Micron พลิกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพุ่งรับกําไรทะลุคาด
| |

Micron พลิกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพุ่งรับกําไรทะลุคาด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ที่ผันผวนอย่างหนักด้วยภาพที่พลิกผันชัดเจน หลัง Micron Technology บริษัทผู้ผลิตชิปความจําชั้นนําของโลก รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2026 ที่ทะลุความคาดหมายของนักวิเคราะห์อย่างมาก พร้อมประมาณการรายได้ไตรมาสหน้าที่สูงเกินคาดถึงราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ฟิวเจอร์สดัชนีหลักของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทันทีในการซื้อขายนอกเวลา เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องวงจรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่อาจสร้างผลตอบแทนไม่คุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ทําให้ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน ก่อนที่ตัวเลขของ Micron จะกลายเป็นแรงหนุนสําคัญที่ช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง บทความนี้จะพาไปสํารวจรายละเอียดความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสําคัญ และสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาต่อจากนี้

ภาพรวมตลาด: จากแรงเทขายหุ้นชิปสู่การฟื้นตัวแบบสายฟ้าแลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2026 เคลื่อนไหวในกรอบที่ผันผวนมากเป็นพิเศษ โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดวันพุธที่ 24 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ 0.35% มาอยู่ที่ระดับ 51,848.90 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.10% ปิดที่ 7,358.22 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีร่วงลง 0.43% ปิดที่ 25,476.64 จุด ความแตกต่างของทิศทางดัชนีในวันนั้นสะท้อนแรงกดดันที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน การแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคยังพอประคองตัวได้

สาเหตุของแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยีย้อนกลับไปต้นสัปดาห์ เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทรุดตัวลงอย่างหนักถึง 10% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที ซึ่งเป็นผลพวงจากการเทขายทํากําไรของนักลงทุนต่างชาติ หลังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรงในปีนี้ รวมถึงความกังวลด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่ผูกกับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของประเทศ แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวลามเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ทันที ทําให้หุ้น Micron ร่วงลงกว่า 12% ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน ทั้งที่ไม่มีปัจจัยลบใดๆ เกิดขึ้นกับตัวบริษัทเอง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในคืนวันพุธ เมื่อ Micron เปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิด โดยทํากําไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วที่ 25.11 ดอลลาร์ จากรายได้รวม 41,460 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่นักวิเคราะห์ที่สํารวจโดย LSEG คาดการณ์ไว้เพียง 20.78 ดอลลาร์ต่อหุ้น และรายได้ 35,840 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการเติบโตของรายได้แบบปีต่อปีสูงถึง 346% ที่สําคัญกว่านั้นคือบริษัทยังให้แนวทางคาดการณ์รายได้ไตรมาสถัดไปที่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 43,580 ล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสําคัญ ผลจากตัวเลขดังกล่าวทําให้หุ้น Micron พุ่งขึ้นเกือบ 15% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด แตะระดับราว 1,199.52 ดอลลาร์ต่อหุ้น

แรงบวกจาก Micron ไม่ได้จํากัดอยู่แค่ตัวบริษัทเท่านั้น แต่ยังลามไปยังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งกระดาน โดยหุ้น Qualcomm พุ่งขึ้นราว 14% หลังประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ในกลุ่มที่ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือสําหรับปีงบการเงิน 2029 ขึ้นไปแตะระดับ 40,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมประกาศขยายความร่วมมือกับ Meta Platforms ส่วนหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มหน่วยความจําและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ อย่าง SanDisk, Western Digital, Lam Research, KLA และ Applied Materials ต่างปรับตัวขึ้นตามแรงส่งดังกล่าว ภาพรวมนี้ทําให้ฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้นทันทีในการซื้อขายคืนวันพุธ โดย Nasdaq 100 ฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นเกือบ 2% ขณะที่ S&P 500 ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้นกว่า 0.5%

ปัจจัยกดดันก่อนหน้า: ความกังวลเรื่อง AI Bubble และผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่แน่นอน

ก่อนที่ Micron จะพลิกบรรยากาศตลาด นักลงทุนเผชิญกับความกังวลสะสมเกี่ยวกับวงจรการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า Hyperscaler อาจไม่สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ในช่วงต้นสัปดาห์ โดยหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นช่วงตกต่ำยาวนานที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่บริษัทกําลังเดินหน้าระดมทุนเพิ่มอีกราว 85,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกประการคือ ดัชนี S&P Global ประกาศว่า Alphabet จะเข้ามาแทนที่ Verizon Communications ในดัชนี Dow Jones Industrial Average มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในดัชนีอุตสาหกรรมที่มีมาอย่างยาวนานนี้

ด้านราคาพลังงานในสัปดาห์นี้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสําคัญ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลง 4.33% ปิดที่ 73.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ลดลง 3.92% ปิดที่ 70.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจัยหนุนสําคัญมาจากความคลี่คลายของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 20 ลําที่บรรทุกน้ำมันรวมราว 35 ล้านบาร์เรลสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ตามข้อมูลของ Kpler โดยรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ยืนยันว่าอิหร่านจะไม่มีความสามารถในการปิดช่องแคบดังกล่าวได้อีกต่อไป การลดลงของราคาพลังงานส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4.5% เช่นกัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องต้นทุนทางการเงินได้บางส่วน

ตัวเลขเศรษฐกิจสําคัญที่ตลาดรอจับตา: PCE, GDP และผลทดสอบความเข้มแข็งของธนาคาร

นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องผลประกอบการบริษัทแล้ว นักลงทุนยังให้ความสนใจกับชุดข้อมูลเศรษฐกิจสําคัญที่จะเปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์ โดยเฉพาะดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE Price Index ประจําเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสําคัญเป็นพิเศษ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกฉบับสมบูรณ์ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพฤษภาคม และจํานวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกประจําสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 20 มิถุนายน ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกเปิดเผยในวันพฤหัสบดี

ความสําคัญของตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ในรอบนี้สูงเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการกําหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ PCE สําหรับสิ้นปี 2026 ขึ้นถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับ 3.6% ขณะเดียวกันก็ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2026 ลง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 2.2% สะท้อนความกังวลของธนาคารกลางต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายต่อการดําเนินนโยบายการเงินของนายเควิน วอร์ช ประธาน Fed คนใหม่ ที่เพิ่งแถลงผลการประชุมและประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

“โดนัลด์ ทรัมป์ได้ผลักให้เควิน วอร์ชและธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดี” — สมาชิกวุฒิสภา เอลิซาเบธ วอร์เรน (D-MA) ให้สัมภาษณ์กับสํานักข่าว CNBC เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

ความเห็นของวุฒิสมาชิกวอร์เรนสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่ Fed เผชิญอยู่ในขณะนี้ ขณะที่บางสํานักวิเคราะห์ เช่น Bank of America Global Research และ Deutsche Bank ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม มาเป็นการคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2026 ครั้งละ 0.25% ในเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม ภายใต้แนวทางที่เข้มงวดขึ้นของประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์นี้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินที่ค่อนข้างพลิกผันจากที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า Fed มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตลาดจับตาคือ ผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ประจําปี หรือ Fed Stress Test ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกําหนดเปิดเผยผลในช่วงเย็นวันพุธหลังตลาดปิด ทั้งนี้ Fed ได้ระบุไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่าจะไม่นําผลการทดสอบรอบนี้มาใช้กําหนดระดับเงินทุนสํารองของธนาคาร แต่จะกลับมาใช้มาตรการดังกล่าวอีกครั้งในปี 2027 ซึ่งโดยปกติแล้ว ธนาคารที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบมักจะประกาศเพิ่มเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นตามมา นักลงทุนกลุ่มหุ้นธนาคารจึงรอดูผลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของธนาคารรายใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี

ตลาดเอเชียและยุโรปตอบสนองอย่างไร: แรงบวกจากชิปลามทั่วโลก

ผลพวงจากความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ส่งผ่านไปยังตลาดเอเชียและยุโรปอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้าที่ Micron จะประกาศผลประกอบการ ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขายตามแรงกดดันจากตลาดเทคโนโลยีสหรัฐฯ และความปั่นป่วนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หลัง Micron เปิดเผยตัวเลขที่เหนือความคาดหมาย ตลาดหุ้นเอเชียกลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในเช้าวันพฤหัสบดี โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 4.45% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นใกล้เคียง 3% สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

ด้านตลาดยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของหุ้นชิปสหรัฐฯ เช่นกัน โดยดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปปรับตัวลดลงในช่วงที่มีแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่หุ้น ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ และ Infineon Technology ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเยอรมนี ต่างปรับตัวลดลงตามแรงกดดันจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกในช่วงก่อนหน้านี้ แต่คาดว่าจะมีแรงบวกตอบรับตามตลาดเอเชียและสหรัฐฯ เมื่อตลาดเปิดทําการในวันพฤหัสบดี

นักวิเคราะห์มองว่าความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นทั่วโลกในประเด็นการลงทุน AI และเซมิคอนดักเตอร์มีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทําให้ความเคลื่อนไหวของหุ้นรายใหญ่เพียงไม่กี่ตัว เช่น Micron, Nvidia หรือ Qualcomm สามารถส่งผลกระเพื่อมไปยังตลาดหุ้นในหลายภูมิภาคพร้อมกันได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านความเข้มข้นของพอร์ตการลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกควรพิจารณาควบคู่ไปกับโอกาสเติบโตในธีม AI

มุมมองนักวิเคราะห์: ยังเชื่อมั่นวงจร AI แต่เตือนความผันผวนระยะสั้น

ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้น นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อวงจรการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว แม้จะยอมรับว่าตลาดอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้นจากการปรับฐานของหุ้นที่ราคาขึ้นมาร้อนแรงเกินไป Jay Woods หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Freedom Capital Markets ระบุก่อนหน้าการประกาศผลประกอบการของ Micron ว่าหุ้นดังกล่าวอาจปรับฐานลงมาที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน แต่ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากทําให้หุ้นพุ่งขึ้นสวนทางกับที่หลายคนคาดการณ์ไว้

“ตลาดตกอยู่ในภาวะการปรับฐานที่เป็นปกติของหุ้นเทคโนโลยีที่ขึ้นมาร้อนแรงเกินไป การปรับฐานครั้งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าการคาดการณ์กําไรของหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง ทําให้เกณฑ์ที่ต้องผ่านในฤดูประกาศผลประกอบการรอบหน้ายากขึ้น” — Rick Gardner ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนของ RGA Investments

ในส่วนของ Micron เอง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแสดงความมั่นใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอุปสงค์ในระยะยาว โดยนายซานเจย์ เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในการแถลงผลประกอบการว่าความตึงตัวของตลาดชิปความจําจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงหลังปี 2027 ท่ามกลางการขยายตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI การลดลงของช่องว่างทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไปสู่หน่วยความจําแบบ High Bandwidth Memory หรือ HBM ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตชิป DRAM แบบทั่วไปที่มีอยู่ในตลาด

บริษัทยังประกาศแผนเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สําหรับปีงบการเงิน 2026 ขึ้นเป็นประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับสูงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์กลางๆ ในปีงบการเงิน 2027 โดยงบลงทุนส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงงานใหม่ในรัฐไอดาโฮ นิวยอร์ก และเวอร์จิเนีย รวมถึงการขยายฐานการผลิตในต่างประเทศที่ไต้หวัน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น พร้อมระบุว่ากระแสเงินสดอิสระมีแนวโน้มทําสถิติสูงสุดใหม่ และจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 โดยบริษัทให้ความสําคัญกับการซื้อหุ้นคืนเป็นรูปแบบหลักของการคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการปรับเพิ่มเงินปันผลราว 30% ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้

ด้านนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่งยังคงเดินหน้าปรับเพิ่มเป้าราคาหุ้น Micron อย่างต่อเนื่อง โดย RBC Capital ปรับเป้าราคาขึ้นจาก 525 ดอลลาร์เป็น 1,200 ดอลลาร์ ขณะที่ C.J. Muse นักวิเคราะห์จาก Cantor Fitzgerald ตั้งเป้าราคาสูงถึง 1,500 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นเป้าราคาที่สูงที่สุดในกลุ่มนักวิเคราะห์ที่ติดตามหุ้นดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างมากต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจหน่วยความจําในยุค AI

หุ้นเด่นอื่นที่น่าจับตา: SpaceX, Alphabet และกลุ่มธนาคาร

นอกจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์แล้ว หุ้นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสัปดาห์นี้คือ SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อไม่นานมานี้ และประกาศออกพันธบัตรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท ท่ามกลางความผันผวนของราคาหุ้นที่ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน หุ้น SpaceX ร่วงลงถึง 16% ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นได้บางส่วนในวันถัดมา การที่บริษัทต้องระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรเพียงสัปดาห์เดียวหลังการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ทําให้นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับขนาดของงบลงทุนที่บริษัทต้องใช้ในการขยายธุรกิจด้านอวกาศและดาวเทียม

ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Alphabet ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกจับตามากที่สุด หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงตกต่ำยาวนานที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่บริษัทกําลังเดินหน้าระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน AI แม้ว่า Alphabet จะเป็นหนึ่งในหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ตลาดให้ความนิยมมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดได้สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนบางส่วนต่อความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI

“ผมไม่เคยคิดว่า Google จะต้องระดมทุนผ่านตลาดทุนสาธารณะเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของบริษัท” — Dan Niles ผู้ก่อตั้ง Niles Investment Management ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการระดมทุนของ Alphabet

ในส่วนของกลุ่มธนาคาร นักลงทุนรอผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารประจําปีของ Fed ที่จะเปิดเผยภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งโดยปกติแล้วธนาคารที่ผ่านเกณฑ์มักจะตามมาด้วยการประกาศปรับเพิ่มเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แม้ในรอบนี้ Fed จะยังไม่นําผลการทดสอบไปใช้กําหนดเงินทุนสํารองตามเกณฑ์ปกติ แต่ผลการทดสอบยังคงเป็นข้อมูลสําคัญที่สะท้อนความสามารถของธนาคารรายใหญ่ในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

ทองคำ น้ำมัน และสินทรัพย์ดิจิทัล: แรงกดดันจากดอลลาร์แข็งและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ราคาทองคําในตลาดล่วงหน้าปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 3,987.3 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับฐานที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 ที่ทองคําปิดต่ำกว่าระดับ 3,991 ดอลลาร์เป็นครั้งล่าสุด แรงกดดันต่อราคาทองคํามาจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่แรงเทขายทํากําไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงต้นสัปดาห์ก็มีส่วนกดดันสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคําเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนต้องเทขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อชดเชยการขาดทุนในพอร์ตหุ้น

ด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญความผันผวนสอดคล้องกับตลาดหุ้นเช่นกัน โดยราคา Bitcoin ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 80,000 ดอลลาร์ในบางช่วงของสัปดาห์ ก่อนจะหาแรงซื้อกลับเข้ามาช่วยพยุงราคา ขณะที่ Ethereum ก็ปรับตัวลงไปต่ำกว่าระดับ 2,000 ดอลลาร์ในบางจังหวะก่อนฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเสี่ยงของตลาดหุ้นเทคโนโลยีโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนปรับลดสัดส่วนความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

ในส่วนของตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยได้รับอิทธิพลจากความคลี่คลายของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) รายงานว่าลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียจะเริ่มเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพของการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง อันเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดพลังงานมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้สะท้อนความผันผวนสูงที่เกิดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีหลักทั้ง Nasdaq และ S&P 500 แม้ผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากจะช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนให้กลับมาเป็นบวกได้ในระยะสั้น แต่นักลงทุนยังจําเป็นต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความผันผวนของวงจรการลงทุน AI ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะคําถามเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์มีความเห็นแตกต่างกันอยู่

สําหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมหรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสหรัฐฯ หรือลงทุนในหุ้นรายตัวกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ความผันผวนรอบนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความเสี่ยงด้านความเข้มข้นของพอร์ตการลงทุน เนื่องจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่ม AI และชิปมีอิทธิพลสูงต่อทิศทางของทั้งดัชนี การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์และภาคธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นจึงยังเป็นหลักการพื้นฐานที่สําคัญ นอกจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจพลิกกลับมาเป็นการปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ตามมุมมองของบางสถาบันการเงิน ก็เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนไทยที่มีสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่จะเปิดเผยในวันพฤหัสบดี รวมถึงผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสําคัญที่กําหนดทิศทางตลาดในช่วงสั้นถัดจากนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ต้องพิจารณาแนวทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงสัญญาณแข็งแกร่งควบคู่กับเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ก็อาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกในระยะต่อไป นักลงทุนไทยจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการพิจารณาสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้

Similar Posts

  • Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

    คลื่นกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลกการเงิน ขณะที่ตัวเลขรายได้ทะลุเพดานที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แทบทุกแนวรบ ในห้วงเวลาเพียง 30 วัน เราได้เห็น Nvidia Corporation บันทึกรายได้ไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหึมา 1.9 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปีนี้ และ Apple พิชิตยอดขายไตรมาส March ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 111.2 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลด้านภาษีนำเข้าและปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่รุมเร้าห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น กระแสการมาถึงของ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ผลักดันความต้องการชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนกองทุน SSF/LTF ประเภท Global Technology หรือลงทุนโดยตรงในตลาด Nasdaq ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Nvidia: “โรงงาน AI” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Nvidia Corporation…

  • |

    “ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง

    สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ…

  • | |

    XRPL เร่งยกระดับความปลอดภัย: วิเคราะห์ Audit $550,000 และผลกระทบต่ออนาคตของ XRP

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากการเป็นเพียงระบบโอนเงินแบบกระจายศูนย์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ซับซ้อน ซึ่งรองรับทั้ง DeFi, NFT, และแอปพลิเคชัน Web3 ระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในด้าน “ความปลอดภัย” ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินความสำเร็จของโปรเจกต์บล็อกเชน ล่าสุด XRP Ledger (XRPL) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการสนับสนุนการแข่งขันตรวจสอบความปลอดภัย (Audit Contest) มูลค่า 550,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความจริงจังในการพัฒนาเครือข่าย แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของ XRP และระบบนิเวศทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจข่าวดังกล่าว พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกถึงผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และการลงทุน สรุปข่าว: XRPL เปิดเกมตรวจสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่ Vet ซึ่งเป็น validator ของ XRP Ledger ได้เปิดเผยว่า ระบบนิเวศ XRPL กำลังเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยอ้างอิงถึงการประกาศของ SHERLOCK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการตรวจสอบ smart contract โครงการนี้เป็นการแข่งขัน audit…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • |

    วิกฤตพลังงานโลก 2569: สงครามอิหร่านฉุด GDP เงินเฟ้อพุ่ง กระทบไทยหนัก

    เมื่อโลกเพิ่งจะเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้นหลังจากผ่านพ้นคลื่นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 2568 บททดสอบใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “บททดสอบครั้งใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซ—ทางน้ำที่ขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของโลก—ถูกปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งพรวด เงินเฟ้อที่กำลังจะสงบลงกลับฟื้นคืนชีพ และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการดูแลเสถียรภาพราคาและการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทความนี้รวบรวมภาพรวมล่าสุดของสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และผลกระทบต่อนักลงทุนไทยที่ควรจับตา วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของปี 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของการค้าน้ำมันโลก พร้อมกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและกลุ่มประเทศ GCC ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงโลก พุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่วันที่เกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปแตะระดับประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ขณะที่ในช่วงเวลาสูงสุด ราคา Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งสูงสุดที่…

  • |

    ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

    ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง “ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *