้การทดสอบใด ๆ

อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือการที่ผู้ผลิตชิปไปลงทุนในบริษัทที่เป็นลูกค้าของตัวเอง Pablo Hernández de Cos ผู้จัดการทั่วไปของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 10 กันยายนว่า ผู้ผลิตชิป ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ และบริษัท AI “เชื่อมโยงกันผ่านข้อตกลงทางการเงินที่อาจไม่โปร่งใสและประเมินมูลค่าได้ยาก ทำให้ระบบการเงินมีความเสี่ยงหากความคาดหวังต่อกำไรในอนาคตต่ำกว่าที่คาด”

มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด

จุดทดสอบถัดไปของ Nvidia คือรายงานผลประกอบการไตรมาสสามในเดือนพฤศจิกายน ตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือค่ายโมเดลแนวหน้ายังเพิ่มคำสั่งซื้อหรือไม่ เพราะแต่ละรายก็เป็นลูกค้าที่ Nvidia ช่วยให้เงินทุนสนับสนุนไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มัสก์ต้องการขยายการแข่งขันขึ้นสู่วงโคจร โดยระบุว่ามีความมั่นใจสูงว่า SpaceX จะส่งคอมพิวเตอร์ AI ของ Nvidia ขึ้นสู่อวกาศได้ในปีหน้า

สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ ระหว่าง “การเติบโตของความต้องการประมวลผล” กับ “ความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน” ของคู่ค้าแต่ละราย เพราะรายได้ของ Nvidia ขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโมเดลใดจะได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้ใช้งาน

บริบทสำหรับผู้อ่านไทย

สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือกองทุนดัชนี S&P 500 หรือกองทุนเป้าหมายวันที่เกษียณ (target-date fund) รวมถึงกองทุนรวมไทยที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แทบแน่นอนว่ามีหุ้น Nvidia อยู่ในพอร์ตอยู่แล้ว เพราะมูลค่าตลาดของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีน้ำหนักมากที่สุดในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ แบบกว้าง

นั่นหมายความว่าผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องเดาว่า Grok, ChatGPT หรือ Claude จะชนะการแข่งขันด้านการเขียนโค้ด เพราะบัญชีเพื่อการเกษียณของท่านผูกอยู่กับบริษัทที่ขายให้ทุกค่ายอยู่แล้ว แต่จุดที่ต้องระวังคือ การลงทุนกับหลายค่ายยังคงเป็นการลงทุนกับเทรนด์เดียว นั่นคือเทรนด์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยรวม

เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ

ข่าวนี้สำคัญเพราะชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม AI ไม่ได้เป็นแบบ “แพ้ชนะ” ที่ชัดเจนในระดับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ และยังชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุน การขายชิป และการเช่าศูนย์ข้อมูล ที่อาจทำให้ความเสี่ยงกระจายอยู่ในระบบการเงินมากกว่าที่ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียวจะบอกได้

นอกจากนี้ การที่สัญญาประมวลผลมีอายุสั้นและสามารถทยอยออกได้ในเวลาไม่ถึงปี ทำให้ความยืดหยุ่นของลูกค้ากลายเป็นความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ และเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามในรายงานไตรมาสถัดไป

คำศัพท์ที่ควรรู้

คำอธิบายศัพท์สำคัญ

GPU (Graphics Processing Unit) หรือหน่วยประมวลผลกราฟิก เดิมออกแบบสำหรับงานกราฟิก แต่กลายเป็นหัวใจของการฝึกและรันโมเดล AI เพราะทำงานคำนวณแบบขนานได้มากกว่าหน่วยประมวลผลกลางทั่วไป

โทเคน (Token) คือหน่วยย่อยของข้อความที่โมเดลภาษาประมวลผล การคิดราคาใช้งานโมเดลจึงมักคิดต่อโทเคน 1 ล้านโทเคน ทั้งฝั่งอินพุตที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป และฝั่งเอาต์พุตที่โมเดลสร้างออกมา

โมเดลแนวหน้า (Frontier Model) หมายถึงโมเดล AI ที่มีความสามารถสูงสุดในยุคหนึ่ง ๆ ซึ่งมักแข่งขันกันที่ความสามารถด้านการเขียนโค้ด การให้เหตุผล และงานองค์ความรู้

การประมวลผล (Compute) ในบริบทนี้หมายถึงกำลังการประมวลผลที่ต้องใช้ฝึกและรันโมเดล ซึ่งกลายเป็นทั้งต้นทุนหลักและตัวชี้วัดรายได้ของผู้ผลิตชิป

เอกสาร 13F คือรายงานที่ผู้จัดการกองทุนสถาบันในสหรัฐฯ ต้องยื่นต่อ SEC เป็นรายไตรมาส เพื่อเปิดเผยการถือหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด

กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) คือเงินสดที่เหลือจากกิจกรรมดำเนินงานหลังหักรายจ่ายลงทุน เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการลงทุนต่อโดยไม่ต้องพึ่งหนี้เพิ่ม

สรุปประเด็นสำคัญ

Nvidia ประกาศสนับสนุน Grok 4.7 ของ SpaceXAI อย่างเปิดเผย พร้อมกับที่บริษัทถือหุ้นในคู่แข่งหลายรายของ SpaceXAI ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Safe Superintelligence คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ในสามค่ายหลักที่แข่งขันกันเอง

ผลทดสอบของ Grok 4.7 ออกมาแบ่งครึ่ง ชนะ GPT-5.6 Sol ในแบบทดสอบหนึ่ง และแพ้ในอีกแบบทดสอบหนึ่ง สะท้อนว่ายังไม่มีค่ายใดครองตำแหน่งผู้นำอย่างชัดเจน ขณะที่ Nvidia มีรายได้ไตรมาสสอง 96,200 ล้านดอลลาร์ เติบโต 106% และให้แนวโน้มไตรมาสปัจจุบันที่ 108,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,200 ล้านดอลลาร์ต่อวัน

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือการกระจุกตัวของลูกค้า โดยมีลูกค้ารายเดียวคิดเป็นถึง 16% ของรายได้ และสัญญาประมวลผลจำนวนมากมีลักษณะเป็นข้อตกลง 90 วันตามด้วยช่วงทยอยออก 90 วัน พร้อมกับข้อกังวลของ BIS เรื่องความเชื่อมโยงทางการเงินที่ประเมินมูลค่าได้ยาก

คำถามที่พบบ่อย

1. Grok 4.7 คืออะไร และทำไมจึงเกี่ยวข้องกับ Nvidia

Grok 4.7 เป็นโมเดล AI รุ่นใหม่จาก SpaceXAI ซึ่งเป็นหน่วยงานด้าน AI ของ SpaceX หลังจากที่ SpaceX ซื้อ xAI ของอีลอน มัสก์เข้ามาไว้ในเครือ โมเดลนี้มีราคา 2 ดอลลาร์ต่ออินพุต 1 ล้านโทเคน และ 6 ดอลลาร์ต่อเอาต์พุต 1 ล้านโทเคน ความเกี่ยวข้องกับ Nvidia อยู่ที่การที่บริษัทประกาศผ่านบัญชี X ว่าภูมิใจที่ได้สนับสนุนทีมงานด้วยเทคโนโลยีประมวลผลเร่งความเร็วของ Nvidia

2. Grok 4.7 ชนะคู่แข่งจริงหรือไม่

ผลการทดสอบออกมาแบ่งครึ่ง โดย Grok 4.7 เอาชนะ GPT-5.6 Sol ของ OpenAI ในแบบทดสอบเขียนโค้ด CursorBench 4.0 ด้วยคะแนน 46.3% ต่อ 41.7% แต่แพ้ในแบบทดสอบ DeepSWE v1.1 ด้วยคะแนน 71.0% ต่อ 72.7% ดังนั้นจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโมเดลใดเป็นผู้นำอย่างชัดเจน

3. Nvidia ถือหุ้นในบริษัท AI อะไรบ้าง

Nvidia ถือหุ้นใน OpenAI มูลค่าราว 30,000 ล้านดอลลาร์, Anthropic ไม่เกิน 10,000 ล้านดอลลาร์, SpaceX จำนวน 122.8 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน และ Safe Superintelligence อีก 5,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมสามค่ายที่แข่งกันเอง มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์

4. ทำไม SpaceX จึงให้คู่แข่งเช่าศูนย์ข้อมูลของตัวเอง

SpaceX ตกลงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่จะให้ Anthropic เข้าเช่าศูนย์ข้อมูล Colossus 1 ทั้งหมด ซึ่งมีชิป GPU ของ Nvidia มากกว่า 220,000 ตัว มัสก์กล่าวถึงดีลนี้ว่า “ไม่มีอะไรทำให้เครื่องตรวจจับความชั่วร้ายของผมดังขึ้น” สะท้อนว่าเขาไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรค และดีลนี้ก็สร้างรายได้ให้กับฝ่ายที่ให้เช่า

5. ความเสี่ยงสำคัญของ Nvidia ในข่าวนี้คืออะไร

ความเสี่ยงหลักคือการกระจุกตัวของรายได้ โดยเอกสารที่ยื่นต่อ SEC ระบุว่าลูกค้ารายเดียวคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 16% ของรายได้ ขณะที่สัญญาประมวลผลจำนวนมากมีลักษณะเป็นข้อตกลง 90 วันตามด้วยช่วงทยอยออกอีก 90 วัน ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงหนึ่งฉบับสามารถทยอยสิ้นสุดได้ภายในเวลาประมาณหกเดือน หากคำสั่งซื้อลดลง รายได้ของบริษัทจะได้รับผลกระทบก่อนที่ผลการทดสอบของโมเดลใดจะเปลี่ยนไป

6. ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศกังวลเรื่องอะไร

ผู้จัดการทั่วไปของ BIS กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 10 กันยายนว่า ผู้ผลิตชิป ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ และบริษัท AI เชื่อมโยงกันผ่านข้อตกลงทางการเงินที่อาจไม่โปร่งใสและประเมินมูลค่าได้ยาก ทำให้ระบบการเงินมีความเสี่ยงหากความคาดหวังต่อกำไรในอนาคตต่ำกว่าที่คาด ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรูปแบบการลงทุนในลูกค้าของผู้ผลิตชิป

7. นักลงทุนไทยควรจับตาอะไรต่อไป

จุดที่ต้องจับตาคือรายงานผลประกอบการไตรมาสสามของ Nvidia ในเดือนพฤศจิกายน โดยตัวเลขสำคัญคือคำสั่งซื้อจากค่ายโมเดลแนวหน้าจะยังเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะแต่ละรายเป็นทั้งลูกค้าและบริษัทที่ Nvidia ร่วมลงทุน นอกจากนี้ยังมีประเด็นแผนส่งคอมพิวเตอร์ AI ของ Nvidia ขึ้นสู่อวกาศที่มัสก์ระบุว่ามีความมั่นใจสูงว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า

คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้

Similar Posts