วอลล์สตรีทศึกสองด้าน น้ำมันพุ่ง–หุ้นชิปเข้าตลาดหมี ก่อนงบ Big Tech ตัดสิน AI

วอลล์สตรีทศึกสองด้าน น้ำมันพุ่ง–หุ้นชิปเข้าตลาดหมี ก่อนงบ Big Tech ตัดสิน AI

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกว่า “สัปดาห์แห่งการพิสูจน์” ด้วยบรรยากาศที่อึมครึมและกระจัดกระจายอย่างชัดเจน ดัชนีหลักทั้งสามปิดในแดนลบเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยที่แรงกดดันไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่มาจากการปะทะกันของสามกระแสใหญ่ที่กำลังไหลสวนทางกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ลากยาวเข้าสู่วันที่สิบและดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปีจนดัชนีชิปฟิลาเดลเฟียถูกยืนยันในทางเทคนิคว่าเข้าสู่ภาวะตลาดหมี และการรอคอยผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในปัญญาประดิษฐ์นั้นเริ่มสร้างผลตอบแทนจริงหรือยัง

ภาพรวมของการซื้อขายในวันจันทร์สะท้อนความลังเลของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี CNBC รายงานว่าดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 7,443.28 จุด ลดลง 0.19% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,508.07 จุด ลดลงเพียง 0.05% แต่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์กลับร่วงลงถึง 307.16 จุด หรือ 0.59% มาปิดที่ 51,839.26 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงที่หนักที่สุดในบรรดาดัชนีหลัก โดยมีแรงกดดันสำคัญจากหุ้นแอปเปิลที่ร่วงลงกว่า 2% การที่ดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจดั้งเดิมปรับตัวลงแรงกว่า Nasdaq ที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคโนโลยี ถือเป็นภาพที่ผิดปกติเมื่อเทียบกับรูปแบบการเคลื่อนไหวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นสัญญาณว่าการหมุนเวียนเงินลงทุนระหว่างกลุ่ม (sector rotation) กำลังเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น

สิ่งที่ทำให้ภาพซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังต่อสู้กับสิ่งที่นักกลยุทธ์เรียกว่า “ความเสี่ยงคู่ขนาน” นั่นคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันเงินเฟ้อผ่านราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้นที่เกิดจากการตั้งราคาหุ้นกลุ่ม AI ไว้สูงเกินกว่าที่พื้นฐานจะรองรับได้ ทั้งสองความเสี่ยงนี้ไม่ได้หักล้างกัน แต่กลับเสริมแรงซึ่งกันและกัน เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดเพิ่มความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ย และดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็ยิ่งกดดันหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าแพงเป็นทวีคูณ

ดาวโจนส์ร่วง 307 จุด เมื่อเศรษฐกิจดั้งเดิมกลายเป็นเหยื่อของสงครามพลังงาน

การซื้อขายในวันจันทร์เริ่มต้นด้วยความหวังเล็ก ๆ ก่อนที่แรงขายจะกลับมาในช่วงบ่าย ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าหุ้นที่ฉุดดัชนีดาวโจนส์ลงมากที่สุดคือ Merck ที่ร่วง 2.51% ตามด้วย Sherwin-Williams ที่ลดลง 2.19% และ Boeing ที่ปรับตัวลง 2.12% ในทางกลับกัน หุ้นที่ประคองดัชนีไว้ได้ประกอบด้วย Microsoft ที่บวก 2.21% Alphabet ที่เพิ่มขึ้น 1.36% และ Chevron ที่ปรับขึ้น 1.24% ซึ่งสะท้อนโครงสร้างตลาดที่กำลังแบ่งขั้วอย่างชัดเจน กล่าวคือ เม็ดเงินยังคงไหลเข้าหุ้นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไหลเข้าหุ้นพลังงานที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน แต่ไหลออกจากหุ้นอุตสาหกรรม หุ้นสุขภาพ และหุ้นวัสดุก่อสร้างที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่ารูปแบบดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากกลไกส่งผ่านของราคาน้ำมัน บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม การขนส่ง และเคมีภัณฑ์ต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่พุ่งขึ้นทันทีเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ขณะที่บริษัทซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มแทบไม่ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนโดยตรง จึงกลายเป็นที่หลบภัยชั่วคราวของเงินลงทุน สถานการณ์นี้อธิบายว่าเหตุใดดัชนีดาวโจนส์ซึ่งถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้นและมีสัดส่วนหุ้นอุตสาหกรรมสูง จึงปรับตัวลงแรงกว่าดัชนี Nasdaq อย่างมีนัยสำคัญในวันเดียวกัน

หากมองย้อนไปในสัปดาห์ก่อนหน้า ภาพยิ่งน่ากังวลมากขึ้น ดัชนีหลักทั้งสามปิดสัปดาห์ในแดนลบทั้งหมด โดย S&P 500 ปรับตัวลง 1.6% ตลอดสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq Composite ร่วงลงถึง 2.9% และดาวโจนส์ลดลง 0.9% เฉพาะวันศุกร์วันเดียว S&P 500 ปิดลบ 1.01% ที่ 7,457.69 จุด Nasdaq ร่วง 1.4% ปิดที่ 25,520.24 จุด และดาวโจนส์ดิ่งลง 406.55 จุด หรือ 0.77% มาที่ 52,146.42 จุด ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าแรงขายในสัปดาห์ที่ผ่านมามีความรุนแรงและกระจายตัวในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเชิงบวกบางประการที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม การที่ Nasdaq ปรับตัวลงเพียง 0.05% ในวันจันทร์หลังจากร่วงหนักติดต่อกันหลายวัน แสดงให้เห็นว่าแรงขายในกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มชะลอตัวลง และมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่บางตัว โดยเฉพาะ Microsoft และ Alphabet ที่ปรับตัวขึ้นสวนตลาด สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนกำลังใช้จังหวะที่ราคาอ่อนตัวเข้าสะสมหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแกร่งและมีรายได้จากธุรกิจคลาวด์ที่คาดการณ์ได้

รายงานจาก Yahoo Finance ระบุว่าตลาดกำลังมองหา “ตัวเร่งปฏิกิริยาตัวถัดไป” สำหรับธีมการลงทุนด้าน AI หลังจากที่เกิดการหมุนเวียนเงินระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมหลายรอบในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทิศทางตลาดขาดความชัดเจนและผันผวนสูงกว่าปกติ นักลงทุนสถาบันจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะลดสถานะและถือเงินสดเพิ่มขึ้นเพื่อรอดูผลประกอบการก่อนตัดสินใจกลับเข้าตลาดอีกครั้ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำให้สภาพคล่องในตลาดบางลงและขยายความผันผวนของราคาให้กว้างขึ้นกว่าปกติ

สัปดาห์ตัดสินชะตา AI: Alphabet, Tesla, Intel และบาดแผลของ IBM

สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่หนาแน่นที่สุดของฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสอง โดยมีบริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวนถึง 77 แห่งที่จะทยอยรายงานตัวเลข และในจำนวนนั้นมีบริษัทมูลค่าเกินหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ถึงสามแห่ง CNBC รายงานว่า Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิล และ Tesla จะประกาศผลประกอบการหลังตลาดปิดในวันที่ 22 กรกฎาคม ขณะที่ Intel จะรายงานในวันที่ 24 กรกฎาคม การที่สองบริษัทระดับ Magnificent Seven ประกาศผลในวันเดียวกัน ทำให้วันพุธนี้กลายเป็นวันที่มีความเสี่ยงด้านความผันผวนสูงที่สุดของสัปดาห์

ในแง่ของความคาดหวัง ข้อมูลจาก TipRanks ระบุว่านักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดว่า Tesla จะรายงานกำไรต่อหุ้นปรับปรุงที่ 0.52 ดอลลาร์สำหรับไตรมาสสอง ซึ่งเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้คาดว่าจะเติบโตราว 16% มาอยู่ที่ 26.07 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม มุมมองของนักวิเคราะห์ต่อ Tesla ยังคงแบ่งขั้วอย่างรุนแรง โดยมีคำแนะนำซื้อ 10 ราย ถือ 16 ราย และขาย 3 ราย ซึ่งจัดอยู่ในระดับ “ถือ” โดยรวม ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 405.42 ดอลลาร์ คิดเป็นอัพไซด์ราว 6.5% จากระดับปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือนักลงทุนในตลาดออปชั่นกำลังกำหนดราคาให้หุ้น Tesla เคลื่อนไหวได้ถึง 7.08% ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งหลังประกาศผล ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวหลังประกาศงบในสี่ไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 3.23% อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับ Intel นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรต่อหุ้นปรับปรุงที่ 0.22 ดอลลาร์ ซึ่งพลิกจากที่ขาดทุน 0.10 ดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12.1% เป็น 14.42 พันล้านดอลลาร์ ประเด็นที่นักลงทุนจับตามากที่สุดคือความคืบหน้าของแผนงานชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลและ AI รวมถึงโครงการ Terafab และข้อตกลงที่เพิ่งประกาศกับกูเกิล ตลอดจนคำแนะนำว่าการฟื้นตัวของอัตรากำไรที่เห็นในไตรมาสแรกจะสามารถต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลังได้หรือไม่ หุ้น Intel เป็นหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่ผันผวนที่สุดของปี 2569 โดยเคยพุ่งขึ้นกว่า 20% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่โดดเด่น ก่อนจะร่วงลงอย่างหนักในช่วงหลังตามแรงเทขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ราคาหุ้นลดลงราว 13%

แต่เรื่องที่สร้างความหวาดหวั่นให้ตลาดมากที่สุดกลับเป็น IBM ซึ่งเผชิญกับหายนะทางราคาหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท CNBC รายงานว่าหุ้น IBM ดิ่งลงถึง 25% ในวันเดียวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังบริษัทเปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นที่ต่ำกว่าความคาดหมายอย่างมาก นักวิเคราะห์จาก Oppenheimer ได้ปรับลดคำแนะนำหุ้นลงจาก outperform เป็น perform พร้อมระบุว่าแม้จะมีจุดสว่างในธุรกิจอย่าง RedHat, HashiCorp, Confluent และกลุ่มเซิร์ฟเวอร์กับสตอเรจ แต่บริษัทน่าจะทำได้ยากที่จะบรรลุเป้าหมายทั้งปี หรือทำให้ธุรกิจซอฟต์แวร์เติบโตระดับสองหลักตามสกุลเงินคงที่ในปี 2569 และ 2570

ความสำคัญของ IBM ในบริบทนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบริษัทเอง แต่อยู่ที่สัญญาณเชิงระบบที่มันส่งออกมา หาก IBM ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์องค์กรระดับโลก ไม่สามารถแปลงกระแส AI ให้เป็นรายได้ที่เติบโตได้ตามที่สัญญาไว้ คำถามที่ตามมาคือบริษัทอื่นในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกันจะทำได้จริงหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนจะจับตาตัวเลขของ Alphabet เป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ ธุรกิจชิปที่พัฒนาเอง และที่สำคัญที่สุดคือแนวโน้มรายจ่ายลงทุนหรือ CAPEX หากมีสัญญาณว่าการลงทุนกำลังชะลอตัว นั่นจะเป็นธงแดงสำหรับทั้งอุตสาหกรรม แต่หาก CAPEX ยังเร่งตัวโดยไม่มีรายได้รองรับ ตลาดก็อาจตีความเป็นลบได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์บางรายเรียกว่า “กับดักสองทาง”

อีกด้านหนึ่ง สถิติของฤดูกาลประกาศผลประกอบการรอบนี้ยังคงดูดี ข้อมูลจาก FactSet ที่ CNBC อ้างอิงระบุว่าในบรรดาบริษัทราว 50 แห่งในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลไปแล้ว มีถึง 88% ที่ทำกำไรได้เหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างชัดเจน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าบริษัทจะทำกำไรได้ตามคาดหรือไม่ แต่คือคำแนะนำสำหรับช่วงที่เหลือของปีจะออกมาในทิศทางใด เพราะในภาวะที่มูลค่าหุ้นถูกตั้งไว้สูง การทำกำไรได้ตามคาดอาจไม่เพียงพอที่จะประคองราคาหุ้นไว้ได้อีกต่อไป

ปฏิทินผลประกอบการสัปดาห์นี้ยังรวมถึงบริษัทสำคัญอีกหลายแห่ง อาทิ Philip Morris, GE Vernova, Texas Instruments, AT&T, ServiceNow, CSX, Moody’s, Equinor, CME Group, Kinder Morgan, United Rentals, TE Connectivity, Wabtec, Waste Connections และ Northern Trust โดยเฉพาะ Texas Instruments ที่จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของอุปสงค์ชิปในภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์ซึ่งอยู่นอกวงจร AI และจะช่วยให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจจริงนอกเหนือจากกระแส AI กำลังเดินไปในทิศทางใด

หุ้นชิปเข้าสู่ตลาดหมี: เมื่อ Kimi K3 จากจีนจุดชนวน “โมเมนต์ DeepSeek ครั้งที่สอง”

เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนตลาดมากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เมื่อบริษัทสตาร์ทอัพจีนชื่อ Moonshot AI ซึ่งมีอาลีบาบาเป็นผู้สนับสนุน ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ชื่อ Kimi K3 ที่มีขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ นับเป็นโมเดลแบบเปิดน้ำหนัก (open-weight) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ วันเปิดตัว และเป็นการก้าวกระโดดจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง K2 ที่มีขนาด 1 ล้านล้านพารามิเตอร์ บริษัทระบุว่าโมเดลนี้ทำคะแนนได้เทียบเท่าหรือดีกว่าโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ หลายตัวในการทดสอบมาตรฐาน โดยเป็นรองเพียง Claude Fable 5 ของ Anthropic และ GPT-5.6 ของ OpenAI เท่านั้น จุดแข็งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือด้านการเขียนโค้ดฝั่งหน้าบ้าน ซึ่งเป็นหมวดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กร

ปฏิกิริยาของตลาดรุนแรงและฉับพลัน นักลงทุนเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับ “โมเมนต์ DeepSeek” เมื่อปี 2568 ทันที ซึ่งเป็นครั้งที่ห้องปฏิบัติการ AI ของจีนเปิดตัวโมเดลที่มีประสิทธิภาพเทียบเคียงคู่แข่งสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยว ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียร่วงลงถึง 12.5% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 15 เดือน และหากนับจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ดัชนีได้ปรับตัวลงมาแล้วเกือบ 24% ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ

ในระดับหุ้นรายตัว แรงเทขายกระจายตัวไปทั่วห่วงโซ่อุปทาน Nvidia ปรับตัวลง 3.4% AMD ร่วง 4.9% Applied Materials ดิ่ง 6.5% ขณะที่หุ้นกลุ่มหน่วยความจำอย่าง Micron และ SanDisk ต่างปรับตัวลงเช่นกัน กองทุน VanEck Semiconductor ETF ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชิปทั้งหมด ร่วงลงกว่า 4% ในวันศุกร์วันเดียว และหากนับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม กองทุนนี้ปรับตัวลงมาแล้วมากกว่า 17% นับเป็นการปรับฐานที่รวดเร็วและรุนแรงผิดปกติสำหรับกลุ่มที่เคยเป็นผู้นำตลาดมาตลอดสองปี

แรงกระเพื่อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเผชิญแรงขายหนักที่สุด ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลง 4% นำโดยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของประเทศ หุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำดิ่งลงเกือบ 16% โดยนอกจากแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว บริษัทยังถูกคณะลูกขุนกลางในรัฐเท็กซัสสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย 229 ล้านดอลลาร์ในคดีละเมิดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ของ Viasat ขณะที่ Tokyo Electron ร่วงราว 8-9% และ Advantest ปรับตัวลงราว 7-9% ส่วนหุ้น SoftBank ซึ่งเป็นตัวแทนของการลงทุนใน AI ของญี่ปุ่น ร่วงลง 9.2% ในเกาหลีใต้ หุ้น SK Hynix ปิดลบกว่า 11% ในวันพฤหัสบดี และ TSMC ของไต้หวันร่วง 3.64% ในวันศุกร์ แม้ว่าเพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้นบริษัทเพิ่งรายงานกำไรที่พุ่งขึ้นอย่างมากและสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก็ตาม

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หุ้น AI ของจีนเองก็ไม่ได้รอดพ้นจากแรงเทขาย ในการซื้อขายที่ฮ่องกงเมื่อวันศุกร์ หุ้น Zhipu ร่วงลง 28% และ MiniMax ปรับตัวลง 16% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไม่ได้มองว่านี่คือเรื่องของ “จีนชนะ สหรัฐฯ แพ้” แต่มองว่าเป็นการที่โมเดลแบบเปิดน้ำหนักคุณภาพสูงกำลังกดดันโครงสร้างราคาและอัตรากำไรของอุตสาหกรรม AI ทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดก็ตาม เมื่อโมเดลระดับแนวหน้าสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี ความสามารถในการเรียกเก็บค่าบริการระดับพรีเมียมของผู้ให้บริการโมเดลแบบปิดย่อมถูกท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ต้องบันทึกไว้ด้วยว่าแม้จะร่วงหนัก ดัชนีชิปฟิลาเดลเฟียยังคงปรับตัวขึ้นมากกว่า 60% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการคืนกำไรจากการปรับขึ้นที่รุนแรงมากกว่าจะเป็นการพังทลายของธีมการลงทุน นักวิเคราะห์ชี้ว่าจุดชี้ขาดจะอยู่ที่วันที่ 27 กรกฎาคม ซึ่ง Moonshot มีกำหนดเปิดเผยน้ำหนักโมเดลเต็มรูปแบบให้สาธารณะดาวน์โหลด เมื่อถึงเวลานั้นนักพัฒนาทั่วโลกจะสามารถทดสอบได้ด้วยตัวเองว่าคำกล่าวอ้างเรื่องคะแนนมาตรฐานนั้นเป็นจริงหรือไม่ หากผลทดสอบยืนยันตามที่อ้าง แรงกดดันต่อบริษัท AI สหรัฐฯ ในการอธิบายโครงสร้างต้นทุนของตนจะทวีความรุนแรงขึ้น แต่หากโมเดลทำได้ไม่ถึงระดับที่โฆษณาไว้ การเทขายรอบนี้ก็อาจกลายเป็นการตอบสนองที่มากเกินไปและเปิดโอกาสให้เกิดการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

บริบทเพิ่มเติมที่ช่วยให้เข้าใจความอ่อนไหวของตลาดคือ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เคยเผชิญเหตุการณ์คล้ายกันมาแล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน เมื่อคำแนะนำยอดขายชิป AI ของ Broadcom ที่ต่ำกว่าคาดจุดชนวนการเทขายที่ทำให้มูลค่าตลาดของกลุ่มชิปทั่วโลกหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในวันเดียว ทั้งที่รายได้จาก AI ของบริษัทเติบโตถึง 143% เมื่อเทียบปีต่อปีมาอยู่ที่ 10.8 พันล้านดอลลาร์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อความคาดหวังถูกตั้งไว้ในระดับสมบูรณ์แบบ แม้แต่การเติบโตที่ทำลายสถิติก็ยังสามารถสร้างความผิดหวังได้

ในมุมของข้อมูลพื้นฐาน BNP Paribas ประเมินว่ายอดขายเซมิคอนดักเตอร์เติบโต 79% เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 38% ในไตรมาสสี่ของปี 2568 และคาดว่าไตรมาสสองจะแสดงการเติบโตสูงถึง 132% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าอุปสงค์ที่แท้จริงยังคงร้อนแรงมาก ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลพื้นฐานที่แข็งแกร่งกับราคาหุ้นที่ร่วงหนัก จึงเป็นภาพสะท้อนของตลาดที่กำลังปรับลดมูลค่าที่ยอมจ่าย (de-rating) มากกว่าจะเป็นการปรับลดประมาณการกำไร ซึ่งเป็นความแตกต่างที่นักลงทุนควรแยกแยะให้ชัดเจน

สงครามวันที่สิบ: น้ำมันพุ่ง 20% ในเดือนเดียว และเงาของช่องแคบฮอร์มุซ

ปัจจัยที่กดดันตลาดหนักที่สุดในเชิงมหภาคขณะนี้คือสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาถึงคืนที่สิบติดต่อกัน CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศ ปรับตัวขึ้นราว 1.3% ปิดที่ 89.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.9% ปิดที่ 83.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแล้วราว 20% ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว นับตั้งแต่การสู้รบระหว่างสองฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในช่วงข้ามคืนก่อนหน้า ราคาเบรนท์เคยพุ่งขึ้นเกือบ 4% ทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีทหารอเมริกันเสียชีวิตอย่างน้อยสามนายในการสู้รบกับอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้ และประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าอิหร่านจะต้องชดใช้อย่างหนักสำหรับการสังหารทหารอเมริกันทุกนาย พร้อมระบุว่าคำสั่งดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปยังผู้นำระดับสูงของกองทัพแล้ว อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ผ่อนคลายลงในเวลาต่อมา เมื่อโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน นายเอสมาอิล บาไกอี ให้สัมภาษณ์ว่าคนกลางระหว่างประเทศยังคงส่งข้อความติดต่อกับอิหร่านอย่างต่อเนื่องแม้ในระหว่างการโจมตี และการเจรจาระหว่างสองฝ่ายยังสามารถดำเนินต่อไปได้หากเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ

ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าในช่วงหนึ่งของการซื้อขายวันจันทร์ ราคาเบรนท์เคยขึ้นไปแตะเหนือระดับ 91 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัวลงมาบริเวณ 88 ดอลลาร์ หลังปรากฏสัญญาณความพยายามทางการทูตรอบใหม่ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอาจมีการหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งเป็นข่าวที่ช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคา แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะลบพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฝังอยู่ในราคาน้ำมันออกไปได้

ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่แท้จริงอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานโลกก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้น การจราจรทางเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมากนับตั้งแต่อิหร่านเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในน่านน้ำดังกล่าว โดยการโจมตีในเดือนนี้ได้คร่าชีวิตลูกเรืออย่างน้อยสองรายและทำให้บาดเจ็บมากกว่าสิบราย เหตุการณ์ล่าสุดคือเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันนอกชายฝั่งโอมานถูกยิงด้วยกระสุนวิถีจนเกิดเพลิงไหม้ ลูกเรือสามารถสละเรือได้อย่างปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลือโดยเรือลากจูง ตามรายงานเหตุการณ์ของศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร

อีกจุดที่ต้องจับตาคือการที่กลุ่มติดอาวุธฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งพลังงานผ่านทะเลแดง หากเส้นทางทะเลแดงถูกปิดกั้นเพิ่มเติมพร้อมกับความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนการขนส่งพลังงานทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผลกระทบจะส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อในประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดโดยสมดุลอุปสงค์และอุปทานพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยพรีเมียมความเสี่ยงที่ผันผวนตามพาดหัวข่าวรายวัน สภาวะเช่นนี้ทำให้การคาดการณ์ทิศทางราคาในระยะสั้นแทบเป็นไปไม่ได้ และทำให้กลยุทธ์การเก็งกำไรในหุ้นพลังงานมีความเสี่ยงสูงกว่าที่ตัวเลขพื้นฐานจะบ่งชี้ ผู้จัดการกองทุนหลายรายจึงเลือกใช้วิธีถือครองหุ้นพลังงานในสัดส่วนที่เป็นกลางเพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่าจะเป็นการเดิมพันทิศทางราคาน้ำมันโดยตรง

เฟดยุค Kevin Warsh: ตลาดเพิ่มน้ำหนักขึ้นดอกเบี้ยเป็น 55% ในเดือนกันยายน

หัวใจของกลไกที่เชื่อมโยงราคาน้ำมันเข้ากับราคาหุ้นคือนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ปัจจุบันเฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นระดับที่คงที่มาสี่การประชุมติดต่อกัน โดยการตัดสินใจล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ นายเควิน วอร์ช สิ่งที่ทำให้ตลาดตึงเครียดคือ ทิศทางความคาดหวังได้พลิกกลับอย่างสิ้นเชิงจากต้นปี จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย กลายเป็นการคาดการณ์ว่าเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยแทน

ข้อมูลล่าสุดจาก Trading Economics ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ โดยตลาดขณะนี้ให้น้ำหนักความน่าจะเป็นราว 55% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจาก 51% เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกำลังถูกแปลงเป็นความคาดหวังเงินเฟ้อและถูกส่งผ่านเข้าสู่เส้นอัตราผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงกลาง ๆ ของระดับ 4% ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปีซึ่งอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินมากที่สุดอยู่ในกรอบราว 4.0-4.4%

ท่าทีของนายวอร์ชเองเป็นปัจจัยสำคัญ ในถ้อยแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เขาย้ำว่าคณะกรรมการมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคาและไม่มีความอดทนต่อเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง การบริโภคภาคครัวเรือนเติบโตในระดับปานกลาง และผลผลิตภาคการผลิตปรับตัวขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดปี ที่น่าสนใจคือเขาระบุว่าจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของเศรษฐกิจคือการลงทุนภาคธุรกิจ ซึ่งขับเคลื่อนโดยการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งต่ออุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI

คำกล่าวนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อนักลงทุน เพราะหมายความว่าเฟดกำลังมองว่าการลงทุนใน AI คือเสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน หากการลงทุนดังกล่าวชะลอตัวลงตามที่ตลาดหุ้นเริ่มส่งสัญญาณ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดหุ้น แต่จะลามไปถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย นี่คือความเชื่อมโยงที่ทำให้การประกาศผลประกอบการของ Alphabet และการเปิดเผยแผน CAPEX มีความสำคัญเกินกว่าที่จะเป็นเพียงเรื่องของหุ้นตัวเดียว

รายงานจาก Bloomberg ที่ถูกอ้างอิงต่อในแวดวงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระบุว่าความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งในสี่จุดในการประชุมเดือนกรกฎาคมเคยพุ่งขึ้นไปแตะราว 50% จากที่ต่ำกว่า 10% เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ก่อนที่ตัวเลขเงินเฟ้อจะเข้ามาเปลี่ยนภาพอีกครั้ง ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนลดลง 0.4% ซึ่งเป็นการลดลงที่มากกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.5% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลของดาวโจนส์คาดไว้ที่ 3.8% อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้ทำให้แรงกดดันในการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกรกฎาคมลดลงอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ลบความเสี่ยงในเดือนกันยายนออกไป

ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ยังคงแตกต่างกันอย่างมาก นายคริส รูปคีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก FWDBonds มองว่าสามารถตัดความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยออกไปได้ในเวลานี้ โดยให้เหตุผลว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นกลางที่ 3.75% ในปัจจุบันมีความสมดุลพอดีกับความเสี่ยงทั้งขาขึ้นและขาลงของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์จาก Bank of America ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองไปสู่การคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งในสี่จุดถึงสามครั้งในปีนี้ ซึ่งจะดันอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปสู่กรอบ 4.25-4.50% จากปัจจุบัน โดยธนาคารเคยมีมุมมองพื้นฐานว่าดอกเบี้ยจะคงที่ตลอดทั้งปี

นายเอียน ลินเก้น หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จาก BMO Capital Markets ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การที่นายวอร์ชลังเลที่จะให้คำชี้แนะล่วงหน้าอย่างชัดเจน ทำให้ตลาดมีแนวโน้มที่จะคงความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยไว้บางส่วนเสมอ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะออกมาต่ำกว่าที่คาดก็ตาม นี่คือลักษณะเฉพาะของยุคเฟดใหม่ที่นักลงทุนต้องปรับตัว กล่าวคือ ความไม่แน่นอนของนโยบายกลายเป็นภาวะปกติใหม่ และพรีเมียมความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้จะสูงกว่าในยุคก่อนหน้าอย่างเป็นระบบ

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ ในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ ความเห็นส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่จะรักษาทางเลือกในการปรับขึ้นเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อพิสูจน์ว่ามีความหนืด สิ่งที่ตลาดจะให้ความสำคัญมากที่สุดจึงไม่ใช่ตัวเลขดอกเบี้ย แต่คือถ้อยคำในแถลงการณ์หลังการประชุมและน้ำเสียงของนายวอร์ชในการแถลงข่าว ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน

ทองคำและดอลลาร์: เมื่อสินทรัพย์ปลอดภัยไม่ทำงานตามตำรา

หนึ่งในความผิดปกติที่น่าสนใจที่สุดของตลาดในขณะนี้คือพฤติกรรมของทองคำ ตามหลักการทั่วไป ในภาวะที่มีสงคราม ราคาน้ำมันพุ่ง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ราคาทองคำควรปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าราคาทองคำเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม อยู่ที่ราว 4,022 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นเพียง 0.36% จากวันก่อนหน้า และแม้จะยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ได้ แต่ก็ยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเก้าเดือน โดยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวลงแล้วราว 4% แม้ว่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจะยังคงสูงกว่าราว 17%

คำอธิบายของปรากฏการณ์นี้อยู่ที่กลไกของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เมื่อความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานผลักดันให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงจะปรับตัวสูงขึ้น และเนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลก็คือ แรงซื้อจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยถูกหักล้างด้วยแรงขายจากต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น ทำให้ราคาทองคำติดอยู่ในภาวะชักเย่อและไม่สามารถทะยานขึ้นได้ตามที่หลายคนคาดหวัง

ในขณะเดียวกัน ดอลลาร์สหรัฐฯ กลับแข็งค่าขึ้นจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหวังว่าเฟดจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ดัชนีดอลลาร์เคลื่อนไหวอยู่ในระดับราว 105.4 ซึ่งเป็นระดับที่กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทของไทย ปรากฏการณ์ที่ดอลลาร์แข็งค่าพร้อมกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ถือเป็นการผสมผสานที่เลวร้ายที่สุดสำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เพราะต้องจ่ายแพงขึ้นทั้งในแง่ปริมาณและในแง่อัตราแลกเปลี่ยนพร้อมกัน

ในส่วนของโลหะเงิน ราคาปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าทองคำ โดยปิดที่ราว 56.36 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.80% ซึ่งสะท้อนบทบาทคู่ของโลหะเงินในฐานะทั้งสินทรัพย์การเงินและวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ใช้ในแผงโซลาร์เซลล์และอิเล็กทรอนิกส์ ความผันผวนของราคาโลหะเงินในเดือนกรกฎาคมค่อนข้างสูง โดยเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงตั้งแต่ระดับ 50 ปลาย ๆ ไปจนถึงระดับ 60 ต้น ๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนความไม่แน่นอนทั้งด้านอุปสงค์อุตสาหกรรมและด้านนโยบายการเงินในเวลาเดียวกัน

ตลาดหุ้นไทยยืนสวนกระแส: SET แข็งแกร่ง ต่างชาติซื้อสุทธิ 6.9 หมื่นล้านบาท

ท่ามกลางความปั่นป่วนของตลาดโลก ตลาดหุ้นไทยกลับแสดงความแข็งแกร่งที่น่าประหลาดใจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่าดัชนี SET ปิดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,639.04 จุด เพิ่มขึ้น 1.08% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 82,231.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.02% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปรับขึ้น 1.40% มาปิดที่ระดับ 229.34 จุด

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์พาย ระบุว่าเฉพาะวันศุกร์วันเดียว นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 5.1 พันล้านบาท และสะสมตั้งแต่ต้นปีมาแล้วมากถึง 6.9 หมื่นล้านบาท ปัจจัยหนุนคาดว่ามาจากทิศทางการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาจากอินโดนีเซีย และที่สำคัญคือการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกซึ่งกลายเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นคุณค่า (value stock) ที่ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนสูง

โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยที่ประกอบด้วยหุ้นธนาคาร หุ้นพลังงาน และหุ้นสาธารณูปโภคเป็นหลัก โดยแทบไม่มีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์หรือหุ้นแพลตฟอร์ม AI ขนาดใหญ่ กลายเป็นข้อได้เปรียบในสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ เมื่อเงินทุนโลกไหลออกจากหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าแพงไปสู่หุ้นคุณค่าที่มีเงินปันผลสูงและอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่ำ ตลาดหุ้นไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในปลายทางของเงินทุนดังกล่าว ประกอบกับหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง PTT PTTEP TOP และ PTTGC ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยกดดันที่ต้องระวังเช่นกัน บทวิเคราะห์ระบุว่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาทดสอบระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมกับที่ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นราว 3% ซึ่งการผสมผสานนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันกระแสเงินทุน (fund flow) เพราะเมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง ผลตอบแทนที่นักลงทุนต่างชาติได้รับเมื่อแปลงกลับเป็นสกุลเงินดอลลาร์จะลดลง ซึ่งอาจทำให้แรงซื้อจากต่างชาติชะลอตัวลงได้หากการอ่อนค่ายังคงดำเนินต่อไป

ในแง่ของกลยุทธ์ นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน กลุ่มส่งออกอย่าง ITC และ TU ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า รวมถึงหุ้นเชิงรับ (defensive) อย่าง ADVANC, CPN และ CPALL ในขณะที่แนะนำให้ระมัดระวังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นพิเศษ กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ในระยะสั้นถูกประเมินไว้ที่ 1,630-1,650 จุด

สำหรับมุมมองรายสัปดาห์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี คาดว่าดัชนี SET ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคมจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งขึ้น โดยมีแนวต้านที่ 1,652 และ 1,665 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,621 และ 1,609 จุด ปัจจัยสนับสนุนมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทยอยปรับลดลง รวมถึงวัฏจักรการลงทุนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยตลาดจะติดตามผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Alphabet ตลอดจนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเบื้องต้นภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมของประเทศเศรษฐกิจหลัก

อีกปัจจัยภายในประเทศที่ต้องจับตาคือฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีแรงซื้อเข้ามาล่วงหน้าก่อนการประกาศ ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งในแง่คุณภาพสินเชื่อ การตั้งสำรอง และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าการปรับตัวขึ้นของ SET ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีพื้นฐานรองรับหรือเป็นเพียงผลของกระแสเงินทุนระยะสั้น

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: AI Trade กำลัง “สุกงอม” ไม่ใช่ “แตกสลาย”

ท่ามกลางความตื่นตระหนก มุมมองของนักกลยุทธ์การลงทุนมืออาชีพกลับมีความสมดุลมากกว่าที่พาดหัวข่าวสะท้อนออกมา นายแองเจโล คูร์คาฟาส นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสจาก Edward Jones ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่าพัฒนาการล่าสุดคือการแข่งขันจากโมเดลโอเพนซอร์สในจีนที่มีรายงานว่าสามารถแข่งขันได้กับผลิตภัณฑ์ชั้นนำจาก Anthropic และ OpenAI ซึ่งจุดประกายความกังวลใหม่เกี่ยวกับความหนักหน่วงของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี

เขายังชี้ให้เห็นสัญญาณเชิงโครงสร้างที่สำคัญว่า ตลาดกำลังเห็นสัญญาณของความเหนื่อยล้า โดยอุปสงค์จากผู้ใช้ปลายทางสำหรับ AI เริ่มมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น และตลาดเริ่มลงโทษบริษัทที่เร่งการใช้จ่ายอย่างก้าวร้าวเกินไป อย่างไรก็ตาม บทสรุปของเขามีความสำคัญยิ่ง เขามองว่าความผันผวนนี้เป็นสัญญาณว่าธีม AI มีแนวโน้มกำลังเข้าสู่ภาวะเติบโตเต็มที่มากกว่าจะแตกสลาย และนั่นคือส่วนหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพของวิธีที่วัฏจักรการลงทุนเชิงเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเอง

มุมมองนี้สอดคล้องกับความเห็นของนางสาวดาเนียลา ฮาธอร์น นักวิเคราะห์จาก Capital.com ที่ระบุว่านักลงทุนจะจับตาอย่างใกล้ชิดว่าผลประกอบการจะสามารถอธิบายมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงได้หรือไม่ และการปรับฐานล่าสุดจะพัฒนาไปสู่การปรับฐานในวงกว้าง หรือเป็นเพียงการหยุดพักของการปรับขึ้นที่นำโดย AI ความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้ผลประกอบการในสัปดาห์นี้มีน้ำหนักเกินกว่าฤดูกาลประกาศงบทั่วไป

ในเชิงตัวเลข BNP Paribas ประเมินว่ารายจ่ายลงทุนรวมของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึง Meta และ Oracle จะเติบโต 79% เมื่อเทียบปีต่อปีในปี 2569 มาอยู่ที่ 644 พันล้านดอลลาร์ และเติบโตต่ออีก 18% ในปี 2570 มาอยู่ที่ 759 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นสองสิ่งพร้อมกัน หนึ่งคือเม็ดเงินลงทุนยังคงมหาศาลและยังไม่มีสัญญาณหยุดชะงัก และสองคืออัตราการเติบโตกำลังชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 79% เหลือ 18% ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่ขายอุปกรณ์ให้กับการลงทุนเหล่านี้จะเผชิญกับการเปรียบเทียบฐานที่ยากขึ้นมากในปีหน้า

นี่คือแก่นของสิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า “การหมุนเวียนระหว่างฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย” ในระบบนิเวศ AI ฝั่งผู้ซื้อคือบริษัทอย่าง Alphabet, Microsoft และ Meta ที่ใช้จ่ายเงินเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ส่วนฝั่งผู้ขายคือบริษัทอย่าง Nvidia, Intel, Broadcom และ TSMC ที่ได้รับเงินก้อนนั้น ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตลาดให้รางวัลกับฝั่งผู้ขายอย่างมหาศาล แต่ในขณะนี้ เงินทุนกำลังหมุนกลับไปหาฝั่งผู้ซื้อ เพราะบริษัทเหล่านั้นมีธุรกิจหลักที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเป็นเกราะป้องกัน ในขณะที่ฝั่งผู้ขายพึ่งพาการเติบโตของคำสั่งซื้อ AI แทบทั้งหมด

การประกาศผลประกอบการในสัปดาห์นี้จะเป็นการทดสอบทั้งสองฝั่งพร้อมกันเป็นครั้งแรก โดย Alphabet และ Tesla เป็นตัวแทนฝั่งผู้ซื้อ และ Intel เป็นตัวแทนฝั่งผู้ขาย ผลลัพธ์ที่ออกมาจะให้ข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุดในสัปดาห์เดียวเท่าที่เคยมีมา ว่าวัฏจักรการใช้จ่ายด้าน AI กำลังสร้างผลตอบแทนที่แท้จริง หรือว่านักลงทุนกำลังวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานไปไกลเกินไป

อีกประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญเริ่มพูดถึงมากขึ้นคือความเสี่ยงของการกระจุกตัว ในดัชนี S&P 500 สัดส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวมีน้ำหนักสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นเพียงไม่กี่ตัวสามารถกำหนดทิศทางของดัชนีทั้งหมดได้ สำหรับนักลงทุนที่ถือกองทุนดัชนี S&P 500 นี่คือความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และมักถูกมองข้าม เพราะการลงทุนที่ดูเหมือนกระจายความเสี่ยงในบริษัท 500 แห่ง แท้จริงแล้วอาจมีการเปิดรับความเสี่ยงต่อธีม AI สูงกว่าที่คาดคิดไว้มาก

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: สิ่งที่ควรทำในสัปดาห์แห่งความไม่แน่นอน

เมื่อประมวลภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน สถานการณ์ตลาดในสัปดาห์นี้สามารถสรุปได้ว่าเป็นภาวะที่ปัจจัยเสี่ยงหลายด้านมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน โดยไม่มีปัจจัยใดที่จะได้ข้อสรุปในระยะเวลาอันสั้น สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน แม้จะมีข่าวการเจรจาผ่านคนกลาง การประเมินมูลค่าหุ้น AI ยังอยู่ในกระบวนการปรับฐานที่จะต้องรอผลประกอบการมาชี้ขาด และนโยบายการเงินของเฟดยังคงอยู่ในภาวะที่ตลาดต้องคาดเดาจากถ้อยคำมากกว่าจากคำชี้แนะที่ชัดเจน

สำหรับนักลงทุนไทย ผลกระทบที่ต้องพิจารณาแบ่งออกได้เป็นสามช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือผลกระทบผ่านตลาดหุ้นไทยโดยตรง ซึ่งในระยะสั้นดูเหมือนจะเป็นบวกอย่างน่าประหลาดใจ เพราะโครงสร้างตลาดที่เน้นหุ้นคุณค่าและหุ้นพลังงานทำให้ SET กลายเป็นที่หลบภัยของเงินทุนที่ไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก แต่ในระยะกลาง หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงในเดือนกันยายน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่กว้างขึ้นจะกดดันเงินบาทและอาจทำให้เงินทุนไหลกลับออกได้

ช่องทางที่สองคือผลกระทบผ่านค่าเงินบาท ซึ่งขณะนี้อ่อนค่ามาทดสอบระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ สำหรับนักลงทุนที่ถือหน่วยลงทุนในกองทุนต่างประเทศแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน การอ่อนค่าของเงินบาทช่วยชดเชยผลขาดทุนจากราคาหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงได้บางส่วน แต่ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่วางแผนจะลงทุนเพิ่มในต่างประเทศ ต้นทุนการเข้าซื้อในขณะนี้จะสูงขึ้นตามไปด้วย นักลงทุนจึงควรพิจารณาทยอยลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนมากกว่าการลงเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว

ช่องทางที่สามคือผลกระทบผ่านเงินเฟ้อในประเทศ ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น 20% ในเดือนเดียวประกอบกับเงินบาทที่อ่อนค่า จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบนี้จะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในประเทศภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และอาจจำกัดพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

ในแง่ของกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม นักลงทุนไทยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้ ประการแรก หลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักในกองทุนที่กระจุกตัวในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์หรือหุ้นเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มในช่วงก่อนการประกาศผลประกอบการสัปดาห์นี้ เพราะความผันผวนที่ตลาดออปชั่นกำลังกำหนดราคาอยู่นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สอง หากมีสถานะในหุ้นเทคโนโลยีอยู่แล้วในสัดส่วนที่เหมาะสม การถือครองต่อไปอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการขายในภาวะตื่นตระหนก เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์ยังคงแข็งแกร่งตามที่ตัวเลขการเติบโตของยอดขายเซมิคอนดักเตอร์บ่งชี้

ประการที่สาม การกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งในและต่างประเทศสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อได้ในภาวะปัจจุบัน แต่ควรตระหนักว่านี่เป็นการป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่การเก็งกำไร เพราะหากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงได้เช่นกัน ประการที่สี่ สำหรับผู้ที่มีสัดส่วนตราสารหนี้ในพอร์ต ควรระมัดระวังตราสารหนี้ระยะยาวเป็นพิเศษ เพราะหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนจริง ราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

ประการสุดท้าย นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปฏิทินเหตุการณ์ในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้าเป็นพิเศษ ได้แก่ ผลประกอบการของ Alphabet และ Tesla ในวันที่ 22 กรกฎาคม ผลประกอบการของ Intel ในวันที่ 24 กรกฎาคม การเปิดเผยน้ำหนักโมเดล Kimi K3 ในวันที่ 27 กรกฎาคม และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ ในวันที่ 28-29 กรกฎาคม เหตุการณ์ทั้งสี่นี้กระจุกตัวอยู่ในกรอบเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งหมายความว่าความผันผวนของตลาดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มจะสูงกว่าปกติอย่างมาก

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากสถานการณ์ในสัปดาห์นี้อาจไม่ใช่เรื่องของการทำนายทิศทางตลาด แต่เป็นเรื่องของการยอมรับว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของธีมการลงทุนขนาดใหญ่ วัฏจักร AI ที่ขับเคลื่อนตลาดมาตลอดสองปีกำลังเข้าสู่ระยะที่นักลงทุนเริ่มแยกแยะระหว่างผู้ชนะที่แท้จริงกับผู้ที่เพียงแค่ได้อานิสงส์จากกระแส ซึ่งเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดแต่จำเป็นและเกิดขึ้นในทุกวัฏจักรเทคโนโลยีในประวัติศาสตร์ สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มีวินัยและมีการจัดสรรสินทรัพย์ที่เหมาะสม ช่วงเวลาแห่งความสับสนเช่นนี้มักเป็นช่วงที่โอกาสที่ดีที่สุดปรากฏขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ใช้เงินกู้หรือมีกรอบเวลาการลงทุนสั้น ความระมัดระวังคือคุณสมบัติที่มีค่าที่สุดในเวลานี้

ท้ายที่สุด สิ่งที่ควรจดจำคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังพังทลาย แม้ดัชนีชิปจะเข้าสู่ภาวะตลาดหมีในทางเทคนิค แต่ยังคงปรับตัวขึ้นมากกว่า 60% นับตั้งแต่ต้นปี ในขณะที่ 88% ของบริษัทที่รายงานผลประกอบการแล้วยังคงทำกำไรได้เหนือความคาดหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการปรับฐานของราคาที่วิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานไปไกลเกินไป มากกว่าจะเป็นสัญญาณของวิกฤต การแยกแยะความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ให้ออก คือทักษะที่จะกำหนดผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569

Similar Posts

  • ตลาดหุ้นเอเชียมิถุนายน 2026: นิกเกอิทะยาน-SET ฟื้นตัว บาทแข็งท่ามกลางสัญญาณสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกปิดการซื้อขายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยบรรยากาศที่คึกคักและเปี่ยมด้วยความหวัง หลังจากสัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น บวกกับกระแสผลประกอบการภาคเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและโมเมนตัมของปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงร้อนแรงไม่หยุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปิดที่ระดับ 66,934 จุด ขณะที่ดัชนีแฮงเส็งของฮ่องกงแตะ 25,398 จุด และดัชนี SET ของไทยทรงตัวอยู่แถว 1,568 จุด สะท้อนพลวัตที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจระหว่างตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกับตลาดที่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์นี้นับว่าเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นหลังจากอ่อนค่าในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะเริ่มต้น ตลอดจนบรรยากาศการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นชุดปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นมาที่ระดับ 1,480-1,500 จุดภายในสิ้นปีนี้ ญี่ปุ่นนำโชว์ นิกเกอิทะลุ 66,000 จุด SoftBank พุ่งแรงหลังแผน AI ยักษ์ ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดขึ้น 0.91% ที่ระดับ 66,934.33 จุดในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Topix ปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 3,940.7 จุด…

  • | |

    สงครามเศรษฐกิจโลก: ทรัมป์ลั่น Economic D-Day น้ำมันพุ่ง ทองคำนิวไฮ นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ท่ามกลางความปั่นป่วนที่ถาโถมจากหลายแนวรบพร้อมกัน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “Economic D-Day” หรือปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อกดดันอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านย่างเข้าสู่เดือนที่หก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกยังคงถูกปิดกั้นเกือบสนิท ผลลัพธ์คือราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือน และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนักที่สุดในรอบสามสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนก็ยังไม่มีทีท่าคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืดข้อตกลงพักรบทางภาษีออกไป แต่โครงสร้างกำแพงภาษีที่ซับซ้อนหลายชั้นยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และดันอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักและมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น สถานการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และทิศทางของดัชนี SET รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกแนวรบ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย 1. “Economic D-Day”: ทรัมป์เปิดสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดกับอิหร่าน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศคำว่า “ECONOMIC D-DAY” ต่ออิหร่าน โดยระบุว่านี่จะเป็น “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการกับประเทศใด” สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้บทลงโทษทางการเงินขั้นรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลือเตหะรานหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร สาระสำคัญของคำประกาศคือการขยายวงล้อมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมไม่เฉพาะอิหร่านเท่านั้น…

  • | |

    กำแพง Liquidation ของ Ethereum ใกล้ปะทุ: ระดับ $2,451 อาจเขย่าตลาดกว่า 1.47 พันล้านดอลลาร์

    ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงเวลานี้กำลังเข้าสู่ภาวะ “แรงกดดันสูงสุด” โดยเฉพาะสำหรับ Ethereum (ETH) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ระดับราคาสำคัญซึ่งอาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่า หากราคา ETH ทะลุระดับ 2,451 ดอลลาร์ จะมีสถานะ Short มูลค่ากว่า 1.473 พันล้านดอลลาร์ที่เสี่ยงถูก Liquidate ขณะที่หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 2,220 ดอลลาร์ ก็จะมีสถานะ Long มูลค่ากว่า 1.099 พันล้านดอลลาร์ที่อาจถูกล้างพอร์ตเช่นกัน สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อน “โครงสร้างตลาดที่เปราะบาง” ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแรงเร่ง (acceleration mechanism) ได้ทันทีเมื่อราคาขยับถึงจุดใดจุดหนึ่ง โครงสร้างตลาดปัจจุบัน: สมดุลที่พร้อมแตกหัก ราคาปัจจุบันของ ETH อยู่บริเวณประมาณ 2,375 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองโซนสำคัญ วิเคราะห์เชิงลึก: เจาะลึก Liquidation Bands: กลไกที่ขับเคลื่อนความผันผวน แพลตฟอร์ม Coinglass ระบุระดับ 2,451 และ 2,220 ดอลลาร์ว่าเป็น…

  • | |

    ดอลลาร์อ่อนก่อน Jackson Hole เยนแข็ง บาทกลับใต้ 33 | ค่าเงินโลก 18 ส.ค. 2026

    ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศเปิดสัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคม 2026 ด้วยภาพของ “ดอลลาร์อ่อนค่าเป็นวงกว้าง” หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนกว่าคาดช่วยลดแรงเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ส่งผลให้เงินเยนญี่ปุ่นและยูโรฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าหลุดระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนสองเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางค่าเงินทั้งไตรมาส นั่นคือรายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) และการปราศรัยครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่งานสัมมนา Jackson Hole ภาพรวมของตลาดในวันนี้สะท้อนภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกเรียกว่า “การกลับทิศของการคาดการณ์” (repricing) อย่างชัดเจน เพียงเดือนเดียวก่อนหน้านี้ ตลาดยังให้น้ำหนักว่าเฟดภายใต้การนำของวอร์ชอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่เมื่อชุดข้อมูลล่าสุดทั้งยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ออกมาชะลอตัวพร้อมกัน ความเร่งด่วนในการขึ้นดอกเบี้ยก็ลดลง ดัชนีดอลลาร์ (DXY) จึงอ่อนตัวลงสู่ระดับราว 99.6 จุด และบันทึกสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในรอบสามเดือน ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นแรงหนุนให้สกุลเงินหลักและสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็นวงกว้าง สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขบนหน้าจอเทรด เพราะทิศทางของดอลลาร์ เยน และยูโร ล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนนำเข้า รายได้ส่งออก มูลค่าพอร์ตลงทุนต่างประเทศ และแม้กระทั่งกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจสถานการณ์ค่าเงินหลักแบบเจาะลึกทีละคู่ พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ภาพรวมตลาดค่าเงินวันนี้: ดอลลาร์เสียแรงหนุนจากดอกเบี้ย…

  • | |

    วอลล์สตรีทแยกทาง! ดาวโจนส์นิวไฮ 5 วันติด S&P500-Nasdaq ย่อ รอตัวเลขจ้างงาน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 5 สิงหาคม ในภาพที่อธิบายได้ด้วยคำเดียวว่า “แยกทาง” เมื่อดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ยังเดินหน้าทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ปิดที่ 54,349.12 จุด บวก 263.24 จุด หรือราว 0.49% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ย่อลง 0.17% มาอยู่ที่ 7,723.55 จุด ตัดสถิติบวก 4 วันติด ส่วน Nasdaq Composite ที่หนักไปทางหุ้นเทคโนโลยีร่วงแรงกว่าที่ 0.83% ปิดที่ 26,363.44 จุด สะท้อนแรงหมุนเวียนเงินลงทุน (rotation) ที่ไหลออกจากกลุ่มเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งร้อนแรงมาทั้งสัปดาห์ เข้าสู่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิมอย่างอุตสาหกรรม การแพทย์ และการเงิน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ซับซ้อน ทั้งผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ทยอยประกาศออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ความหวังต่อข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กดราคาน้ำมันลง และความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช…

  • Nvidia ทำลายสถิติโลก รายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์! พร้อมลุ้น Big Tech ทุ่มงบ AI ทะลุ 7 แสนล้านในปี 2026

    คืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2566) ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต้องหยุดหายใจรอผลประกอบการของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ Nvidia เจ้าพ่อชิป AI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (FY27 Q1) พร้อมตัวเลขที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ Wall Street อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายได้ทะลุ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% จากปีก่อน พร้อมประกาศคาดการณ์ไตรมาส 2 ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ขณะเดียวกัน บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Apple, Alphabet, Meta และ Amazon ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดพร้อมเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ทุบสถิติโลก” ทุกปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวใหญ่จากดีล Apple-Intel ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องรู้ในสัปดาห์นี้ Nvidia: “Demand Has Gone…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *