แฟลชแครชครบปี สภาพคล่องบิตคอยน์-อีเธอร์ฟื้น อัลต์ยังเสี่ยง
ครบรอบหนึ่งปีของเหตุการณ์แฟลชแครช (flash crash) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นวันที่สถานะการซื้อขายที่ใช้เลเวอเรจมูลค่ากว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ถูกบังคับขายในวันเดียว และถือเป็นการ liquidation ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หลังผ่านมา 12 เดือน ภาพของ “ระบบท่อ” ภายในตลาดกลับเล่าเรื่องที่แยกออกเป็นสองทางอย่างชัดเจน
บิตคอยน์ (BTC) และอีเธอร์ (ETH) มีความลึกของสมุดคำสั่งซื้อ (order book) มากกว่าทั้งในช่วงก่อนเกิดเหตุ และมากกว่าต้นปี 2025 และต้นปี 2026 โดยการเพิ่มขึ้นยังคงอยู่แม้วัดเป็นมูลค่าดอลลาร์ สะท้อนว่าเป็นเงินทุนที่ผู้ดูแลสภาพคล่อง (market maker) นำกลับเข้าตลาดจริง ไม่ใช่เพียงผลของราคาเหรียญที่ถูกลง ขณะที่อัลต์คอยน์และวอลุ่มซื้อขายแบบสปอตยังไม่ฟื้นตัว และมีแนวโน้มถดถอยต่อเนื่อง
ภาพรวมของข่าว
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 บิตคอยน์เพิ่งทำจุดสูงสุดเป็นสถิติเหนือระดับ 126,000 ดอลลาร์ได้ไม่กี่วัน ก่อนที่เช้าวันนั้นราคาจะย่อกลับมาที่ 122,600 ดอลลาร์ หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ราคาก็ร่วงลงต่ำกว่า 105,000 ดอลลาร์ โดยการปรับตัวลงส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีในช่วงเย็นวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดซื้อขายเบาบางเป็นพิเศษ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 100% ต่อสินค้าจากจีน ผลที่ตามมาคือสถานะที่ใช้เลเวอเรจมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ถูกบังคับขายในวันเดียว
เพื่อประเมินการฟื้นตัวนับตั้งแต่นั้น การศึกษาของศูนย์วิจัยด้านสินทรัพย์ดิจิทัลได้เปรียบเทียบความลึกของตลาด (market depth) ในตลาดซื้อขายแบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่ ในสี่ช่วงเวลาด้วยกัน คือ วันที่ 1 มกราคม 2025 วันที่ 10 ตุลาคม 2025 วันที่ 1 มกราคม 2026 และสัปดาห์ล่าสุดของเดือนตุลาคม 2026 ผลการศึกษาชี้ว่า บิตคอยน์และอีเธอร์มีสภาพคล่องในสมุดคำสั่งซื้อกลับมาแข็งแรงกว่าเดิม ขณะที่โทเคนขนาดเล็กและตลาดสปอตยังตามไม่ทัน
คำว่า “ความลึก” ในที่นี้หมายถึงมูลค่าของคำสั่งซื้อและคำสั่งขายที่วางรออยู่ใกล้ราคาปัจจุบัน ยิ่งสมุดคำสั่งซื้อลึกมากเท่าไร คำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ก็ยิ่งสามารถดูดซับได้โดยไม่ทำให้ราคากระโดดแรงเท่านั้น ดังนั้นความลึกจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดจะทนต่อแรงขายก้อนใหญ่ได้แค่ไหน
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
สมุดคำสั่งซื้อของบิตคอยน์ในปัจจุบันลึกกว่าทุกช่วงเวลาที่เปรียบเทียบไว้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 มีคำสั่งซื้อขายมูลค่าประมาณ 11.7 ล้านดอลลาร์อยู่ภายในระยะ 1% จากราคาปัจจุบัน คิดเป็นราว 75% ที่มากกว่าวันเกิดเหตุเมื่อหนึ่งปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากประมาณ 9 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี 2026 และประมาณ 6.9 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี 2025
สิ่งสำคัญคือ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ผลจากราคา เนื่องจากบิตคอยน์มีราคาถูกลงกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุราวหนึ่งในสาม ดังนั้นสมุดคำสั่งซื้อที่ลึกขึ้นเมื่อวัดเป็นดอลลาร์จึงสะท้อนว่าผู้ดูแลสภาพคล่องนำเงินทุนเข้ามาวางคำสั่งมากขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเพราะมูลค่าเหรียญที่ลดลง เมื่อดูห่างออกไปที่ระยะ 5% จากราคา ความลึกที่ราว 24 ล้านดอลลาร์ถือว่าใกล้เคียงกับระดับเมื่อเดือนมกราคม 2025
ด้านอีเธอร์ การฟื้นตัวในบางมุมแข็งแกร่งกว่าบิตคอยน์ด้วยซ้ำ ความลึกในระยะ 0.5% จากราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับจากวันเกิดเหตุ มาอยู่ที่ประมาณ 4.2 ล้านดอลลาร์ ส่วนระยะ 1% เพิ่มขึ้นราวสามในสี่ มาอยู่ที่ประมาณ 5.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าทั้งสองช่วงที่วัดเมื่อต้นปี
อย่างไรก็ดี สมุดคำสั่งซื้อที่สร้างกลับมาใหม่เพิ่งถูกทดสอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดปรับตัวลง ความลึกในระยะ 1% ของบิตคอยน์ลดลงราว 12% ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม ถึงวันที่ 8 ตุลาคม ขณะที่แถบราคาแคบที่สุดของอีเธอร์บางลงเล็กน้อย แต่คำสั่งที่อยู่ห่างจากราคากลับเพิ่มขึ้น
- ความลึกบิตคอยน์ระยะ 1%: ประมาณ 11.7 ล้านดอลลาร์ (7 ต.ค. 2026) เพิ่มราว 75% จากวันเกิดเหตุ
- ความลึกบิตคอยน์ระยะ 1%: ประมาณ 6.9 ล้านดอลลาร์ (1 ม.ค. 2025) และประมาณ 9 ล้านดอลลาร์ (1 ม.ค. 2026)
- ความลึกบิตคอยน์ระยะ 5%: ประมาณ 24 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงระดับมกราคม 2025
- ความลึกอีเธอร์ระยะ 0.5%: ประมาณ 4.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มมากกว่าสองเท่าจากวันเกิดเหตุ
- ความลึกอีเธอร์ระยะ 1%: ประมาณ 5.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มราวสามในสี่
- ความลึกอัลต์คอยน์ระยะ 5%: ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ ลดลงราวหนึ่งในสามจากต้นปี 2025
- ความลึกอัลต์คอยน์ระยะ 1%: ลดลงราวหนึ่งในหก
- วอลุ่มสปอตรายสัปดาห์: เฉลี่ยราว 279,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสี่สัปดาห์ถึงวันที่ 27 กันยายน 2026 เทียบกับ 801,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่เกิดเหตุ
- จุดต่ำสุดของวอลุ่มสปอต: ประมาณ 135,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ในเดือนสิงหาคม ก่อนเพิ่มขึ้นราวสองเท่า
สำหรับกลุ่มอัลต์คอยน์ ภาพที่ปรากฏกลับตรงกันข้าม ในการศึกษาที่รวบรวมตะกร้าอัลต์คอยน์หลายตัว ความลึกที่วัดเป็นดอลลาร์สูงที่สุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และต่ำลงในทุกช่วงเวลาที่วัดหลังจากนั้น ความลึกในระยะ 5% จากราคาลดลงราวหนึ่งในสามนับจากต้นปี 2025 มาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ ส่วนระยะ 1% ลดลงราวหนึ่งในหก
หากวัดเป็นจำนวนโทเคน สภาพคล่องของอัลต์คอยน์ดูเหมือนสุขภาพดีกว่า เนื่องจากแตะจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 และค่อย ๆ ลดลงเพียงเล็กน้อยนับจากนั้น แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าการฟื้นตัวเชิงจำนวนโทเคนนั้นเกิดจากราคาที่ปรับตัวลงเป็นหลัก ซึ่งไปบดบังการกัดเซาะของเงินทุนที่ถูกผูกมัดไว้จริงในตลาด
ทางฝั่งตลาดสปอตก็ยังไม่ฟื้นตัวเช่นกัน วอลุ่มสปอตรายสัปดาห์ในตลาดซื้อขายแบบรวมศูนย์เฉลี่ยอยู่ที่ราว 279,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสี่สัปดาห์ถึงวันที่ 27 กันยายน 2026 ซึ่งน้อยกว่าสัปดาห์ที่เกิดเหตุที่ 801,000 ล้านดอลลาร์เกือบสองในสาม กิจกรรมการซื้อขายแตะจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคม เมื่อวอลุ่มรายสัปดาห์ลดลงเหลือราว 135,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นราวสองเท่านับจากนั้น แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับช่วงเกิดเหตุอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
แก่นของเรื่องนี้อยู่ที่คำถามว่าสภาพคล่องหายไปไหนหลังเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 สภาพคล่องในตลาดคริปโตหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง และคำถามใหญ่ในตอนนั้นคือเงินทุนจะหมุนไปที่ใดเมื่อฝุ่นจางลง คำตอบที่ได้ในวันนี้คือ บิตคอยน์และอีเธอร์
นักวิจัยด้านสินทรัพย์ดิจิทัลให้ความเห็นว่า ความลึกที่เพิ่มขึ้นของเหรียญกลุ่มหลักมาจากเงินทุนจริง ไม่ใช่ผลจากราคา ขณะที่หัวหน้าฝ่ายวิจัยของศูนย์วิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลระบุว่า เมื่อหนึ่งปีก่อนมีการประเมินว่าสภาพคล่องบางและกระจัดกระจาย และยังไม่ชัดเจนว่าเงินทุนจะหมุนไปทางใด ตอนนี้ได้คำตอบแล้วว่าคือบิตคอยน์และอีเธอร์ เพราะผู้ดูแลสภาพคล่องกลับมาที่เหรียญกลุ่มหลัก โดยมีสภาพคล่องสูงกว่าระดับก่อนเกิดเหตุ ขณะที่สภาพคล่องอัลต์คอยน์โดยรวมยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าความแตกต่างนี้จะดำเนินต่อไปในปีหน้า เนื่องจากเหรียญกลุ่มหลักยังคงครองความสนใจและปริมาณการซื้อขายจากนักลงทุนสถาบัน
นัยสำคัญต่อตลาดคือ ความเสี่ยงจากการที่ราคาเคลื่อนไหวรุนแรงจากคำสั่งซื้อขายก้อนใหญ่จะยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มโทเคนขนาดเล็กมากกว่า เพราะเมื่อสมุดคำสั่งซื้อตื้น คำสั่งขายขนาดเดียวกันย่อมดันราคาลงได้ลึกกว่า และเมื่อราคาตกลงเร็วก็อาจกระตุ้นการบังคับขายสถานะที่ใช้เลเวอเรจซ้ำเป็นลูกโซ่ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในวันแฟลชแครช
ในทางกลับกัน การที่ตลาดสปอตมีวอลุ่มต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุเกือบสองในสาม สะท้อนว่าการมีส่วนร่วมของนักลงทุนยังไม่กลับมาเต็มที่ แม้ว่ากิจกรรมจะฟื้นขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคมก็ตาม ซึ่งหมายความว่าตลาดโดยรวมยังเปราะบางต่อความผันผวนมากกว่าช่วงที่วอลุ่มหนาแน่น
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
สำหรับผู้อ่านในไทย ข่าวนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการดูเพียงราคาบิตคอยน์จึงไม่เพียงพอต่อการประเมินสุขภาพของตลาด สภาพคล่องหรือความลึกของสมุดคำสั่งซื้อเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อย ทั้งในแง่ของส่วนต่างราคาซื้อขาย (สเปรด) และการเลื่อนของราคา (slippage) เมื่อคำสั่งมีขนาดใหญ่
อีกแง่มุมหนึ่งคือ บทเรียนเรื่องเลเวอเรจ เหตุการณ์วันที่ 10 ตุลาคม 2025 แสดงให้เห็นว่าการบังคับขายสถานะที่ใช้เลเวอเรจมูลค่ามหาศาลสามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดซื้อขายเบาบาง เช่นช่วงเย็นวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ในประเทศไทย
นอกจากนี้ การที่เงินทุนและสภาพคล่องไหลกลับไปที่บิตคอยน์และอีเธอร์เป็นหลัก ยังสะท้อนทิศทางของตลาดที่โทเคนขนาดเล็กต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูงกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ถือสินทรัพย์กลุ่มนี้ควรจับตา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในประเทศหรือผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ
คำศัพท์ที่ควรรู้
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
แฟลชแครช (Flash Crash): การที่ราคาสินทรัพย์ร่วงลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงภายในระยะเวลาสั้นมาก ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีคำสั่งขายก้อนใหญ่ในตลาดที่มีสภาพคล่องเบาบาง
สมุดคำสั่งซื้อ (Order Book): บัญชีรวมคำสั่งซื้อและคำสั่งขายที่ผู้ซื้อขายวางไว้ในแต่ละระดับราคา ใช้แสดงว่ามีความต้องการซื้อขายรออยู่ที่ราคาใดบ้าง
ความลึกของตลาด (Market Depth): มูลค่าของคำสั่งซื้อและคำสั่งขายที่วางรออยู่ใกล้ราคาปัจจุบัน ยิ่งลึกมาก คำสั่งขนาดใหญ่ก็ยิ่งสร้างผลกระทบต่อราคาน้อยลง
สภาพคล่อง (Liquidity): ความง่ายในการซื้อหรือขายสินทรัพย์โดยไม่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงมากนัก ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงจะมีคำสั่งรออยู่หนาแน่น
ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker): ผู้ที่วางคำสั่งซื้อและคำสั่งขายทั้งสองฝั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตลาดมีคู่สัญญาและซื้อขายได้คล่องตัว
การบังคับขายสถานะ (Liquidation): การที่สถานะซื้อขายที่ใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจถูกปิดโดยอัตโนมัติเมื่อขาดทุนถึงระดับที่กำหนด
การซื้อขายสปอต (Spot Trading): การซื้อขายสินทรัพย์เพื่อส่งมอบทันที ต่างจากการซื้อขายสัญญาอนุพันธ์หรือฟิวเจอร์ส
สลิปเพจ (Slippage): ความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดหวังกับราคาที่ได้จริงจากการซื้อขาย มักมากขึ้นเมื่อคำสั่งมีขนาดใหญ่และตลาดตื้น
อัลต์คอยน์ (Altcoin): เหรียญดิจิทัลอื่นนอกเหนือจากบิตคอยน์ เช่นอีเธอร์ ซึ่งมักมีสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าเหรียญกลุ่มหลัก
สรุปประเด็นสำคัญ
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์บังคับขายสถานะที่ใช้เลเวอเรจมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ตลาดคริปโตมีภาพที่แยกออกเป็นสองทางอย่างชัดเจน บิตคอยน์และอีเธอร์มีสมุดคำสั่งซื้อที่ลึกกว่าวันเกิดเหตุและลึกกว่าช่วงต้นปี 2025 และต้นปี 2026 โดยการเพิ่มขึ้นยังคงอยู่เมื่อวัดเป็นดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินทุนจากผู้ดูแลสภาพคล่องกลับเข้าสู่เหรียญกลุ่มหลักจริง
ในทางกลับกัน อัลต์คอยน์มีแนวโน้มตรงกันข้าม ความลึกที่วัดเป็นดอลลาร์ลดลงอย่างต่อเนื่องนับจากต้นปี 2025 โดยความลึกในระยะ 5% จากราคาลดลงราวหนึ่งในสาม มาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าตัวเลขเมื่อวัดเป็นจำนวนโทเคนจะดูดีกว่า แต่ก็เป็นผลจากราคาที่ปรับตัวลงเป็นหลัก
ขณะเดียวกันวอลุ่มซื้อขายสปอตยังต่ำกว่าช่วงเกิดเหตุเกือบสองในสาม แม้จะฟื้นขึ้นมาราวสองเท่าจากจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคมก็ตาม ทั้งหมดนี้ชี้ว่าเม็ดเงินและความสนใจของตลาดยังกระจุกตัวอยู่ที่เหรียญกลุ่มหลัก และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องยังคงอยู่กับโทเคนขนาดเล็กเป็นหลัก
คำถามที่พบบ่อย
1. แฟลชแครชวันที่ 10 ตุลาคม 2025 เกิดอะไรขึ้น
บิตคอยน์เพิ่งทำจุดสูงสุดเหนือ 126,000 ดอลลาร์ได้ไม่กี่วัน ก่อนเช้าวันที่ 10 ตุลาคม 2025 จะย่อลงมาที่ 122,600 ดอลลาร์ จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงราคาร่วงต่ำกว่า 105,000 ดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในไม่กี่นาทีช่วงเย็นวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ หลังมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้า 100% ต่อสินค้าจากจีน ผลคือมีสถานะที่ใช้เลเวอเรจมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ถูกบังคับขายในวันเดียว
2. ทำไมสภาพคล่องของบิตคอยน์และอีเธอร์จึงฟื้นตัว
การศึกษาเปรียบเทียบความลึกของสมุดคำสั่งซื้อในสี่ช่วงเวลา พบว่าทั้งบิตคอยน์และอีเธอร์มีความลึกมากกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุและมากกว่าต้นปี 2025 และ 2026 และการเพิ่มขึ้นยังคงอยู่แม้วัดเป็นดอลลาร์ ซึ่งตีความได้ว่าเป็นเงินทุนที่ผู้ดูแลสภาพคล่องนำกลับเข้ามา ไม่ใช่ผลจากราคาที่ปรับตัวลง
3. ความลึกของสมุดคำสั่งซื้อหมายถึงอะไร และเหตุใดจึงสำคัญ
ความลึกคือมูลค่าคำสั่งซื้อและคำสั่งขายที่วางรออยู่ใกล้ราคาปัจจุบัน ยิ่งตลาดลึก คำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ก็ยิ่งดูดซับได้โดยราคาไม่กระโดดแรง สำหรับนักลงทุนรายย่อย ความลึกที่มากขึ้นมักสัมพันธ์กับสเปรดที่แคบลงและ slippage ที่น้อยลงเมื่อเทียบกับตลาดที่ตื้น
4. ทำไมสภาพคล่องของอัลต์คอยน์ยังลดลง
ความลึกของอัลต์คอยน์เมื่อวัดเป็นดอลลาร์สูงที่สุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และลดลงในทุกช่วงเวลาที่วัดหลังจากนั้น โดยระยะ 5% จากราคาลดลงราวหนึ่งในสาม มาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขเมื่อวัดเป็นจำนวนโทเคนจะดูดีกว่า แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นผลจากราคาที่ลดลง ซึ่งบดบังการลดลงของเงินทุนที่ผูกมัดในตลาด
5. วอลุ่มซื้อขายสปอตลดลงมากแค่ไหน
วอลุ่มสปอตรายสัปดาห์ในตลาดซื้อขายแบบรวมศูนย์เฉลี่ยราว 279,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสี่สัปดาห์ถึงวันที่ 27 กันยายน 2026 เทียบกับ 801,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่เกิดเหตุ หรือลดลงเกือบสองในสาม กิจกรรมแตะจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคมที่ราว 135,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ และเพิ่มขึ้นราวสองเท่านับจากนั้น แต่ยังต่ำกว่าระดับช่วงเกิดเหตุมาก
6. สภาพคล่องที่ตื้นสร้างความเสี่ยงอย่างไร
เมื่อสมุดคำสั่งซื้อตื้น คำสั่งขายขนาดเดียวกันจะดันราคาลงได้ลึกกว่า และเมื่อราคาตกลงเร็วก็อาจกระตุ้นการบังคับขายสถานะที่ใช้เลเวอเรจต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นในวันแฟลชแครช ความเสี่ยงนี้จึงกระจุกตัวอยู่กับโทเคนขนาดเล็กที่สภาพคล่องบางกว่าเหรียญกลุ่มหลัก
7. มุมมองต่อแนวโน้มข้างหน้าเป็นอย่างไร
หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านสินทรัพย์ดิจิทัลมองว่า ผู้ดูแลสภาพคล่องกลับมาที่เหรียญกลุ่มหลัก โดยมีสภาพคล่องสูงกว่าระดับก่อนเกิดเหตุ ขณะที่สภาพคล่องอัลต์คอยน์โดยรวมยังลดลง และคาดว่าความแตกต่างนี้จะดำเนินต่อไปในปีหน้า เนื่องจากเหรียญกลุ่มหลักยังครองความสนใจและปริมาณการซื้อขายจากนักลงทุนสถาบัน อย่างไรก็ตาม สมุดคำสั่งซื้อที่สร้างกลับมาใหม่เพิ่งถูกทดสอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อความลึกระยะ 1% ของบิตคอยน์ลดลงราว 12% ระหว่างวันที่ 7 ถึง 8 ตุลาคม
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
