เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

นักลงทุนจำนวนมาก—including ผู้เขียนต้นฉบับ—เคยมีมุมมองเชิงลบต่อ Palantir Technologies มาโดยตลอด สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ราคา” ที่ดูเหมือนจะสะท้อนอนาคตไปหมดแล้ว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Palantir ถูกซื้อขายที่ระดับ valuation สูงมาก เช่น 40 เท่า 60 เท่า หรือแม้แต่ 80 เท่าของรายได้ (revenue multiple) ซึ่งในมุมของนักลงทุนสายพื้นฐานแบบดั้งเดิม ถือว่า “เกินเหตุผล” และมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการเติบโตระดับสุดขั้วเพื่อรองรับราคา

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการโฟกัสที่ “ตัวเลข valuation” ไปสู่การวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้า” และ “การใช้งานจริงของเทคโนโลยี”

สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่:

“ถ้าบริษัทสามารถสร้าง value จริงในระดับที่เปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรได้”
“valuation ที่ดูแพง อาจไม่แพงก็ได้”

โมเดล AIP Boot Camp: เปลี่ยนวิธีขายซอฟต์แวร์องค์กร

หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Palantir คือวิธีการนำเสนอและขายผลิตภัณฑ์ AI Platform (AIP) ซึ่งแตกต่างจากบริษัทซอฟต์แวร์องค์กรแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน

แนวทางเดิมของ SaaS

โดยทั่วไป บริษัทซอฟต์แวร์จะ:

  • ส่งทีมขาย (sales) เข้าไปพรีเซนต์
  • ใช้ slide deck อธิบายฟีเจอร์
  • เสนอ demo ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

ข้อเสียคือ:

  • ลูกค้าไม่เห็น “ของจริง”
  • ต้องใช้เวลานานในการ evaluate
  • มีความเสี่ยงในการตัดสินใจผิด

โมเดล Boot Camp ของ Palantir

Palantir เปลี่ยนเกมด้วยการใช้ “Boot Camp” ซึ่งเป็น workshop แบบเข้มข้น:

  • ให้ทีมของลูกค้าเข้ามาทำงานร่วมกับ Palantir
  • ใช้ข้อมูลจริงขององค์กร
  • สร้าง AI workflow ที่ใช้งานได้จริง

วิเคราะห์เชิงลึกแต่ละจุดเด่น

  • ลด Sales Cycle อย่างมหาศาล:
    จากเดิมที่องค์กรอาจใช้เวลา 3–6 เดือนในการทดลองและประเมินระบบ
    Boot Camp สามารถย่นระยะเวลาเหลือเพียงไม่กี่วัน เพราะลูกค้า “เห็นผลลัพธ์จริงทันที”
  • ลดความเสี่ยงของลูกค้า:
    แทนที่จะต้องเชื่อคำพูดของเซลส์ ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานกับ data จริงของตัวเอง ทำให้มั่นใจมากขึ้นก่อนเซ็นสัญญา
  • สร้าง Engagement สูง:
    ลูกค้ามีส่วนร่วมในการสร้าง solution เอง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership) และเพิ่มโอกาสในการใช้งานต่อ
  • โมเดล Land and Expand:
    เริ่มจากดีลเล็ก เช่น license จำนวนจำกัด → เมื่อเห็นผลลัพธ์ → ขยายการใช้งานทั่วองค์กร

Insight เชิงกลยุทธ์

นี่คือการเปลี่ยน paradigm จาก: “ขายซอฟต์แวร์” → “ขายผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Outcome)” ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของ enterprise AI ในอนาคต

Use Case จริง: AI ออกจาก Lab สู่โลกธุรกิจจริง

ในงาน AIPCon 9 ปี 2026 Palantir แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไป

ตัวอย่างพร้อมวิเคราะห์

  • กองทัพเรือสหรัฐ:
    ใช้ AI เพื่อเพิ่ม visibility ในโครงการต่อเรือ
    → ลดความเสี่ยงด้านงบประมาณและ timeline
    → ปรับปรุงการตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่
  • Tampa General Hospital:
    ใช้ AI บริหาร flow ของผู้ป่วยแบบ real-time
    → ลด bottleneck
    → เพิ่มคุณภาพการรักษา
  • Freedom Mortgage:
    ใช้ AI streamline loan process
    → ลดเวลาการอนุมัติ
    → เพิ่ม efficiency และลดต้นทุน
  • Centrus Energy:
    ใช้ AI ในการขยายกำลังผลิต uranium
    → optimize project execution
    → ลดความเสี่ยงของ delay

Insight สำคัญ

องค์กรเหล่านี้:

  • ไม่ใช่ tech company
  • ไม่เคยใช้ AI มาก่อนในระดับลึก

นี่แสดงว่า:AI กำลังเปลี่ยน “อุตสาหกรรมดั้งเดิม” ไม่ใช่แค่ tech sector

การเติบโตของธุรกิจ: ไม่ใช่แค่ดี แต่ “ผิดปกติ”

ตัวเลขของ Palantir:

  • U.S. Commercial Revenue โต 109% ในปี 2025
  • Q4 โต 137%
  • คาดปี 2026 โต >115%

วิเคราะห์เชิงลึก

  • การเติบโตระดับนี้ “หาได้ยากมาก” ในบริษัทที่มีขนาดใหญ่แล้ว
  • แสดงว่า demand สำหรับ AI enterprise solution กำลัง “ระเบิด”
  • Palantir อยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์โดยตรง

เทคโนโลยี AI Engineer: Game Changer ตัวจริง

หนึ่งใน innovation สำคัญคือ AI agent ที่สามารถ:

  • ทำ migration ระบบ SAP
  • จาก ECC → S/4HANA
  • ภายใน 2 สัปดาห์

เปรียบเทียบแบบละเอียด

วิธีเดิมPalantir AI
ใช้เวลา 1–3 ปีใช้เวลา ~2 สัปดาห์
ใช้ทีมขนาดใหญ่ใช้ AI automation
ต้นทุนหลายสิบล้านต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

วิเคราะห์

นี่คือ:

  • ไม่ใช่ incremental improvement
  • แต่เป็น “order of magnitude change”

หรือเรียกง่าย ๆ ว่า: เปลี่ยนเกมทั้งอุตสาหกรรม

Data Control: Moat ที่แท้จริง

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ:
Palantir ไม่ได้แข่งแค่เรื่อง AI capability

แต่แข่งที่: “ใครควบคุม data ได้ดีกว่า”

จุดเด่น

  • รองรับ private cloud
  • รองรับ on-premise
  • ไม่บังคับใช้ shared infrastructure

ทำไมสำคัญ?

ในโลกที่:

  • กฎหมาย data privacy เข้มขึ้น
  • defense sector ต้องการความปลอดภัยสูง

ความสามารถนี้กลายเป็น:

  • “ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง”
  • และเป็น moat ที่ยากจะลอกเลียน

Valuation: ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Palantir:

  • ~45x forward sales
  • ~73x trailing sales

วิเคราะห์เชิงนักลงทุน

  • สำหรับสาย value → แพงมาก
  • สำหรับสาย growth → อาจสมเหตุสมผล

แนวคิด “Great Repricing”

ผู้เขียนเสนอว่า: Repricing ไม่ได้หมายถึงราคาลด
แต่หมายถึง “ธุรกิจโตทันราคา”

ตัวเลขสนับสนุน

  • Revenue 2026: ~$7.1–7.2B
  • Growth ~61%
  • Rule of 40 >118%

วิเคราะห์

Rule of 40 >100%:

  • ถือว่า “exceptional”
  • แสดง balance ระหว่าง growth และ profitability

มุมมองนักลงทุน: ควรซื้อหรือไม่?

จุดแข็ง (Expanded)

  • Growth สูงมาก:
    รองรับ valuation ได้
  • Use case จริง:
    ไม่ใช่แค่ hype
  • Moat ชัด:
    โดยเฉพาะ data control

ความเสี่ยง (Expanded)

  • Valuation sensitivity:
    หาก growth ชะลอ ราคาอาจปรับแรง
  • Competition:
    จาก big tech เช่น AI platform อื่น
  • Macro risk:
    หากเศรษฐกิจชะลอ budget IT อาจลด

บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน

  • อย่าดูแค่ PE หรือ revenue multiple
  • ต้องเข้าใจ business model
  • ต้องดู adoption จริง
  • ต้องประเมิน moat

บทสรุป

Palantir ไม่ใช่หุ้นราคาถูก
แต่เป็นหุ้นที่ “กำลัง redefine ตัวเอง”

จาก:

  • บริษัท data analytics
    → แพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กร

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่:
“มันแพงไหม?”

แต่คือ:
“มันกำลังสร้างตลาดใหม่ได้ใหญ่แค่ไหน?”

มุมมองสุดท้าย

แม้ The Motley Fool จะไม่ได้เลือก Palantir ใน Top 10

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า:

  • มันไม่ใช่โอกาส
  • เพียงแค่ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในมุมมองนั้น

สรุปสุดท้าย

ในยุค AI
ผู้ชนะไม่ใช่บริษัทที่มี model ดีที่สุด

แต่คือบริษัทที่:

  • เปลี่ยน AI → การใช้งานจริง
  • เปลี่ยนเทคโนโลยี → ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

และ Palantir กำลังพิสูจน์ว่า
มันอาจเป็นหนึ่งในบริษัทนั้น

Similar Posts

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

  • เจาะลึกราคาทองคำมหาโหด: วิเคราะห์จุดสูงสุดประวัติศาสตร์และแนวโน้ม “สงกรานต์เลือดหรือลาภ” ปี 2569

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกและตลาดทองคำไทยได้จารึกสถิติใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน เมื่อราคาทองคำพุ่งทะยานราวกับจรวดก่อนจะเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ บทความนี้จะวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในตลาดโลก (Gold Spot) และราคาทองคำแท่งของไทยอย่างเจาะลึก พร้อมบทวิเคราะห์แนวโน้มที่นักลงทุนต้องรู้ 1. อัปเดตราคาทองคำวันนี้ (9 เมษายน 2569) สถานการณ์ราคาทองคำในเช้าวันนี้เปิดตลาดมาด้วยการปรับตัวลงแรง หลังจากที่เมื่อวานนี้ (8 เมษายน) ตลาดเกิดความผันผวนอย่างหนักจนมีการประกาศราคาสลับไปมามากกว่า 50 ครั้ง ตารางราคาทองคำไทย (ประกาศครั้งที่ 1) ประเภททองคำ ราคารับซื้อ (บาท) ราคาขายออก (บาท) เปลี่ยนแปลง ทองคำแท่ง 96.5% 71,700 71,900 ↓ 600 ทองรูปพรรณ 96.5% 70,266 72,700 ↓ 600 วิเคราะห์ภาพรวม: แม้ราคาจะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของเมื่อวานที่เคยแตะระดับ 73,900 บาท (ทองรูปพรรณ) แต่ระดับราคาในปัจจุบันที่ 71,000 ปลายๆ ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา 2….

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปิดลบ หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน ฉุดความหวังหยุดยิงที่เปราะบาง

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่พลิกกลับมาปิดในแดนลบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากที่ในช่วงต้นเซสชันต่างพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง บรรยากาศการลงทุนที่ดูดีในช่วงเช้าต้องพลิกผันเมื่อมีรายงานออกมาว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ ในน่านน้ำเอเชีย และกำลังเปลี่ยนเส้นทางให้เรือเหล่านั้นออกจากตำแหน่งใกล้ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา ตามรายงานของแหล่งข่าวจากวงการเดินเรือและความมั่นคงเมื่อวันพุธ เหตุการณ์นี้จุดชนวนความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อต่อไปอีก และสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลงอาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์สู่แรงกดดันในช่วงบ่าย ก่อนที่ข่าวดังกล่าวจะออกมา บรรยากาศในตลาดเอเชียช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีนั้นมีความสดใสอย่างน่าประทับใจ ตลาดหุ้นทั้งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงซื้อขายเช้า โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในคืนก่อนหน้า หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่กับผลประกอบการขององค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านและความไม่แน่นอนทางการทูตแพร่กระจายออกไป แรงขายก็เข้ามากดดันตลาดทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้ตลาดส่วนใหญ่หมดแรงและกลับมาปิดในแดนลบ ซับซ้อนของความขัดแย้ง: สงคราม การทูต และน้ำมัน หัวใจของความผันผวนในรอบนี้อยู่ที่พัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินไปพร้อมกันหลายแนวรบ ในด้านการทูต Trump ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์เมื่อวันอังคาร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะรัฐบาลของเตหะรานนั้น “แตกแยกอย่างร้ายแรง” และกล่าวใน Truth Social ว่า “เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านแตกแยกกันอย่างรุนแรง ตามคำขอของจอมพล Asim Munir และนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif แห่งปากีสถาน เราได้รับการขอร้องให้ชะลอการโจมตีต่ออิหร่านออกไปจนกว่าผู้นำและตัวแทนของพวกเขาจะสามารถมาพร้อมกับข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ” การหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าอิหร่านจะยื่นข้อเสนอหรือการเจรจาจะสิ้นสุดลง ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไปอย่างต่อเนื่อง…

  • ผลประกอบการ Mag 7 และวาระสุดท้ายของ Powell: สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแข็งแกร่งในวันศุกร์และ Nvidia ทำสถิติราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับมือกับสัปดาห์ที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญมากที่สุดแห่งฤดูกาลประกาศผลประกอบการนี้ ทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกที่กำลังจะออกมาพร้อมกัน ภาพรวมตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะมองไปข้างหน้า ย้อนดูตัวเลขจากสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อน ดัชนี S&P 500 ปิดวันศุกร์บวก 0.8% และทำกำไรได้ 0.6% ตลอดสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq ซึ่งเน้นหนักในกลุ่มเทคโนโลยีปิดวันศุกร์พุ่งขึ้นถึง 1.6% และสร้างผลตอบแทน 1.5% ตลอดช่วงห้าวันซื้อขาย ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปิดวันศุกร์ลดลง 0.2% และทำผลตอบแทนติดลบ 0.4% ตลอดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นในวงกว้าง สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่มีความแน่นอน และนักลงทุนจำนวนมากยังรู้สึกอึดอัดกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น แต่ในสัปดาห์นี้ตลาดจะมีปัจจัยขับเคลื่อนอื่นๆ มากมายที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญของตลาด และในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดคำถามใหม่ที่ยังไม่มีคำตอบ ไฮไลต์ปฏิทินเหตุการณ์สัปดาห์นี้ สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับนักลงทุน ด้วยเหตุการณ์ใหญ่ที่ซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ Magnificent Seven เปิดบัญชีพร้อมกันวันพุธ จุดสนใจหลักของสัปดาห์คือผลประกอบการไตรมาสแรกจาก ห้าในเจ็ด บริษัทกลุ่ม Magnificent Seven…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *