GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม
| |

GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568

ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์

การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน ตามด้วย 23 เมษายน และล่าสุดคือ 7 พฤษภาคม รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะ ETF XRP เท่านั้น แต่กองทุน Leverage ทั้งแปดกองของ GraniteShares ซึ่งครอบคลุม Long 3 เท่าและ Short 3 เท่าสำหรับ Bitcoin, Ethereum, Solana และ XRP ล้วนถูกเลื่อนไปยังวันที่ 7 พฤษภาคมพร้อมกันทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ชัดเจนว่า SEC กำลังพิจารณาถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของ Leverage 3 เท่าโดยรวม ไม่ใช่ข้อกังวลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง

บทเรียนจาก ProShares: เส้นทางที่ GraniteShares ไม่อยากเดินซ้ำ

การเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้านทานทางกฎหมายที่เคยยุติความฝันของ ProShares ในการเปิดตัว ETF คริปโตแบบ 3 เท่ามาแล้ว

ในเดือนธันวาคม 2568 SEC ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึง ProShares, Direxion และ Tidal Financial โดยอ้างถึง Rule 18f-4 ซึ่งกำหนดเพดาน Leverage ของกองทุนไว้ที่ 200% ซึ่งทำให้การสร้าง ETF ที่ให้ผลตอบแทน 300% ของการเคลื่อนไหวรายวันนั้นขัดต่อกฎหมายโดยตรง ผลที่ตามมาคือ ProShares ต้องถอน ETF คริปโตแบบ 3 เท่าทั้งหมดออกไป รวมถึงผลิตภัณฑ์ XRP 3 เท่าที่มีโครงสร้างแทบเหมือนกันกับที่ GraniteShares กำลังพยายามเปิดตัวอยู่ในขณะนี้

กรณีของ ProShares จึงเป็นกรอบอ้างอิงที่สำคัญสำหรับการประเมินโอกาสของ GraniteShares เพราะหาก SEC ยังคงยึดมั่นในการตีความ Rule 18f-4 แบบเดิม ผลลัพธ์อาจไม่แตกต่างกันมากนัก

ขีดจำกัดที่ทำได้: บทเรียนจาก Teucrium และ 2x Leverage

ในขณะที่ 3x Leverage ยังเป็นเรื่องที่ SEC ยังไม่ยินยอม ตลาดได้พิสูจน์แล้วว่า 2x Leverage นั้นทำได้ภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน

Teucrium เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยบริษัทสามารถเปิดตัว ETF XRP Daily แบบ Long 2 เท่า บน NYSE Arca ได้สำเร็จในเดือนเมษายน 2568 และต่อมาสามารถสร้างฐานสินทรัพย์ได้มากกว่า 440 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่มีอยู่จริงและแข็งแกร่ง สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ETF ทั่วไป แต่ยังคงอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายยอมรับ

ความสำเร็จของ Teucrium จึงเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งมันพิสูจน์ว่านักลงทุนสหรัฐฯ ต้องการผลิตภัณฑ์ Leverage คริปโต แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เน้นย้ำว่าช่องว่างระหว่าง 2x และ 3x ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นเส้นแบ่งทางกฎหมายที่ SEC ยังไม่พร้อมจะก้าวข้าม

สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับหาก ETF เหล่านี้เปิดตัวสำเร็จ

หาก GraniteShares สามารถฝ่าด่าน SEC ได้สำเร็จ ผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าสู่ตลาดมีโครงสร้างที่น่าสนใจอย่างมาก

GraniteShares 3x Long XRP Daily ETF จะให้ผลตอบแทน 300% ของการเคลื่อนไหวรายวันของ XRP โดยใช้สัญญา Swap และ Futures เป็นเครื่องมือ และชำระราคาทั้งหมดด้วยเงินสด โดยไม่มีการถือครอง XRP จริงเลยแม้แต่น้อย

GraniteShares 3x Short XRP Daily ETF จะให้ผลตอบแทน 300% ของการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามรายวัน ซึ่งจะทำให้นักลงทุนค้าปลีกสหรัฐฯ มีเครื่องมือที่มีการกำกับดูแลชัดเจนในการ Short XRP ด้วย Triple Leverage ผ่านบัญชีโบรกเกอร์ทั่วไปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงได้ในรูปแบบที่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ

GraniteShares Advisors LLC จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน โดยมี Jeff Klearman และ Ryan Dofflemeyer เป็นผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ

สัญญาณความต้องการจากตลาด: เงินไหลเข้า XRP ETF ต่อเนื่อง

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ GraniteShares ยังคงเดินหน้าต่อสู้แม้จะเผชิญกับการเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือสัญญาณความต้องการจากตลาดที่ชัดเจนและแข็งแกร่ง

Spot XRP ETF มีเงินไหลเข้าสะสมรวมมากกว่า 1.24 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และความต้องการยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ความต้องการ XRP ETF พุ่งถึง จุดสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ มีเงินไหลเข้าสูงถึง 17.11 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า GraniteShares กำลังพยายามต่อยอดจากกระแสความต้องการที่มีอยู่แล้วในตลาด Spot XRP ETF เข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งมีศักยภาพตลาดที่ใหญ่กว่ามากหากได้รับอนุมัติ

ความผันผวนของ XRP: ปัจจัยที่ SEC อาจนำมาคิด

หนึ่งในข้อกังวลที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอนุมัติของ SEC คือระดับความผันผวนของ XRP ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในบรรดาสินทรัพย์ทั้งสี่ที่ครอบคลุมในเอกสารยื่นของ GraniteShares

ความผันผวนทางประวัติศาสตร์แบบ Annualized ของ XRP ในช่วงปี 2563-2568 อยู่ที่ 95.5% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดา Bitcoin, Ethereum, Solana และ XRP ทั้งหมด ความผันผวนในระดับนี้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทน 3 เท่าของ XRP รายวัน อาจมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงมากพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญให้กับนักลงทุนรายย่อยที่ไม่เข้าใจกลไกของผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างถ่องแท้ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณโปรไฟล์ความเสี่ยงของ SEC ในการพิจารณาว่าจะอนุมัติผลิตภัณฑ์นี้หรือไม่

7 พฤษภาคม: บทพิสูจน์ที่ตลาดรอดู

วันที่ 7 พฤษภาคม จึงกลายเป็นจุดทดสอบสำคัญที่ทั้งวงการจับตามอง ผลลัพธ์จะมีเพียงสองทาง

หาก GraniteShares เปิดตัวได้จริงในวันที่ 7 พฤษภาคม การเลื่อนทั้งห้าครั้งจะถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการปกติทางขั้นตอน สอดคล้องกับวิธีที่ Volatility Shares ใช้นำทาง ETF XRP แบบ 2 เท่าของตนผ่านกระบวนการกำกับดูแล และ GraniteShares จะกลายเป็นบริษัทแรกที่สามารถนำ ETF คริปโตแบบ 3 เท่ามาสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

แต่หากมี การเลื่อนครั้งที่หก สัญญาณนั้นจะชัดเจนมากว่า SEC กำลังเดินในทิศทางเดียวกับที่เคยทำกับ ProShares และผลิตภัณฑ์ XRP แบบ 3 เท่าอาจไม่มีทางเปิดตัวในปี 2569 เลย

บทสรุป: ความท้าทายที่ใหญ่กว่าแค่การเลื่อนวันเปิดตัว

เรื่องราวของ GraniteShares ไม่ได้เป็นแค่การต่อสู้ของบริษัทกองทุนเดียวกับหน่วยงานกำกับดูแล แต่เป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งที่ลึกกว่านั้นระหว่าง นวัตกรรมทางการเงินที่ต้องการก้าวไปข้างหน้า กับ กรอบกฎหมายที่ยังคงระมัดระวังในการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย

ความต้องการของตลาดชัดเจนและวัดได้ ศักยภาพของผลิตภัณฑ์นี้ในการเปิดโอกาสใหม่ให้นักลงทุนก็ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ในท้ายที่สุด คำตอบจะมาจาก SEC และการตีความของ Rule 18f-4 ว่าจะยืดหยุ่นหรือยังคงยึดมั่นในเส้นแบ่ง 200% เหมือนเดิม

ทุกสายตาในวงการคริปโตกำลังมุ่งไปที่ 7 พฤษภาคม และคำตอบที่ได้จะไม่ใช่แค่เรื่องของ GraniteShares เท่านั้น แต่จะเป็นบรรทัดฐานที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม ETF คริปโตในสหรัฐฯ ไปอีกนานหลายปี

Similar Posts

  • วิเคราะห์หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งรับแรงเทขายบิ๊กเทค AI เงินทุนหมุนเข้ากลุ่ม Value หุ้นปันผลสูง

    สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Wall Street) ล่าสุดประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ปิดตลาดในแดนลบสลับผันผวนอย่างรุนแรง โดยดัชนีหลักทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ถูกกดดันอย่างหนักจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเคยกุมบังเหียนตลาดขาขึ้นมาอย่างยาวนาน ทว่าการปรับตัวลดลงในครั้งนี้กลับสวนทางกับภาพรวมของตลาดที่หุ้นกว่า 3 ใน 5 ตัวในดัชนี S&P 500 ยังคงสามารถปิดในแดนบวกได้ เนื่องจากนักลงทุนขยับเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นดั้งเดิม (Value Stocks) และหุ้นขนาดเล็ก (Small-cap) หลังจากมีการเปิดเผย ข้อมูลดัชนีภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมิถุนายนที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้อัตราการว่างงานดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดของวันที่ 4.50% มาอยู่ที่ 4.46%-4.47% เปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือลดความเข้มงวดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ลง ดัชนี…

  • น้ำมัน ทองคำ เงิน ปี 2026: วิกฤตฮอร์มุซ กดดันตลาดโภคภัณฑ์โลก

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุหมุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดที่ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะดิ่งลงมาสู่ระดับ 90 ดอลลาร์ท่ามกลางความหวังการหยุดยิง ขณะที่ทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี ก่อนปรับตัวลงมาซื้อขายที่ราว 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน และเงินเคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ก่อนย่อลงมาอยู่ที่ประมาณ 74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่อยู่ภายใต้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง และบีบบังคับให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์การจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างเร่งด่วน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ตัวการหลักที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก หัวใจของวิกฤตพลังงานในปี 2026 อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบที่สุดและสำคัญที่สุดบนโลก ณ จุดแคบที่สุดของช่องแคบ ช่องทางเดินเรือสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันนั้นกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ในแต่ละทิศทาง แต่ผ่านเส้นทางนี้คือการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใต้สภาวะปกติ คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานน้ำมันโลกทั้งหมด เมื่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ประกาศยืนหยัดที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปเพื่อใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงขึ้นกว่า 9% ในทันที ผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่ส่งไปทั่วโลก ปริมาณการจราจรผ่านช่องแคบหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง โดยมีเรือผ่านไม่เกิน 5…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮแล้วสะดุด: ดาวโจนส์ทะลุ 53,000 จุด ก่อนเจอแรงกดจากชิป-สงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์แรกของไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยอารมณ์ที่สวิงรุนแรงผิดปกติ จากบรรยากาศคึกคักที่ผลักดันดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 53,000 จุดในวันจันทร์ กลายเป็นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงสองวันทำการถัดมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้แนวโน้มใหญ่ของตลาดยังเป็นขาขึ้น แต่ความเปราะบางใต้พื้นผิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาหุ้นเทคโนโลยีถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับมาทวงบทบาทอีกครั้ง ภาพรวมของสัปดาห์นี้เล่าเรื่องราวสามองก์ที่ชัดเจน องก์แรกคือความเชื่อมั่นในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หวนกลับมาหนุนตลาดในวันจันทร์ องก์ที่สองคือการเทขายหุ้นชิปครั้งใหญ่หลังผลประกอบการของ Samsung และข่าวการพัฒนาชิป AI ของ DeepSeek และองก์ที่สามคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” พร้อมสั่งโจมตีทางทหารรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและกดดันดัชนีดาวโจนส์ให้ร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพุธ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญทีละวัน วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง พร้อมประเมินผลกระทบที่จะส่งตรงถึงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งในมิติของค่าเงินบาท ราคาทองคำ และทิศทางของตลาดหุ้นไทย ไทม์ไลน์สามวันแห่งความผันผวน: จากนิวไฮสู่แรงเทขาย เปิดตลาดวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังตลาดปิดทำการในวันชาติสหรัฐฯ หุ้นวอลล์สตรีทเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวกจากสัปดาห์ก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.72% ปิดที่ 7,537.43 จุด ดัชนี Nasdaq…

  • |

    CEO ธนาคารใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดใจ สิ่งที่ทำให้เธอนอนไม่หลับทุกคืน

    ในโลกที่ความเสี่ยงทางการเงินมักถูกมองว่ามาจากความผันผวนของตลาด ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Tan Su Shan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DBS ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับชี้ไปที่ภัยคุกคามที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในสายตาของเธอกำลังกลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ของโลกยุคนี้ Tan เปิดเผยมุมมองดังกล่าวกับ CNBC ที่ขอบเวทีงานประชุมประจำปี CONVERGE LIVE ในสิงคโปร์ โดยพูดถึงสิ่งที่รบกวนจิตใจเธอมากที่สุดในฐานะผู้นำสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในยุคที่ภัยคุกคามทางดิจิทัลกำลังพัฒนาและซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน “ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ฉันคิดว่าสงครามใหม่คือไซเบอร์ สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นนอนตอนกลางคืนคือไซเบอร์ มันคือใครจะโจมตีใคร และมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ผู้คนจะได้รับผลกระทบอย่างไร” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง คำเตือนของ Tan ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความกังวลเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่สถาบันการเงินทั่วโลกมองและรับมือกับความเสี่ยง ขณะที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังพันกันอย่างแนบแน่นกับภูมิรัฐศาสตร์และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ “ไม่เชื่อใคร ไม่ไว้ใจสิ่งใด” ปรัชญาการรับมือไซเบอร์ของ DBS สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือวิธีที่ DBS เลือกรับมือกับภัยคุกคามนี้ในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนในซอฟต์แวร์ป้องกันขั้นสูง แต่เป็นการปลูกฝัง วัฒนธรรมองค์กร ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความระแวดระวังอย่างมีสติ “ไม่ตั้งสมมติฐาน ไม่ไว้ใจสิ่งใด ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น” Tan อธิบายหลักคิดที่ DBS นำมาใช้ภายในองค์กร ซึ่งฟังดูรุนแรง แต่เธอมองว่านี่คือสิ่งจำเป็นในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงทางไซเบอร์มีความต่อเนื่องและพัฒนาไปตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุดพัก ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้ได้ถูกแปลงออกมาเป็นกิจกรรม…

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น)…

  • |

    หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น

    ราคาหุ้นของ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันจันทร์ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับ Australia ในการสร้างเรือรบฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3 ลำ ดีลดังกล่าวถือเป็น “การส่งออกเรือรบครั้งแรกในประวัติศาสตร์” ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับกองทัพเรือออสเตรเลียในปี 2029 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นของ MHI ปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 75% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต บทวิเคราะห์: ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น การที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกเรือรบได้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงดีลเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ: ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นการ “เปิดตลาดโลก” ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในระยะยาว รายละเอียดของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของออสเตรเลียในการพัฒนากองเรือฟริเกตจำนวน 11 ลำ ซึ่งมีงบประมาณรวมสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *