เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน
|

เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ

สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ

รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก เพื่อฉายภาพว่าเศรษฐกิจโลก ณ กลางเดือนกรกฎาคม 2569 กำลังยืนอยู่ตรงไหน และเงินลงทุนของคนไทยควรวางตำแหน่งอย่างไรในครึ่งปีหลังที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวเกินคาด จุดเปลี่ยนหรือเพียงจังหวะพัก

ตัวเลขที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดในสัปดาห์คือดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่าปรับตัว ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า นับเป็นการลดลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักจากการล็อกดาวน์โรคระบาด เมื่อเทียบเป็นรายปี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% จากระดับ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566

ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ CNBC รายงานว่านักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดการณ์ไว้ว่า CPI จะลดลงเพียง 0.2% ต่อเดือน และอัตราเงินเฟ้อรายปีจะอยู่ที่ 3.8% ขณะที่ผลสำรวจของ LSEG ที่อ้างอิงโดย Fox Business ให้ตัวเลขคาดการณ์รายเดือนไว้ที่ลบ 0.1% เท่านั้น การที่ตัวเลขจริงออกมาต่ำกว่าคาดทั้งกระดานจึงถูกตีความในทันทีว่าเป็นข่าวดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือองค์ประกอบพื้นฐาน หรือ Core CPI ซึ่งตัดหมวดอาหารและพลังงานออกไป ปรากฏว่าทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้อัตรารายปีลดลงมาอยู่ที่ 2.6% จาก 2.9% ในเดือนพฤษภาคม ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.9% ตัวเลขนี้มีความหมายมากสำหรับเฟด เพราะเป็นเครื่องชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้กระจายตัวออกจากหมวดพลังงานไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

เมื่อลงลึกในรายละเอียด จะเห็นว่าตัวขับเคลื่อนหลักของการชะลอตัวคือหมวดพลังงาน ดัชนีราคาพลังงานร่วงลง 5.7% ในเดือนเดียว ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 โดยราคาน้ำมันเบนซินลดลง 9.7% ในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเป็นรายปี ราคาพลังงานยังคงสูงกว่าปีก่อนถึง 15.7% และราคาเบนซินยังสูงกว่าปีก่อน 26.7% ซึ่งสะท้อนว่าฐานราคาที่ถูกดันขึ้นจากสงครามยังไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่หยุดเร่งตัวเท่านั้น

หมวดบริการซึ่งเป็นหมวดที่ผู้กำหนดนโยบายของเฟดจับตามากที่สุด เนื่องจากสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อระยะยาวได้ดีกว่าหมวดสินค้า ก็ผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน บริการที่ไม่รวมพลังงานทรงตัวในเดือนมิถุนายน โดยค่าที่พักอาศัยเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% และบริการขนส่งลดลง 0.3% เมื่อคิดเป็นรายปี เงินเฟ้อภาคบริการพื้นฐานอยู่ที่ 3.2% ลดลงจาก 3.4% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่สินค้าพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% เทียบกับ 1.1% ในเดือนก่อน

ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 0.2% เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ราคาเครื่องนุ่งห่มซึ่งอ่อนไหวทั้งต่อต้นทุนพลังงานและภาษีนำเข้าลดลง 0.6% รถยนต์ใหม่ทรงตัว ส่วนรถมือสองลดลง 0.2% และต่ำกว่าปีก่อนราว 2% อย่างไรก็ดี มีบางหมวดที่ยังส่งสัญญาณร้อนแรง เช่น ค่าโดยสารเครื่องบินที่แม้เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนมิถุนายน แต่ยังสูงกว่าปีก่อนถึง 26.5% ซึ่งสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยังไม่ปรับลดลงตาม

มาร์ก แซนดี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่าราคาในหลายหมวดที่ปรับลดลงแรงในเดือนมิถุนายน ทั้งเครื่องนุ่งห่ม ค่าไฟฟ้า บริการทางการแพทย์ และที่อยู่อาศัยที่แทบไม่ขยับ อาจมีส่วนของ ความผิดปกติของข้อมูล ปะปนอยู่ และเขาไม่คาดว่าแนวโน้มเหล่านี้จะดำเนินต่อไปในทุกหมวด ข้อสังเกตนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าตัวเลขเดือนเดียวยังไม่เพียงพอที่จะประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อ

จากมุมมองของการดำเนินนโยบาย ตัวเลขชุดนี้ลดโอกาสที่เฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าเมื่อ Core CPI ทรงตัวรายเดือนและอัตรารายปีลดลงเหลือ 2.6% ความเสี่ยงที่แรงกดดันราคาจะแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นความกังวลอันดับหนึ่งก่อนการประกาศ ได้ผ่อนคลายลง และสอดคล้องกับการคงดอกเบี้ยต่อในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม แม้อัตราพื้นฐานรายปีจะยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอยู่ก็ตาม

เฟดยุคเควิน วอร์ช: การสื่อสารแบบใหม่ที่ตลาดยังปรับตัวไม่ทัน

การเปลี่ยนผ่านผู้นำที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของปี 2569 เควิน วอร์ช เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ที่ครบวาระ และสิ่งที่เขาเปลี่ยนแปลงในทันทีไม่ใช่ระดับดอกเบี้ย แต่คือวิธีที่เฟดพูดกับตลาด

วอร์ชยกเลิกการให้ forward guidance หรือการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้าแบบดั้งเดิม และหันไปใช้แนวทางพึ่งพาข้อมูลล้วน ๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดพันธบัตรและมูลค่าหุ้น เพราะนักลงทุนสูญเสียแผนที่นำทางที่เคยใช้มาตลอดทศวรรษ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ครั้งแรกภายใต้การนำของเขาระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน แถลงการณ์หลังการประชุมถูกย่อลงเหลือประมาณหนึ่งในสามของความยาวปกติ และรายงานการประชุมที่เผยแพร่ในวันที่ 8 กรกฎาคมมีความยาวเพียง 14 หน้า สั้นกว่าที่เคยเป็น

CNBC รายงานว่ารายงานการประชุมเดือนมิถุนายนเผยให้เห็นความเห็นที่แตกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน กรรมการบางส่วนมองฉากทัศน์ที่เงินเฟ้อผ่อนคลายลงจนเปิดทางให้ลดดอกเบี้ยได้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองฉากทัศน์ที่ราคายังคงสูงต่อเนื่องจนต้องขึ้นดอกเบี้ย วอร์ชเองเรียกการถกเถียงครั้งนั้นว่าเป็น การทะเลาะกันในครอบครัว ซึ่งลงเอยด้วยมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นระดับที่ตรึงมาตลอดปี 2569

รายงานการประชุมยังระบุว่า กรรมการจำนวนมากเห็นว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม ณ สิ้นปีนี้ ควรอยู่ในกรอบปัจจุบันหรือต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประโยคที่พอจะใช้เป็นเบาะแสได้ นอกจากนี้ยังมีการบันทึกว่า กรรมการจำนวนหนึ่งเห็นว่าเป็นจังหวะเหมาะสมที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงรูปแบบแถลงการณ์หลังการประชุมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการปฏิรูปการสื่อสารของวอร์ชได้รับการสนับสนุนภายในองค์กร

ในเวทีสัมมนาประจำปีของธนาคารกลางยุโรปที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม วอร์ชปฏิเสธที่จะให้เบาะแสเกี่ยวกับการตัดสินใจในเดือนกรกฎาคม แต่ย้ำชัดว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สูงเกินไป เขากล่าวว่าธนาคารกลางทุกแห่งอยู่ในธุรกิจของเสถียรภาพราคา และแม้ผู้กำหนดนโยบายจะเปิดใจมากขึ้นต่อประเด็นปัญญาประดิษฐ์และผลิตภาพที่อาจมีผลในทางลดเงินเฟ้อ แต่ทุกคนก็เห็นตรงกันว่าระดับราคาในปัจจุบันสูงเกินไป

การประชุม FOMC ครั้งถัดไปมีกำหนดในวันที่ 28-29 กรกฎาคม 2569 ก่อนตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนจะออกมา สัญญาฟิวเจอร์สให้ความน่าจะเป็นราว 74.9% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบเดิม และหลังตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนกว่าคาด ความน่าจะเป็นดังกล่าวยิ่งสูงขึ้น ที่น่าสนใจคือ นักวิเคราะห์จาก J.P. Morgan Global Research ยังคงมองว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และประเมินว่าการขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานครั้งถัดไปอาจเกิดขึ้นช้าถึงเดือนกันยายน 2570

สำหรับผู้กู้ยืมทั่วไป สารจากธนาคารกลางค่อนข้างชัดเจนว่าต้นทุนการกู้ยืมจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป ตราบใดที่ FOMC ยังไม่เห็นหลักฐานที่ชัดเจนและยั่งยืนว่าเงินเฟ้อกำลังกลับสู่เป้าหมาย 2% โดยไม่ทำให้ตลาดแรงงานพังทลาย อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยและบัตรเครดิตก็ยากที่จะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ธนาคารกลางโลกแยกทาง: ECB ขึ้นดอกเบี้ย BOJ ทะลุ 1% BOE ตรึงท่ามกลางเสียงแตก

สิ่งที่ทำให้ภูมิทัศน์นโยบายการเงินปี 2569 แตกต่างจากปีก่อน ๆ คือธนาคารกลางหลักไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันอีกต่อไป และในหลายกรณีก็เดินสวนทางกันอย่างชัดเจน

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB สร้างความประหลาดใจให้ตลาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 25 จุดพื้นฐาน จาก 2.00% เป็น 2.25% ในการประชุมเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ที่ดอกเบี้ยเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 4.0% พร้อมกันนี้ ECB ยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลักเป็น 2.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นเป็น 2.65% การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการกลับลำอย่างชัดเจนจากวัฏจักรผ่อนคลายที่ครอบงำนโยบายของ ECB ตลอดปี 2568

เหตุผลเบื้องหลังคือเงินเฟ้อในยูโรโซนที่เร่งตัวขึ้นแตะ 3.2% ในเดือนพฤษภาคม สูงที่สุดในรอบเกือบสามปี โดยเงินเฟ้อพื้นฐานก็ขยับขึ้นจาก 2.2% ในเดือนเมษายนมาอยู่ที่ 2.5% ในประมาณการชุดใหม่ของ ECB คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยที่ 3.0% ในปี 2569 ก่อนลดลงเหลือ 2.3% ในปี 2570 และกลับสู่เป้าหมาย 2.0% ในปี 2571 ส่วนเงินเฟ้อที่ไม่รวมพลังงานและอาหารคาดว่าจะเฉลี่ย 2.5% ทั้งในปี 2569 และ 2570

ในทางกลับกัน ECB ปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนลงเหลือ 0.8% ในปี 2569 จากเดิม 0.9% และ 1.2% ในปี 2570 จากเดิม 1.3% ซึ่งเป็นภาพคลาสสิกของภาวะที่ธนาคารกลางต้องเลือกระหว่างการปกป้องเสถียรภาพราคากับการประคองการเติบโต อิซาเบล ชนาเบล กรรมการบริหาร ECB เคยเตือนไว้ในการประชุมที่กรุงโซลว่าความเสี่ยงที่การคาดการณ์เงินเฟ้อจะหลุดจากกรอบกำลังเพิ่มขึ้น และธนาคารกลางไม่สามารถมองข้ามช็อกครั้งนี้ได้อีกต่อไป โดยเธอคาดว่าเงินเฟ้ออาจขึ้นไปถึง 4% ก่อนสิ้นปี

การประชุมครั้งถัดไปของ ECB มีกำหนดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยเป็นการประชุมที่ไม่มีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ตลาดให้น้ำหนักราว 88% ว่า ECB จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.25% แต่ประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนไว้สูงถึงราว 70% หลังราคาน้ำมันกลับมาพุ่งจากการโจมตีระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกลบเสียงที่ค่อนข้างผ่อนคลายของผู้บริหาร ECB ในเวทีซินตราช่วงต้นเดือน

ฝั่งญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ สร้างประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2538 ที่ดอกเบี้ยนโยบายญี่ปุ่นกลับขึ้นมาแตะระดับนี้ มติดังกล่าวออกมาด้วยคะแนน 7 ต่อ 1 โดยกรรมการโทอิจิโร อาซาดะ เป็นเสียงคัดค้านที่ต้องการให้คงดอกเบี้ยไว้

แรงกดดันที่ผลักให้ BOJ ต้องเร่งกระบวนการปรับนโยบายให้เป็นปกติมาจากสองทาง ทางแรกคือเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทางการญี่ปุ่นทุ่มเงินราว 11.7 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 73,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าแทรกแซงตลาดในเดือนพฤษภาคม เงินเยนก็ยังกลับมาอ่อนค่าแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ และค้างอยู่ในระดับนั้นเกือบตลอดเดือนมิถุนายน ทางที่สองคือเงินเฟ้อภายในประเทศที่เร่งตัวขึ้นจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ไท ฮุย หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ J.P. Morgan Asset Management ให้ความเห็นว่าเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้นในบอร์ด BOJ บ่งชี้ว่าคณะกรรมการให้น้ำหนักกับความกังวลด้านเงินเฟ้อมากกว่าการเติบโต และการที่ความคาดหวังเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนั้นช่วยลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช็อกด้านอุปทาน ทำให้ BOJ มีความมั่นใจมากพอที่จะกลับมาเดินหน้ากระบวนการปรับนโยบายอีกครั้ง

มาซาฮิโกะ ลู นักกลยุทธ์ตราสารหนี้อาวุโสของ State Street Investment Management เคยตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนหน้านี้ว่าการตรึงดอกเบี้ยแบบสายเหยี่ยวของ BOJ เป็นเรื่องของการปกป้องค่าเงินไม่แพ้การควบคุมเงินเฟ้อ และประเมินว่าเงินเยนอาจอ่อนค่าต่อได้แต่น่าจะถูกจำกัดไว้ที่บริเวณ 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ทางการยอมรับได้ ขณะที่นาโอกิ ทามูระ กรรมการ BOJ ระบุในสุนทรพจน์เมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่าเส้นทางหลักที่เขามองคือการขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ทุก ๆ ไม่กี่เดือน มุ่งสู่ระดับดอกเบี้ยที่เป็นกลางราว 2%

สำหรับการประชุม BOJ ในเดือนกรกฎาคม Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสามรายว่า BOJ เตรียมปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 จากเดิมที่ 0.5% โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ด้านปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกที่แข็งแกร่งและแรงกดดันต้นทุนพลังงานที่ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันก็เตรียมปรับลดประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานลงเล็กน้อยจากระดับ 2.8% ตลาดส่วนใหญ่คาดว่า BOJ จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในการประชุมครั้งนี้ และปรับขึ้นอีกครั้งสู่ 1.25% ภายในสิ้นปี

ด้านธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติ 7 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ในการประชุมที่สิ้นสุดวันที่ 17 มิถุนายน โดยกรรมการสองรายต้องการปรับขึ้น 0.25% สู่ระดับ 4% ตัวเลข CPI ของอังกฤษในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 2.8% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% BOE ประเมินโดยอิงราคาพลังงานในตลาด ณ วันที่ 15 มิถุนายน ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% เล็กน้อยในไตรมาสสาม และสูงกว่า 3.25% เล็กน้อยในไตรมาสสี่ ซึ่งต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ในเดือนเมษายน

BOE ระบุว่านโยบายการเงินไม่สามารถควบคุมราคาพลังงานได้ แต่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้การปรับตัวของเศรษฐกิจต่อราคาพลังงานเกิดขึ้นในลักษณะที่บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ได้อย่างยั่งยืน คณะกรรมการยังยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดและพร้อมดำเนินการตามความจำเป็น การประชุมครั้งถัดไปพร้อมรายงานนโยบายการเงินฉบับใหม่จะประกาศผลในวันที่ 30 กรกฎาคม 2569

จีนพลาดเป้า GDP ไตรมาสสอง สะท้อนเศรษฐกิจสองความเร็วที่ถ่างกว้างขึ้น

ข่าวเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักที่สุดจากฝั่งเอเชียในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของจีนไตรมาสสอง ปี 2569 ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนประกาศเมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม ว่าขยายตัว 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 4.5% และเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนยังต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19

South China Morning Post รายงานว่าตัวเลขดังกล่าวชะลอลงอย่างชัดเจนจากการขยายตัว 5.0% ในไตรมาสแรก ส่งผลให้การเติบโตในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.7% เมื่อคิดแบบเทียบไตรมาสต่อไตรมาส เศรษฐกิจจีนขยายตัว 0.9% ในไตรมาสสอง ชะลอจาก 1.3% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสสองของปี 2567

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษคือ นี่เป็นครั้งแรกที่การเติบโตรายไตรมาสของจีนหลุดจากกรอบเป้าหมายของทางการนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ปักกิ่งงดตั้งเป้าหมายเพราะโรคระบาด โดยเป้าหมายการเติบโตประจำปี 2569 ถูกกำหนดไว้ที่ 4.5-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่จีนเริ่มประกาศตัวเลขนี้ในช่วงต้นทศวรรษ 2530 การพลาดเป้าจึงถือเป็นการยอมรับความตึงเครียดทางเศรษฐกิจอย่างผิดปกติสำหรับรัฐบาลที่มักทำตัวเลขได้ตรงเป้าเสมอ

แต่ภาพที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวมคือความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ด้านหนึ่ง ภาคส่งออกและภาคการผลิตของจีนกำลังเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การส่งออกในเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17.6% ในครึ่งปีแรก โดยได้แรงหนุนหลักจากการค้าเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายนขยายตัว 5.3% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 4.7% และเร่งตัวขึ้นจากเดือนพฤษภาคม

อีกด้านหนึ่ง อุปสงค์ภายในประเทศกลับอ่อนแออย่างน่ากังวล ยอดค้าปลีกในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 1.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะติดลบ 0.1% และฟื้นจากการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่ตัวเลขระดับนี้แทบไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลกได้ ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวถึง 5.7% และการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ดิ่งลงถึง 18% ในครึ่งปีแรก โดยราคาบ้านใหม่ยังคงลดลงต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์เรียกภาวะนี้ว่าเศรษฐกิจสองทางที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยเทคโนโลยีขั้นสูงขับเคลื่อนเครื่องยนต์ส่งออกให้ร้อนแรง ในขณะที่อุปสงค์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศหยุดนิ่ง สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเองเคยเตือนไว้ตั้งแต่ไตรมาสแรกถึงความไม่สมดุลอย่างรุนแรงระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ พร้อมระบุว่าสภาพแวดล้อมภายนอกมีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ได้ออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการสวนวัฏจักรที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ความสนใจของนักลงทุนพุ่งไปที่การประชุมกรมการเมืองในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเห็นเพียงมาตรการกระตุ้นทางการคลังในระดับปานกลาง เว้นแต่เศรษฐกิจจะทรุดตัวลงรุนแรงกว่านี้ ผลสำรวจนักวิเคราะห์ของ Reuters ประเมินการเติบโตทั้งปี 2569 ของจีนไว้ที่ 4.6% ลดลงจาก 5.0% ในปี 2568

ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางจีนส่งสัญญาณว่าจะรักษาจุดยืนผ่อนคลายต่อไป แต่ขอบเขตในการลดดอกเบี้ยอย่างก้าวร้าวถูกจำกัดด้วยเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจีนจะเลือกใช้เครื่องมือปรับลดอัตราส่วนสำรองของธนาคารพาณิชย์ราว 20 จุดพื้นฐานมากกว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายโดยตรง ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไว้ที่ราว 4% ของ GDP พร้อมแผนออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อประคองการเติบโต

ราคาน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ: ตัวแปรที่ธนาคารกลางควบคุมไม่ได้

หากมีปัจจัยเดียวที่อธิบายความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ได้ดีที่สุด ปัจจัยนั้นคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในภาวะปกติเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราวหนึ่งในห้าของการค้าน้ำมันโลก โดยมีเรือผ่านราว 130 ลำต่อวันก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น

ลำดับเหตุการณ์ในปีนี้เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของความผันผวนที่แบบจำลองเศรษฐกิจจับได้ยาก สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลและอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นเหนือ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม ก่อนจะร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อมีรายงานว่าสหรัฐฯ พิจารณาปฏิบัติการทางทหารเพื่อควบคุมช่องแคบและเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง จากนั้นในกลางเดือนมิถุนายน หลังการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อสันติภาพระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ราคาเบรนต์ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ 78.24 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม

แต่ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การสู้รบระลอกใหม่ปะทุขึ้นอีกครั้ง Al Jazeera รายงานว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีก 3.8% ในวันอังคาร ทำให้สัญญาส่งมอบเดือนกันยายนขึ้นไปแตะ 85.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน และสูงกว่าระดับก่อนสงครามจะเริ่มขึ้นถึง 19%

CNBC รายงานว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านติดต่อกันหลายคืน โดยระบุว่าเป็นการลดทอนขีดความสามารถของเตหะรานในการโจมตีเรือพาณิชย์ ขณะที่สหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่านอีกครั้ง ในทางกลับกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านระบุว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่สองลำที่แล่นผ่านช่องแคบโดยปิดสัญญาณระบุตัวตน และบริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ADNOC ระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันสองลำของตนถูกยิงด้วยกระสุนขณะแล่นผ่านช่องแคบ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตหนึ่งรายและบาดเจ็บหลายราย

ผลกระทบต่อการเดินเรือชัดเจนมาก Reuters รายงานว่าปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสองเดือน โดยในวันแรกเต็มหลังสหรัฐฯ กลับมาปิดล้อมทางทะเล มีเรือผ่านเพียง 7 ลำ ลดลงจาก 13 ลำในวันก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับ CNBC ว่ายังมีน้ำมันราว 8.5 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบในวันอาทิตย์วันเดียว แม้จะมีการสู้รบก็ตาม

อีกประเด็นที่ตลาดจับตาคือความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามออกไปนอกอ่าวเปอร์เซีย มีรายงานว่ารัฐบาลอิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตีในเยเมนเตรียมพร้อมปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่านทะเลแดง หากสหรัฐฯ ดำเนินการตามคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ได้ยกเลิกข้อเรียกร้องให้เรือสินค้าจ่ายค่าธรรมเนียมคุ้มครอง 20% ของมูลค่าสินค้าเพื่อแลกกับการผ่านช่องแคบภายใต้การคุ้มครองของกองทัพสหรัฐฯ

ณ วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ราคาน้ำมันดิบ WTI ซื้อขายเหนือระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยสัญญาส่งมอบเดือนสิงหาคมปิดที่ 81.78 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.47% ในวันเดียว ขณะที่ราคาน้ำมันโดยรวมปรับขึ้นกว่า 10% ตลอดทั้งสัปดาห์ นับเป็นการฟื้นตัวของเบี้ยความเสี่ยงสงครามที่รวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งของปี

มุเกช ซาห์เดฟ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้านักวิเคราะห์น้ำมันของ XAnalysts ในซิดนีย์ ประเมินว่าราคาเบรนต์น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70 ดอลลาร์ปลาย ๆ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น โดยอาจมีการพุ่งขึ้นหรือดิ่งลงเป็นครั้งคราวนอกกรอบดังกล่าว เขาให้เหตุผลว่าการจัดหาน้ำมันระยะไกลบังคับให้โรงกลั่นต้องตัดสินใจล่วงหน้าหลายสัปดาห์ และการตัดสินใจเหล่านั้นได้ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางในระยะสั้นลงไปแล้ว การยกระดับความขัดแย้งครั้งล่าสุดจึงมีแนวโน้มจะตอกย้ำแนวโน้มนั้นมากกว่าจะพลิกกลับ

สำหรับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ราคาน้ำมันคือตัวแปรที่สร้างความลำบากใจมากที่สุด เพราะเป็นช็อกด้านอุปทานที่นโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขที่ต้นเหตุได้ การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบได้มากขึ้น แต่หากปล่อยให้ราคาพลังงานที่สูงซึมเข้าไปในการคาดการณ์เงินเฟ้อของครัวเรือนและภาคธุรกิจ ต้นทุนในการดึงเงินเฟ้อกลับลงมาในภายหลังจะสูงกว่ามาก นี่คือเหตุผลที่ ECB และ BOJ เลือกที่จะขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอ่อนแอ

ตลาดหุ้นโลกสะดุด: กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ตลาดหมี

แม้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะออกมาดีเกินคาด แต่ตลาดหุ้นกลับปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลง โดยมีต้นตอจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกเทขายอย่างหนัก ในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 1.01% ที่ระดับ 7,457.69 จุด ดัชนี Nasdaq Composite ร่วง 1.40% ปิดที่ 25,520.24 จุด และดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 406.55 จุด หรือ 0.77% ปิดที่ 52,146.42 จุด

เมื่อคิดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 1.6% Nasdaq ร่วงแรงถึง 2.9% ส่วน Dow Jones ลดลง 0.9% ดัชนีความผันผวน VIX พุ่งขึ้น 12.19% มาอยู่ที่ 18.77 จุด สะท้อนความกังวลที่กลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง

หัวใจของแรงเทขายอยู่ที่กลุ่มชิป Bloomberg รายงานว่ากลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เผชิญสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยดัชนีอ้างอิงของอุตสาหกรรมร่วงลง 20% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งตามนิยามทางเทคนิคถือว่าเข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ กองทุน VanEck Semiconductor ETF หรือ SMH ร่วงลงกว่า 4% ในวันศุกร์วันเดียว และลดลงเกือบ 9% ตลอดสัปดาห์ ทำให้เดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวกองทุนนี้ปรับตัวลงไปแล้วกว่า 17%

ตัวจุดชนวนที่ตลาดไม่ได้เตรียมรับมือคือการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบเปิดตัวใหม่จากบริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติจีนอย่าง Moonshot ซึ่งบริษัทระบุว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าระบบชั้นนำจาก OpenAI และ Anthropic ข่าวนี้ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามอย่างจริงจังว่ามูลค่าหุ้นที่ถูกดันขึ้นด้วยกระแส AI ได้เลยจุดที่ปัจจัยพื้นฐานจะรองรับไหวไปแล้วหรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้น หากโมเดลระดับแนวหน้าสามารถสร้างได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงมาก บริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์อาจลดงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ลง ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อชิป

หุ้นในกลุ่มที่ถูกกระทบหนัก ได้แก่ Applied Materials, Lam Research, Intel, KLA Corp. และ Arm Holdings ซึ่งแต่ละตัวปรับลดลงราว 4% ขณะที่ Micron Technology และ Nvidia ร่วงลงกว่า 2% ส่วนหุ้น Meta ปรับตัวลงกว่า 3.5% ในระหว่างวัน

สตีเฟน กิลฟอยล์ นักวิเคราะห์ของ TheStreet Pro ให้ความเห็นว่านักลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีหรือผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากธีมการเติบโตและ AI กำลังเผชิญกับแรงปะทะที่หนักหน่วง ขณะที่ธีมการลงทุนอื่น ๆ กลับมามีบทบาทอีกครั้ง เขาชี้ว่าการทวีความรุนแรงของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ปลุกความไม่แน่นอนเรื่องความขาดแคลนน้ำมันดิบและความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อทั้งในระดับผู้ผลิตและผู้บริโภคจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีก

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพลังงานกลับปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดตามราคาน้ำมัน และหุ้นกลุ่มค้าปลีกก็สามารถหลบเลี่ยงความผันผวนของตลาดโดยรวมได้ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ดัชนี Russell 2000 ของหุ้นขนาดเล็กปรับลดลงเพียง 0.42% ซึ่งน้อยกว่าดัชนีหลักอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าแรงขายกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นหลัก ไม่ใช่การเทขายทั้งตลาด

ราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับความเสี่ยง โดยปิดที่ระดับ 4,018.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.67% ในวันศุกร์ ส่วนบิตคอยน์ปรับตัวขึ้น 1.78% มาอยู่ที่ระดับราว 63,941 ดอลลาร์ สะท้อนภาพที่นักลงทุนบางส่วนโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่มองว่าเป็นที่หลบภัยจากทั้งเงินเฟ้อและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ในด้านผลประกอบการ ฤดูกาลรายงานงบไตรมาสสองเพิ่งเริ่มต้น โดยมีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย UnitedHealth Group รายงานกำไรต่อหุ้นไตรมาสสองที่ 6.38 ดอลลาร์ สูงกว่าที่ Zacks คาดไว้ที่ 4.94 ดอลลาร์อย่างมาก แม้รายได้สุทธิที่ 112,030 ล้านดอลลาร์จะต่ำกว่าคาดการณ์ 1.74% ขณะที่ Abbott Laboratories รายงานกำไรต่อหุ้น 1.31 ดอลลาร์ สูงกว่าคาดที่ 1.28 ดอลลาร์ ในทางกลับกัน หุ้น IBM ดิ่งลงถึง 25% หลังบริษัทเตือนว่ากำไรไตรมาสสองจะต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากอุปสงค์ในธุรกิจซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานอ่อนตัวลง

ภาพใหญ่จาก IMF และธนาคารโลก: โตช้า เงินเฟ้อสูง หนี้พุ่ง

เมื่อถอยออกมามองภาพรวมระดับมหภาค องค์กรระหว่างประเทศให้ภาพที่สอดคล้องกันว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคของการเติบโตที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.0% ในปี 2569 และ 3.4% ในปี 2570 ซึ่งโดยรวมแล้วไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจากรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569

ในรายงานฉบับเดือนเมษายนที่ใช้ชื่อว่า Global Economy Tested Again นั้น IMF ปรับลดประมาณการการเติบโตของโลกในปีนี้ลงเหลือ 3.1% จากที่เคยประเมินไว้ในเดือนมกราคม พร้อมกับปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นเป็น 4.4% ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายกว่า IMF สมมติว่าจะมีการหยุดชะงักเพิ่มเติมซึ่งจะนำไปสู่ราคาพลังงานและการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ให้ความเห็นในการแถลงข่าวช่วงการประชุมฤดูใบไม้ผลิว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตเงินเฟ้อในทศวรรษ 1970 คือการคาดการณ์เงินเฟ้อของครัวเรือนและภาคเอกชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางจะทำตามพันธกิจของตน ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม IMF เตือนในรายงานว่าธนาคารกลางควรพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามพันธกิจของตน โดยนโยบายการเงินควรรักษาเสถียรภาพราคาและปรับให้เข้ากับผลกระทบที่ส่งผ่านจากเงินเฟ้อจริงไปสู่การคาดการณ์เงินเฟ้ออย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในระยะกลางถึงระยะยาว IMF ยังชี้ว่าเนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับคลื่นเงินเฟ้อหลังโรคระบาดยังใหม่อยู่ ผลกระทบรอบสองในครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าในปี 2564-2565 แต่ในทางกลับกัน การใช้นโยบายตึงตัวเร็วเกินไปก็อาจสร้างความไร้เสถียรภาพได้เช่นกันหากภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้นไปอีก

ฝั่งธนาคารโลกให้ภาพที่คล้ายกันในรายงาน Global Economic Prospects โดยระบุว่าการเติบโตของกลุ่มประเทศรายได้ต่ำคาดว่าจะอยู่ที่ 5.4% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิม 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และจะขยับขึ้นเป็นเฉลี่ย 5.5% ต่อปีในช่วงปี 2570-2571 ขณะที่การเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงคาดว่าจะเฉลี่ยราว 2.7% ในช่วงปี 2569-2571 ซึ่งไม่เพียงพอที่จะลดความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่ธนาคารโลกเน้นย้ำเป็นพิเศษคือความสัมพันธ์แบบไม่เป็นเส้นตรงระหว่างหนี้สาธารณะกับต้นทุนการกู้ยืม กล่าวคือ ยิ่งสัดส่วนหนี้ต่อ GDP อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว การเพิ่มขึ้นของหนี้แต่ละหน่วยจะยิ่งผลักให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในอัตราเร่ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่แท้จริงในสภาพแวดล้อมที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น

ตัวเลขที่สะท้อนภาวะนี้ได้ชัดที่สุดคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ที่ขยับขึ้นเหนือระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ส่วนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษมีการปรับขึ้นแรงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จากทั้งความต้องการกู้ยืม การใช้จ่ายภาครัฐที่ผูกกับเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางการเมือง

ตลาดหุ้นไทยสวนกระแสโลก แต่ค่าเงินบาทกำลังส่งสัญญาณเตือน

ท่ามกลางความปั่นป่วนของตลาดโลก ตลาดหุ้นไทยกลับเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานดีที่สุดในโลกในครึ่งปีแรกของปี 2569 ดัชนี SET ปิดสิ้นครึ่งปีแรกที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุดเล็กน้อย โดยให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึง 26% ซึ่งเป็นระดับที่แทบไม่มีตลาดใดในภูมิภาคเทียบได้

ชัชชัย ทิสดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าดัชนี SET ปิดเดือนมิถุนายนที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 26.3% นับตั้งแต่ต้นปี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 20 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วงหกเดือนแรกเพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 66,000 ล้านบาทต่อวัน

ตัวเลขที่น่าจับตาที่สุดคือเงินทุนต่างชาติ ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยไปแล้ว 41,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 27,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ในขณะที่ตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคเผชิญแรงขายสุทธิ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ อธิบายว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาจากสองปัจจัยประกอบกัน คือการหมุนเวียนพอร์ตการลงทุนระดับโลก และลักษณะเชิงรับของตลาดไทยเอง ต่างจากตลาดอื่นในภูมิภาคที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง ตลาดไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มนี้จำกัด จึงได้รับผลกระทบจากการปรับฐานของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI น้อยกว่า ซึ่งข้อได้เปรียบนี้เห็นได้ชัดเจนมากในสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อดัชนีเซมิคอนดักเตอร์โลกเข้าสู่ตลาดหมี

ปัจจัยภายในประเทศก็ดีขึ้นเช่นกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2.0% โดยอ้างถึงการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนที่ยืดหยุ่น และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มที่มีนัยสำคัญ เพราะในการประชุมเดือนเมษายน ธปท. เคยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงเหลือเพียง 1.5% ในปี 2569 จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เพิ่มต้นทุนธุรกิจและกัดกร่อนกำลังซื้อของครัวเรือน

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเดือนมิถุนายน ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 พร้อมคงประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปไว้ที่เฉลี่ย 2.8% ในปี 2569 และ 1.4% ในปี 2570 คณะกรรมการประเมินว่าแรงกดดันด้านราคาในช่วงที่ผ่านมามาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก และคาดว่าเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลงเมื่อแรงกดดันเหล่านี้ค่อย ๆ คลี่คลาย โดยมองว่าความเสี่ยงของผลกระทบรอบสองมีจำกัด และการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะกลางยังยึดโยงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

ในด้านมุมมองของนักวิเคราะห์ เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่าบริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปีขึ้นเป็น 1,720-1,730 จุด โดยประเมินกำไรต่อหุ้นของตลาดไว้ที่ 95 บาท และมองว่าส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาดหุ้นที่แคบลงจะช่วยหนุนอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าให้ขึ้นไปอยู่ที่ราว 18 เท่า

ประเด็นเรื่องมูลค่าของหุ้นไทยเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แม้ SET จะซื้อขายอยู่ที่ราว 17 เท่าของกำไรคาดการณ์ปี 2569 แต่เอเซีย พลัส ตั้งข้อสังเกตว่าหากตัดน้ำหนักของหุ้น เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ประเทศไทย ซึ่งมีขนาดใหญ่มากออกไป อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าของตลาดจะลดลงเหลือเพียง 13.1 เท่า ซึ่งทำให้หุ้นไทยถูกกว่าตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไต้หวันอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ตลาดไทยยังให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 2569 ที่ประมาณ 3.6% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนี MSCI All Country World Index ที่อยู่ที่ 1.7% อย่างมาก

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังได้แรงหนุนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิราว 28,000 ล้านบาทในช่วงเดือนดังกล่าว

กัณฑ์ หทัยสัตยา หัวหน้าฝ่ายวิจัยรายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทยของ CGS International ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสยืนเหนือ 1,600 จุดได้ โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในครึ่งหลังของปี เขามองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสสองจากผลของสงครามในตะวันออกกลาง และประเมินกรอบดัชนีในเดือนนี้ไว้ที่ 1,620-1,650 จุด โดยเน้นว่าการปรับขึ้นต่อจากนี้จำเป็นต้องอาศัยผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตแข็งแกร่ง

ณ วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม ดัชนี SET ปิดที่ 1,634.27 จุด เพิ่มขึ้น 4.06 จุด หรือ 0.25% โดยมีหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ KBANK, GULF, TOP, DELTA และ PTTEP ซึ่งสะท้อนภาพที่กลุ่มธนาคารและกลุ่มพลังงานยังเป็นแกนหลักของตลาด

แต่ในภาพที่ดูสดใสนี้ มีสัญญาณเตือนหนึ่งที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม นั่นคือค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อบาทขยับขึ้นมาอยู่ที่ 33.63 บาทเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เพิ่มขึ้น 0.15% จากวันก่อนหน้า และเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน เงินบาทอ่อนค่าลงแล้ว 2.63% ขณะที่ในรอบ 12 เดือนอ่อนค่าลง 3.86%

สาเหตุหลักของการอ่อนค่ามาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ถ่างกว้างขึ้น ในขณะที่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะตึงตัวเพิ่มเติมภายในเดือนตุลาคม ความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของไทยกลับมีโอกาสน้อยกว่า 50% ในช่วงหกเดือนข้างหน้า ส่วนต่างผลตอบแทนที่ยังคงอยู่จึงกดดันค่าเงินบาทต่อเนื่อง โดยเงินบาทเคยอ่อนค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำของไทยตอกย้ำความน่าดึงดูดด้านผลตอบแทนที่อ่อนแอกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานภายในที่ยังเปราะบาง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การบริโภคที่อ่อนแอ และความท้าทายจากภายนอก

ในด้านตลาดทองคำ ราคาทองคำในประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,471.60 บาทต่อออนซ์ สำหรับทองคำ 24 กะรัต มาอยู่ที่ 135,258.47 บาทต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 1.10% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 24 กะรัตต่อกรัมอยู่ที่ 4,349.15 บาท ทองรูปพรรณ 96.5% หรือ 22 กะรัตอยู่ที่ 3,986.72 บาทต่อกรัม ซึ่งการปรับขึ้นนี้เป็นผลรวมของราคาทองคำโลกที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงพร้อมกัน

บทสรุปและแนวทางสำหรับนักลงทุนไทยในครึ่งปีหลัง

เมื่อประมวลข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพเศรษฐกิจโลก ณ กลางเดือนกรกฎาคม 2569 สามารถสรุปได้เป็นสี่ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือ เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดของรอบนี้แล้วในเชิงสถิติ แต่ยังไม่ผ่านจุดเสี่ยงในเชิงโครงสร้าง เพราะสิ่งที่ทำให้ตัวเลขเดือนมิถุนายนดูดีคือราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเป็นตัวแปรที่กลับทิศได้ภายในไม่กี่วัน และก็กลับทิศจริง ๆ ในสัปดาห์ถัดมา

ประเด็นที่สองคือ วัฏจักรนโยบายการเงินโลกกำลังแยกทางกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ECB ขึ้นดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อจากพลังงาน BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเพราะทั้งเงินเฟ้อและการปกป้องค่าเงิน เฟดตรึงดอกเบี้ยและปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณล่วงหน้า BOE ตรึงดอกเบี้ยท่ามกลางเสียงแตก ส่วนไทยและจีนยังคงอยู่ในโหมดผ่อนคลาย ความแตกต่างนี้จะสร้างความผันผวนในตลาดค่าเงินและกระแสเงินทุนข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง

ประเด็นที่สามคือ ธีมการลงทุน AI กำลังเข้าสู่ช่วงทดสอบครั้งสำคัญ การที่ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ร่วง 20% จากจุดสูงสุดหลังการเปิดตัวโมเดล AI แบบเปิดจากจีนที่อ้างว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าโมเดลชั้นนำ เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มตั้งคำถามกับสมมติฐานพื้นฐานของธีมนี้ นั่นคือสมมติฐานที่ว่าการสร้างระบบ AI ระดับแนวหน้าจะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลไปเรื่อย ๆ

ประเด็นที่สี่คือ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นตัวแปรถาวรของแบบจำลองเศรษฐกิจ ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป ตลอดปี 2569 ราคาน้ำมันเบรนต์เคลื่อนไหวจากระดับเหนือ 114 ดอลลาร์ ลงมาต่ำกว่า 79 ดอลลาร์ และกลับขึ้นไปเกือบ 86 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่กี่เดือน ความผันผวนระดับนี้ทำให้การวางแผนทางธุรกิจและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทำได้ยากขึ้นมาก

สำหรับนักลงทุนไทยโดยเฉพาะ มีข้อพิจารณาที่เป็นรูปธรรมหลายข้อ ข้อแรก การที่ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีน้อย ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนในช่วงตลาดกระทิงของ AI กลับกลายเป็นเกราะป้องกันในช่วงที่หุ้นชิปทั่วโลกถูกเทขาย นี่คือคุณสมบัติของสินทรัพย์เชิงรับที่มีค่าในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน และเป็นเหตุผลที่เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาต่อเนื่อง

ข้อสอง ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเป็นดาบสองคม สำหรับผู้ที่ถือสินทรัพย์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศหรือหุ้นต่างประเทศโดยตรง การอ่อนค่าของเงินบาทช่วยเพิ่มผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่สำหรับผู้ที่มีภาระค่าใช้จ่ายสกุลต่างประเทศ หรือธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบและพลังงาน ต้นทุนจะสูงขึ้นทันที และเมื่อรวมกับราคาน้ำมันที่กลับมาสูง ผลกระทบจะทวีคูณ

ข้อสาม ในสภาวะที่ธนาคารกลางไทยคงดอกเบี้ยที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำมาก ผลตอบแทนจากเงินฝากและตราสารหนี้ในประเทศจึงต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 2.8% ในปี 2569 ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ถือเงินสดหรือเงินฝากอย่างเดียวจะสูญเสียอำนาจซื้อในทางปฏิบัติ การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าจึงมีความจำเป็นมากกว่าในภาวะปกติ โดยหุ้นไทยที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 3.6% เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้

ข้อสี่ กลุ่มพลังงานและกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงยังคงมีบทบาทเชิงป้องกันความเสี่ยงในพอร์ต ตราบใดที่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายอย่างถาวร ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูงอย่างการบิน ขนส่ง และการผลิตบางประเภท จะยังเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไรต่อไป

ข้อห้า ทองคำยังคงทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงได้ดีในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เพราะได้ประโยชน์พร้อมกันทั้งจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน และค่าเงินบาทที่อ่อนค่า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังว่าราคาทองคำในรูปเงินบาทได้สะท้อนปัจจัยบวกทั้งสองด้านไปแล้ว การเข้าซื้อที่ระดับราคาสูงจึงมีความเสี่ยงหากค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้าที่นักลงทุนควรทำเครื่องหมายไว้ ได้แก่ การประชุม ECB ในวันที่ 23 กรกฎาคม การประชุมกรมการเมืองของจีนในช่วงปลายเดือน การประชุม FOMC ในวันที่ 28-29 กรกฎาคม การประชุมและรายงานนโยบายการเงินของ BOE ในวันที่ 30 กรกฎาคม และการประชุม BOJ พร้อมรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาสในเดือนเดียวกัน โดยตัวเลข CPI สหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคมจะประกาศในวันที่ 12 สิงหาคม 2569

โดยสรุป ครึ่งหลังของปี 2569 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ผลตอบแทนไม่ได้มาจากการเดาทิศทางตลาดโดยรวมได้ถูกต้อง แต่มาจากการกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัย การถือสัดส่วนเงินสดที่เพียงพอเพื่อรับมือกับความผันผวน และการเลือกสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดจริงรองรับมูลค่า มากกว่าสินทรัพย์ที่ราคาถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียว บทเรียนจากดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ที่ร่วงลง 20% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังข่าวเดียว น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้

ท้ายที่สุด สิ่งที่นักลงทุนควบคุมไม่ได้คือสงคราม ราคาน้ำมัน และการตัดสินใจของธนาคารกลาง แต่สิ่งที่ควบคุมได้คือระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับไว้ ขนาดของแต่ละสถานะการลงทุน และระยะเวลาที่พร้อมจะถือ ในปีที่ตัวแปรภายนอกผันผวนถึงเพียงนี้ วินัยเหล่านั้นอาจมีค่ามากกว่าการพยากรณ์ใด ๆ

Similar Posts

  • | |

    Micron พลิกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพุ่งรับกําไรทะลุคาด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ที่ผันผวนอย่างหนักด้วยภาพที่พลิกผันชัดเจน หลัง Micron Technology บริษัทผู้ผลิตชิปความจําชั้นนําของโลก รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2026 ที่ทะลุความคาดหมายของนักวิเคราะห์อย่างมาก พร้อมประมาณการรายได้ไตรมาสหน้าที่สูงเกินคาดถึงราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ฟิวเจอร์สดัชนีหลักของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทันทีในการซื้อขายนอกเวลา เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องวงจรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่อาจสร้างผลตอบแทนไม่คุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ทําให้ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน ก่อนที่ตัวเลขของ Micron จะกลายเป็นแรงหนุนสําคัญที่ช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง บทความนี้จะพาไปสํารวจรายละเอียดความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสําคัญ และสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาต่อจากนี้ ภาพรวมตลาด: จากแรงเทขายหุ้นชิปสู่การฟื้นตัวแบบสายฟ้าแลบ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2026 เคลื่อนไหวในกรอบที่ผันผวนมากเป็นพิเศษ โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดวันพุธที่ 24 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ 0.35% มาอยู่ที่ระดับ 51,848.90 จุด ขณะที่ดัชนี…

  • | |

    ศึกดอกเบี้ยโลก: Fed ตรึง 3.75% รอ Jackson Hole ขณะ ECB ขึ้นดอกเบี้ยสวนทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่งของปี 2569 เมื่อธนาคารกลางขนาดใหญ่ที่สุดของโลกสองแห่งเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) เลือกตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้าติดต่อกัน ท่ามกลางเสียงแตกภายในคณะกรรมการที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) กลายเป็นธนาคารกลางหลักเพียงแห่งเดียวของโลกตะวันตกที่ยัง ‘ขึ้น’ ดอกเบี้ยในวัฏจักรนี้ หลังปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบสามปีเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จุดโฟกัสของสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) รัฐไวโอมิง ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นเวทีที่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ขึ้นกล่าวปาฐกถาสำคัญเป็นครั้งแรกในฐานะประธาน ในเช้าวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาว่าถ้อยแถลงของเขาจะส่งสัญญาณอย่างไรต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายนที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางภาวะที่โอกาสระหว่าง ‘ขึ้น’ กับ ‘คง’ ดอกเบี้ยเกือบสูสีกัน สำหรับนักลงทุนไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับไทยที่กว้างถึงราว 250–275…

  • | |

    XRPL เร่งยกระดับความปลอดภัย: วิเคราะห์ Audit $550,000 และผลกระทบต่ออนาคตของ XRP

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากการเป็นเพียงระบบโอนเงินแบบกระจายศูนย์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ซับซ้อน ซึ่งรองรับทั้ง DeFi, NFT, และแอปพลิเคชัน Web3 ระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในด้าน “ความปลอดภัย” ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินความสำเร็จของโปรเจกต์บล็อกเชน ล่าสุด XRP Ledger (XRPL) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการสนับสนุนการแข่งขันตรวจสอบความปลอดภัย (Audit Contest) มูลค่า 550,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความจริงจังในการพัฒนาเครือข่าย แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของ XRP และระบบนิเวศทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจข่าวดังกล่าว พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกถึงผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และการลงทุน สรุปข่าว: XRPL เปิดเกมตรวจสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่ Vet ซึ่งเป็น validator ของ XRP Ledger ได้เปิดเผยว่า ระบบนิเวศ XRPL กำลังเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยอ้างอิงถึงการประกาศของ SHERLOCK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการตรวจสอบ smart contract โครงการนี้เป็นการแข่งขัน audit…

  • | |

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดกลับ โมเดอร์นาพุ่ง 176% หลังวัคซีนมะเร็ง mRNA คว้าชัยเฟส 3

    วอลล์สตรีทปิดตลาดวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ในแดนบวกได้สำเร็จ ตัดวงจรการปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วันทำการ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว “อย่างน้อยเท่าตัว” เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากตลาดตราสารหนี้ที่ผลักดันอัตราผลตอบแทน (ยิลด์) พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แต่แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสุขภาพและวัฏจักร (cyclicals) ช่วยประคองดัชนีหลักให้กลับมายืนในแดนบวกได้ ไฮไลต์สำคัญที่สุดของวันตกเป็นของ โมเดอร์นา (Moderna) ผู้ผลิตวัคซีน mRNA ที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานกว่า 176% ในวันเดียว หลังบริษัทและพันธมิตร เมอร์ค (Merck) ประกาศผลการทดลองทางคลินิกเฟส 3 ในเชิงบวกของวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลชนิด mRNA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวัคซีนมะเร็ง mRNA ในการทดลองระยะสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงพลิกโฉมความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี mRNA ที่เคยถูกตั้งคำถามหลังยุคโควิด-19 แต่ยังจุดประกายความหวังใหม่ในวงการรักษามะเร็งทั่วโลก บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของตลาดการเงินโลกในรอบวัน ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เรื่องราวประวัติศาสตร์ของโมเดอร์นา แรงกดดันในกลุ่มชิป การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์ท่ามกลางการผลักดันกฎหมายคริปโตของทรัมป์ ไปจนถึงผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว: สามดัชนีหลักปิดบวกครั้งแรกในรอบ 4…

  • | |

    AI กำลังมา!!! Nvidia หนุน Vast Data ระดมทุนแตะมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

    บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ Vast Data ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นหนึ่งในดีลที่สะท้อนความร้อนแรงของอุตสาหกรรม AI ได้อย่างชัดเจน โดยมี Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิปประมวลผลกราฟิกและ AI เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักร่วมกับนักลงทุนสถาบันระดับโลก การระดมทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่น่าจับตา แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับ “โครงสร้างพื้นฐาน AI” มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโมเดล AI ระดับโลกจำนวนมาก Vast Data คือใคร และเหตุใดจึงมีความสำคัญในยุค AI Vast Data ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโซลูชันด้านการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (data infrastructure) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับยุค AI โดยเฉพาะ ในโลกของ AI การมีโมเดลที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “ข้อมูล” ที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วในระดับมหาศาล เนื่องจากการฝึกโมเดล AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล และต้องสามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ GPU…

  • วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *