กำแพง Liquidation ของ Ethereum ใกล้ปะทุ: ระดับ $2,451 อาจเขย่าตลาดกว่า 1.47 พันล้านดอลลาร์
| |

กำแพง Liquidation ของ Ethereum ใกล้ปะทุ: ระดับ $2,451 อาจเขย่าตลาดกว่า 1.47 พันล้านดอลลาร์

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงเวลานี้กำลังเข้าสู่ภาวะ “แรงกดดันสูงสุด” โดยเฉพาะสำหรับ Ethereum (ETH) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ระดับราคาสำคัญซึ่งอาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่

ข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่า หากราคา ETH ทะลุระดับ 2,451 ดอลลาร์ จะมีสถานะ Short มูลค่ากว่า 1.473 พันล้านดอลลาร์ที่เสี่ยงถูก Liquidate ขณะที่หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 2,220 ดอลลาร์ ก็จะมีสถานะ Long มูลค่ากว่า 1.099 พันล้านดอลลาร์ที่อาจถูกล้างพอร์ตเช่นกัน

สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อน “โครงสร้างตลาดที่เปราะบาง” ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแรงเร่ง (acceleration mechanism) ได้ทันทีเมื่อราคาขยับถึงจุดใดจุดหนึ่ง

โครงสร้างตลาดปัจจุบัน: สมดุลที่พร้อมแตกหัก

ราคาปัจจุบันของ ETH อยู่บริเวณประมาณ 2,375 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองโซนสำคัญ

วิเคราะห์เชิงลึก:

  • ตลาดกำลังอยู่ใน “สมดุลปลอม” (false equilibrium)
    กล่าวคือ ราคาอาจดูนิ่ง แต่ความจริงแล้วมีแรงซื้อและแรงขายที่สะสมอยู่จำนวนมากรอการปลดปล่อย
  • นักลงทุนทั้งฝั่ง Long และ Short ต่างมั่นใจในมุมมองของตน
    ส่งผลให้เกิดการใช้เลเวอเรจสูงทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นสัญญาณของตลาดที่ “เปราะบาง”
  • เมื่อราคาขยับเพียงเล็กน้อย อาจทำให้สมดุลนี้พังทลาย
    และนำไปสู่การเคลื่อนไหวแบบ “ไม่เป็นเชิงเส้น” (non-linear move)

เจาะลึก Liquidation Bands: กลไกที่ขับเคลื่อนความผันผวน

แพลตฟอร์ม Coinglass ระบุระดับ 2,451 และ 2,220 ดอลลาร์ว่าเป็น “Liquidation Bands” ซึ่งเป็นจุดที่มีการสะสมของคำสั่งที่เสี่ยงถูกบังคับปิดจำนวนมาก

ขยายความสำคัญของ Liquidation Bands:

  • เป็น “แผนที่ของความเสี่ยง”
    แสดงให้เห็นว่าตลาดมีความเปราะบางอยู่ตรงไหน
  • เป็น “แหล่งสภาพคล่อง”
    เพราะเมื่อเกิด Liquidation จะมีคำสั่งซื้อหรือขายจำนวนมากถูกส่งเข้าตลาดทันที
  • เป็น “เป้าหมายของ Smart Money”
    นักลงทุนรายใหญ่หรือ Market Makers อาจใช้ข้อมูลนี้ในการลากราคาไปยังจุดที่สามารถสร้างกำไรได้สูงสุด

วิเคราะห์เชิงพฤติกรรม: ทำไมราคาอาจวิ่งแรงกว่าที่คาด

1. ตลาดที่มี Overleverage สูง

การที่มีสถานะเลเวอเรจจำนวนมาก หมายความว่า:

  • ผู้เล่นในตลาดมี “Margin of error ต่ำมาก”
  • การเคลื่อนไหวเพียง 2–3% สามารถล้างพอร์ตได้

ขยายผล:

  • นักลงทุนรายย่อยมักใช้เลเวอเรจสูงเพื่อหวังผลกำไรเร็ว
  • แต่เมื่อราคาวิ่งสวน → ถูก Liquidate → กลายเป็นแรงขาย/ซื้อเพิ่มเติม

สิ่งนี้สร้าง “Feedback Loop” ที่ทำให้ราคาเคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ

2. กลไก Short Squeeze (ฝั่งขาขึ้น)

หาก ETH ทะลุ 2,451 ดอลลาร์:

  • Short positions ถูกบังคับปิด
  • ระบบจะ “ซื้อคืน” เพื่อปิดสถานะ
  • เกิดแรงซื้อเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ

วิเคราะห์เพิ่มเติม:

  • Short squeeze มักเกิดในช่วงที่ตลาด “ไม่คาดคิด”
  • นักลงทุนที่มั่นใจว่าราคาจะลง จะถูกบังคับให้ซื้อในราคาที่สูงขึ้น
  • ส่งผลให้ราคา “พุ่งแบบเร่งตัว” (parabolic move)

3. กลไก Long Squeeze (ฝั่งขาลง)

หาก ETH หลุด 2,220 ดอลลาร์:

  • Long positions ถูก Liquidate
  • ระบบจะ “ขายออก”
  • เกิดแรงขายต่อเนื่อง

วิเคราะห์เพิ่มเติม:

  • Long squeeze มักรุนแรงกว่า เพราะตลาดคริปโตมี bias ขาขึ้น
  • นักลงทุนจำนวนมากมักถือ Long → เมื่อโดนล้างพอร์ต → panic sell

4. Liquidation Cascade: เอฟเฟกต์ลูกโซ่

เมื่อ Liquidation เริ่มต้น:

  • จะกระตุ้น Liquidation ถัดไป
  • เกิด “Domino effect”

ตัวอย่าง:

  • ราคาแตะ 2,451 → Short ถูกล้าง → ราคาขึ้น → Short เพิ่มเติมถูกล้าง → ราคาขึ้นต่อ

บทบาทของ Exchange และ Market Makers

แพลตฟอร์มอย่าง:

  • Binance
  • OKX
  • Bybit

มีบทบาทสำคัญในการ:

1. รักษาสภาพคล่อง

Market makers จะ:

  • เสนอราคา bid/ask ตลอดเวลา
  • ทำให้ตลาดซื้อขายได้ทันที

2. จัดการความเสี่ยง

เมื่อมี position ขาดทุน:

  • ระบบจะ Liquidate เพื่อป้องกัน negative balance

3. ส่งผลต่อราคาโดยอ้อม

เพราะ Liquidation = market order ขนาดใหญ่

Ethereum กับบทบาทในระบบการเงินใหม่

Ethereum ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร แต่เป็น “Infrastructure”

1. ศูนย์กลางของ Stablecoin

Stablecoin:

  • ใช้เป็น Margin
  • ใช้ใน DeFi
  • ใช้โอนเงินข้ามประเทศ

วิเคราะห์:

เมื่อเกิด Liquidation:

  • Stablecoin ถูกใช้ปิดสถานะ
  • ส่งผลต่อ liquidity ในระบบทั้งหมด

2. การเติบโตของ Tokenized Assets

สินทรัพย์โลกจริง (RWA):

  • พันธบัตร
  • อสังหาริมทรัพย์
  • หุ้น

กำลังถูกนำมาอยู่บน Ethereum

3. กรณี HKDAP และบทบาทฮ่องกง

โครงการ Stablecoin จากฮ่องกง:

  • ต้องการสร้างระบบที่โปร่งใส
  • รองรับการเงินระดับสถาบัน

Animoca Brands เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลัก

Evan Auyang ระบุว่า:

  • Stablecoin คือ “สะพาน” ระหว่าง Web2 และ Web3

วิเคราะห์เชิงระบบ (Macro Perspective)

1. ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk)

เมื่อ ETH ผันผวน:

  • DeFi protocols อาจได้รับผลกระทบ
  • Collateral ถูก liquidate

2. ความเชื่อมโยงกับ TradFi

ธนาคารและสถาบัน:

  • เริ่มใช้ Blockchain มากขึ้นแล้ว
  • ใช้ Ethereum เป็น settlement layer

3. ผลกระทบต่อเงินทุนโลก

Liquidation ขนาดใหญ่:

  • อาจทำให้เงินไหลออกจาก crypto
  • หรือเกิด inflow หากเกิด squeeze

มุมมองนักลงทุนเชิงกลยุทธ์

ฝั่ง Bullish (มองขึ้น)

  • หากทะลุ 2,451 → momentum จะเร่งตัว
  • อาจเกิด breakout ที่แท้จริง

ฝั่ง Bearish (มองลง)

  • หากหลุด 2,220 → sentiment จะเปลี่ยนทันที
  • อาจเกิด panic sell

กลยุทธ์ที่ควรพิจารณา

1. ลดเลเวอเรจ

เพื่อลดความเสี่ยงจาก liquidation

2. ใช้ Stop Loss อย่างมีวินัย

เพราะตลาดอาจเคลื่อนไหวเร็วมาก

3. รอ confirmation

ไม่ควรเข้า position ก่อน breakout ชัดเจน

บทสรุปเชิงลึก

สถานการณ์ของ Ethereum ในตอนนี้สะท้อน “จุดตัดของแรงเก็งกำไรและโครงสร้างระบบการเงิน”

  • ระดับ 2,451 และ 2,220 ไม่ใช่แค่แนวราคา
  • แต่เป็น “จุดระเบิดของสภาพคล่อง”

ในโลกที่ Ethereum กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเงินดิจิทัล
การเคลื่อนไหวของราคาจึงไม่ได้ส่งผลแค่กับนักเทรด
แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง DeFi, Stablecoin และระบบการเงินระดับโลก

นักลงทุนที่เข้าใจกลไกเหล่านี้ จะสามารถ:

  • มองเห็นโอกาสก่อนตลาด
  • และจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่

Similar Posts

  • | |

    จับกระแสจัดพอร์ตโลก 2026: ETF ทะลุล้านล้าน ตลาดเกิดใหม่ผงาด พันธบัตรคืนฟอร์ม

    ภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เมื่อกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุนอีทีเอฟ (ETF) ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในเพียงครึ่งปีแรกเป็นครั้งแรก ตลาดหุ้นเกิดใหม่กลับมาเปล่งประกายอีกครั้งหลังทำผลตอบแทนแซงหน้าตลาดพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พันธบัตรกลับมาทวงบทบาท “เครื่องยนต์สร้างรายได้” ท่ามกลางธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่ยืนกรานจุดยืนสายเหยี่ยว รายงานชิ้นนี้ประมวลภาพใหญ่ของกลยุทธ์การจัดพอร์ตระดับโลก พร้อมวิเคราะห์นัยสำคัญต่อนักลงทุนไทยในวันที่ดัชนี SET ยืนเหนือระดับ 1,600 จุดอย่างมั่นคง หากจะสรุปธีมการลงทุนของปี 2026 ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคงหนีไม่พ้นคำว่า “การหมุนเวียน” (Rotation) เพราะหลังจากที่พอร์ตการลงทุนทั่วโลกถูกครอบงำด้วยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาต่อเนื่องหลายปี เม็ดเงินลงทุนในปีนี้เริ่มกระจายตัวออกไปสู่สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม ทั้งหุ้นต่างประเทศ ตลาดเกิดใหม่ หุ้นขนาดเล็ก หุ้นคุณค่า และตราสารหนี้ นักกลยุทธ์การลงทุนชั้นนำต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (Concentration Risk) ในหุ้นไม่กี่ตัวได้กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป และการกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาดคือหัวใจของการอยู่รอดในปีที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ เงินทุนไหลเข้า ETF ทุบสถิติ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรก ปรากฏการณ์ที่สะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนทั่วโลกได้ชัดเจนที่สุดในปีนี้ คือกระแสเงินทุนที่ไหลบ่าเข้าสู่กองทุนอีทีเอฟอย่างท่วมท้น รายงานจาก…

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • พอร์ตการลงทุน 2026: รีบาลานซ์สู่ยุคใหม่ เมื่อ ETF, พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ และสินทรัพย์ดิจิทัลกำหนดอนาคตนักลงทุน

    นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อสภาพแวดล้อมทางการเงินปี 2566 ผลักดันให้กลยุทธ์คลาสสิกอย่าง “60/40” (หุ้น 60% พันธบัตร 40%) ต้องถูกทบทวนใหม่อย่างเร่งด่วน ขณะที่ตลาดพันธบัตรตลาดเกิดใหม่กลับมาโดดเด่น กองทุน ETF รูปแบบใหม่ระเบิดตัวออกมาอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูก tokenize กำลังทลายเส้นแบ่งระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมกับโลก Web3 อย่างไม่หันกลับ จาก CoinDesk ถึง CryptoSlate รวมถึงรายงานจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกอย่าง VanEck, BlackRock, และ iShares ต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนไปในทิศทางเดียวกัน: นักลงทุนที่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมในปี 2025 อาจพลาดโอกาสสำคัญที่กำลังเปิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจของพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ การหลั่งไหลของ Crypto ETF มากกว่า 100 รายการที่คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจาก SEC และตลาด tokenized real-world assets (RWA) ที่ขยายตัวทะลุ 32,000 ล้านดอลลาร์ บทวิเคราะห์นี้รวบรวมพัฒนาการล่าสุดจากแหล่งข้อมูลชั้นนำระดับโลก เพื่อช่วยให้นักลงทุนไทยเข้าใจภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และปรับกลยุทธ์พอร์ตให้สอดรับกับโอกาสและความเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปีนี้ พันธบัตรตลาดเกิดใหม่: ดาวเด่นที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตปี 2026…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด

    ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568…

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

  • | |

    โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทางพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “การหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ควบคู่กับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” หลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังดันให้เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างเป็นทางการ IMF ปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 เหลือเพียง 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 โดยตั้งชื่อรายงานครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “Global Economy in the Shadow of War” หรือ “เศรษฐกิจโลกในเงาสงคราม” สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความเสี่ยงที่ปกคลุมการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งในแง่ราคาน้ำมัน เสถียรภาพค่าเงินบาท การท่องเที่ยว และทิศทางของตลาดหุ้น SET ในช่วงที่เหลือของปี สงครามอิหร่าน: ช็อคพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่พลิกโฉมตลาดพลังงานโลกในปีนี้คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำมาซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีน้ำมันดิบราว…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *