ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดกลับ โมเดอร์นาพุ่ง 176% หลังวัคซีนมะเร็ง mRNA คว้าชัยเฟส 3
วอลล์สตรีทปิดตลาดวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ในแดนบวกได้สำเร็จ ตัดวงจรการปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วันทำการ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว “อย่างน้อยเท่าตัว” เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากตลาดตราสารหนี้ที่ผลักดันอัตราผลตอบแทน (ยิลด์) พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แต่แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสุขภาพและวัฏจักร (cyclicals) ช่วยประคองดัชนีหลักให้กลับมายืนในแดนบวกได้
ไฮไลต์สำคัญที่สุดของวันตกเป็นของ โมเดอร์นา (Moderna) ผู้ผลิตวัคซีน mRNA ที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานกว่า 176% ในวันเดียว หลังบริษัทและพันธมิตร เมอร์ค (Merck) ประกาศผลการทดลองทางคลินิกเฟส 3 ในเชิงบวกของวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลชนิด mRNA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวัคซีนมะเร็ง mRNA ในการทดลองระยะสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงพลิกโฉมความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี mRNA ที่เคยถูกตั้งคำถามหลังยุคโควิด-19 แต่ยังจุดประกายความหวังใหม่ในวงการรักษามะเร็งทั่วโลก
บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของตลาดการเงินโลกในรอบวัน ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เรื่องราวประวัติศาสตร์ของโมเดอร์นา แรงกดดันในกลุ่มชิป การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์ท่ามกลางการผลักดันกฎหมายคริปโตของทรัมป์ ไปจนถึงผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว: สามดัชนีหลักปิดบวกครั้งแรกในรอบ 4 วัน
เมื่อปิดตลาดวันพุธ ดัชนี เอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ปรับตัวขึ้น 16.22 จุด หรือ 0.21% ปิดที่ 7,707.98 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 วันทำการ หลังจากที่เพิ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้านดัชนี ดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) เพิ่มขึ้น 119.65 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 53,463.05 จุด ส่วนดัชนี แนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี บวก 41.38 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 26,331.09 จุด และดัชนี รัสเซล 2000 (Russell 2000) ของหุ้นขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 15.05 จุด หรือ 0.5% ปิดที่ 3,032.94 จุด
CNBC รายงานว่า ในช่วงเปิดตลาดภาคเช้า ดัชนีดาวโจนส์เคยพุ่งขึ้นแรงถึง 230 จุด และเอสแอนด์พี 500 กับแนสแด็กปรับขึ้นราว 0.4% ก่อนที่แรงส่งจะแผ่วลงในช่วงบ่าย ทว่ายังสามารถรักษาแดนบวกไว้ได้จนปิดตลาด แรงหนุนหลักมาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง หลังกระทรวงการคลังประกาศแผนซื้อคืนพันธบัตร ประกอบกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทค้าปลีกหลายราย เช่น เอสเต ลอเดอร์ (Estée Lauder) และทาร์เก็ต (Target) ที่ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุน
การฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดเผชิญแรงกดดันหนักในช่วงต้นสัปดาห์ โดยในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 0.69% ปิดที่ 7,691.76 จุด ขณะที่แนสแด็กดิ่งลงถึง 1.33% ปิดที่ 26,289.71 จุด ท่ามกลางแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม โดยดัชนีวัดความผันผวน CBOE (VIX) หรือที่นักลงทุนเรียกว่า “ดัชนีความกลัว” ปรับตัวขึ้น 4.3% สู่ระดับ 15.84 สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
Bloomberg รายงานว่า วอลล์สตรีทฟื้นตัวขึ้นหลังกระทรวงการคลังส่งสัญญาณต้องการลดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล โดยหุ้นส่วนใหญ่ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวขึ้น แม้ว่าหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปจะยังคงปรับตัวลดลงก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่ตลาดสามารถตัดวงจรขาลงได้ครั้งนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะสั้น แต่ยังต้องจับตาว่าแรงกดดันจากตลาดพันธบัตรจะกลับมาอีกหรือไม่
โมเดอร์นาพุ่ง 176%: วัคซีนมะเร็ง mRNA เขียนประวัติศาสตร์เฟส 3 ครั้งแรกของโลก
ดาวเด่นของตลาดในวันพุธคือหุ้น โมเดอร์นา (MRNA) ที่ราคาพุ่งทะยานมากกว่า 176% ในวันเดียว หลังบริษัทและ เมอร์ค (MRK) ประกาศว่า วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลชนิด mRNA ในชื่อ อินทิสเมอแรน ออโตยีน (intismeran autogene) หรือรหัสเดิม V940/mRNA-4157 เมื่อใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด คีย์ทรูดา (Keytruda) ของเมอร์ค สามารถบรรลุเป้าหมายหลักและเป้าหมายรองที่สำคัญในการทดลองทางคลินิกเฟส 3 สำหรับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (melanoma) ที่มีความเสี่ยงสูง
Fortune รายงานว่า การประกาศครั้งนี้ส่งให้ราคาหุ้นโมเดอร์นาพุ่งขึ้นมากกว่า 100% และดันหุ้นเมอร์คให้ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ Yahoo Finance ระบุว่า ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า ราคาหุ้นโมเดอร์นาพุ่งขึ้น 91.52 ดอลลาร์ หรือราว 145% สู่ระดับ 154.48 ดอลลาร์ และเคยแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 163 ดอลลาร์ ด้านหุ้นเมอร์คเพิ่มขึ้น 14.35 ดอลลาร์ หรือ 10.6% สู่ระดับ 149.52 ดอลลาร์
สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษคือ นี่เป็น การทดลองเฟส 3 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จสำหรับวัคซีนมะเร็งชนิด mRNA และสำหรับการบำบัดด้วยนีโอแอนติเจน (neoantigen) เฉพาะบุคคล การทดลองที่มีชื่อว่า INTerpath-001 มีผู้ป่วยเข้าร่วมทั้งสิ้น 1,137 ราย ที่เป็นมะเร็งเมลาโนมาระยะ IIB ถึง IV ซึ่งได้รับการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกแล้ว โดยผู้ป่วยถูกแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนร่วมกับคีย์ทรูดา และกลุ่มที่ได้รับคีย์ทรูดาเพียงอย่างเดียว
ผลการทดลองพบว่า การใช้ยาร่วมกันช่วยยืดระยะเวลาการรอดชีวิตโดยปราศจากการกลับมาเป็นซ้ำ (recurrence-free survival) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและมีความหมายทางคลินิก อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย (distant metastasis-free survival) ซึ่งเป็นเป้าหมายรองที่สำคัญ โดยข้อมูลจากการทดลองเฟส 2 ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า การรักษาด้วยวิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำหรือการเสียชีวิตลง 49% และลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายหรือเสียชีวิตลง 59% เมื่อเทียบกับการใช้คีย์ทรูดาเพียงอย่างเดียว
วัคซีนชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้ “เฉพาะบุคคล” อย่างแท้จริง โดยสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์ “ลายนิ้วมือของการกลายพันธุ์” (mutational fingerprint) ที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้องอกในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฝึกให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายรู้จักและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง โดยทำงานควบคู่ไปกับคีย์ทรูดา ซึ่งเป็นยามาตรฐานสำหรับการรักษามะเร็งเมลาโนมาที่ผ่าตัดออกแล้ว ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าไม่พบสัญญาณด้านความปลอดภัยใหม่ และโปรไฟล์ความปลอดภัยสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้า
สเตฟาน บองแซล (Stéphane Bancel) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโมเดอร์นา กล่าวว่า ผลการทดลองครั้งนี้ถือเป็น “ช่วงเวลาสำคัญสำหรับวงการวิจัยมะเร็ง” พร้อมระบุว่า เป็นเวลาหลายปีที่แนวคิดการสร้างการรักษาด้วย mRNA ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นเพียงความใฝ่ฝัน
“เป็นเวลาหลายปีที่แนวคิดในการสร้างการรักษาด้วย mRNA ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งแต่ละรายเป็นเพียงความปรารถนา” — สเตฟาน บองแซล, ซีอีโอ โมเดอร์นา
ด้าน ดร.ดีน วาย. ลี (Dr. Dean Y. Li) ประธานห้องปฏิบัติการวิจัยของเมอร์ค กล่าวว่า เป้าหมายของการรักษาเสริม (adjuvant therapy) ที่ให้หลังการผ่าตัดคือการเข้าแทรกแซงตั้งแต่ระยะแรกของโรค เมื่อมะเร็งหลายชนิดยังถือว่ารักษาได้ง่ายที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดสำหรับผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ขณะที่ ศาสตราจารย์จอร์จินา ลอง (Professor Georgina Long) ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของสถาบันเมลาโนมาแห่งออสเตรเลีย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้วิจัย ระบุว่า นี่เป็นการศึกษาเฟส 3 ครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าการรักษาที่ออกแบบตาม “ลายนิ้วมือ” การกลายพันธุ์เฉพาะของเนื้องอกผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำหรือการเสียชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม CNBC และ STAT News ตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขรายละเอียดของการทดลอง โดยระบุว่าจะนำเสนอในการประชุมทางการแพทย์และส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณา ขณะที่ยานี้ยังอยู่ในสถานะการทดลองและยังไม่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) นักวิเคราะห์จากซิตี้ (Citi) เตือนว่า แม้ข่าวนี้จะน่าตื่นเต้น แต่โมเดอร์นายังคงเป็น “เรื่องราวที่ต้องพิสูจน์” (show-me story) ในแง่ของการดำเนินธุรกิจและคำถามเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง
ในมิติของโอกาสทางการตลาด มะเร็งเมลาโนมาถือเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่อันตรายที่สุด แม้จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1% ของมะเร็งผิวหนังทั้งหมด แต่กลับเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตส่วนใหญ่จากมะเร็งผิวหนัง โดยข้อมูลจาก Skin Cancer Foundation คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผู้ป่วยมะเร็งเมลาโนมารายใหม่ในสหรัฐฯ มากกว่า 234,680 ราย และคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 8,500 ราย สิ่งที่ท้าทายคือ การกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเมลาโนมาส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายใน 2-3 ปีแรกหลังการรักษาและผ่าตัดเบื้องต้น ทำให้การรักษาเสริมที่ช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ความสำเร็จครั้งนี้ยังมีนัยเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของโมเดอร์นาอย่างมาก บริษัทที่เคยพึ่งพารายได้เกือบทั้งหมดจากวัคซีนโควิด-19 (Spikevax) กำลังเผชิญภาวะที่การใช้วัคซีนโควิดชะลอตัวลง การหันมาเน้นพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านมะเร็ง (oncology pipeline) จึงเป็นการวางเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันของสหรัฐฯ มีท่าทีที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อวัคซีน ความสำเร็จของวัคซีนมะเร็ง mRNA จึงถือเป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี mRNA มีศักยภาพนำไปประยุกต์ใช้ได้กว้างขวางกว่าการป้องกันโรคติดเชื้อ
สำหรับนักลงทุน The Motley Fool ให้มุมมองว่า แม้โอกาสของการรักษานี้จะมีศักยภาพสูงและอาจต่อยอดไปยังมะเร็งชนิดอื่น แต่เมอร์คซื้อขายที่ระดับ P/E ล่วงหน้าราว 54 เท่า ขณะที่โมเดอร์นายังไม่มีกำไร นักลงทุนจึงควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่ายาจะผ่านหลักชัยสำคัญอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการนำออกสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะหารือผลการทดลองกับหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งอาจเปิดทางสู่การขออนุมัติแบบเร่งด่วน (accelerated approval) ในอนาคต
คลังสหรัฐฯ งัดมาตรการซื้อคืนพันธบัตร สกัดวิกฤตยิลด์พุ่ง — หนี้ชาติทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของตลาดในวันพุธคือการประกาศของ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (debt buybacks) มากกว่าเท่าตัว โดย CNBC รายงานว่า มาตรการซื้อคืนแบบเร่งด่วนนี้จะพุ่งเป้าไปที่พันธบัตรช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี ซึ่งเป็นส่วนของตลาดที่เผชิญภาวะ “ผู้ซื้อประท้วง” (buyers’ strike) มาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน โดยรัฐบาลจะเพิ่มขนาดสูงสุดของการซื้อคืนอย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น “อย่างน้อย” 4 พันล้านดอลลาร์
ผลจากการประกาศดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดย Bloomberg รายงานว่า การพุ่งขึ้นของราคาพันธบัตรอายุ 30 ปี (ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับยิลด์) ทำให้ยิลด์ลดลง 10 เบสิสพอยต์ สู่ระดับ 5.18% ในช่วงการซื้อขายที่นิวยอร์ก ขณะที่ Yahoo Finance ระบุว่า ยิลด์พันธบัตรอายุ 10 ปีลดลง 5 เบสิสพอยต์ สู่ระดับ 4.65% ส่วนยิลด์อายุ 30 ปีลดลง 9 เบสิสพอยต์ สู่ระดับ 5.19% หลังจากที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 (2007) หรือสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปีเมื่อช่วงต้นสัปดาห์
การเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน กระแสการกู้ยืมมหาศาลเพื่อลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความกังวลเกี่ยวกับการก่อหนี้ของรัฐบาล ปัจจัยเหล่านี้ได้ผลักดันยิลด์พันธบัตรทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ ในวันเดียวกันนี้ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ได้ทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักชัยที่สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านการคลังของประเทศ แม้ตลาดหุ้นจะยังคงปรับตัวขึ้นได้ แต่ประเด็นนี้ตอกย้ำถึงเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งสูงขึ้น และเป็นแรงกดดันที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ไมเคิล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher) อดีตหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์มหภาคของเวลส์ ฟาร์โก (Wells Fargo) ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่า เขาไม่คิดว่าการผ่อนคลายของตลาดพันธบัตรครั้งนี้จะคงอยู่ได้นาน สะท้อนว่านักวิเคราะห์บางส่วนยังคงมองว่ามาตรการซื้อคืนพันธบัตรเป็นเพียงการบรรเทาอาการชั่วคราว มากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นตอของแรงกดดันด้านอุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น
เพื่อทำความเข้าใจกลไกเบื้องหลัง จำเป็นต้องอธิบายว่า การซื้อคืนพันธบัตร (buyback) คือการที่กระทรวงการคลังเข้าซื้อพันธบัตรที่ออกไปแล้วกลับคืนจากตลาดก่อนครบกำหนดไถ่ถอน การเพิ่มปริมาณการซื้อคืนช่วยเพิ่มแรงซื้อในตลาด ทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และเนื่องจากราคาพันธบัตรเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราผลตอบแทน ยิลด์จึงปรับตัวลดลงตาม กลไกนี้ช่วยบรรเทาภาวะที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและไม่ยอมเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว หรือที่เรียกว่า “buyers’ strike” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กดดันตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ มาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน
นักวิเคราะห์มองว่า การที่ยิลด์พันธบัตรระยะยาวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เพราะมันสะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ ยิ่งภาระหนี้สูงขึ้น รัฐบาลก็ยิ่งต้องออกพันธบัตรมากขึ้นเพื่อระดมทุน ซึ่งเพิ่มอุปทานพันธบัตรในตลาดและกดดันให้ราคาลดลง (ยิลด์สูงขึ้น) ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นนี้ไม่เพียงกระทบต่อรัฐบาล แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนสินเชื่อของภาคเอกชนและครัวเรือน ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทต่าง ๆ
นอกจากนี้ ในวันพุธยังมีการเปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC minutes) ซึ่งนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภาวะที่ยิลด์ทั่วโลกอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี และราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยประเด็นถกเถียงสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ยและยิลด์ที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่มีมูลค่าใกล้แตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีมากน้อยเพียงใด
Charles Schwab รายงานว่า นักลงทุนยังได้รับข่าวดีในเช้าวันพุธ เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาที่วางแผนไว้ออกไป 3 วัน โดย Yahoo Finance ระบุว่า ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ในคืนวันอังคารว่า ได้ระงับการเก็บภาษีสินค้าแคนาดาในอัตรา 50% เป็นเวลา 3 วัน ประเด็นการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม เนื่องจากนโยบายภาษีของทรัมป์มีความไม่แน่นอนสูงและอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและเงินเฟ้อทั่วโลก
หุ้นชิปยังถูกเทขาย: แรงกดดันจากต้นทุนการเงินและมูลค่าที่ตึงตัว
แม้ดัชนีหลักจะปิดบวก แต่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นจุดอ่อนที่ถ่วงตลาด โดยในวันพุธ หุ้น แซนดิสก์ (SanDisk / SNDK) ปรับตัวลดลงราว 9% และหุ้น ไวกิ้ง โฮลดิ้งส์ (Viking Holdings) ร่วงลง 4% หลังบริษัทเตือนว่าระดับน้ำในแม่น้ำที่ต่ำในยุโรปอาจกระทบต่อการดำเนินงานเรือสำราญ ท่ามกลางความอ่อนแอในวงกว้างของกลุ่มชิป
ย้อนกลับไปในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม แรงเทขายในกลุ่มชิปรุนแรงเป็นพิเศษ โดยดัชนี PHLX Semiconductor Index ดิ่งลงราว 5.6% โดยองค์ประกอบทั้ง 30 ตัวปรับตัวลดลงพร้อมกัน หุ้น แซนดิสก์ ร่วง 9% และ เอ็นวิเดีย (NVIDIA / NVDA) ลดลง 2.3% ขณะที่ เวสเทิร์น ดิจิทัล (Western Digital) ร่วงลง 7% กดดันดัชนีแนสแด็ก ปัจจัยหลักมาจากความอ่อนไหวของนักลงทุนต่อต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นและมูลค่าหุ้น (valuation) ที่ตึงตัว
Reuters และแหล่งข่าวการเงินหลายสำนักชี้ว่า หุ้นกลุ่มชิปมีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและยิลด์พันธบัตร เนื่องจากเป็นหุ้นเติบโต (growth stocks) ที่มูลค่าปัจจุบันขึ้นอยู่กับการคาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคต เมื่อยิลด์พันธบัตรพุ่งสูงขึ้น อัตราคิดลด (discount rate) ที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นเหล่านี้ก็สูงขึ้นตาม ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันลดลง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเฉพาะที่กดดันหุ้นเทคโนโลยีบางตัว โดย Charles Schwab อ้างรายงานของ The Wall Street Journal ที่ระบุว่า OpenAI (ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) มียอดขายในไตรมาส 2 ที่เติบโต “ค่อนข้างซบเซา” เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Anthropic ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อหุ้น ออราเคิล (Oracle / ORCL) ที่มีสัญญาจัดหาสินค้าขนาดใหญ่กับ OpenAI สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันในกลุ่มเทคโนโลยีมาจากทั้งปัจจัยมหภาคและปัจจัยเฉพาะบริษัท
สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน AI มีการถกเถียงว่า การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยราว 25 หรือแม้แต่ 50 เบสิสพอยต์ภายในสิ้นปีนี้ จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้จ่ายด้าน AI ที่นำโดยกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ (hyperscalers) ซึ่งมีกระเป๋าเงินลึก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทเหล่านี้เคยมีกระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่ง แต่สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในปัจจุบัน
บิตคอยน์พุ่ง-ดอลลาร์อ่อน-ทองคำแข็งค่า: ทรัมป์ดันกฎหมายคริปโตที่ทำเนียบขาว
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นอีกหนึ่งจุดสนใจของวัน เมื่อ บิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายคริปโตฉบับสำคัญ ในระหว่างที่ทำเนียบขาวเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรม CoinDesk รายงานว่า ทรัมป์เรียกร้องให้มี “เวอร์ชันที่เป็นธรรม” ของร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act (CLARITY Act) โดยมีผู้นำธุรกิจคริปโตจาก Coinbase, Ripple, Gemini, Chainlink Labs และรายอื่น ๆ ร่วมงาน
CNBC รายงานว่า บิตคอยน์และอีเธอเรียม (Ethereum) พุ่งขึ้นแรงหลังทรัมป์เรียกร้องให้ผ่านกฎหมาย โดย อีเธอเรียม (ether) ปรับตัวขึ้นราว 19% ในรอบ 7 วัน สู่ระดับ 2,251 ดอลลาร์ ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่บิตคอยน์เคยติดกรอบระหว่าง 62,000-66,000 ดอลลาร์ ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะทะยานขึ้น โดย CoinDesk ระบุว่าบิตคอยน์เคยแตะระดับ 70,000 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน
เจฟฟรีย์ เคนดริก (Geoffrey Kendrick) หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกของ Standard Chartered ให้มุมมองผ่าน CNBC ว่า “นักลงทุนควรเตรียมตัวสำหรับการเคลื่อนไหวสู่ระดับ 100,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569” ขณะที่ ทอม ลี (Tom Lee) ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Fundstrat ระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาดคริปโตช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้จุดชนวน “การบังคับปิดสถานะขายชอร์ต (short liquidation) ครั้งใหญ่ที่สุดอันดับสองในประวัติศาสตร์”
“นักลงทุนควรเริ่มวางสถานะเพื่อรับการเคลื่อนไหวสู่ระดับ 100,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569” — เจฟฟรีย์ เคนดริก, Standard Chartered
อย่างไรก็ตาม ในด้านการเมือง เส้นทางของร่างกฎหมาย CLARITY Act ยังคงไม่แน่นอน โดย Reuters รายงานว่า ทรัมป์ ซึ่งมีรายได้มากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์จากธุรกิจคริปโตของครอบครัว เรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติผ่านร่างกฎหมายนี้ แต่ร่างดังกล่าวยังคงติดขัดในวุฒิสภาที่เหลือเวลาไม่มากในปฏิทินของสภาคองเกรส ขณะที่ Galaxy Research และนักวิเคราะห์นโยบายประเมินโอกาสที่ร่างกฎหมายจะผ่านในปีนี้อยู่ในระดับต่ำเพียงราว 10-19% โดยมีการลงมติปิดอภิปราย (cloture vote) ที่กำหนดไว้ในวันที่ 15 กันยายน
ในตลาดเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน โดยได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของยิลด์พันธบัตร ขณะที่ ทองคำ ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน จากการที่ยิลด์ปรับตัวลดลง โดย Trading Economics ระบุว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวราว 4,552 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้าน น้ำมันดิบ ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงคุกรุ่น และความกังวลเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ
ผลประกอบการค้าปลีกหนุนตลาด: ทาร์เก็ต-TJX-โลว์ส รายงานผลไตรมาส 2
อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญของตลาดในวันพุธมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ Trading Economics รายงานว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวขึ้นหลัง TJX, ทาร์เก็ต (Target) และ โลว์ส (Lowe’s) ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมา ประกอบกับผลประกอบการช่วงฤดูใบไม้ผลิที่แข็งแกร่งของ เอสเต ลอเดอร์ (Estée Lauder) ที่ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนบนวอลล์สตรีท
ในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม หุ้น คีย์ไซต์ เทคโนโลยีส์ (Keysight Technologies) ปรับตัวขึ้น 2% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ดีกว่าคาดทั้งบรรทัดบนและบรรทัดล่าง โดยมีกำไรต่อหุ้น 3.07 ดอลลาร์ (ไม่รวมรายการพิเศษ) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.48 ดอลลาร์ และมีรายได้ 1.85 พันล้านดอลลาร์ เหนือกว่าประมาณการที่ 1.75 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้น โทลล์ บราเธอร์ส (Toll Brothers) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.3% หลังรายงานกำไรไตรมาส 3 ที่ 2.97 ดอลลาร์ต่อหุ้น บนรายได้ 2.65 พันล้านดอลลาร์
แหล่งข่าวยังรายงานว่า หุ้น โนโวเนซิส (Novonesis) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของเดนมาร์ก ปรับตัวขึ้น 8% ในช่วงต้นตลาด หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี และประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1 พันล้านยูโร โดยระบุว่าการเติบโตของรายได้เชิงอินทรีย์ (organic revenue growth) น่าจะอยู่ที่ 7-8% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 5-7%
มองไปข้างหน้า นักลงทุนยังคงจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญและผลประกอบการที่จะทยอยประกาศ โดยในวันพฤหัสบดี นักลงทุนจะให้ความสนใจกับตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 210,000 ราย สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 สิงหาคม นอกจากนี้ วอลมาร์ท (Walmart) ยังมีกำหนดรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ก่อนตลาดเปิดอีกด้วย
ตลาดเอเชียเตรียมฟื้นตัว: อานิสงส์จากวอลล์สตรีทและยิลด์ที่ผ่อนคลาย
Bloomberg รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี ตามการปรับตัวขึ้นในวงกว้างของวอลล์สตรีท หลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าจะเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเพื่อช่วยบรรเทาต้นทุนการกู้ยืม หลังจากยิลด์พุ่งขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ การผ่อนคลายของยิลด์พันธบัตรสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของดอลลาร์ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย
การอ่อนค่าของดอลลาร์สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน มักเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันต่อสกุลเงินท้องถิ่นและเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางถือเป็นปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงอย่างประเทศไทย
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์ในตลาดการเงินโลกรอบวันที่ 19 สิงหาคม 2569 มีนัยสำคัญหลายประการที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน
1. ค่าเงินบาทและดอลลาร์: การอ่อนค่าของดอลลาร์สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ส่งผลบวกต่อค่าเงินบาท โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 19 สิงหาคม ลดลง 0.83% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 2.36% ปัจจัยหนุนมาจากทั้งการอ่อนค่าของดอลลาร์ และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของไทยที่ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่แข็งค่าอาจกดดันภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
2. ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ: ราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นใกล้ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความกังวลเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า กดดันดุลบัญชีเดินสะพัด และสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน ขนส่ง และสายการบินควรติดตามอย่างใกล้ชิด
3. โอกาสในหุ้นกลุ่มสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ: ความสำเร็จของวัคซีนมะเร็ง mRNA ของโมเดอร์นาและเมอร์คอาจจุดกระแสความสนใจในหุ้นกลุ่มการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลก รวมถึงกองทุนรวมและ ETF ที่เน้นลงทุนในกลุ่ม Healthcare และ Biotech ที่นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนสูงของหุ้นกลุ่มนี้ และไม่ควรไล่ราคาตามข่าว เนื่องจากยานี้ยังต้องผ่านกระบวนการอนุมัติจาก FDA และการพิสูจน์เชิงพาณิชย์อีกหลายขั้นตอน
4. ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย: ราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน ท่ามกลางยิลด์ที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ทองคำยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง
5. สินทรัพย์ดิจิทัลและความเสี่ยงเชิงนโยบาย: การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์และอีเธอเรียมสะท้อนความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวในตลาดคริปโต แต่นักลงทุนไทยควรตระหนักว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังผูกโยงกับความไม่แน่นอนของกฎหมาย CLARITY Act ในสหรัฐฯ ที่มีโอกาสผ่านในระดับต่ำ ความผันผวนสูงและปัจจัยเชิงนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีความเสี่ยงสูง และควรจัดสรรเงินลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่รับได้
6. ทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ และผลต่อ SET: แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้ในวันพุธ แต่แรงกดดันจากยิลด์พันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง หนี้สาธารณะที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังคงเปราะบาง นักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศหรือหุ้นสหรัฐฯ ควรติดตามพัฒนาการของนโยบายการเงินของเฟด รายงานการประชุม FOMC และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิด ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET) อาจได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนไหลเข้าในระยะสั้น หากดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าและยิลด์สหรัฐฯ ทรงตัวหรือลดลง
7. กลยุทธ์การจัดพอร์ตในภาวะปัจจุบัน: ในสภาพแวดล้อมที่ตลาดมีทั้งปัจจัยหนุนและปัจจัยกดดันปะปนกัน นักลงทุนไทยควรพิจารณากลยุทธ์การลงทุนแบบสมดุล (balanced portfolio) โดยไม่กระจุกตัวในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป การทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging) ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในภาวะตลาดผันผวน เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดที่ผิดพลาด ขณะเดียวกัน การถือครองเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยให้นักลงทุนมีความยืดหยุ่นในการเข้าซื้อเมื่อเกิดโอกาสจากการปรับฐานของตลาด
นอกจากนี้ นักลงทุนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) หรือ DR ควรตระหนักถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เพราะแม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้น แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ผลตอบแทนที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทอาจลดลง การเลือกกองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedged) หรือไม่ป้องกัน (unhedged) จึงเป็นการตัดสินใจสำคัญที่ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับมุมมองต่อทิศทางค่าเงิน
โดยสรุป ตลาดการเงินโลกในรอบวันสะท้อนภาพของ “ความหวังท่ามกลางความเสี่ยง” การฟื้นตัวของวอลล์สตรีท ความสำเร็จเชิงประวัติศาสตร์ของวัคซีนมะเร็ง mRNA และการพุ่งขึ้นของคริปโต ล้วนเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่แรงกดดันจากตลาดพันธบัตร ภาระหนี้ที่พุ่งสูงทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม นักลงทุนไทยจึงควรใช้กลยุทธ์การลงทุนที่รอบคอบ กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางโลกการเงินที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในปี 2569
