เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด
โลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตพลังงานในทศวรรษที่ผ่านมา สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในต้นปีส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่นเกินคาด แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง
ภาพรวม GDP โลก: ทนทานกว่าที่คาด แต่ยังไม่พ้นวิกฤต
ในเดือนมกราคม 2569 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ฉบับล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าพอใจในช่วงต้นปี เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP โลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาที่ 2.7% ในปี 2570
สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขถูกปรับขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าประมาณสองในสามของการปรับประมาณการที่ดีขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ดีกว่าคาดของสหรัฐอเมริกา แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.2% ในปี 2569 เทียบกับ 2.1% ในปีก่อน
แต่ภาพที่สวยงามในต้นปีเริ่มมัวหมองลงเมื่อสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น OECD ปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า GDP โลกจะอยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 3.0% ในปี 2570 ขับเคลื่อนโดยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการผ่อนคลายของภาษีนำเข้า แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงกดดันการเติบโตและสร้างความไม่แน่นอน พร้อมปรับประมาณการเงินเฟ้อกลุ่มประเทศ G20 ที่พัฒนาแล้วสูงขึ้นไปที่ 4.0% ในปี 2569
จีน ยุโรป และญี่ปุ่น: สามทิศทางที่แตกต่าง
ในด้านของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ละภูมิภาคกำลังเผชิญแรงกดดันที่แตกต่างกัน การเติบโตของจีนจะชะลอตัวลงมาที่ 4.4% ในปี 2569 จาก 4.9% ในปีก่อน แม้จะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ ขณะที่ยูโรโซนจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.9% เนื่องจากแรงฉุดจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ด้านญี่ปุ่น การเติบโตจะชะลอลงมาที่ 0.8% หลังจากขยายตัว 1.3% ในปี 2568
สำหรับญี่ปุ่น สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตสำหรับปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% จากเดิม 1% ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อแกนขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% จาก 1.9% นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics ชี้ว่า “ญี่ปุ่นอาจกำลังเข้าสู่สภาวะ stagflation ระดับเบา” โดยรายได้ที่แท้จริงติดลบมาระยะหนึ่ง และคาดว่าประเทศจะเห็นการเติบโตที่ซบเซาพร้อมเงินเฟ้อสูงกว่า 2%
สงครามอิหร่าน: ตัวแปรที่พลิกสมการเศรษฐกิจโลก
ไม่มีปัจจัยใดที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มากเท่ากับสงครามอิหร่าน ที่กลายเป็นตัวเร่งให้ราคาพลังงานพุ่งสูง และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องปรับแผนกันครั้งใหญ่
ผลกระทบต่อยุโรปเด่นชัดที่สุด เงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งขึ้นมาที่ 3.2% ในเดือนพฤษภาคม โดยมีราคาพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ต้นทุนพลังงานปรับตัวขึ้นถึง 10.9% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อด้านบริการดีดตัวขึ้นมาที่ 3.5% จาก 3.0% ในเดือนเมษายน
สงครามอิหร่านทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่ในระยะยาว วิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้ออาจบั่นทอนการเติบโต ทั้งที่โดยปกติธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ และลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
Carsten Brzeski หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มหภาคของ ING ให้ความเห็นว่า ผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามอิหร่านเริ่มมีลักษณะถาวรมากขึ้น และ “สำหรับเงินเฟ้อในยูโรโซน ทิศทางในขณะนี้มีแต่ขึ้น”
ธนาคารกลางยุโรป (ECB): จากผู้ลดดอกเบี้ย สู่ผู้พิทักษ์เสถียรภาพราคา
การพลิกกลับของ ECB นับเป็นเรื่องราวที่น่าจับตามองที่สุดในโลกการเงินปีนี้ จากที่เคยเป็นผู้นำในการปรับลดดอกเบี้ยหลังจากสกัดเงินเฟ้อได้สำเร็จ ECB กลับต้องปรับท่าทีอีกครั้ง
ย้อนกลับไปต้นปี ECB คาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ในระยะสั้น และเจ้าหน้าที่รู้สึกพอใจกับการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เงินเฟ้อถูกคาดการณ์ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายในระยะใกล้ แม้นักนโยบายจะเตือนว่าราคาพลังงานที่ผันผวนอาจเปลี่ยนแปลงภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว
แต่สงครามอิหร่านทำให้ภาพเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งขึ้นมาที่ 3% เมื่อผลกระทบของสงครามอิหร่านเริ่มปรากฏชัด ซึ่งเงินเฟ้อก่อนหน้านี้เพิ่งลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น
François Villeroy de Galhau ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในนักนโยบายระดับสูงของ ECB ออกมาแสดงความมุ่งมั่น ว่า ECB “จะทำทุกสิ่งที่จำเป็น” เพื่อรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย
Bloomberg รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์จากผลสำรวจในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เห็นตรงกันว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยสองครั้งในปีนี้ จากผลกระทบของสงครามอิหร่านที่ผลักดันเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ทั้งในเดือนมิถุนายนและกันยายน
Goldman Sachs ในกรณีเลวร้ายที่สุด คาดว่าอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยสะสมถึง 75 basis points หรือ 3 ครั้ง แบ่งครั้งละ 25 basis points ตามลำดับ
เฟดสหรัฐฯ ยุค Warsh: พักรบรอดูข้อมูล ท่ามกลางความไม่แน่นอน
ในสหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางครั้งสำคัญเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินโลก Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สืบทอดองค์กรที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ในปัจจุบันอยู่ที่ช่วง 3.50%-3.75% ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดการประชุมสามครั้งติดต่อกันในเดือนมกราคม มีนาคม และเมษายน 2569
สาเหตุที่ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ยเป็นเพราะ แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ รวมถึงความเสี่ยงขาขึ้นจากพลังงานที่กระทบต่อข้อมูล PCE ประกอบกับตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่งโดยอัตราว่างงานใกล้ระดับ 4.4% ทำให้นักนโยบายอยู่ในโหมด “รอและดู” นับตั้งแต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในปลายปี 2568
Yahoo Finance รายงานว่า การตัดสินใจล่าสุดของ Fed ที่คงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3.5%-3.75% มาพร้อมกับการเผยแพร่ Summary of Economic Projections (SEP) ล่าสุด ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของ Fed คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งแบบ Headline และ Core จะอยู่ที่ 2.7% เมื่อสิ้นปีนี้ สูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.4% และ 2.5% ตามลำดับ ขณะที่คาดการณ์ GDP ปรับขึ้นมาที่ 2.4%
สำหรับการประชุม FOMC ในวันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ Warsh ตลาดคาดการณ์ด้วยความน่าจะเป็นสูงมากว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม สะท้อนถึงความต่อเนื่องและแนวโน้มที่ระมัดระวังท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านผู้นำ
ธนาคารกลางเอเชีย: อินเดียและญี่ปุ่นในทิศทางเดียวกัน
ฟากเอเชีย ธนาคารกลางสองแห่งใหญ่ต่างเผชิญแรงกดดันคล้ายคลึงกัน แม้บริบทจะต่างออกไป
ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ 5.25% ในการประชุมล่าสุด ท่ามกลางต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงและทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลง ขณะที่สงครามอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ RBI ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2570 ขึ้น 50 basis points มาที่ 5.1% พร้อมปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 6.6% จาก 6.9% เดิม
ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 โดยกรรมการที่ไม่เห็นด้วยเสนอขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.0% โดยระบุว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้เพิ่มความเสี่ยงขาขึ้นของราคา ธนาคารกลางยังเตือนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นน่าจะชะลอตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลางคาดว่าจะบั่นทอนกำไรของภาคธุรกิจและรายได้ครัวเรือนที่แท้จริง
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โลกกำลังเข้าสู่ยุค Stagflation หรือแค่ปรับตัวชั่วคราว?
คำถามที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังถามกันคือ วิกฤตในปัจจุบันจะเป็นเพียงการสะดุดชั่วคราวหรือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรเศรษฐกิจใหม่ที่ยากลำบากกว่า
Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้มุมมองที่น่าคิด โดยระบุว่า “ในแต่ละปีที่ผ่านไป เศรษฐกิจโลกยิ่งมีความสามารถในการสร้างการเติบโตน้อยลง แต่กลับดูเหมือนยืดหยุ่นต่อความไม่แน่นอนทางนโยบายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พลังเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นไม่สามารถแยกทางกันได้นานโดยไม่ทำให้การเงินสาธารณะและตลาดสินเชื่อเกิดปัญหา”
Shigeto Nagai หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านญี่ปุ่นจาก Oxford Economics มองว่า กรณีของญี่ปุ่นนั้น “อาจเกิด stagflation ระดับเบา” ในปีนี้ โดยรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงติดลบมาระยะหนึ่งแล้ว
ขณะที่ Sven Jari Stehn หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยุโรปจาก Goldman Sachs ชี้ว่า “ดัชนีราคาพลังงานของเรา ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของน้ำมันและก๊าซ พุ่งขึ้นประมาณ 12% ตลอดช่วงการประมาณการ เมื่อเทียบกับการประชุมเดือนมีนาคม” และยังเน้นย้ำว่า “คาดการณ์เงินเฟ้อแกนจะน่าสนใจยิ่งกว่า โดยเฉพาะสำหรับปี 2570”
นัยของมุมมองผู้เชี่ยวชาญคือ แม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ตกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณเตือนหลายประการบ่งชี้ว่าช่วงที่ท้าทายที่สุดอาจยังอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ผ่านพ้นไปแล้ว
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทยอย่างชัดเจน
ผลกระทบโดยตรงที่ต้องติดตาม:
ประการแรก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่านส่งผ่านมาถึงไทยโดยตรง ทั้งในรูปของต้นทุนน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานที่ใช้ในภาคการผลิต ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อในประเทศปรับตัวขึ้น แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อพยุงเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ความแตกต่างทิศทางดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางสำคัญ โดยเฉพาะ ECB ที่อาจขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีความผันผวน ซึ่งส่งผลต่อค่าเงินบาทและต้นทุนการนำเข้า-ส่งออกของไทย
ประการที่สาม การที่ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาโดยรวม หมายความว่าเศรษฐกิจในกลุ่ม ASEAN รวมถึงไทย อาจได้รับแรงกดดันจากความต้องการสินค้าส่งออกที่ลดลง
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน:
สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ควรพิจารณาเพิ่มน้ำหนักหุ้นในกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง ขณะที่ควรลดน้ำหนักหุ้นในกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูงและอาจถ่ายโอนต้นทุนได้ยาก เช่น กลุ่มขนส่งบางประเภทหรืออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น
ด้านพอร์ตตราสารหนี้ ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือขยับขึ้น นักลงทุนควรระมัดระวังการถือครองพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก และควรกระจายความเสี่ยงด้วยการถือครองพันธบัตรระยะสั้นถึงกลางแทน
สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ การติดตามการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้ประธาน Warsh ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปีได้อย่างชัดเจนที่สุด
เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ไม่ได้กำลังล่มสลาย แต่กำลังนำทางผ่านน่านน้ำที่วุ่นวายด้วยข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ผู้ที่อ่านสัญญาณได้แม่นยำและปรับพอร์ตได้รวดเร็ว ย่อมมีโอกาสมากกว่าผู้ที่ยึดติดกับมุมมองเดิมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
