สงครามการค้าปะทุ! สหรัฐฯ เก็บภาษีแคนาดา 50% คว่ำบาตรอิหร่าน กระทบนักลงทุนไทย
ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนหลายด้านพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อสหรัฐอเมริกาเดินหน้าใช้ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” เป็นอาวุธหลักในการกดดันทั้งพันธมิตรและปรปักษ์ในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการปะทุรอบใหม่ของสงครามการค้ากับแคนาดา หลังการเจรจาล่มไม่เป็นท่าจนนำไปสู่การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 50% อีกด้านหนึ่งคือการยกระดับ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่านที่ลากยาวมาเกือบหกเดือน โดยล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังปิดตายและกดดันราคาพลังงานทั่วโลก
สำหรับนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วเอเชีย ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะทุกความเคลื่อนไหวสะท้อนกลับมายังราคาน้ำมัน ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ส่งผลโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์รับมือ โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก
1. ศึกภาษีสหรัฐฯ–แคนาดาปะทุ เจรจาล่มนาทีสุดท้าย เปิดฉากตอบโต้ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์”
จุดร้อนที่สุดของสัปดาห์นี้อยู่ที่พรมแดนอเมริกาเหนือ เมื่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาที่ยืดเยื้อมาเกือบสองสัปดาห์ต้องล้มครืนลงในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนถึงเส้นตายเที่ยงคืนเพียงไม่กี่ชั่วโมง CNBC รายงานว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าอัตรา 50% กับสินค้าแคนาดามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ วัสดุก่อสร้าง เครื่องเรือน พลาสติก ไม้อัด ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าบางประเภท
มาตรการภาษีชุดนี้ออกมาภายใต้มาตรา 338 ของกฎหมาย Tariff Act ปี 1930 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีได้สูงสุด 50% กับประเทศที่ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติทางการค้าต่อสหรัฐฯ โดยมาตรานี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้เลยนับตั้งแต่ปี 1949 หรือกว่า 77 ปี การนำกลับมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้งจึงสะท้อนถึงระดับความเข้มข้นของนโยบายการค้าเชิงรุกที่ทำเนียบขาวเลือกใช้ในรอบนี้
นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ออกมาตอบโต้ทันควันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงผิดปกติสำหรับความสัมพันธ์ของสองชาติพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันมายาวนาน โดย Al Jazeera และ Washington Post รายงานตรงกันว่า คาร์นีย์ประกาศจะเก็บภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ในลักษณะ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนเป็นต้นไป พุ่งเป้าไปที่สินค้าส่งออกของสหรัฐฯ ในกลุ่มเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลการเกษตร กระดาษและเยื่อกระดาษ รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ในการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ คาร์นีย์เรียกการตัดสินใจของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การคำนวณที่ผิดพลาด” (a miscalculation) และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดท่าทีของเขาจึงดูเหมือนกำลัง “ประกาศสงคราม” เขาตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เพราะเราถูกโจมตี” ซึ่งสะท้อนอารมณ์ของสาธารณชนแคนาดาที่ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าคนส่วนใหญ่สนับสนุนให้รัฐบาลใช้จุดยืนแข็งกร้าวในการเจรจากับทำเนียบขาว
ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ โต้กลับผ่านนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งกล่าวหาว่าแคนาดาเป็นฝ่าย “ปฏิเสธที่จะปิดดีล” ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า พร้อมระบุว่าข้อเรียกร้องใหม่และการถอนคำมั่นหลายข้อของแคนาดาได้ทำลายสมดุลอันเปราะบางที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันมา ความน่าสนใจคือสถานการณ์นี้กลับตาลปัตรจากเพียงไม่กี่วันก่อนหน้า เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศพักภาษีชั่วคราว 3 วันและโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าทั้งสองฝ่าย “มีดีลแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ในเชิงตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค ผลกระทบเฉพาะหน้ายังถือว่าจำกัด เนื่องจากสินค้ามูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ถูกเก็บภาษีคิดเป็นเพียงราว 5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของแคนาดาไปยังสหรัฐฯ เท่านั้น Bloomberg รายงานว่า มณฑลบริติชโคลัมเบีย ออนแทรีโอ และควิเบก เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่ “การยกระดับ” มากกว่าตัวมาตรการปัจจุบัน
“หากสหรัฐฯ ขยายการเก็บภาษี 50% ให้ครอบคลุมสินค้าส่งออกของแคนาดาถึงหนึ่งในห้า จากปัจจุบันที่ราว 5% อาจฉุด GDP ของแคนาดาลงได้ราว 2% และผลักเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย” — มุมมองจากนักวิเคราะห์ที่ CNBC อ้างอิง
นักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดา เทรเวอร์ ทอมบ์ (Trevor Tombe) ประเมินว่า หากภาษี 50% ยังคงอยู่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการสูญเสียตำแหน่งงานราว 90,000 ตำแหน่งในแคนาดา ด้านค่าเงินดอลลาร์แคนาดา (ลูนี) อ่อนค่าลงราว 0.58% เทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเปิดตลาด และยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับยูโร ปอนด์ และเยน สะท้อนความกังวลของตลาดต่อทิศทางความขัดแย้งที่อาจบานปลาย
2. “ดีเดย์เศรษฐกิจ” ถล่มอิหร่าน มาตรการคว่ำบาตรครั้งประวัติศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย
อีกหนึ่งจุดร้อนที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิดคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งลากยาวเข้าสู่เดือนที่หกนับตั้งแต่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ล่าสุด CNN และ CNBC รายงานว่า นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่า “ดีเดย์ทางเศรษฐกิจกำลังจะมาถึง” (economic D-Day is coming) สำหรับอิหร่าน ผ่านบทความในไฟแนนเชียลไทมส์ ก่อนจะแถลงรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ในวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม
เบสเซนต์เรียกมาตรการชุดนี้ว่าเป็น “ปฏิบัติการรุกทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยระดมพลโจมตีปรปักษ์” โดย CBS News รายงานว่ามาตรการดังกล่าวมุ่งขยายการคว่ำบาตรครอบคลุมภาคธนาคาร พลังงาน การบิน และสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) ของอิหร่าน พร้อมทั้งพุ่งเป้าไปที่ประเทศและนิติบุคคลที่ยังคงทำธุรกิจกับเตหะราน ที่สำคัญคือเบสเซนต์ส่งสัญญาณชัดว่าจีนจะไม่ได้รับการยกเว้น และเตือนว่าอาจมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างน้อยหนึ่งแห่งเผชิญการคว่ำบาตรภายในสัปดาห์นี้
ต้นตอของวิกฤตนี้ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารและรัฐบาลของอิหร่าน อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อการเดินเรือทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันทางทะเลราว 25% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกราว 20% ของโลก นับแต่นั้นสถานการณ์ก็พัฒนาไปสู่สิ่งที่ The Guardian เรียกว่า “การปิดล้อมสองทาง” (dual blockade) โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ขณะที่อิหร่านปิดล้อมอ่าวเปอร์เซีย
NBC News รายงานว่า การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ขณะที่เตหะรานยังคงใช้ช่องแคบเป็นไพ่ต่อรองด้วยการขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่พยายามผ่านเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้านนายโมห์เซน เรซาอี เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน ขู่จะ “หยุดการไหลของน้ำมัน” ออกจากช่องแคบหากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมกับปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ท่ามกลางความตึงเครียด เริ่มปรากฏสัญญาณรอยร้าวภายในผู้นำอิหร่าน โดยประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ยอมรับว่าเตหะราน “ไม่สามารถทำสงครามต่อไปได้ตลอดกาล” และออกมาปกป้องข้อตกลงที่บรรลุกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน แม้จะสวนทางกับท่าทีของผู้นำสูงสุด ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าอิหร่านกำลัง “ล่มสลาย” และพยายามลดทอนผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเรียกความขัดแย้งนี้ว่าเป็นเพียง “ทางอ้อมเล็กน้อย” พร้อมให้คำมั่นว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงในไม่ช้า
3. ราคาน้ำมัน–ทองคำผันผวนหนัก สินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นสมรภูมิสะท้อนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นกระจกสะท้อนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ชัดเจนที่สุด Trading Economics รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลงมาซื้อขายต่ำกว่า 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม ลดลงราว 2.3% จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ราว 92.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Forbes Advisor รายงานราคาสัญญาล่วงหน้าเบรนท์ที่ราว 93.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ลงมาอยู่ที่ราว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แม้ราคาจะย่อลงในระยะสั้น แต่เมื่อมองภาพรวมทั้งปีจะเห็นว่าน้ำมันเบรนท์ยังปรับขึ้นราว 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าตลาดยังคง “ตั้งราคาความเสี่ยง” จากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามอิหร่านไว้ในระดับสูง การที่ราคาย่อลงในวันจันทร์เป็นผลจากความกังวลว่ามาตรการคว่ำบาตรของเบสเซนต์อาจเร่งหรือชะลอการคลี่คลายความขัดแย้ง ซึ่งนักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน
ในฝั่งโลหะมีค่า ราคาทองคำยังยืนแข็งแกร่งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาสัญญาล่วงหน้าทองคำเคลื่อนไหวเหนือระดับ 4,600–4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งด้านการค้าและสงคราม สำหรับนักลงทุนไทย ทองคำจึงยังเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ แม้ราคาในรูปเงินบาทจะได้รับอิทธิพลจากทิศทางค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงจนกระทบการขนส่งพลังงานเป็นวงกว้าง ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผ่านต้นทุนไปยังภาคขนส่ง ภาคการผลิต และเงินเฟ้อทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ
4. อินเดียในวงล้อมภาษี 50% ศึกน้ำมันรัสเซียลามถึงเอเชีย จับตาบทเรียนถึงไทย
อีกด้านของสมรภูมิเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเอเชียโดยตรงคือกรณีอินเดีย ซึ่งกำลังถูกสหรัฐฯ กดดันหนักจากการนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซีย FXStreet อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ ING ระบุว่า ภาษีทุติยภูมิ (secondary tariffs) อัตรา 25% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากอินเดียกรณีซื้อน้ำมันรัสเซีย มีแนวโน้มสูงที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) อีก 25% ก่อนหน้า จะทำให้ภาระภาษีรวมของอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับ 50% หนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดที่วอชิงตันเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้า
ข้อมูลสะท้อนว่าการพึ่งพาน้ำมันรัสเซียของอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนของรัสเซียในมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 48.6% ในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากราว 2.8% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อย่างไรก็ตาม ส่วนลดราคาน้ำมันรัสเซียได้แคบลงอย่างชัดเจน จากราว 77.7 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนเมษายน เหลือเพียง 10.6 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนมิถุนายน ทำให้ข้อได้เปรียบด้านราคาที่เคยเป็นแรงจูงใจหลักเริ่มจางหายไป
ในเชิงกฎหมาย วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรที่มีชื่อว่า Lindsey O. Graham Sanctioning Russia and Iran Act of 2026 ด้วยคะแนน 86 ต่อ 12 ในการลงมติผ่านด่านแรก โดยกฎหมายนี้เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีสูงถึง 100% กับประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียในปริมาณมาก แม้ตัวกฎหมายจะไม่ได้ระบุชื่ออินเดียโดยตรง แต่ใช้เกณฑ์เชิงปริมาณการนำเข้าเป็นตัวกำหนด ซึ่งอินเดียเข้าข่ายอย่างชัดเจน
นายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมดี ของอินเดีย ยืนยันจุดยืนแข็งกร้าวว่าจะไม่ยอมประนีประนอมในผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก พร้อมเตือนว่า “แรงกดดันต่อเราอาจเพิ่มขึ้น แต่เราจะทนรับมันไว้” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอินเดียเรียกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ว่า “ไม่เป็นธรรมและไม่สมเหตุสมผล” บทเรียนนี้มีนัยสำคัญต่อประเทศในเอเชียรวมถึงไทย เพราะสะท้อนว่าการค้าและภูมิรัฐศาสตร์กำลังถูกผูกโยงเข้าด้วยกันมากขึ้น การตัดสินใจเชิงพลังงานของประเทศหนึ่งอาจนำมาซึ่งบทลงโทษทางการค้าที่คาดไม่ถึง
5. สงครามแร่หายากยังคุกรุ่น จีน–สหรัฐฯ ในภาวะ “สงบศึกเปราะบาง” ที่พร้อมปะทุทุกเมื่อ
แม้ความขัดแย้งการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะไม่ได้อยู่ในจุดเดือดเท่ากรณีแคนาดาหรืออิหร่านในขณะนี้ แต่ก็ยังอยู่ในภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “สงบศึกทางยุทธวิธี” (tactical truce) มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริง Foreign Policy และ Al Jazeera รายงานว่า ตลอดปี 2569 ทั้งสองมหาอำนาจสลับกันงัดข้อผ่านมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare earths) และการเพิ่มรายชื่อบริษัทเข้าบัญชีควบคุม
ก่อนหน้านี้จีนได้ตกลงระงับมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากที่ประกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2568 เป็นเวลาหนึ่งปีจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงลดความตึงเครียดหลังการพบกันระหว่างผู้นำทรัมป์กับสี จิ้นผิง Coface ประเมินว่า ข้อตกลงดังกล่าวช่วยลดอัตราภาษีรวมที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าจีนจาก 41% เหลือ 31% และช่วยหนุนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนขึ้นเล็กน้อยราว 0.2 จุด มาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569
อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางยังคงอยู่ เพราะข้อพิพาทสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และแร่หายาก ยังไม่ได้รับการแก้ไข ข้อมูลจาก CSIS ชี้ให้เห็นภาพสะเทือนใจว่า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการ แต่จีนส่งออกแร่อิตเทรียม (yttrium) ไปยังสหรัฐฯ เพียง 17 ตันในช่วง 8 เดือนระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2568 เทียบกับ 333 ตันในช่วง 8 เดือนก่อนหน้าการควบคุม สะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานแร่ยุทธศาสตร์ยังคงเปราะบางอย่างยิ่งในยามที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น
สำหรับนักลงทุนที่สนใจกลุ่มเทคโนโลยี ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ประเด็นแร่หายากถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการหยุดชะงักของอุปทานแม้เพียงระยะสั้นก็อาจกระทบต้นทุนและกำลังการผลิตของบริษัทชั้นนำระดับโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
6. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำนิวไฮท่ามกลางพายุ เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ก.ย. หนุนสินทรัพย์เสี่ยง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 7,674.37 จุด เพิ่มขึ้น 0.43% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 26,180.45 จุด เพิ่มขึ้น 0.43% เช่นกัน ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones) เพิ่มขึ้น 517.80 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 53,277.01 จุด โดยหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์เป็นแรงหนุนสำคัญหลังบริษัทยาอย่างโมเดอร์นาและเมอร์คเปิดเผยผลการทดลองทางคลินิกที่ประสบความสำเร็จ
ปัจจัยหนุนสำคัญที่ตลาดจับตาคือการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่แจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) โดยในปีนี้สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ซึ่งตลาดคาดหวังความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยและประเด็นความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคมไม่มีการประชุมของคณะกรรมการเฟด ทำให้ถ้อยแถลงจากเวทีแจ็กสัน โฮลมีน้ำหนักต่อการกำหนดทิศทางตลาดเป็นพิเศษ
ตลาดกำลังตั้งราคาความน่าจะเป็นสูงถึงกว่า 85% ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องระวังแรงกดดันเงินเฟ้อจากมาตรการภาษี ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อภาษีนำเข้าเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าที่พึ่งพาการนำเข้าสูง เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น และรองเท้า
ในมุมมองระยะยาว Tax Foundation ประเมินว่า มาตรการภาษีนำเข้าทั้งหมดที่บังคับใช้และมีกำหนดบังคับใช้ จะฉุด GDP ของสหรัฐฯ ในระยะยาวลงราว 0.4% ลดทุนสะสม (capital stock) ลง 0.3% และลดชั่วโมงการทำงานเทียบเท่าตำแหน่งงานเต็มเวลาราว 345,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกันคาดว่าจะสร้างรายได้ภาษีราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในกรอบ 10 ปี สะท้อนภาพ “ดาบสองคม” ของนโยบายภาษีที่สร้างรายได้ให้รัฐแต่แลกมาด้วยต้นทุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
7. บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: 5 ประเด็นที่ต้องจับตาและกลยุทธ์รับมือ
จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “เศรษฐกิจ” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” ผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก สำหรับนักลงทุนไทย แม้เราจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้งโดยตรง แต่แรงกระเพื่อมเหล่านี้ส่งผลถึงพอร์ตการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผ่านช่องทางราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท ทิศทางดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญและแนวทางรับมือได้ดังนี้
ประการแรก — ความเสี่ยงด้านพลังงานและเงินเฟ้อ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามอิหร่านเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งต่อราคาน้ำมัน ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิจะได้รับผลกระทบโดยตรงหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งจะกดดันต้นทุนภาคขนส่ง ภาคการผลิต และเงินเฟ้อในประเทศ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด และพิจารณากระจายการลงทุนไปยังกลุ่มพลังงานหรือสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงเป็นการป้องกันความเสี่ยง
ประการที่สอง — โอกาสจากการปรับพอร์ตหนีความเสี่ยง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่โดดเด่นในภาวะเช่นนี้ โดยราคายืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนไทยสามารถใช้ทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง แต่ต้องคำนึงถึงทิศทางค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ที่มีผลต่อราคาทองในรูปเงินบาทด้วย
ประการที่สาม — อานิสงส์จากเฟดลดดอกเบี้ย แนวโน้มที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนด้วยความน่าจะเป็นกว่า 85% ถือเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นไทย เพราะดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ลดลงมักหนุนให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ควรระวังว่าหากเงินเฟ้อจากภาษีเร่งตัวขึ้น เฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งจะสร้างความผันผวนระลอกใหม่
ประการที่สี่ — บทเรียนจากอินเดียและห่วงโซ่อุปทาน กรณีอินเดียถูกเก็บภาษี 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย เป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศในเอเชียอาจถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิภาษีได้จากการตัดสินใจเชิงพลังงานหรือการค้า นักลงทุนที่ถือหุ้นบริษัทส่งออกหรือบริษัทที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ควรประเมินความเสี่ยงด้านนโยบายการค้าเข้าไปในการวิเคราะห์ด้วย
ประการที่ห้า — ความเสี่ยงแร่หายากต่อหุ้นเทคและ EV การสงบศึกที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในประเด็นแร่หายาก เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนไทยจำนวนมากถือครองผ่านกองทุนต่างประเทศ การกระจายการลงทุนและไม่กระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ
โดยสรุป ช่วงเวลานี้เป็นบททดสอบสำคัญของนักลงทุนในการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงผิดปกติ หลักการพื้นฐานอย่างการกระจายการลงทุน (diversification) การถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน และการติดตามข่าวสารเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ท่ามกลางโลกที่ “สงครามการค้า” และ “สงครามจริง” กำลังหลอมรวมเป็นความเสี่ยงเดียวกันมากขึ้นทุกที
ทั้งนี้ ข้อมูลและบทวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น มิใช่คำแนะนำในการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
