เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด
| |

เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด

โลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตพลังงานในทศวรรษที่ผ่านมา สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในต้นปีส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่นเกินคาด แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง

ภาพรวม GDP โลก: ทนทานกว่าที่คาด แต่ยังไม่พ้นวิกฤต

ในเดือนมกราคม 2569 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ฉบับล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าพอใจในช่วงต้นปี เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP โลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาที่ 2.7% ในปี 2570

สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขถูกปรับขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าประมาณสองในสามของการปรับประมาณการที่ดีขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ดีกว่าคาดของสหรัฐอเมริกา แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.2% ในปี 2569 เทียบกับ 2.1% ในปีก่อน

แต่ภาพที่สวยงามในต้นปีเริ่มมัวหมองลงเมื่อสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น OECD ปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า GDP โลกจะอยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 3.0% ในปี 2570 ขับเคลื่อนโดยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการผ่อนคลายของภาษีนำเข้า แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงกดดันการเติบโตและสร้างความไม่แน่นอน พร้อมปรับประมาณการเงินเฟ้อกลุ่มประเทศ G20 ที่พัฒนาแล้วสูงขึ้นไปที่ 4.0% ในปี 2569

จีน ยุโรป และญี่ปุ่น: สามทิศทางที่แตกต่าง

ในด้านของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ละภูมิภาคกำลังเผชิญแรงกดดันที่แตกต่างกัน การเติบโตของจีนจะชะลอตัวลงมาที่ 4.4% ในปี 2569 จาก 4.9% ในปีก่อน แม้จะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ ขณะที่ยูโรโซนจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.9% เนื่องจากแรงฉุดจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ด้านญี่ปุ่น การเติบโตจะชะลอลงมาที่ 0.8% หลังจากขยายตัว 1.3% ในปี 2568

สำหรับญี่ปุ่น สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตสำหรับปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% จากเดิม 1% ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อแกนขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% จาก 1.9% นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics ชี้ว่า “ญี่ปุ่นอาจกำลังเข้าสู่สภาวะ stagflation ระดับเบา” โดยรายได้ที่แท้จริงติดลบมาระยะหนึ่ง และคาดว่าประเทศจะเห็นการเติบโตที่ซบเซาพร้อมเงินเฟ้อสูงกว่า 2%

สงครามอิหร่าน: ตัวแปรที่พลิกสมการเศรษฐกิจโลก

ไม่มีปัจจัยใดที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มากเท่ากับสงครามอิหร่าน ที่กลายเป็นตัวเร่งให้ราคาพลังงานพุ่งสูง และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องปรับแผนกันครั้งใหญ่

ผลกระทบต่อยุโรปเด่นชัดที่สุด เงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งขึ้นมาที่ 3.2% ในเดือนพฤษภาคม โดยมีราคาพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ต้นทุนพลังงานปรับตัวขึ้นถึง 10.9% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อด้านบริการดีดตัวขึ้นมาที่ 3.5% จาก 3.0% ในเดือนเมษายน

สงครามอิหร่านทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่ในระยะยาว วิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้ออาจบั่นทอนการเติบโต ทั้งที่โดยปกติธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ และลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

Carsten Brzeski หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มหภาคของ ING ให้ความเห็นว่า ผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามอิหร่านเริ่มมีลักษณะถาวรมากขึ้น และ “สำหรับเงินเฟ้อในยูโรโซน ทิศทางในขณะนี้มีแต่ขึ้น”

ธนาคารกลางยุโรป (ECB): จากผู้ลดดอกเบี้ย สู่ผู้พิทักษ์เสถียรภาพราคา

การพลิกกลับของ ECB นับเป็นเรื่องราวที่น่าจับตามองที่สุดในโลกการเงินปีนี้ จากที่เคยเป็นผู้นำในการปรับลดดอกเบี้ยหลังจากสกัดเงินเฟ้อได้สำเร็จ ECB กลับต้องปรับท่าทีอีกครั้ง

ย้อนกลับไปต้นปี ECB คาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ในระยะสั้น และเจ้าหน้าที่รู้สึกพอใจกับการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เงินเฟ้อถูกคาดการณ์ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายในระยะใกล้ แม้นักนโยบายจะเตือนว่าราคาพลังงานที่ผันผวนอาจเปลี่ยนแปลงภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว

แต่สงครามอิหร่านทำให้ภาพเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งขึ้นมาที่ 3% เมื่อผลกระทบของสงครามอิหร่านเริ่มปรากฏชัด ซึ่งเงินเฟ้อก่อนหน้านี้เพิ่งลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น

François Villeroy de Galhau ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในนักนโยบายระดับสูงของ ECB ออกมาแสดงความมุ่งมั่น ว่า ECB “จะทำทุกสิ่งที่จำเป็น” เพื่อรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย

Bloomberg รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์จากผลสำรวจในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เห็นตรงกันว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยสองครั้งในปีนี้ จากผลกระทบของสงครามอิหร่านที่ผลักดันเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ทั้งในเดือนมิถุนายนและกันยายน

Goldman Sachs ในกรณีเลวร้ายที่สุด คาดว่าอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยสะสมถึง 75 basis points หรือ 3 ครั้ง แบ่งครั้งละ 25 basis points ตามลำดับ

เฟดสหรัฐฯ ยุค Warsh: พักรบรอดูข้อมูล ท่ามกลางความไม่แน่นอน

ในสหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางครั้งสำคัญเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินโลก Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สืบทอดองค์กรที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ในปัจจุบันอยู่ที่ช่วง 3.50%-3.75% ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดการประชุมสามครั้งติดต่อกันในเดือนมกราคม มีนาคม และเมษายน 2569

สาเหตุที่ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ยเป็นเพราะ แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ รวมถึงความเสี่ยงขาขึ้นจากพลังงานที่กระทบต่อข้อมูล PCE ประกอบกับตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่งโดยอัตราว่างงานใกล้ระดับ 4.4% ทำให้นักนโยบายอยู่ในโหมด “รอและดู” นับตั้งแต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในปลายปี 2568

Yahoo Finance รายงานว่า การตัดสินใจล่าสุดของ Fed ที่คงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3.5%-3.75% มาพร้อมกับการเผยแพร่ Summary of Economic Projections (SEP) ล่าสุด ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของ Fed คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งแบบ Headline และ Core จะอยู่ที่ 2.7% เมื่อสิ้นปีนี้ สูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.4% และ 2.5% ตามลำดับ ขณะที่คาดการณ์ GDP ปรับขึ้นมาที่ 2.4%

สำหรับการประชุม FOMC ในวันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ Warsh ตลาดคาดการณ์ด้วยความน่าจะเป็นสูงมากว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม สะท้อนถึงความต่อเนื่องและแนวโน้มที่ระมัดระวังท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านผู้นำ

ธนาคารกลางเอเชีย: อินเดียและญี่ปุ่นในทิศทางเดียวกัน

ฟากเอเชีย ธนาคารกลางสองแห่งใหญ่ต่างเผชิญแรงกดดันคล้ายคลึงกัน แม้บริบทจะต่างออกไป

ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ 5.25% ในการประชุมล่าสุด ท่ามกลางต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงและทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลง ขณะที่สงครามอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ RBI ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2570 ขึ้น 50 basis points มาที่ 5.1% พร้อมปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 6.6% จาก 6.9% เดิม

ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 โดยกรรมการที่ไม่เห็นด้วยเสนอขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.0% โดยระบุว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้เพิ่มความเสี่ยงขาขึ้นของราคา ธนาคารกลางยังเตือนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นน่าจะชะลอตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลางคาดว่าจะบั่นทอนกำไรของภาคธุรกิจและรายได้ครัวเรือนที่แท้จริง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โลกกำลังเข้าสู่ยุค Stagflation หรือแค่ปรับตัวชั่วคราว?

คำถามที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังถามกันคือ วิกฤตในปัจจุบันจะเป็นเพียงการสะดุดชั่วคราวหรือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรเศรษฐกิจใหม่ที่ยากลำบากกว่า

Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้มุมมองที่น่าคิด โดยระบุว่า “ในแต่ละปีที่ผ่านไป เศรษฐกิจโลกยิ่งมีความสามารถในการสร้างการเติบโตน้อยลง แต่กลับดูเหมือนยืดหยุ่นต่อความไม่แน่นอนทางนโยบายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พลังเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นไม่สามารถแยกทางกันได้นานโดยไม่ทำให้การเงินสาธารณะและตลาดสินเชื่อเกิดปัญหา”

Shigeto Nagai หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านญี่ปุ่นจาก Oxford Economics มองว่า กรณีของญี่ปุ่นนั้น “อาจเกิด stagflation ระดับเบา” ในปีนี้ โดยรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงติดลบมาระยะหนึ่งแล้ว

ขณะที่ Sven Jari Stehn หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยุโรปจาก Goldman Sachs ชี้ว่า “ดัชนีราคาพลังงานของเรา ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของน้ำมันและก๊าซ พุ่งขึ้นประมาณ 12% ตลอดช่วงการประมาณการ เมื่อเทียบกับการประชุมเดือนมีนาคม” และยังเน้นย้ำว่า “คาดการณ์เงินเฟ้อแกนจะน่าสนใจยิ่งกว่า โดยเฉพาะสำหรับปี 2570”

นัยของมุมมองผู้เชี่ยวชาญคือ แม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ตกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณเตือนหลายประการบ่งชี้ว่าช่วงที่ท้าทายที่สุดอาจยังอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ผ่านพ้นไปแล้ว

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทยอย่างชัดเจน

ผลกระทบโดยตรงที่ต้องติดตาม:

ประการแรก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่านส่งผ่านมาถึงไทยโดยตรง ทั้งในรูปของต้นทุนน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานที่ใช้ในภาคการผลิต ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อในประเทศปรับตัวขึ้น แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

ประการที่สอง ความแตกต่างทิศทางดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางสำคัญ โดยเฉพาะ ECB ที่อาจขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีความผันผวน ซึ่งส่งผลต่อค่าเงินบาทและต้นทุนการนำเข้า-ส่งออกของไทย

ประการที่สาม การที่ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาโดยรวม หมายความว่าเศรษฐกิจในกลุ่ม ASEAN รวมถึงไทย อาจได้รับแรงกดดันจากความต้องการสินค้าส่งออกที่ลดลง

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน:

สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ควรพิจารณาเพิ่มน้ำหนักหุ้นในกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง ขณะที่ควรลดน้ำหนักหุ้นในกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูงและอาจถ่ายโอนต้นทุนได้ยาก เช่น กลุ่มขนส่งบางประเภทหรืออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น

ด้านพอร์ตตราสารหนี้ ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือขยับขึ้น นักลงทุนควรระมัดระวังการถือครองพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก และควรกระจายความเสี่ยงด้วยการถือครองพันธบัตรระยะสั้นถึงกลางแทน

สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ การติดตามการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้ประธาน Warsh ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปีได้อย่างชัดเจนที่สุด

เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ไม่ได้กำลังล่มสลาย แต่กำลังนำทางผ่านน่านน้ำที่วุ่นวายด้วยข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ผู้ที่อ่านสัญญาณได้แม่นยำและปรับพอร์ตได้รวดเร็ว ย่อมมีโอกาสมากกว่าผู้ที่ยึดติดกับมุมมองเดิมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Similar Posts

  • |

    ทรัมป์ เผย อิหร่านเตรียมระงับโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง

    ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump เปิดเผยว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะ “ระงับโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากที่เตหะรานประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การเดินเรือพาณิชย์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ยืนยันว่า ข้อตกลงในการหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” หรือกล่าวได้ว่าเป็นการระงับแบบถาวร “ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ตกลงกันได้แล้ว และทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าว ขณะเดียวกัน เขายังปฏิเสธข้อเรียกร้องสำคัญของอิหร่านอย่างชัดเจน นั่นคือ การปล่อยเงินที่ถูกอายัดไว้ โดยยืนยันว่า สหรัฐจะไม่คืนเงินดังกล่าวให้ รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน แม้ทรัมป์จะแสดงความมั่นใจ แต่รายละเอียดของข้อตกลงยังคงไม่ชัดเจน และทางอิหร่านเองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์นั้น อาจขัดแย้งกับจุดยืนเดิมของอิหร่าน ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าประเทศมี “สิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม” เพื่อการพัฒนาด้านพลังงาน สัญญาณบวกเพิ่มขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในวันเดียวกัน ผู้นำอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ หลังจากที่อิสราเอลตกลงหยุดยิงในเลบานอน หลังการประกาศดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 8 ลำ ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย รีบเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซทันที เพื่อทดสอบว่าการเปิดเส้นทางครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ ทรัมป์ส่งสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติม ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตันด้วยเครื่อง Air Force One ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับ “ข่าวดีบางอย่าง” ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด เขายังระบุว่า…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • |

    ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านในระดับสูงขึ้นหากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ท่ามกลางสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังใกล้บรรลุข้อตกลง

    ในวันพุธที่ผ่านมา บรรยากาศทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงในชั่วโมงเดียวกัน สลับไปมาระหว่างความหวังว่าสงครามที่กินเวลากว่าสองเดือนกำลังจะสิ้นสุดลง กับคำขู่ทางทหารที่น่าหวาดเกรงจากผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าอิหร่านจะถูกโจมตี “ในระดับที่สูงขึ้นมากอย่างน่าเศร้า” หากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน สำนักข่าว Axios รายงานว่าวอชิงตันและเตหะรานกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่มี 14 ประเด็น ซึ่งอาจยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาต่อไป สถานการณ์ในวันนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวคือ โลกกำลังเดินบนเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างสันติภาพและการทวีความรุนแรงของสงคราม และทุกคำพูด ทุกโพสต์ และทุกท่าทีของผู้นำแต่ละฝ่ายกำลังส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินโลกและชีวิตของผู้คนนับล้านในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ ทรัมป์ พูด: ข้อความที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การสื่อสารของ ทรัมป์ ในวันพุธนี้มีหลายชั้นและหลายช่องทาง ซึ่งแต่ละข้อความมีน้ำเสียงและความหมายที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มผู้รับสาร บน Truth Social ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหาร “Operation Epic Fury” จะสิ้นสุดลงหากอิหร่าน “ยอมรับในสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้ว ซึ่งอาจเป็นข้อสันนิษฐานที่ใหญ่” และหากเป็นเช่นนั้น การปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ในท่าเรืออิหร่านในอ่าวโอมานจะ “อนุญาตให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสำหรับทุกคน รวมถึงอิหร่านด้วย” แต่ท้ายข้อความเขาเพิ่มคำขู่ที่ชัดเจนว่า “ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ การทิ้งระเบิดจะเริ่มต้น และมันจะเป็น อย่างน่าเศร้า…

  • Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

    คลื่นกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลกการเงิน ขณะที่ตัวเลขรายได้ทะลุเพดานที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แทบทุกแนวรบ ในห้วงเวลาเพียง 30 วัน เราได้เห็น Nvidia Corporation บันทึกรายได้ไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหึมา 1.9 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปีนี้ และ Apple พิชิตยอดขายไตรมาส March ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 111.2 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลด้านภาษีนำเข้าและปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่รุมเร้าห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น กระแสการมาถึงของ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ผลักดันความต้องการชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนกองทุน SSF/LTF ประเภท Global Technology หรือลงทุนโดยตรงในตลาด Nasdaq ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Nvidia: “โรงงาน AI” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Nvidia Corporation…

  • |

    หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น

    ราคาหุ้นของ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันจันทร์ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับ Australia ในการสร้างเรือรบฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3 ลำ ดีลดังกล่าวถือเป็น “การส่งออกเรือรบครั้งแรกในประวัติศาสตร์” ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับกองทัพเรือออสเตรเลียในปี 2029 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นของ MHI ปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 75% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต บทวิเคราะห์: ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น การที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกเรือรบได้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงดีลเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ: ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นการ “เปิดตลาดโลก” ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในระยะยาว รายละเอียดของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของออสเตรเลียในการพัฒนากองเรือฟริเกตจำนวน 11 ลำ ซึ่งมีงบประมาณรวมสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย…

  • |

    โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง

    ณ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังนั่งคุยกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โลกภายนอกกำลังจับตามองด้วยความกังวลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ การประชุมสุดยอดสองวันครอบคลุมประเด็นการค้า ภาษีนำเข้า ไต้หวัน อิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ แต่พื้นหลังของการเจรจาครั้งนี้คือภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกฉีกทิ้งและเขียนใหม่โดยพลังของสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง โดยสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะสั้นและจำกัด ทำให้การเติบโตของโลกถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในปี 2570 แต่ในสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขเหล่านั้นอาจยิ่งแย่กว่านั้นมาก ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานที่เขย่าโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลกทำให้เกิดความเป็นไปได้ของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป ในสถานการณ์อ้างอิงที่สมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% การเติบโตของโลกยังคงอยู่ที่เพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มการลดเงินเฟ้อของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์เลวร้ายที่การปิดกั้นยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *