Micron พลิกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพุ่งรับกําไรทะลุคาด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ที่ผันผวนอย่างหนักด้วยภาพที่พลิกผันชัดเจน หลัง Micron Technology บริษัทผู้ผลิตชิปความจําชั้นนําของโลก รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2026 ที่ทะลุความคาดหมายของนักวิเคราะห์อย่างมาก พร้อมประมาณการรายได้ไตรมาสหน้าที่สูงเกินคาดถึงราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ฟิวเจอร์สดัชนีหลักของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทันทีในการซื้อขายนอกเวลา เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องวงจรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่อาจสร้างผลตอบแทนไม่คุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ทําให้ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน ก่อนที่ตัวเลขของ Micron จะกลายเป็นแรงหนุนสําคัญที่ช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง บทความนี้จะพาไปสํารวจรายละเอียดความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสําคัญ และสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาต่อจากนี้
ภาพรวมตลาด: จากแรงเทขายหุ้นชิปสู่การฟื้นตัวแบบสายฟ้าแลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2026 เคลื่อนไหวในกรอบที่ผันผวนมากเป็นพิเศษ โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดวันพุธที่ 24 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ 0.35% มาอยู่ที่ระดับ 51,848.90 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.10% ปิดที่ 7,358.22 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีร่วงลง 0.43% ปิดที่ 25,476.64 จุด ความแตกต่างของทิศทางดัชนีในวันนั้นสะท้อนแรงกดดันที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน การแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคยังพอประคองตัวได้
สาเหตุของแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยีย้อนกลับไปต้นสัปดาห์ เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทรุดตัวลงอย่างหนักถึง 10% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที ซึ่งเป็นผลพวงจากการเทขายทํากําไรของนักลงทุนต่างชาติ หลังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรงในปีนี้ รวมถึงความกังวลด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่ผูกกับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของประเทศ แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวลามเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ทันที ทําให้หุ้น Micron ร่วงลงกว่า 12% ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน ทั้งที่ไม่มีปัจจัยลบใดๆ เกิดขึ้นกับตัวบริษัทเอง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในคืนวันพุธ เมื่อ Micron เปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิด โดยทํากําไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วที่ 25.11 ดอลลาร์ จากรายได้รวม 41,460 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่นักวิเคราะห์ที่สํารวจโดย LSEG คาดการณ์ไว้เพียง 20.78 ดอลลาร์ต่อหุ้น และรายได้ 35,840 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการเติบโตของรายได้แบบปีต่อปีสูงถึง 346% ที่สําคัญกว่านั้นคือบริษัทยังให้แนวทางคาดการณ์รายได้ไตรมาสถัดไปที่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 43,580 ล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสําคัญ ผลจากตัวเลขดังกล่าวทําให้หุ้น Micron พุ่งขึ้นเกือบ 15% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด แตะระดับราว 1,199.52 ดอลลาร์ต่อหุ้น
แรงบวกจาก Micron ไม่ได้จํากัดอยู่แค่ตัวบริษัทเท่านั้น แต่ยังลามไปยังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งกระดาน โดยหุ้น Qualcomm พุ่งขึ้นราว 14% หลังประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ในกลุ่มที่ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือสําหรับปีงบการเงิน 2029 ขึ้นไปแตะระดับ 40,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมประกาศขยายความร่วมมือกับ Meta Platforms ส่วนหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มหน่วยความจําและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ อย่าง SanDisk, Western Digital, Lam Research, KLA และ Applied Materials ต่างปรับตัวขึ้นตามแรงส่งดังกล่าว ภาพรวมนี้ทําให้ฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้นทันทีในการซื้อขายคืนวันพุธ โดย Nasdaq 100 ฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นเกือบ 2% ขณะที่ S&P 500 ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้นกว่า 0.5%
ปัจจัยกดดันก่อนหน้า: ความกังวลเรื่อง AI Bubble และผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่แน่นอน
ก่อนที่ Micron จะพลิกบรรยากาศตลาด นักลงทุนเผชิญกับความกังวลสะสมเกี่ยวกับวงจรการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า Hyperscaler อาจไม่สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ในช่วงต้นสัปดาห์ โดยหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นช่วงตกต่ำยาวนานที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่บริษัทกําลังเดินหน้าระดมทุนเพิ่มอีกราว 85,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกประการคือ ดัชนี S&P Global ประกาศว่า Alphabet จะเข้ามาแทนที่ Verizon Communications ในดัชนี Dow Jones Industrial Average มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในดัชนีอุตสาหกรรมที่มีมาอย่างยาวนานนี้
ด้านราคาพลังงานในสัปดาห์นี้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสําคัญ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลง 4.33% ปิดที่ 73.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ลดลง 3.92% ปิดที่ 70.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจัยหนุนสําคัญมาจากความคลี่คลายของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 20 ลําที่บรรทุกน้ำมันรวมราว 35 ล้านบาร์เรลสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ตามข้อมูลของ Kpler โดยรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ยืนยันว่าอิหร่านจะไม่มีความสามารถในการปิดช่องแคบดังกล่าวได้อีกต่อไป การลดลงของราคาพลังงานส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4.5% เช่นกัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องต้นทุนทางการเงินได้บางส่วน
ตัวเลขเศรษฐกิจสําคัญที่ตลาดรอจับตา: PCE, GDP และผลทดสอบความเข้มแข็งของธนาคาร
นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องผลประกอบการบริษัทแล้ว นักลงทุนยังให้ความสนใจกับชุดข้อมูลเศรษฐกิจสําคัญที่จะเปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์ โดยเฉพาะดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE Price Index ประจําเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสําคัญเป็นพิเศษ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกฉบับสมบูรณ์ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพฤษภาคม และจํานวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกประจําสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 20 มิถุนายน ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกเปิดเผยในวันพฤหัสบดี
ความสําคัญของตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ในรอบนี้สูงเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการกําหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ PCE สําหรับสิ้นปี 2026 ขึ้นถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับ 3.6% ขณะเดียวกันก็ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2026 ลง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 2.2% สะท้อนความกังวลของธนาคารกลางต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายต่อการดําเนินนโยบายการเงินของนายเควิน วอร์ช ประธาน Fed คนใหม่ ที่เพิ่งแถลงผลการประชุมและประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา
“โดนัลด์ ทรัมป์ได้ผลักให้เควิน วอร์ชและธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดี” — สมาชิกวุฒิสภา เอลิซาเบธ วอร์เรน (D-MA) ให้สัมภาษณ์กับสํานักข่าว CNBC เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน
ความเห็นของวุฒิสมาชิกวอร์เรนสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่ Fed เผชิญอยู่ในขณะนี้ ขณะที่บางสํานักวิเคราะห์ เช่น Bank of America Global Research และ Deutsche Bank ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม มาเป็นการคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2026 ครั้งละ 0.25% ในเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม ภายใต้แนวทางที่เข้มงวดขึ้นของประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์นี้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินที่ค่อนข้างพลิกผันจากที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า Fed มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตลาดจับตาคือ ผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ประจําปี หรือ Fed Stress Test ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกําหนดเปิดเผยผลในช่วงเย็นวันพุธหลังตลาดปิด ทั้งนี้ Fed ได้ระบุไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่าจะไม่นําผลการทดสอบรอบนี้มาใช้กําหนดระดับเงินทุนสํารองของธนาคาร แต่จะกลับมาใช้มาตรการดังกล่าวอีกครั้งในปี 2027 ซึ่งโดยปกติแล้ว ธนาคารที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบมักจะประกาศเพิ่มเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นตามมา นักลงทุนกลุ่มหุ้นธนาคารจึงรอดูผลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของธนาคารรายใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี
ตลาดเอเชียและยุโรปตอบสนองอย่างไร: แรงบวกจากชิปลามทั่วโลก
ผลพวงจากความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ส่งผ่านไปยังตลาดเอเชียและยุโรปอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้าที่ Micron จะประกาศผลประกอบการ ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขายตามแรงกดดันจากตลาดเทคโนโลยีสหรัฐฯ และความปั่นป่วนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หลัง Micron เปิดเผยตัวเลขที่เหนือความคาดหมาย ตลาดหุ้นเอเชียกลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในเช้าวันพฤหัสบดี โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 4.45% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นใกล้เคียง 3% สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค
ด้านตลาดยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของหุ้นชิปสหรัฐฯ เช่นกัน โดยดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปปรับตัวลดลงในช่วงที่มีแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่หุ้น ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ และ Infineon Technology ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเยอรมนี ต่างปรับตัวลดลงตามแรงกดดันจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกในช่วงก่อนหน้านี้ แต่คาดว่าจะมีแรงบวกตอบรับตามตลาดเอเชียและสหรัฐฯ เมื่อตลาดเปิดทําการในวันพฤหัสบดี
นักวิเคราะห์มองว่าความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นทั่วโลกในประเด็นการลงทุน AI และเซมิคอนดักเตอร์มีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทําให้ความเคลื่อนไหวของหุ้นรายใหญ่เพียงไม่กี่ตัว เช่น Micron, Nvidia หรือ Qualcomm สามารถส่งผลกระเพื่อมไปยังตลาดหุ้นในหลายภูมิภาคพร้อมกันได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านความเข้มข้นของพอร์ตการลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกควรพิจารณาควบคู่ไปกับโอกาสเติบโตในธีม AI
มุมมองนักวิเคราะห์: ยังเชื่อมั่นวงจร AI แต่เตือนความผันผวนระยะสั้น
ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้น นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อวงจรการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว แม้จะยอมรับว่าตลาดอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้นจากการปรับฐานของหุ้นที่ราคาขึ้นมาร้อนแรงเกินไป Jay Woods หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Freedom Capital Markets ระบุก่อนหน้าการประกาศผลประกอบการของ Micron ว่าหุ้นดังกล่าวอาจปรับฐานลงมาที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน แต่ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากทําให้หุ้นพุ่งขึ้นสวนทางกับที่หลายคนคาดการณ์ไว้
“ตลาดตกอยู่ในภาวะการปรับฐานที่เป็นปกติของหุ้นเทคโนโลยีที่ขึ้นมาร้อนแรงเกินไป การปรับฐานครั้งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าการคาดการณ์กําไรของหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง ทําให้เกณฑ์ที่ต้องผ่านในฤดูประกาศผลประกอบการรอบหน้ายากขึ้น” — Rick Gardner ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนของ RGA Investments
ในส่วนของ Micron เอง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแสดงความมั่นใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอุปสงค์ในระยะยาว โดยนายซานเจย์ เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในการแถลงผลประกอบการว่าความตึงตัวของตลาดชิปความจําจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงหลังปี 2027 ท่ามกลางการขยายตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI การลดลงของช่องว่างทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไปสู่หน่วยความจําแบบ High Bandwidth Memory หรือ HBM ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตชิป DRAM แบบทั่วไปที่มีอยู่ในตลาด
บริษัทยังประกาศแผนเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สําหรับปีงบการเงิน 2026 ขึ้นเป็นประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับสูงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์กลางๆ ในปีงบการเงิน 2027 โดยงบลงทุนส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงงานใหม่ในรัฐไอดาโฮ นิวยอร์ก และเวอร์จิเนีย รวมถึงการขยายฐานการผลิตในต่างประเทศที่ไต้หวัน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น พร้อมระบุว่ากระแสเงินสดอิสระมีแนวโน้มทําสถิติสูงสุดใหม่ และจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 โดยบริษัทให้ความสําคัญกับการซื้อหุ้นคืนเป็นรูปแบบหลักของการคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการปรับเพิ่มเงินปันผลราว 30% ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้
ด้านนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่งยังคงเดินหน้าปรับเพิ่มเป้าราคาหุ้น Micron อย่างต่อเนื่อง โดย RBC Capital ปรับเป้าราคาขึ้นจาก 525 ดอลลาร์เป็น 1,200 ดอลลาร์ ขณะที่ C.J. Muse นักวิเคราะห์จาก Cantor Fitzgerald ตั้งเป้าราคาสูงถึง 1,500 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นเป้าราคาที่สูงที่สุดในกลุ่มนักวิเคราะห์ที่ติดตามหุ้นดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างมากต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจหน่วยความจําในยุค AI
หุ้นเด่นอื่นที่น่าจับตา: SpaceX, Alphabet และกลุ่มธนาคาร
นอกจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์แล้ว หุ้นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสัปดาห์นี้คือ SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อไม่นานมานี้ และประกาศออกพันธบัตรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท ท่ามกลางความผันผวนของราคาหุ้นที่ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน หุ้น SpaceX ร่วงลงถึง 16% ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นได้บางส่วนในวันถัดมา การที่บริษัทต้องระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรเพียงสัปดาห์เดียวหลังการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ทําให้นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับขนาดของงบลงทุนที่บริษัทต้องใช้ในการขยายธุรกิจด้านอวกาศและดาวเทียม
ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Alphabet ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกจับตามากที่สุด หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงตกต่ำยาวนานที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่บริษัทกําลังเดินหน้าระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน AI แม้ว่า Alphabet จะเป็นหนึ่งในหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ตลาดให้ความนิยมมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดได้สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนบางส่วนต่อความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI
“ผมไม่เคยคิดว่า Google จะต้องระดมทุนผ่านตลาดทุนสาธารณะเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของบริษัท” — Dan Niles ผู้ก่อตั้ง Niles Investment Management ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการระดมทุนของ Alphabet
ในส่วนของกลุ่มธนาคาร นักลงทุนรอผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารประจําปีของ Fed ที่จะเปิดเผยภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งโดยปกติแล้วธนาคารที่ผ่านเกณฑ์มักจะตามมาด้วยการประกาศปรับเพิ่มเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แม้ในรอบนี้ Fed จะยังไม่นําผลการทดสอบไปใช้กําหนดเงินทุนสํารองตามเกณฑ์ปกติ แต่ผลการทดสอบยังคงเป็นข้อมูลสําคัญที่สะท้อนความสามารถของธนาคารรายใหญ่ในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
ทองคำ น้ำมัน และสินทรัพย์ดิจิทัล: แรงกดดันจากดอลลาร์แข็งและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
ราคาทองคําในตลาดล่วงหน้าปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 3,987.3 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับฐานที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 ที่ทองคําปิดต่ำกว่าระดับ 3,991 ดอลลาร์เป็นครั้งล่าสุด แรงกดดันต่อราคาทองคํามาจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่แรงเทขายทํากําไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงต้นสัปดาห์ก็มีส่วนกดดันสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคําเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนต้องเทขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อชดเชยการขาดทุนในพอร์ตหุ้น
ด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญความผันผวนสอดคล้องกับตลาดหุ้นเช่นกัน โดยราคา Bitcoin ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 80,000 ดอลลาร์ในบางช่วงของสัปดาห์ ก่อนจะหาแรงซื้อกลับเข้ามาช่วยพยุงราคา ขณะที่ Ethereum ก็ปรับตัวลงไปต่ำกว่าระดับ 2,000 ดอลลาร์ในบางจังหวะก่อนฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเสี่ยงของตลาดหุ้นเทคโนโลยีโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนปรับลดสัดส่วนความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
ในส่วนของตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยได้รับอิทธิพลจากความคลี่คลายของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) รายงานว่าลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียจะเริ่มเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพของการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง อันเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดพลังงานมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้สะท้อนความผันผวนสูงที่เกิดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีหลักทั้ง Nasdaq และ S&P 500 แม้ผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากจะช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนให้กลับมาเป็นบวกได้ในระยะสั้น แต่นักลงทุนยังจําเป็นต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความผันผวนของวงจรการลงทุน AI ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะคําถามเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์มีความเห็นแตกต่างกันอยู่
สําหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมหรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสหรัฐฯ หรือลงทุนในหุ้นรายตัวกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ความผันผวนรอบนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความเสี่ยงด้านความเข้มข้นของพอร์ตการลงทุน เนื่องจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่ม AI และชิปมีอิทธิพลสูงต่อทิศทางของทั้งดัชนี การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์และภาคธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นจึงยังเป็นหลักการพื้นฐานที่สําคัญ นอกจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจพลิกกลับมาเป็นการปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ตามมุมมองของบางสถาบันการเงิน ก็เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนไทยที่มีสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่จะเปิดเผยในวันพฤหัสบดี รวมถึงผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสําคัญที่กําหนดทิศทางตลาดในช่วงสั้นถัดจากนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ต้องพิจารณาแนวทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงสัญญาณแข็งแกร่งควบคู่กับเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ก็อาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกในระยะต่อไป นักลงทุนไทยจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการพิจารณาสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้
