Blast ปิดตัว! เชน Ethereum L2 หลังสินทรัพย์ร่วง 98%
Blast เครือข่ายเลเยอร์-2 (layer-2) บน Ethereum ซึ่งเคยเป็นที่ถือครองสินทรัพย์คริปโตมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ได้ประกาศปิดตัวลงแล้ว หลังเปิดดำเนินการมาเพียงประมาณสองปี ทีมงานของโครงการระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประเมินแล้วว่าเศรษฐศาสตร์ของการดูแลเชนไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป เพราะต้นทุนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องสูงกว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจากเครือข่าย และไม่มีเส้นทางที่น่าเชื่อถือพอจะทำให้เชนอยู่รอดได้ในเชิงเศรษฐกิจ
ทันทีหลังการประกาศ โทเคนประจำเครือข่ายอย่าง BLAST ร่วงลง 19% ต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่ดำเนินมาตั้งแต่เปิดตัว โดยปัจจุบันโทเคนดังกล่าวปรับตัวลงแล้วราว 98% จากจุดเริ่มต้น ขณะที่สินทรัพย์ในเครือข่ายลดลงจากระดับสูงสุดกว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 เหลือเพียง 32 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการไหลออกของเงินทุนและกิจกรรมบนเชนอย่างชัดเจน
ภาพรวมของข่าว
กรณีของ Blast ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมบล็อกเชน จากที่เคยเป็นเครือข่ายเลเยอร์-2 ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงปี 2024 และเคยถือครองสินทรัพย์ในระบบมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ กลับต้องประกาศปิดตัวภายในเวลาราวสองปีเท่านั้น ทีมงานระบุว่าต้นทุนด้านการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัยที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง สูงกว่ารายได้ที่เกิดจากการใช้งานเครือข่ายจริง จึงไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่จะดำเนินการต่อไป
จุดเริ่มต้นของ Blast น่าสนใจ เพราะก่อนที่เครือข่ายจะเปิดใช้งานจริงในปี 2024 ผู้ใช้ได้ฝากสินทรัพย์เข้ามาแล้วมากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งมาจากความคาดหวังว่าจะได้รับโทเคนจากการแจกฟรี หรือ airdrop ซึ่งเป็นกลไกที่หลายโครงการในอุตสาหกรรมนี้ใช้ดึงดูดสภาพคล่องและผู้ใช้งานช่วงเริ่มต้น การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ทำให้ Blast กลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายเลเยอร์-2 ที่ถูกจับตามากที่สุดในขณะนั้น แต่เมื่อแรงจูงใจจากการรอรับโทเคนหมดลง และเงินทุนเชิงเก็งกำไรเคลื่อนย้ายไปหาผลตอบแทนที่อื่น กิจกรรมบนเครือข่ายก็ค่อย ๆ หายไป
ประเด็นหลักที่เกิดขึ้น
- ประกาศปิดตัว: ทีมงานของ Blast ระบุว่าการดำเนินเชนไม่คุ้มทางเศรษฐกิจอีกต่อไป เนื่องจากต้นทุนการดูแลรักษาสูงกว่ารายได้จากเครือข่าย และมองไม่เห็นเส้นทางที่ทำให้เชนยั่งยืนได้ในเชิงการเงิน
- โทเคนร่วง: โทเคน BLAST ลดลง 19% หลังการประกาศ และนับจากวันเปิดตัวโทเคนได้ปรับตัวลงแล้วประมาณ 98%
- สินทรัพย์ในเครือข่ายหายไปเกือบทั้งหมด: มูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกอยู่ในเครือข่าย หรือ TVL เคยแตะระดับกว่า 2 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 ปัจจุบันเหลือเพียง 32 ล้านดอลลาร์
- รายได้จากเครือข่ายบางเฉียบ: เดือนล่าสุด Blast สร้างรายได้จากการใช้งานเครือข่ายเพียง 1,793 ดอลลาร์ เทียบกับจุดสูงสุดประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024
- กำหนดเวลาถอนสินทรัพย์: ผู้ใช้มีเวลาถึงวันที่ 26 ตุลาคมในการถอนสินทรัพย์กลับไปยัง Ethereum ผ่านอินเทอร์เฟซของ Blast หลังจากนั้นการถอนจะต้องทำผ่านสัญญาบริดจ์โดยตรง
- การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น: แพลตฟอร์มผู้บริโภครายใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้ว อย่าง Coinbase และ Robinhood ต่างเปิดเครือข่ายของตนเองบนฐานของ Ethereum ทำให้เชนขนาดเล็กต้องแย่งทั้งนักพัฒนา ผู้ใช้ และค่าธรรมเนียมธุรกรรม
รายละเอียดและข้อมูลสำคัญ
การปิดตัวของ Blast ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการสะสมของปัจจัยหลายด้าน ทั้งการลดลงของกิจกรรมบนเชน ต้นทุนที่คงที่หรือสูงขึ้น และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมเหลือเพียงหลักพันดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะที่การดูแลเครือข่ายต้องใช้ทั้งทีมพัฒนา เซิร์ฟเวอร์ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการรักษาความปลอดภัย สมการทางเศรษฐศาสตร์จึงพลิกเป็นลบอย่างชัดเจน
ข้อมูลด้านรายได้เป็นตัวชี้วัดที่อธิบายสถานการณ์ได้ดีที่สุด จุดสูงสุดของรายได้จากเครือข่ายอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่กิจกรรมเก็งกำไรบนเชนคึกคัก แต่ตัวเลขเดือนล่าสุดเหลือเพียง 1,793 ดอลลาร์ การลดลงในสเกลนี้หมายความว่าเครือข่ายไม่สามารถสร้างรายได้แม้แต่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำเดือน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยที่ผู้ให้บริการเชนต้องรับผิดชอบเอง
ในมุมของเงินทุนที่อยู่ในระบบ มูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกอยู่ในเครือข่ายเคยแตะระดับสูงสุดกว่า 2 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 เช่นกัน และเมื่อนับจากฐาน 2.2 พันล้านดอลลาร์ สินทรัพย์ได้หายไปราว 98% จนเหลือ 32 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน การลดลงในลักษณะนี้ไม่ใช่แค่การที่ราคาสินทรัพย์ร่วงลง แต่สะท้อนการถอนสภาพคล่องออกจากระบบและการย้ายไปยังเครือข่ายอื่นหรือกลับเข้าสู่ Ethereum โดยตรง
อีกปัจจัยที่ถูกกล่าวถึงในภาพรวมของอุตสาหกรรมคือต้นทุนด้านความปลอดภัย กระแสการโจมตีระบบคริปโตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้โครงการต่าง ๆ ต้องใช้จ่ายมากขึ้นในการป้องกันและตรวจสอบช่องโหว่ ขณะเดียวกันเครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ก็อาจทำให้ผู้โจมตีตรวจหาจุดอ่อนของโค้ดได้ง่ายขึ้นด้วย สำหรับเครือข่ายที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว ภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยิ่งกดดันความอยู่รอดมากขึ้น
ตัวเลขหรือข้อมูลที่ควรจับตา
- 19%: อัตราการลดลงของโทเคน BLAST หลังจากมีการประกาศปิดเครือข่าย
- ประมาณ 98%: ระดับการปรับตัวลงของโทเคน BLAST นับจากวันเปิดตัว
- 2.2 พันล้านดอลลาร์: มูลค่าสินทรัพย์ในเครือข่าย ณ เดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด
- 32 ล้านดอลลาร์: มูลค่าสินทรัพย์ในเครือข่ายปัจจุบัน คิดเป็นการหายไปประมาณ 98%
- 1,793 ดอลลาร์: รายได้จากเครือข่ายของ Blast ในเดือนล่าสุด
- ประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์: รายได้จากเครือข่ายสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2024
- 1.1 พันล้านดอลลาร์: ยอดสินทรัพย์ที่ผู้ใช้ฝากเข้ามาก่อนเครือข่ายเปิดใช้งานจริงในปี 2024
- 26 ตุลาคม: กำหนดเส้นตายสำหรับการถอนสินทรัพย์ผ่านอินเทอร์เฟซของ Blast
นอกจากตัวเลขของ Blast เองแล้ว บรรยากาศตลาดโดยรวม ณ ช่วงเวลาที่รายงานข่าวก็ยังเป็นลบ โดยราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 84,598.60 ดอลลาร์ ลดลง 1.94% ราคา Ethereum อยู่ที่ 2,681.00 ดอลลาร์ ลดลง 2.39% ราคา XRP อยู่ที่ 1.49 ดอลลาร์ ลดลง 3.48% และราคา SOL อยู่ที่ 119.36 ดอลลาร์ ลดลง 1.96% ขณะที่ดัชนีสินทรัพย์ดิจิทัล CD20 ลดลง 2.26% ส่วนหุ้น Coinbase อยู่ที่ 182.95 ดอลลาร์ ลดลง 3.35% และหุ้น Robinhood ปิดที่ 112.68 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.38% ข้อมูลเหล่านี้ใช้เพื่อประกอบความเข้าใจต่อบรรยากาศตลาดเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะแนวทางลงทุน
ปัจจัยและผลกระทบต่อตลาด
กรณีของ Blast ชี้ให้เห็นแนวโน้มการรวมตัวของอุตสาหกรรมบล็อกเชน หรือการที่เครือข่ายขนาดเล็กจำนวนมากต้องเผชิญแรงกดดันให้ปิดตัวลง เพราะการดำเนินเชนมีต้นทุนคงที่สูงและไม่ลดลงตามจำนวนผู้ใช้ ในทางกลับกัน เครือข่ายที่ประสบความสำเร็จมักเป็นเครือข่ายที่มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ มีแหล่งที่มาของกิจกรรมที่ชัดเจน หรือมีบริษัทแม่ที่สามารถอุดหนุนค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Coinbase ซึ่งเปิดเครือข่าย Base และสามารถเปลี่ยนผู้ใช้งานกระดานซื้อขายและระบบนิเวศของนักพัฒนาให้กลายเป็นกิจกรรมบนเชนได้โดยตรง ขณะที่ Robinhood ก็เปิดเครือข่ายเลเยอร์-2 บน Ethereum ของตัวเองในปีนี้พร้อมกิจกรรมบนเชนที่คึกคักตั้งแต่ช่วงแรก ความได้เปรียบของผู้เล่นกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีฐานลูกค้าเดิมและช่องทางแจกจ่ายผลิตภัณฑ์ที่พร้อมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เชนที่เริ่มจากศูนย์ต้องสร้างขึ้นเองทั้งหมด
สำหรับตลาดโดยรวม ข่าวลักษณะนี้อาจมีผลสองทาง ด้านหนึ่งเป็นการเตือนว่าความเสี่ยงของโครงการขนาดเล็กนั้นสูงกว่าที่หลายคนประเมิน เพราะแม้เคยมีสินทรัพย์ในระบบมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็สามารถลดลงอย่างรวดเร็วและนำไปสู่การปิดตัวได้ในเวลาเพียงสองปี อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่าตลาดกำลังคัดกรองโครงการที่ไม่มีเส้นทางสู่ความยั่งยืนทางรายได้ออกไป ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้ระบบนิเวศเหลือผู้เล่นที่มีพื้นฐานแข็งแรงขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือผลกระทบต่อเครือข่ายเลเยอร์-2 รายอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือเคยได้รับความสนใจสูงในช่วงที่ตลาดคึกคัก แต่มีรายได้จากเครือข่ายต่ำและมีTVL ลดลงต่อเนื่อง หากต้นทุนด้านความปลอดภัยยังสูงขึ้นและแรงกดดันจากการแข่งขันยังต่อเนื่อง คำถามว่าเครือข่ายเหล่านี้จะอยู่รอดได้ด้วยโมเดลรายได้แบบใด จะกลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
มุมมองต่อผู้ติดตามตลาด
สำหรับผู้ที่ติดตามตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเลขพื้นฐานของเครือข่ายกับความอยู่รอดของโครงการ ตัวชี้วัดอย่างรายได้จากเครือข่ายและมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกอยู่ในระบบ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางเทคนิค แต่สะท้อนว่ามีคนใช้งานและจ่ายค่าธรรมเนียมจริงมากน้อยเพียงใด หากตัวเลขทั้งสองลดลงต่อเนื่องพร้อมกัน ความเสี่ยงที่โครงการจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อีกประเด็นที่ควรทำความเข้าใจคือความแตกต่างระหว่างราคาโทเคนกับสุขภาพของเครือข่าย ราคาโทเคนสามารถปรับขึ้นลงตามกระแสตลาดและความคาดหวังในระยะสั้น แต่การดำเนินงานของเชนขึ้นอยู่กับรายได้จริงและต้นทุนจริง การที่โทเคนร่วง 98% จากวันเปิดตัวและโครงการประกาศปิดตัวในที่สุด แสดงให้เห็นว่าราคาที่เคยพุ่งขึ้นในช่วงแรกอาจไม่ได้สะท้อนความสามารถในการทำกำไรของเครือข่ายเลย
ท้ายที่สุด ผู้อ่านควรใช้ข่าวนี้เป็นข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างของตลาด ไม่ใช่เป็นสัญญาณให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใด ๆ การตัดสินใจลงทุนควรอยู่บนการศึกษาข้อมูลของแต่ละโครงการอย่างรอบด้าน รวมถึงความเสี่ยงที่โครงการอาจปิดตัวหรือหยุดให้บริการกะทันหัน
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
สำหรับผู้อ่านในไทยที่เคย entendu หรือติดตามโครงการในกลุ่มเลเยอร์-2 กรณีของ Blast เป็นบทเรียนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับผลตอบแทนสูงในอุตสาหกรรมนี้ โครงการที่เพิ่งเปิดตัวและเร่งสร้างสภาพคล่องด้วยการแจกโทเคนมักมีแรงจูงใจให้ผู้ใช้ฝากเงินเข้าไปในช่วงแรก แต่เมื่อกลไกจูงใจสิ้นสุดลง ผู้ใช้จำนวนมากก็ถอนเงินออกพร้อมกัน ซึ่งทำให้กิจกรรมและรายได้ของเครือข่ายลดลงอย่างรวดเร็ว
อีกมิติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ถือสินทรัพย์คือขั้นตอนการถอนเงิน เมื่อทีมงานประกาศว่าผู้ใช้มีเวลาถึงวันที่ 26 ตุลาคมในการถอนสินทรัพย์กลับไปยัง Ethereum ผ่านอินเทอร์เฟซของ Blast และหลังจากนั้นจะต้องติดต่อกับสัญญาบริดจ์โดยตรง ผู้ที่ไม่ดำเนินการตามกำหนดอาจเผชิญขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น หรือต้องพึ่งพาเครื่องมือที่技术要求 สูงกว่าการกดใช้งานผ่านหน้าเว็บทั่วไป ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นกับหลายโครงการที่ปิดตัวในอดีต และเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้งานควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการของโครงการที่ตนใช้บริการอยู่เสมอ
แม้ข่าวนี้จะเกี่ยวกับเครือข่ายในต่างประเทศ แต่สะท้อนหลักการที่ใช้ได้กับทุกตลาด นั่นคือความสำคัญของการประเมินว่าโครงการมีรายได้จริงจากไหน ต้นทุนหลักคืออะไร และมีปัจจัยใดที่ทำให้กิจกรรมลดลงได้อย่างรวดเร็ว การเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านประเมินความเสี่ยงของเครือข่ายอื่น ๆ ได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงราคาโทเคนในระยะสั้น
เหตุใดข่าวนี้จึงน่าสนใจ
ความน่าสนใจของกรณีนี้อยู่ที่ความต่างระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุด ก่อนเครือข่ายจะเปิดใช้งาน ผู้ใช้ฝากสินทรัพย์เข้ามาแล้วมากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ และในเดือนมิถุนายน 2024 มูลค่าสินทรัพย์ในระบบก็แตะระดับกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบกับรายได้จากเครือข่ายที่เหลือเพียง 1,793 ดอลลาร์ในเดือนล่าสุด ช่องว่างระหว่างขนาดของเงินทุนกับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงนั้นกว้างมาก และอธิบายได้ว่าทำไมการดำเนินเชนจึงไม่สามารถอยู่รอดได้
นอกจากนี้ การปิดตัวยังเกิดขึ้นในจังหวะที่ผู้เล่นรายใหญ่กำลังรุกเข้าสู่พื้นที่เดียวกัน ทั้ง Coinbase และ Robinhood ที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้วและสามารถสร้างกิจกรรมบนเชนได้ทันทีที่เปิดตัว ทำให้ภาพการแข่งขันของเครือข่ายเลเยอร์-2 ชัดเจนขึ้นว่าไม่ได้วัดกันที่การเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีต้นทุนต่ำ มีผู้ใช้ต่อเนื่อง และมีรายได้ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในระยะยาว
ในเชิงสถิติ ข่าวนี้ยังเป็นตัวอย่างของความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมคริปโต ที่โครงการหนึ่งสามารถเปลี่ยนสถานะจากผู้ได้รับความสนใจสูงสุดไปสู่การปิดตัวได้ภายในเวลาราวสองปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่สั้นกว่าวงจรธุรกิจของหลายอุตสาหกรรมทั่วไป
คำศัพท์ที่ควรรู้
คำอธิบายศัพท์สำคัญ
- เลเยอร์-2 (Layer-2): เครือข่ายที่สร้างซ้อนอยู่บนบล็อกเชนหลักอย่าง Ethereum เพื่อช่วยประมวลผลธุรกรรมให้เร็วขึ้นและมีค่าธรรมเนียมต่ำลง โดยอาศัยความปลอดภัยของเครือข่ายหลักเป็นพื้นฐาน
- TVL (Total Value Locked): มูลค่ารวมของสินทรัพย์ที่ถูกล็อกหรือฝากไว้ในระบบของเครือข่ายหนึ่ง ใช้เป็นตัวชี้วัดขนาดของเงินทุนที่อยู่ในระบบ และสะท้อนความสนใจของผู้ใช้งาน
- รายได้จากเครือข่าย: รายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้งานเชน เช่นค่าธรรมเนียมธุรกรรม เป็นตัวเลขที่บอกว่ามีคนใช้งานและจ่ายเงินให้เครือข่ายมากน้อยเพียงใด
- โทเคน (Token): สินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกโดยโครงการบนบล็อกเชน มักใช้ในระบบนิเวศของโครงการนั้น และราคาสามารถผันผวนได้มาก
- Airdrop: การแจกโทเคนให้ผู้ใช้ฟรี มักใช้เป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้เข้ามาถือสินทรัพย์หรือใช้งานเครือข่ายในช่วงเริ่มต้น
- บริดจ์ (Bridge): ระบบหรือสัญญาที่ใช้โยกย้ายสินทรัพย์ระหว่างเครือข่ายต่าง ๆ เช่นการย้ายสินทรัพย์จากเชนหนึ่งกลับไปยัง Ethereum
- Exploit หรือการโจมตีระบบ: การใช้ช่องโหว่ของโค้ดหรือระบบเพื่อเข้าถึงหรือยักย้ายสินทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต
- การรวมตัวของอุตสาหกรรม: ปรากฏการณ์ที่ผู้เล่นขนาดเล็กทยอยปิดตัวลง และเงินทุน ผู้ใช้ รวมถึงนักพัฒนาเคลื่อนย้ายไปยังผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่า
สรุปประเด็นสำคัญ
- Blast เครือข่ายเลเยอร์-2 บน Ethereum ประกาศปิดตัว หลังดำเนินงานราวสองปี โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนการดำเนินเชนสูงกว่ารายได้ และไม่มีเส้นทางที่ทำให้ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
- โทเคน BLAST ร่วง 19% หลังการประกาศ และปรับตัวลงแล้วประมาณ 98% จากวันเปิดตัว
- มูลค่าสินทรัพย์ในเครือข่ายเคยแตะกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2024 ปัจจุบันเหลือ 32 ล้านดอลลาร์ หรือหายไปราว 98%
- รายได้จากเครือข่ายเดือนล่าสุดอยู่ที่ 1,793 ดอลลาร์ เทียบกับจุดสูงสุดประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2024
- ผู้ใช้ต้องถอนสินทรัพย์กลับไปยัง Ethereum ผ่านอินเทอร์เฟซของ Blast ภายในวันที่ 26 ตุลาคม หลังจากนั้นต้องดำเนินการผ่านสัญญาบริดจ์โดยตรง
- ภาพรวมอุตสาหกรรมชี้ไปที่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นระหว่างเครือข่ายขนาดเล็กกับผู้เล่นรายใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้วอย่าง Coinbase และ Robinhood
โดยสรุป กรณีของ Blast เป็นทั้งเรื่องราวของโครงการที่เคยได้รับความสนใจอย่างมากและจบลงอย่างรวดเร็ว และเป็นข้อมูลสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมบล็อกเชนที่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ความสามารถในการทำรายได้และควบคุมต้นทุนมีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีหรือกระแสความนิยม
คำถามที่พบบ่อย
1. Blast คืออะไร
Blast เป็นเครือข่ายเลเยอร์-2 ที่สร้างบนฐานของ Ethereum โดยทำหน้าที่เป็นชั้นเสริมเพื่อรองรับธุรกรรมให้รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำลง ก่อนเปิดใช้งานจริงในปี 2024 ผู้ใช้ได้ฝากสินทรัพย์เข้ามากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเพราะคาดหวังว่าจะได้รับโทเคนจากการแจก ต่อมาเครือข่ายเคยมีสินทรัพย์ในระบบสูงกว่า 2 พันล้านดอลลาร์
2. เหตุใด Blast จึงประกาศปิดตัว
ทีมงานระบุว่าต้นทุนในการดูแลเชน ทั้งด้านการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัย สูงกว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจากเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และไม่เห็นเส้นทางที่น่าเชื่อถือพอจะทำให้เชนยั่งยืนได้ในเชิงเศรษฐกิจ ตัวเลขที่สนับสนุนคำอธิบายนี้คือรายได้เดือนล่าสุดเพียง 1,793 ดอลลาร์ เทียบกับจุดสูงสุดประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024
3. โทเคน BLAST ร่วงลงเท่าใด
หลังการประกาศปิดเครือข่าย โทเคน BLAST ลดลง 19% และเมื่อนับจากวันที่เปิดตัว โทเคนได้ปรับตัวลงแล้วประมาณ 98% การลดลงดังกล่าวต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่มีมาตั้งแต่เปิดตัว และสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่ออนาคตของโครงการ
4. มูลค่าสินทรัพย์ในเครือข่ายลดลงมากแค่ไหน
สินทรัพย์ที่ล็อกอยู่ในเครือข่ายเคยแตะระดับสูงสุดกว่า 2 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 และเมื่อคิดจากฐาน 2.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน สินทรัพย์ได้ลดลงราว 98% เหลือเพียง 32 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน การลดลงระดับนี้สะท้อนทั้งการถอนเงินทุนออกจากระบบและการย้ายกิจกรรมไปยังที่อื่น
5. ผู้ใช้ต้องดำเนินการอย่างไรกับสินทรัพย์ของตน
ทีมงานระบุว่าผู้ใช้มีเวลาถึงวันที่ 26 ตุลาคมในการถอนสินทรัพย์กลับไปยัง Ethereum ผ่านอินเทอร์เฟซของ Blast หลังจากกำหนดเวลาดังกล่าว การถอนจะต้องดำเนินการผ่านสัญญาบริดจ์โดยตรง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความเข้าใจทางเทคนิคมากกว่าการใช้หน้าเว็บปกติ ผู้ใช้งานควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการของโครงการอย่างใกล้ชิด
6. ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับ Coinbase และ Robinhood อย่างไร
ทั้ง Coinbase และ Robinhood เป็นตัวอย่างของผู้เล่นรายใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้ว และได้เปิดเครือข่ายเลเยอร์-2 บน Ethereum ของตัวเอง โดย Coinbase เปิดเครือข่าย Base และ Robinhood เปิดเครือข่ายของตัวเองในปีนี้พร้อมกิจกรรมบนเชนที่คึกคักตั้งแต่ช่วงแรก การมีอยู่ของผู้เล่นกลุ่มนี้ทำให้การแข่งขันในตลาดเลเยอร์-2 รุนแรงขึ้น และสร้างความยากลำบากให้เชนขนาดเล็กในการแย่งนักพัฒนา ผู้ใช้ และค่าธรรมเนียม
7. ข่าวนี้บอกอะไรเกี่ยวกับความเสี่ยงของเครือข่ายเลเยอร์-2
กรณีนี้ชี้ว่าการดำเนินเชนมีต้นทุนคงที่สูง และรายได้อาจลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อกิจกรรมและสภาพคล่องหายไป แม้เครือข่ายเคยมีสินทรัพย์ในระบบมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ก็ยังไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ในเวลาเพียงสองปี ผู้อ่านจึงควรพิจารณาตัวชี้วัดด้านรายได้และมูลค่าสินทรัพย์ในระบบของแต่ละเครือข่าย ไม่ใช่ดูเพียงราคาโทเคนหรือกระแสความนิยมในช่วงสั้น
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้
