ตลาดหุ้นเอเชียมิถุนายน 2026: นิกเกอิทะยาน-SET ฟื้นตัว บาทแข็งท่ามกลางสัญญาณสงครามอิหร่าน

ตลาดหุ้นเอเชียมิถุนายน 2026: นิกเกอิทะยาน-SET ฟื้นตัว บาทแข็งท่ามกลางสัญญาณสงครามอิหร่าน

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกปิดการซื้อขายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยบรรยากาศที่คึกคักและเปี่ยมด้วยความหวัง หลังจากสัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น บวกกับกระแสผลประกอบการภาคเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและโมเมนตัมของปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงร้อนแรงไม่หยุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปิดที่ระดับ 66,934 จุด ขณะที่ดัชนีแฮงเส็งของฮ่องกงแตะ 25,398 จุด และดัชนี SET ของไทยทรงตัวอยู่แถว 1,568 จุด สะท้อนพลวัตที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจระหว่างตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกับตลาดที่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ

สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์นี้นับว่าเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นหลังจากอ่อนค่าในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะเริ่มต้น ตลอดจนบรรยากาศการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นชุดปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นมาที่ระดับ 1,480-1,500 จุดภายในสิ้นปีนี้

ญี่ปุ่นนำโชว์ นิกเกอิทะลุ 66,000 จุด SoftBank พุ่งแรงหลังแผน AI ยักษ์

ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดขึ้น 0.91% ที่ระดับ 66,934.33 จุดในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Topix ปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 3,940.7 จุด ความโดดเด่นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงนี้มาจากหลายปัจจัยที่ทับซ้อนกัน ทั้งกระแสเทคโนโลยี AI ที่ยังคงร้อนแรง ความหวังในการเจรจาสันติภาพตะวันออกกลาง และผลการส่งออกที่แข็งแกร่ง

หุ้น SoftBank Group พุ่งขึ้นถึง 14% หลังบริษัทประกาศแผนลงทุน 4.5 หมื่นล้านยูโร หรือราว 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ในฝรั่งเศสในช่วงห้าปีข้างหน้า การประกาศดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การขยายตัวในระดับโลกของกลุ่มทุนญี่ปุ่น ซึ่งมองเห็นโอกาสในตลาดยุโรปที่กำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ และจีน

ย้อนไปในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยิ่งโชว์ศักยภาพที่น่าประทับใจยิ่งกว่า ดัชนีนิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นกว่า 5% ปิดที่ 62,833.84 จุด นำโดยกลุ่มวัตถุดิบขั้นพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน โดย SoftBank ขึ้นกว่า 18% ขณะที่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ Ibiden ทะยานถึง 22% และ Sumco Corp บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ขึ้น 19.74%

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ดัชนีนิกเกอิขึ้น 2.53% ปิดที่ 66,329.5 จุด ขณะที่ Topix พุ่งขึ้น 1.41% แตะสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,957.17 จุด โดยแรงหนุนสำคัญมาจากหุ้น Samsung Electronics ที่พุ่งขึ้นกว่า 5% หลังบริษัทประกาศเริ่มส่งตัวอย่างชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นล่าสุดให้ลูกค้าทั่วโลก

แรงซื้อในตลาดญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากรายงานการค้าที่แข็งแกร่ง โดยการส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนเมษายนขยายตัวเร็วที่สุดในปีนี้นับตั้งแต่เดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน เกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีแรงหนุนหลักจากการส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูง

นอกจากนี้ หุ้น SoftBank ยังพุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดใหม่ตลอดปีนี้ ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนในบริษัทอย่าง SB Energy และ OpenAI โดยหุ้นปรับตัวขึ้นกว่า 297% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ขับเคลื่อนโดย Vision Fund ซึ่งเป็นกลไกหลักในการสร้างกำไร

ภาพรวมของตลาดญี่ปุ่นในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นหัวรถจักรหลักของตลาด แทนที่กลุ่มยานยนต์แบบดั้งเดิมที่ยังคงแบกรับแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

แฮงเส็งอ่อนแรงหลังวิ่งไกล เทคโนโลยีจีนยังฝืดหนักแม้ตลาดโลกบวก

ดัชนีแฮงเส็งปิดบวก 0.86% ที่ 25,398.18 จุดในวันที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวลง 0.98% ปิดที่ 4,844.26 จุด ความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันระหว่างสองตลาดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ตลาดหุ้นจีนกำลังเผชิญอยู่

ดัชนีแฮงเส็งมีอัตราส่วน P/E ล่วงหน้า 12 เดือนอยู่ที่ 11.8 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 10.7 เท่าเกือบหนึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แต่ก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของ 15.5 เท่าที่เคยทำได้ในปี 2021 ภาพดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดฮ่องกงยังมีพื้นที่เพิ่มขึ้นในทางทฤษฎี แต่ต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรของบริษัทที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเพื่อรองรับการ re-rating ดังกล่าว

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับตลาดฮ่องกงคือกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ยังคงชะลอตัว หุ้น Alibaba ปรับตัวลงถึง 34% จากจุดสูงสุดของปีที่แล้ว Tencent ร่วงลงกว่า 35% ขณะที่ JD ปรับลง 21% ซึ่งเป็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับกระแส AI ที่ยกระดับตลาดเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

เป้าหมายราคาพื้นฐานสำหรับดัชนีแฮงเส็งภายในสิ้นปี 2026 อยู่ที่ 28,300 จุด ในขณะที่แนวโน้มการลงทุนในตลาดจีนยังมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยีและผู้บริโภคที่จะเป็นผู้นำในการแข่งขัน AI และครองส่วนแบ่งตลาดในภาคส่วนนวัตกรรม

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในตลาดจีน-ฮ่องกงคือความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้ว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายลงชั่วคราวหลังจากการระงับภาษีตอบโต้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่ยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอน อาทิ จุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน และข้อจำกัดด้านการค้าชิปประสิทธิภาพสูงและแร่หายาก ซึ่งอาจกลับมาเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ แรงกดดันจากราคาน้ำมัน และผลกระทบต่อเอเชีย

ชนวนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนตลอดช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 คือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและกระแสความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก

ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “นาฬิกากำลังเดิน” สำหรับอิหร่าน และเตือนว่า “จะไม่มีอะไรเหลือ” หากไม่มีการดำเนินการ ความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงสูงขึ้นแม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ขณะที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้ง

น้ำมันดิบเบรนต์สัญญาล่วงหน้าเดือนกรกฎาคมขึ้น 0.79% ซื้อขายที่ระดับ 110.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ล่วงหน้าเดือนมิถุนายนปรับขึ้น 1.17% อยู่ที่ 106.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเรื่องความวุ่นวายในช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านยื่นข้อเสนอใหม่ต่อผู้เจรจาสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการยุติความขัดแย้งในทุกแนวรบและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ทรัมป์ปฏิเสธและระบุในโพสต์บน Truth Social ว่าเป็นข้อเสนอที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ดี สัปดาห์ปลายเดือนพฤษภาคมนำมาซึ่งสัญญาณบวก เมื่อ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันรายงานของ Axios ที่ว่าสหรัฐฯ และอิหร่าน “ตกลงกันได้ส่วนใหญ่” ในข้อกำหนดของข้อตกลงที่มุ่งหมายจะระงับความขัดแย้งที่ยาวนานสามเดือนนี้ ข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนเพิกเฉยต่อความตึงเครียดที่ยังคงปะทุขึ้น และผลักดันตลาดหุ้นทั่วเอเชียให้พุ่งสูงขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดทำให้เกิดความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อภาคการผลิตและการขนส่ง แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงก็ช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มพลังงานอย่าง PTT และ PTTEP ให้มีกระแสเงินสดดีขึ้น ถือเป็นดาบสองคมที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ

ตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนหน้าเคยประสบกับการสั่งพักการซื้อขายหลังดัชนี SET ร่วงลงกว่า 8% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระตุ้นให้ circuit breaker ระดับแรกทำงาน โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 159 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางมีผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อตลาดทุนไทย

SET ฟื้นตัวแกร่ง 1,568 จุด หุ้นไทยพลิกโฉมหลังชัยชนะเลือกตั้ง

ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,568.37 จุดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2026 มีมูลค่าการซื้อขายรวม 89,345.46 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวอย่างน่าประทับใจเมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดที่เคยแตะระดับประมาณ 1,053 จุดในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก โดยดัชนี SET เปลี่ยนแปลงไป 33.26% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และมีช่วงราคาระหว่าง 1,053.79 ถึง 1,558.95 จุด

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยพลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่งคือผลการเลือกตั้งทั่วไปที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ พรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะแบบถล่มทลาย ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นสู่ระดับ 1,480 จุดภายในสิ้นปี 2026 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1,400 จุด โดยอาศัยแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่คาดว่าจะไหลเข้าแข็งแกร่งขึ้น และแนวโน้มการเมืองที่ดีขึ้น

Pichai Lertsupongkit หัวหน้าพาณิชย์ของ InnovestX Securities ระบุว่าเนื่องจากพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งเกือบ 200 ที่นั่ง พรรคจึงมีอำนาจต่อรองสูงในการจัดตั้งรัฐบาลผสม พร้อมมีอิทธิพลมากขึ้นในกระทรวงสำคัญ และความกังวลเรื่องความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปีนี้ก็เบาบางลงแล้ว

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ รวมถึงปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยนักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นในกลุ่ม Anti-Commodity ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง หุ้นที่มี Dividend Yield น่าสนใจ หุ้นค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงหุ้นที่ราคายังตามหลังตลาดในกลุ่มโรงแรม การบิน และโรงไฟฟ้า

ในวันที่ 28 พฤษภาคม ดัชนี SET ปิดที่ 1,568.97 จุด ลดลงเล็กน้อย 1.98 จุด หรือ 0.13% มีมูลค่าการซื้อขาย 62.57 พันล้านบาท โดยตลาดไทยในช่วงบ่ายได้แรงหนุนจากแรงซื้อในธีม Domestic Play อาทิ หุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว ล่วงหน้าการเริ่มโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในสัปดาห์ถัดไป

นักวิเคราะห์จาก KSS ชี้ว่าสถานการณ์การเลือกตั้ง 2026 คล้ายกับปี 2011 ซึ่งพรรคเพื่อไทยชนะ 265 ที่นั่ง และส่งผลให้ดัชนี SET ขึ้นถึง 9.5% และ 17% ในช่วงสามถึงหกเดือนถัดมาตามลำดับ โดยเงื่อนไขในปัจจุบันอาจเอื้ออำนวยมากกว่าปี 2011 เนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศลดลง และพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มผสมผสานนโยบายกระตุ้นระยะสั้นกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

ค่าเงินบาทและปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยรับมือการเปลี่ยนแปลง

ในแวดวงอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทเดินทางผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายในปีนี้ แต่ยังคงโมเมนตัมการแข็งค่าในภาพใหญ่ ค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 31.7 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 ตามอัตราขายเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการแข็งค่าดังกล่าวสะท้อนภาวะดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงในวงกว้าง แม้ว่าจะมีความผันผวนรอบเหตุการณ์ความเสี่ยงระดับโลก

ค่าเงินบาทในช่วงต้นปี 2026 ทรงตัวได้ดี โดยอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารแบบถัวเฉลี่ยอยู่ในช่วง 31.05-31.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอัตรากลางตลาดอยู่ใกล้ 30.95-31.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแข็งค่ากว่าในช่วงก่อนหน้าที่เคยอ่อนค่าถึงระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่หนุนให้บาทแข็งค่าได้แก่ การที่ไทยมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด กระแสเงินทุนที่เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ก็แสดงความกังวลว่าบาทที่แข็งค่าเกินไปอาจบีบอัดภาคการส่งออก

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกมาส่งสัญญาณเชิงบวก โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ในกรอบ 31.3-32.3 บาท แข็งค่าขึ้น 3.2% จากปี 2025 โดยการไหลเข้าของเงินทุน โดยเฉพาะในปี 2026 คาดว่าจะดึงดูดการลงทุนต่างชาติในพันธบัตรและหุ้นไทยมากขึ้น

ปัจจัยที่หนุนค่าเงินบาท ได้แก่ พื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคการค้าที่แข็งแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนที่สม่ำเสมอ แต่ยังมีความไม่แน่นอนระยะสั้นหลายประการ อาทิ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความผันผวนของกระแสเงินทุน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อพิพาทการค้าระดับโลก

ในด้านนโยบายการเงินภายในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอตัวในปี 2026-2027 จากการบริโภคและการส่งออกที่อ่อนแอลง แม้ว่าภาคท่องเที่ยวจะอยู่ในวิถีการฟื้นตัว

การประมาณการณ์คาดว่า GDP ไทยจะชะลอตัวจาก 2.2% ในปี 2025 เหลือ 1.6% ในปี 2026 ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นสู่ 2.3% ในปี 2027 โดยการชะลอตัวสะท้อนถึงการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอลง การส่งออกสินค้าที่ช้าลง และการสนับสนุนจากภาคการคลังที่ลดลง พร้อมกับความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณอันเนื่องมาจากการเลือกตั้ง

เกาหลีใต้ทุบสถิติ ออสเตรเลียทรงตัว ภาพรวมอาเซียนและเอเชียกว้าง

เกาหลีใต้สร้างความประหลาดใจด้วยการที่ดัชนี Kospi พุ่งขึ้น 3.68% แตะ 8,788.38 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันที่ 1 มิถุนายน ขณะที่หุ้น Samsung Electronics พุ่งขึ้นกว่า 10% แตะระดับ All-time High ความแข็งแกร่งของตลาดเกาหลีใต้เป็นที่น่าจับตาในบริบทที่ตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคยังคงแกว่งตัวผันผวน

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม Kospi ทะยานกว่า 3% ปิดที่ 8,476.15 จุด แตะ intraday high ใหม่ โดยแรงหนุนสำคัญมาจากหุ้น Samsung ที่ประกาศเริ่มจัดส่งตัวอย่างชิป HBM (High-Bandwidth Memory) รุ่นล่าสุดให้ลูกค้าทั่วโลก การพัฒนาด้านเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนสถาบันระดับโลก

ในออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 ลดลง 1.45% อยู่ที่ 8,505.30 จุด ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันตลาดออสเตรเลีย แม้ว่าในภาพรวมตลาดจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

สำหรับตลาดสิงคโปร์ ดัชนี Straits Times Index ปิดที่ 5,037.86 จุด บวก 0.98% แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของศูนย์กลางการเงินในภูมิภาคที่ยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนสถาบัน แม้จะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

ตลาดอื่นๆ ในเอเชียยังคงสะท้อนภาพความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลก โดย ดัชนี Nifty 50 ของอินเดียร่วงลงเล็กน้อย 0.94% สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ต่อภาวะราคาพลังงานที่สูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สัญญาณกลับทิศกระแสทุนต่างชาติและโอกาสการลงทุน

ฝ่ายวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างออกมาให้มุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางตลาดหุ้นเอเชียและไทยในช่วงนี้

Kasem Prunratanamala นักวิเคราะห์อาวุโสจาก CGS International Securities เน้นย้ำถึงการพลิกฟื้นของกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่านักลงทุนต่างชาติเคยเป็นผู้ขายสุทธิถึง 447 พันล้านบาทในช่วงปี 2023-2025 แต่ตอนนี้กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิเล็กน้อย โดยมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิแล้ว 15 พันล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือเป็นสัญญาณการพลิกกลับที่สำคัญ แม้จะยังอยู่ในระดับต่ำ

อาสาเดช คงศิริ ผู้อำนวยการและประธานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าในสถานการณ์ที่สงครามตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ความไม่แน่นอนทำให้นักลงทุนปรับพอร์ตและย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลต่อทิศทางของกระแสเงินทุน โดยสถิติแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ก่อนเหตุการณ์ตะวันออกกลาง เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิกว่า 60 พันล้านบาท แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ราว 30 พันล้านบาทไหลออก ซึ่งถือว่าเป็นความผันผวนปกติ

Jefferies ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจชั้นนำจากสหรัฐฯ ออกรายงานระบุว่าความสนใจของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี โดยมีแรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในกลุ่มพลังงานของไทย

ด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในภาพกว้าง ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวในไตรมาสแรกของปี 2026 แต่ก็เผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านอุปทานและราคาพลังงาน หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าระดับ 1,400-1,500 จุดของดัชนี SET คือโซนที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล และกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีรายได้สม่ำเสมอ

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ยุทธศาสตร์รับมือโลกผันผวน

ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนโลกการลงทุนที่ซับซ้อนและเปี่ยมด้วยโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน จากข้อมูลที่รวบรวมได้ สามารถสรุปปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยได้ดังนี้

ปัจจัยบวกที่ต้องจับตา

ประการแรกคือโมเมนตัมทางการเมืองในประเทศ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งนำมาซึ่งความหวังเรื่องเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายและความต่อเนื่องของงบประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญมาก ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์บางราย ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้น 0.5% เป็นเกือบ 2% สำหรับปี 2026

ประการที่สองคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลกำลังจะเริ่มดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนและส่งผลดีต่อหุ้นค้าปลีกและบริการในประเทศ

ประการที่สามคือแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในภาพใหญ่ ซึ่งลดแรงกดดันด้านต้นทุนการนำเข้าสำหรับกิจการที่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเพิ่มอำนาจซื้อให้กับนักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ต่างประเทศ

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

ความเสี่ยงสำคัญที่สุดยังคงเป็นสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลวและการปิดล้อมยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงจะกดดันต้นทุนของภาคธุรกิจทั่วโลกและกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจบีบบังคับให้ธนาคารกลางต่างๆ รวมถึงเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ในระยะสั้น นักวิเคราะห์แนะให้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และการปรับพอร์ตตาม MSCI Index ที่คาดว่าจะมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยราว 8 พันล้านบาท ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันชั่วคราวต่อดัชนี SET

ความเสี่ยงอีกประการคือเศรษฐกิจจีนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตช้ากว่าที่ตลาดหวัง การฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการ re-rating ด้านมูลค่า ขณะที่การเติบโตของกำไรองค์กรยังอยู่ในระดับ mid-single digit ซึ่งหากจะให้การปรับตัวขึ้นยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการเร่งตัวของกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์

สำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะปัจจุบัน กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยแบ่งพอร์ตลงทุนระหว่างหุ้นในประเทศที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยภายใน (Domestic Play) กับกองทุน ETF ที่ลงทุนในตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความเสี่ยงในยามที่ตลาดผันผวนเฉียบพลัน

ตลาดหุ้นเอเชียในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ยังคงเป็น “ตลาดของนักลงทุนที่มีวินัย” มากกว่า “ตลาดของนักเก็งกำไร” เพราะความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน นักลงทุนที่เข้าใจพลวัตเหล่านี้และมีกรอบการลงทุนที่ชัดเจนเท่านั้นที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในสภาวะแวดล้อมที่ท้าทายเช่นนี้ได้

Similar Posts

  • Bitcoin ระส่ำหลัง Whale ทุบ IBIT $1.3 พันล้าน สเตเบิลคอยน์ทำลายสถิติ $3.22 แสนล้าน

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกยังคงแกว่งตัวด้วยความผันผวนสูงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่ Bitcoin ยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันเชิงเทคนิคและมหภาคอย่างหนัก หลังนักลงทุนปริศนารายหนึ่งขาย ETF ของ BlackRock มูลค่า 1.29 พันล้านดอลลาร์ผ่าน Dark Pool ในครั้งเดียว ก่อให้เกิดแรงกระแทกลามไปทั่วตลาด ขณะเดียวกัน มูลค่าสเตเบิลคอยน์รวมทั่วโลกทะลุสถิติใหม่ที่ 3.22 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของ 95 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักรและแคนาดา ด้านข่าวเชิงบวกยังคงหนุนความเชื่อมั่นระยะยาว เมื่อมีรายงานว่า Elon Musk กำลังหารือการควบรวม Tesla กับ SpaceX ซึ่งหากสำเร็จจะสร้างคลัง Bitcoin ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ 5 อันดับแรกของโลก พร้อมกับการที่ Jefferies ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกออกรายงานคาดว่า IPO บริษัทคริปโตและบล็อกเชนจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี Bitcoin แกว่งแนวรับ $76,000 หลัง Whale ทุบ IBIT $1.29 พันล้านผ่าน…

  • |

    โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก…

  • |

    วอลล์สตรีทรีบาวด์ก่อนศึกงบ Big Tech จับตา Alphabet-Tesla ทดสอบ AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดในแดนบวกทั้งสามดัชนีหลักในการซื้อขายวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลประกอบการไตรมาสสองที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจากบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ ทว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนสามชั้นซ้อนกัน ทั้งการรอผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ที่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของเมกะเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ที่มีท่าทีสายเหยี่ยว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดของครึ่งหลังปี 2569 เพราะทิศทางของวอลล์สตรีทในไม่กี่วันข้างหน้าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินบาท และดัชนี SET โดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในเวลานี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รีบาวด์ — สามดัชนีหลักตัดวงจรขาลงสามวัน จากรายงานของ CNBC การซื้อขายในวันอังคารปิดตลาดในแดนบวกทั้งกระดาน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกขึ้น 385.38 จุด หรือคิดเป็น 0.74% ปิดที่ระดับ 52,224.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.89% ปิดที่ 7,509.20 จุด ส่วนดัชนี…

  • วอลล์สตรีทปิดลบ หุ้นชิปฉุดตลาด TSMC กำไรทุบสถิติ Netflix ดิ่ง 8%

    หลังแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง แม้บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC จะรายงานกำไรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ขณะเดียวกัน Netflix ก็สร้างความผิดหวังด้วยรายได้ที่พลาดเป้าและแนวโน้มไตรมาสหน้าที่อ่อนแอ ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงกว่า 8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ยังคงเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น ภาพรวมการซื้อขายในวันพฤหัสบดีสะท้อนภาวะ “ความคาดหวังสูงเกินไป” ที่ครอบงำตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นักลงทุนเผชิญกับความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ ผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดได้ซึมซับข่าวดีเข้าไปในราคาไปมากแล้ว (priced in) และกำลังมองหาปัจจัยกระตุ้นใหม่ที่จะผลักดันดัชนีให้ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ระดับ 52,552.97 จุด ลดลง 105.67 จุด หรือราว 0.20% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.51% และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี ร่วงลงหนักที่สุดถึง 1.47% ด้านดัชนี Russell 2000…

  • | |

    ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! Nvidia ทุบสถิติรายได้ ราคาน้ำมันดิ่ง หลังสัญญาณดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานสำคัญสามทิศทาง ได้แก่ ผลประกอบการของ Nvidia ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาสันติภาพในช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันที่ยังคงอยู่จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ณ เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับ 7,423 จุด เพิ่มขึ้น 0.94% ขณะที่ Dow Jones อยู่ที่ 49,816 จุด บวก 0.92% และ Nasdaq พุ่งขึ้น 1.34% สู่ระดับ 26,217 จุด สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ค่อยๆ ฟื้นตัวในกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน Nvidia ประกาศผลประกอบการ Q1 FY2027: “ดีมานด์พุ่งพรวด” Jensen Huang กล่าว เหตุการณ์ที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้คือการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปีการเงิน 2027 ของ Nvidia (NVDA) เมื่อคืนวันที่ 20…

  • | |

    วิเคราะห์ตลาดคริปโตวันนี้: บิตคอยน์ใต้ $63,000 TradFi กลืนตลาด CLARITY สะดุด

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 ด้วยภาวะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกว่า “เงียบแต่ตึง” — ราคาบิตคอยน์ (BTC) เคลื่อนไหวแคบใต้ระดับ $63,000 ความผันผวนถูกบีบให้อยู่ในกรอบต่ำที่สุดในรอบหลายเดือน ขณะที่แรงซื้อขายจากนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF พลิกกลับไปมาระหว่างวันจนหาทิศทางที่ชัดเจนไม่ได้ ภายใต้ผิวน้ำที่ดูสงบนิ่งกลับซ่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่เอาไว้ ทั้งการที่สถาบันการเงินดั้งเดิม (TradFi) ระดับโลกเดินหน้ากลืนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบของตัวเอง ความล่าช้าของกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในสหรัฐฯ และการไหลของทุนสถาบันที่ยังคงเดินหน้าต่อแม้ราคาจะซบเซา ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2026 CoinDesk รายงานราคาบิตคอยน์ที่ราว $63,336 ต่อเหรียญ โดยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลถึงราว 48% ด้าน Ethereum (ETH) ซื้อขายอยู่ในกรอบ $1,880–$1,912 ห่างไกลจากจุดสูงในปี 2025 ที่เคยแตะใกล้ $5,000 ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตทั้งระบบอยู่ที่ราว 2.17 ล้านล้านดอลลาร์ บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้ลงทุนไทยไล่เรียงภาพตลาดล่าสุด กระแสเงิน ETF ทิศทางกฎระเบียบ พัฒนาการด้าน Tokenization และปัจจัยมหภาคที่กำหนดชะตาของสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมสรุปสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตา 1. ภาพรวมตลาด:…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *