ดอลลาร์แข็งสวนทาง! เงินยังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จับตาเฟด-SET ครึ่งปีหลัง 2026

ดอลลาร์แข็งสวนทาง! เงินยังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จับตาเฟด-SET ครึ่งปีหลัง 2026

ตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงทิศทางที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องคิดใหม่เรื่องการจัดพอร์ต หลังจากที่ธีมหลักของปีนี้ตลอดช่วงต้นปีคือ “ดอลลาร์อ่อน เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่” กลับพลิกผันเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณ “hawkish” ที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ยใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ก็ไต่ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่ราว 100.7 จุด สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปีว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงรักษาผลตอบแทนที่โดดเด่นไว้ได้ ดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ให้ผลตอบแทนแบบ price return ราว 23% เทียบกับ S&P 500 ที่ขยับขึ้นเพียงราว 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน ความแตกต่างนี้สะท้อนแรงดึงดูดจากระดับมูลค่าหุ้น (valuation) ที่ตลาดเกิดใหม่ยังคงถูกกว่าตลาดพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ แม้สัญญาณจากเฟดจะดูแข็งกร้าวขึ้นก็ตาม

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามทั้งตลาดหุ้นต่างประเทศและพอร์ตลงทุนในประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขบนหน้าจอ เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพิ่งจะกลับมาคึกคักจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเผชิญความผันผวนอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ดังนั้นการเข้าใจที่มาที่ไปของกระแสเงินทุนโลก ทั้งในส่วนของหุ้น ตราสารหนี้ และ ETF ตลาดเกิดใหม่ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินทิศทางของบาทและ SET ในช่วงที่เหลือของปี

เฟดยุค Kevin Warsh เปลี่ยนสมการ “ดอลลาร์อ่อน” ที่ตลาดเคยมั่นใจ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2026 บทวิเคราะห์จากหลายสำนักวิจัย ทั้ง MUFG Research และทีมกลยุทธ์การลงทุนของหลายธนาคารใหญ่ ต่างมีมุมมองตรงกันว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่องจากปี 2025 ซึ่งดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงไปแล้วถึง 9.4% ในปีก่อน ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 โดยเหตุผลหลักที่ทุกฝ่ายเชื่อตรงกันคือ เฟดอยู่ในวงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน (easing cycle) และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแรงลงจะเป็นปัจจัยกดดันให้เฟดต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก 3-4 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมากกว่าที่ตลาดราคาไว้ในช่วงนั้น

แต่ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสสองของปี ปัจจัยแรกคือ ภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม 2026 พุ่งขึ้นไปแตะ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 โดยราคาพลังงานพุ่งขึ้นกว่า 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) จะอยู่ที่ 2.9% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขรวมมาก แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอยู่ดี

ปัจจัยที่สองคือการเปลี่ยนตัวประธานเฟด หลังจากที่ Jerome Powell หมดวาระไปในเดือนพฤษภาคม 2026 และ Kevin Warsh เข้ามารับตำแหน่งต่อ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมแรกของ Warsh ในตำแหน่งประธาน เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ช่วง 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้าด้วยความน่าจะเป็นเกิน 96% จากข้อมูลของ CME FedWatch แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองใหม่คือ “dot plot” หรือประมาณการอัตราดอกเบี้ยของกรรมการเฟดแต่ละคน ที่ค่ามัธยฐานกลับชี้ไปในทิศทางที่อัตราดอกเบี้ยปลายปี 2026 จะ “สูงกว่า” ระดับปัจจุบัน ซึ่งตรงข้ามกับที่ตลาดเคยคาดหวังไว้ว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

รายงานการประชุม FOMC เดือนเมษายนที่เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ยังเผยให้เห็นภาพความแตกแยกภายในคณะกรรมการที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย โดยมีกรรมการเสียงข้างมากเห็นว่า “อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจมีความจำเป็น” หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่ผลโหวตคงดอกเบี้ยมีกรรมการที่ไม่เห็นด้วยถึง 4 จาก 12 เสียง ซึ่งเป็นระดับความเห็นแตกต่างมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 ความไม่ลงรอยกันนี้สะท้อนว่าเฟดเองก็ยังไม่มีความชัดเจนนักว่าจะรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่มาจากปัจจัยด้านพลังงาน (supply shock) อย่างไรในขณะที่ตลาดแรงงานก็ยังไม่ได้อ่อนแอลงชัดเจน

ผลจากความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักวิเคราะห์สาย FX เริ่มปรับมุมมองดอลลาร์ใหม่ โดยมองว่าดัชนีดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปี 2026 จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบกว้างระหว่าง 94-102 จุด ขึ้นอยู่กับว่าเฟดจะกลับมาเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้เมื่อใด ฝั่งที่มองว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลงไปแถวระดับ 90 ต้นๆ ยังคงมีอยู่ แต่ทุกมุมมองดังกล่าวต่างพึ่งพาเงื่อนไขเดียวกันคือ เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยได้จริง ซึ่งขณะนี้ยังถูกเลื่อนออกไปจากเงินเฟ้อที่แข็งกว่าคาด การประชุมเฟดครั้งต่อไปในวันที่ 29 กรกฎาคม จึงกลายเป็นจุดสนใจสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตา

ตลาดเกิดใหม่ยังคงแข็งแกร่ง แม้ดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่า

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ปีนี้แตกต่างจากในอดีตคือ แม้ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นในช่วงกลางปี แต่ตลาดหุ้นเกิดใหม่กลับไม่ได้ถูกเทขายรุนแรงตามรูปแบบเดิมที่นักลงทุนคุ้นเคย ข้อมูลจาก J.P. Morgan Personal Investing ระบุว่ามุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มากกว่าแค่ทิศทางดอลลาร์ในระยะสั้น โดยเฉพาะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่คาดว่าจะเติบโตเร็วกว่าตลาดพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยด้านโครงสร้างประชากร การบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนต่อเนื่องในภาคการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และระบบดิจิทัล

ด้านมูลค่าหุ้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนเม็ดเงินไหลเข้า เพราะหุ้นตลาดเกิดใหม่ยังซื้อขายในระดับที่มีส่วนลดมากเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐฯ และตลาดพัฒนาแล้วอื่นๆ ทั้งในมุมกำไรต่อหุ้น (P/E) และมูลค่าทางบัญชี (P/B) ขณะที่พอร์ตของนักลงทุนทั่วโลกยังกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (US mega-cap) มาหลายปี ทำให้ปี 2026 เปิดโอกาสให้ตลาดเกิดใหม่กลับมามีบทบาทมากขึ้นในพอร์ตการลงทุนทั่วโลก

ทีมวิจัยจาก State Street Investment Management ระบุว่าประมาณการกำไรของบริษัทในตลาดเกิดใหม่สำหรับปี 2026 ถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 33% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา โดยจำนวนบริษัทที่ถูกปรับประมาณการกำไรขึ้นมีมากกว่าบริษัทที่ถูกปรับลง สะท้อนแนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นต่อเนื่อง แม้จะเป็นเช่นนั้น มูลค่าหุ้นตลาดเกิดใหม่เมื่อเทียบกับหุ้นโลกโดยรวมยังซื้อขายอยู่ในระดับค่ากลางทางประวัติศาสตร์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นจุดเข้าซื้อที่ดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ มากที่ปัจจุบันซื้อขายอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 ของช่วงราคาในอดีต

อีกประเด็นสำคัญที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเริ่มพูดถึงมากขึ้นคือ “ตลาดเกิดใหม่ ไม่เท่ากับ จีน” อีกต่อไป ข้อมูลจาก J.P. Morgan ชี้ว่าจีนยังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง ทั้งความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ยังอ่อนแอ และการที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายสนับสนุนการบริโภคภาคครัวเรือนที่ชัดเจนพอจะกระตุ้นการประเมินมูลค่าหุ้นใหม่ (re-rating) ได้ ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีน (EM ex-China) กลับกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของผลตอบแทนในกลุ่มนี้ โดยเกาหลีใต้และไต้หวันรวมกันคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนี EM ex-China และทั้งสองประเทศนี้ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของวงจรการลงทุนด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และการผลิตขั้นสูงระดับโลก

ตัวเลขที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของกลุ่มนี้ชัดเจนคือ ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นไปแล้วถึง 86% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้น (P/E ล่วงหน้า 12 เดือน) กลับลดลงมาอยู่ที่ราว 7 เท่า ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008 สะท้อนว่าตลาดปรับประมาณการกำไรขึ้นเร็วกว่าราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมา โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทเกาหลีใต้จะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปี 2026 จากแรงหนุนของอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง

ข้อมูลจาก iShares ยังระบุว่าในปี 2026 มีเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF หุ้นตลาดเกิดใหม่แบบกว้าง (broad EM equity ETF) ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ แล้วกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน โดยเฉพาะกองทุน ETF แบบเฉพาะประเทศ (single-country ETF) ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก นำโดยเกาหลีใต้และบราซิลในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และญี่ปุ่นในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว โดยเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนเฉพาะประเทศในปี 2026 เพียงปีเดียวก็แตะระดับที่สูงกว่ายอดรวมทั้งปี 2025 ไปแล้ว

เจาะลึก ETF ตลาดเกิดใหม่: ทำไมผลตอบแทนต่างกันได้มากถึง 16-19% ในปีเดียว

สิ่งที่นักลงทุนไทยที่กำลังพิจารณาลงทุนผ่าน ETF ตลาดเกิดใหม่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ ETF แต่ละกองทุนที่อ้างว่าให้ “exposure ตลาดเกิดใหม่” เหมือนกัน อาจให้ผลตอบแทนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าดัชนีที่กองทุนนั้นใช้อ้างอิงจัดประเภทประเทศอย่างไร

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีของเกาหลีใต้ ดัชนี MSCI Emerging Markets จัดให้เกาหลีใต้เป็น “ตลาดเกิดใหม่” ขณะที่ดัชนี FTSE จัดให้เกาหลีใต้เป็น “ตลาดพัฒนาแล้ว” ความแตกต่างเชิงการจัดประเภทนี้ทำให้กองทุนที่ติดตามดัชนีต่างกันมีองค์ประกอบพอร์ตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น กองทุน Vanguard FTSE Emerging Markets ETF (VWO) ที่ติดตามดัชนี FTSE Emerging Markets All Cap China A Inclusion Index จะไม่มีสัดส่วนการลงทุนในเกาหลีใต้เลย แต่จะมีหุ้นจีน A-shares ที่ดัชนีคู่แข่งหลายตัวไม่รวมหรือให้น้ำหนักน้อย ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ที่ติดตามดัชนี MSCI จะมีสัดส่วนเกาหลีใต้ถึง 16.15% และไต้หวัน 22.53% โดยมีหุ้น Taiwan Semiconductor (TSMC) เพียงตัวเดียวคิดเป็นสัดส่วนถึง 13.26% ของกองทุน ตามด้วย Samsung Electronics, Tencent, SK Hynix และ Alibaba เป็นห้าอันดับหุ้นที่ถือมากที่สุด

ผลตอบแทนในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาสะท้อนความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน โดย VWO ให้ผลตอบแทนราว 37% เนื่องจากไม่มีสัดส่วนเกาหลีใต้ ขณะที่ EEM ให้ผลตอบแทนสูงถึง 53% เพราะมีทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันที่เป็นสองตลาดที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ปีนี้ ส่วนกองทุนที่บริหารแบบเชิงรุก (active) อย่าง Avantis Emerging Markets Equity ETF (AVEM) ที่เน้นกลยุทธ์แบบ factor investing ในหุ้นขนาดเล็กและหุ้นคุณค่า (value) พร้อมรวมทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันไว้ในพอร์ต กลับให้ผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มที่ราว 56% ในรอบ 12 เดือน ส่วนต่างของผลตอบแทนระหว่าง VWO กับ AVEM ที่ราว 19 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีเดียวนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการเลือก ETF ผิดตัวสามารถทำให้นักลงทุนพลาดผลตอบแทนไปได้มากเพียงใด แม้จะลงทุนใน “ธีมเดียวกัน” ก็ตาม

นอกจากเรื่องการจัดประเภทประเทศ ปัจจัยเรื่องนโยบาย “China-inclusive” กับ “Ex-China” ก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดตัดสินใจสำคัญสำหรับนักลงทุนสถาบัน ในปี 2026 กองทุนประเภท ex-China อย่าง EMXC และ VEXC ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากนักลงทุนสถาบันต้องการโยกเงินทุนไปยังอินเดียและไต้หวันเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและภูมิรัฐศาสตร์ของจีน ข้อมูลจากบางสำนักวิเคราะห์ระบุว่าส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างดัชนีแบบ China-inclusive กับ ex-China อาจกว้างได้ถึง 16 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีเดียว ซึ่งสะท้อนว่าการตัดสินใจเรื่องสัดส่วนจีนในพอร์ตมีผลกระทบสูงมากต่อผลตอบแทนโดยรวม

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงแบบกว้างแต่ยังต้องการต้นทุนต่ำ กองทุนอย่าง SPDR Portfolio Emerging Markets ETF (SPEM) ที่ติดตามดัชนี S&P Emerging BMI Index ถือเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมเพียง 0.07% ต่อปี และมีส่วนต่างราคาเสนอซื้อขาย (bid-ask spread) ต่ำเพียง 0.02% ทำให้เหมาะกับการซื้อขายบ่อยหรือการปรับพอร์ตในระยะสั้น โดยกองทุนนี้มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนหุ้นจากไต้หวัน จีน และอินเดียรวมกันเกือบ 75% ของพอร์ต พร้อมน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีราว 30%

ในฝั่งของกองทุนที่เน้นเงินปันผล กองทุน WisdomTree Emerging Markets Local Debt Fund และกองทุนหุ้นปันผลสูงอย่าง WisdomTree Emerging Markets ex-China Fund (DEM) เป็นตัวอย่างของกลยุทธ์ที่เลี่ยงหุ้นเทคโนโลยีเติบโตสูงแต่ปันผลต่ำ และหันไปลงทุนในภาคการเงิน พลังงาน และวัสดุพื้นฐานในบราซิลและไต้หวันแทน โดยให้อัตราเงินปันผลใกล้ 6% ต่อปี ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอมากกว่าการเติบโตของราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แม้ผลตอบแทนรวมอาจตามหลังกองทุนกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงตลาดกระทิง แต่ก็มีความผันผวนต่ำกว่าในระยะยาว

ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่: เงื่อนไขที่ดีในปี 2025 จะต่อยอดไปถึงปี 2026 ได้หรือไม่

นอกจากตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากในปีนี้ จากข้อมูลของ S&P Global Ratings ระบุว่าปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดเกิดใหม่ได้รับสภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยอย่างมาก เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะตราสารหนี้ อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ส่วนต่างความเสี่ยงด้านเครดิต (credit spread) ปรับลงมาอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ทั้งผู้ออกตราสารหนี้ระดับลงทุน (investment-grade) และระดับที่ไม่ใช่ลงทุน (non-investment-grade) ในตลาดเกิดใหม่ต่างออกตราสารหนี้ในตลาดต่างประเทศในอัตราที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เอื้ออำนวยเช่นนี้คือการอ่อนค่าของดอลลาร์และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับค่อนข้างเสถียร แต่คำถามที่นักวิเคราะห์เริ่มถามมากขึ้นในปี 2026 คือ เงื่อนไขที่ดีเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ เมื่อเฟดภายใต้การนำของ Kevin Warsh กลับมาส่งสัญญาณ hawkish และดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่า สถานการณ์เช่นนี้อาจเปลี่ยนสภาวะที่เคยเอื้ออำนวยให้กลายเป็นปัจจัยกดดันได้ในไม่ช้า

S&P Global Ratings วิเคราะห์สถานการณ์ออกเป็นสองกรณีหลักที่แตกต่างจากกรณีฐาน กรณีแรกคือเฟด “ผ่อนคลายเกินไป” (overly dovish) ซึ่งจะหมายถึงการลดดอกเบี้ยเร็วและมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ และกรณีที่สองคือเฟด “พลิกกลับวงจรการปรับนโยบายให้กลับสู่ระดับปกติ” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นจริงในช่วงกลางปี 2026 ที่เฟดต้องคงดอกเบี้ยไว้นานกว่าที่คาดเพราะเงินเฟ้อไม่ยอมลง ทั้งสองกรณีนี้ส่งผลต่อประเทศตลาดเกิดใหม่แต่ละประเทศแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ มีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยตามเฟดได้มากเพียงใด

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของบราซิล ที่ธนาคารกลางตัดสินใจเดินสวนทางกับกระแสการลดดอกเบี้ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในปีก่อน โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแตะระดับสูงถึง 15% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อภายในประเทศ ส่วนตุรกีดำเนินนโยบายตรงข้าม คือทยอยลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวังทุกครั้งที่มีการประชุมนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน จนเงินเฟ้อในประเทศลดลงจากระดับราว 35% มาอยู่ที่ราว 30% แต่ธนาคารกลางตุรกีก็ยังต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะเป้าหมายเงินเฟ้อปลายปี 2026 ของตุรกียังอยู่ที่ 16% ซึ่งห่างไกลจากระดับปัจจุบันมาก หากค่าเงินลีราอ่อนค่าลงอีกจากปัจจัยภายนอก อาจกดดันให้ธนาคารกลางต้องชะลอการลดดอกเบี้ยลงอีก

สำหรับฝั่งนักลงทุนสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้าถึงตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ กองทุน iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักที่ได้รับการแนะนำจากทีมกลยุทธ์ตราสารหนี้ของ BlackRock โดยเฉพาะในกลยุทธ์การเพิ่มผลตอบแทน (yield enhancement) ของพอร์ตตราสารหนี้โดยรวม ควบคู่กับกองทุนตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงอื่นๆ เช่น high yield corporate bond, bank loans และ collateralized loan obligations (CLOs) ทีมกลยุทธ์ของ iShares ยังแนะนำให้นักลงทุนพิจารณากระจายความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยด้วยกลยุทธ์ bond laddering หรือการถือพันธบัตรหลายช่วงอายุไถ่ถอนพร้อมกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยเฟดในปีนี้

พอร์ตลงทุนแบบ 60-40 ในยุคที่ดอกเบี้ยไม่แน่นอน: บทเรียนจากผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ

ในมุมของการจัดสรรพอร์ตแบบดั้งเดิม โครงสร้าง 60-40 ที่แบ่งสัดส่วนหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้จัดการกองทุนหลายรายใช้อ้างอิง แต่รายละเอียดภายในสัดส่วนทั้งสองนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026 ทีมกลยุทธ์ตราสารหนี้ของ Vanguard ระบุในรายงานมุมมองตลาดช่วงปลายปี 2025 ว่าแม้ภาพรวมตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่อง ทั้งจากนโยบายภาษีนำเข้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย แต่ Vanguard ยังคงยืนยันมุมมองว่าตราสารหนี้ยังเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีน้ำหนักในพอร์ตเมื่อเข้าสู่ปี 2026

สำหรับองค์ประกอบของฝั่งตราสารหนี้ในพอร์ต iShares แนะนำแนวทางที่แบ่งเป็นหลายระดับตามอายุของตราสาร สำหรับนักลงทุนที่ต้องการพักเงินสดระยะสั้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยข้ามคืนยังสูงต่อเนื่อง ควรพิจารณาตราสารหนี้รัฐบาลอายุ 0-3 เดือน หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นแบบกระจายความเสี่ยง ส่วนนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มระยะเวลาถือครอง (duration) ปานกลางเพื่อรับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยในอนาคต ควรพิจารณาตราสารหนี้รัฐบาลอายุ 3-7 ปี ซึ่งอยู่ใน “ส่วนกลางของเส้นอัตราดอกเบี้ย” (belly of the curve) ที่มักให้ผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงได้ดีที่สุดในช่วงที่ทิศทางดอกเบี้ยยังไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ ฝั่งตราสารหนี้องค์กร (corporate bond) ก็กลับมาน่าสนใจมากขึ้นในปี 2026 เนื่องจากส่วนต่างความเสี่ยงด้านเครดิต (credit spread) แคบลงและคุณภาพของผู้ออกตราสารโดยรวมดีขึ้น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงอยู่ในวงจรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ ทำให้ตราสารหนี้องค์กรให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ตราสารหนี้เทศบาล (municipal bond) ของสหรัฐฯ แม้จะเริ่มต้นปี 2025 ได้ไม่ดีนักจากปริมาณการออกตราสารที่หนาแน่น แต่ก็ปิดปีด้วยผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง จากการผสมผสานของอัตราผลตอบแทนที่ดี คุณภาพเครดิตที่มั่นคง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยังคงดึงดูดนักลงทุน

ในมุมของหุ้นต่างประเทศนอกเหนือจากตลาดเกิดใหม่ J.P. Morgan ยังให้ความสนใจกับตลาดยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีที่มีมาตรการสนับสนุนภาครัฐมูลค่า 500,000 ล้านยูโร และแผนการลงทุนภาคเอกชนอีก 631,000 ล้านยูโร รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีต่อเนื่องไปถึงปี 2026 กลยุทธ์ที่ทีมจัดการพอร์ตของ J.P. Morgan ให้ความสำคัญคือหุ้นกลุ่มธนาคารที่คืนเงินสดให้ผู้ถือหุ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนภาคอุตสาหกรรม กลุ่มออโตเมชัน วัสดุพื้นฐาน และสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน พร้อมระมัดระวังความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีนำเข้าสำหรับหุ้นกลุ่มผู้ส่งออก

อีกหนึ่งแนวคิดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเริ่มแนะนำมากขึ้นในปี 2026 คือการลดความซับซ้อนของพอร์ตลงทุนส่วนบุคคล โดย Morningstar ระบุว่าการใช้กองทุนดัชนีแบบพาสซีฟ (index fund) ในสัดส่วนหลักของพอร์ตมีข้อดีในเรื่องความเสี่ยงจาก “key-person risk” หรือความเสี่ยงที่ผลการดำเนินงานพึ่งพาผู้จัดการกองทุนคนใดคนหนึ่งมากเกินไป และไม่มีความเสี่ยงจาก “strategy surprise” หรือการเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างกะทันหันที่อาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเดิมของนักลงทุน ซึ่งทำให้พอร์ตที่ใช้กองทุนดัชนีเป็นหลักต้องการการติดตามดูแลน้อยกว่ากองทุนที่บริหารแบบเชิงรุก แม้จะแลกมาด้วยการไม่มีโอกาสเอาชนะตลาดได้ก็ตาม

มุมมองนักวิเคราะห์: ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา

แม้ภาพรวมของตลาดเกิดใหม่จะดูสดใส แต่นักวิเคราะห์หลายรายยังเตือนถึงความเสี่ยงเฉพาะที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ยังคงเป็นปัจจัยแปรปรวนสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ Brendan Ahern ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนของ KraneShares อธิบายว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย มีลักษณะเฉพาะคือพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูงเพื่อสนับสนุนภาคการผลิต การขนส่ง และกิจกรรมอุตสาหกรรม ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางเป็นพิเศษเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้สร้างทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลกระทบในตลาดโลกอย่างชัดเจน หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยบริษัทน้ำมันรายใหญ่ (oil supermajors) รายงานกำไรที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและสภาวะอุปทานที่ตึงตัว จนเกิดเสียงเรียกร้องให้เก็บภาษีกำไรส่วนเกิน (windfall tax) จากกลุ่มนักวิจารณ์บางส่วน ในทางตรงข้าม สายการบินกลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจนต้องปรับขึ้นราคาตั๋วหรือลดเที่ยวบินบางเส้นทางลง

อย่างไรก็ตาม มีพัฒนาการเชิงบวกที่เกิดขึ้นล่าสุดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกใบอนุญาตทั่วไปชั่วคราว (temporary general license) อนุญาตให้มีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์กลั่น และปิโตรเคมีที่มีแหล่งกำเนิดจากอิหร่าน หลังจากที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการขายน้ำมันอิหร่านที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นผลจากการเจรจากับเตหะรานที่มุ่งไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวร โดยใบอนุญาตดังกล่าวมีผลครอบคลุมธุรกรรมจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยปรับตัวขึ้นตอบรับในทันที เนื่องจากเป็นสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานในภูมิภาคอาจคลี่คลายลงได้ในระยะถัดไป

มุมมองของ KraneShares ยังระบุว่าคำว่า “ตลาดเกิดใหม่” ในปัจจุบันครอบคลุมประเทศที่อยู่ในระยะกลางของการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เพิ่งผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือประเทศที่เพิ่งเปิดตลาดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ โดยตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดได้แก่จีน อินเดีย และบราซิล ส่วนตัวอย่างอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กกว่ารวมถึงตุรกี ไทย และอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไทยเองก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติเฝ้าจับตาในฐานะส่วนหนึ่งของธีมการลงทุนตลาดเกิดใหม่ในภาพรวม

SET และเงินบาทไทย: ความผันผวนสองด้านในเดือนมิถุนายน

ในมุมของตลาดไทย ข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพความผันผวนที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกอย่างชัดเจน ดัชนี SET ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทรงตัวอยู่ในระดับเหนือ 1,500 จุดมาตั้งแต่ต้นปี โดยช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม นักลงทุนต่างชาติกลับมาเป็นฝ่ายซื้อสุทธิต่อเนื่อง สะสมยอดซื้อสุทธิเกือบ 20,000 ล้านบาท หลังจากที่เป็นฝ่ายขายสุทธิต่อเนื่องมาตลอดสามปีก่อนหน้า (2023-2025) ซึ่ง ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าการฟื้นตัวของเงินทุนไหลเข้าในเดือนเมษายนเห็นได้ชัดเจน โดยดัชนีปรับขึ้นราว 3% และมูลค่าการซื้อขายเกิน 50,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เมื่อตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกพร้อมกัน ข้อมูลล่าสุดระบุว่าในวันที่ 23 มิถุนายน ดัชนี SET ปิดที่ 1,540.90 จุด ลดลง 33.23 จุด หรือ 2.11% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 114,170 ล้านบาท โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดไทยปรับตัวลงตามทิศทางตลาดโลกจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้น DELTA และแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่เคยปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้ ประกอบกับเงินบาทที่อ่อนค่าลงตามทิศทางภูมิภาค อาจทำให้เกิดเงินทุนไหลออกเพิ่มเติม

ที่น่าสนใจคือ ปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในช่วงนี้มาจากสองทาง ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ยังไม่ชัดเจน และการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังกว้างอยู่ ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่โดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่ทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น แม้บาทที่อ่อนค่าจะส่งผลดีต่อภาคส่งออก อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็จะกดดันหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าและกลุ่มสายการบินที่ต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นเงินดอลลาร์

ข้อมูลล่าสุดในช่วงปลายเดือนมิถุนายนยังแสดงสัญญาณการสลับขั้วของกระแสเงินทุนภายในตลาด โดยวันที่ 26 มิถุนายน ดัชนี SET ปิดที่ 1,542.34 จุด ลดลง 16.21 จุด แต่นักลงทุนต่างชาติกลับเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 1,347.18 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศกลับเป็นฝ่ายขายสุทธิ สะท้อนว่าแรงกดดันหลักของตลาดในช่วงนี้มาจากแรงขายหุ้นรายตัวขนาดใหญ่อย่าง DELTA มากกว่าการไหลออกของเงินทุนต่างชาติในภาพรวม นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยทางเทคนิคจากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI สำหรับตลาดเกาหลีใต้และอินโดนีเซียที่อาจส่งผลเชิงบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นไทยกลุ่มบลูชิปอย่าง DELTA, ADVANC และ PTT ในระยะถัดไปด้วย

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นมาแตะ 2.89% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2023 และใกล้แดนบนของเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3% ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจจำกัดความสามารถของ กนง. ในการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไป แม้ภาคการผลิตของไทยจะขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันแล้วก็ตาม

กลยุทธ์ “BASICs” และมุมมองเชิงภูมิภาคที่ผู้จัดการกองทุนใช้แบ่งโอกาสในเอเชีย

นอกเหนือจากมุมมองระดับมหภาคเรื่องดอลลาร์และดอกเบี้ยเฟด ผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายรายยังเริ่มแบ่งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีเรื่องราวการลงทุน (investment thesis) แตกต่างกันอย่างชัดเจน Global X หนึ่งในผู้ออก ETF ธีมเฉพาะทางรายใหญ่ เสนอกรอบความคิดที่เรียกว่า “BASICs” ซึ่งย่อมาจากบราซิล อาร์เจนตินา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และจีน โดยมองว่าตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 มีโอกาสเข้าสู่วงจรเชิงบวกได้จากการผสมผสานปัจจัยที่เหมาะสมพอดี ทั้งดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในหลายประเทศ และตำแหน่งการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในสินทรัพย์กลุ่มนี้ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสัดส่วนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

มุมมองนี้สอดคล้องกับข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่ J.P. Morgan เคยนำเสนอไว้ว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในภาพรวมคิดเป็นสัดส่วนประชากรและกำลังแรงงานโลกถึง 86% มีพื้นที่ดินราว 77% ของโลก และคิดเป็นสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โลกถึง 59% รวมถึงคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกโลกถึง 44% นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของโลก ทั้งน้ำมันดิบที่พิสูจน์แล้วราว 87% ทองแดงราว 83% นิกเกิลราว 77% และลิเทียมราว 69% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกถือครองอยู่ในปัจจุบันยังต่ำกว่าความสำคัญเชิงเศรษฐกิจที่แท้จริงของภูมิภาคนี้อย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่าตลาดเกิดใหม่ยังมีพื้นที่ให้ปรับเพิ่มน้ำหนักได้อีกในระยะข้างหน้า

ภายในกรอบ BASICs ดังกล่าว ทีมกลยุทธ์ของ Global X มองว่าระบบเศรษฐกิจของอินเดียยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องราวการลงทุนที่แข็งแกร่งที่สุดในระยะยาว แม้ปี 2025 จะเป็นปีที่หุ้นอินเดียให้ผลตอบแทนต่ำกว่าคาด แต่นักวิเคราะห์มองว่าไม่ใช่เพราะปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอลง แต่เป็นเพียง “ปีปรับฐาน” (reset year) ที่ช่วยเคลียร์ระดับมูลค่าหุ้นที่ตึงเกินไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้เปิดทางให้ปี 2026 มีแนวโน้มที่สมดุลและน่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับนักลงทุนระยะยาว สอดคล้องกับข้อมูลเชิงปริมาณที่ระบุว่าอินเดียดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภาคการผลิตกว่า 19,040 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2024-25 จากการสนับสนุนของรัฐบาลและการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม

ในฝั่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย แนวคิดเรื่อง “friend-shoring” หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองหาโอกาสในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเปลี่ยนมุมมองจากการลงทุนในตลาดเกิดใหม่แบบเหมารวมเพื่อรับประโยชน์จากการบริโภคที่เติบโต มาเป็นการลงทุนแบบเจาะจงในโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์กลางพลังงานที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

เมื่อ AI กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผลตอบแทนตลาดเกิดใหม่

ประเด็นที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบทวิเคราะห์จากหลายสำนักคือ ความเชื่อมโยงระหว่างวงจรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกกับผลตอบแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 ที่แน่นแฟ้นกว่าที่หลายคนคาดไว้ ทีมกลยุทธ์การลงทุนของ BlackRock ระบุชัดเจนว่าการเติบโตของกำไรในตลาดเกิดใหม่ที่แข็งแกร่งในปีนี้ ส่วนใหญ่มีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์และพลังประมวลผล (compute) ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้าสำคัญของการขยายตัวโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก

ความเชื่อมโยงนี้อธิบายได้ว่าทำไมตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวันและเกาหลีใต้ จึงมีผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้เป็นผู้ผลิตชิปหลักของโลกที่ป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งจากบริษัทผลิตชิปสัญญา (foundry) อย่าง Taiwan Semiconductor และผู้ผลิตหน่วยความจำ (memory chip) อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งทั้งหมดได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (data center) ทั่วโลกที่ต้องการชิปประมวลผลและหน่วยความจำในปริมาณมหาศาล

ทีมกลยุทธ์ของ Global X ยังเสริมว่าโอกาสจากระบบนิเวศ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทผลิตชิปขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงผู้เล่นอื่นในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล บริษัทด้านหุ่นยนต์และออโตเมชัน รวมถึงผู้ให้บริการพลังงานที่ต้องขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการของศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้การเข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (mega-cap) ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของพอร์ตที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ผู้เล่นรองเหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการขับเคลื่อนวงจรการลงทุนนี้ให้สมบูรณ์

สำหรับนักลงทุนที่ติดตามตลาดเทคโนโลยีโลกอย่างใกล้ชิด การที่บริษัทชิปและเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง Nvidia, AMD และ Micron ยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง เป็นสัญญาณบวกทางอ้อมต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน เนื่องจากความต้องการชิปและส่วนประกอบที่เพิ่มขึ้นจากฝั่งสหรัฐฯ มักจะส่งผ่านไปยังผู้ผลิตในไต้หวันและเกาหลีใต้อย่างรวดเร็ว ทำให้หุ้นกลุ่มนี้กลายเป็น “proxy” ทางอ้อมสำหรับการลงทุนในธีม AI ที่มีระดับมูลค่าหุ้นที่ถูกกว่าการซื้อหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยตรง

เมื่อความเสี่ยงด้านสินเชื่อภาคเอกชนกลายเป็นตัวแปรใหม่ที่ตลาดต้องจับตา

นอกจากปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงด้านสินเชื่อภาคเอกชน (private credit) เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักวิเคราะห์ตลาดทุนเริ่มหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้นในช่วงกลางปี 2026 เนื่องจากภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนมากต้องพึ่งพาการระดมทุนผ่านตลาดสินเชื่อภาคเอกชนในปริมาณสูงเพื่อสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตและการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล หากต้นทุนการกู้ยืมปรับสูงขึ้นจากทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่ไม่เป็นไปตามคาด อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อแผนการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และส่งผ่านไปยังผู้ผลิตชิปในตลาดเกิดใหม่ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันได้

ความเสี่ยงนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้า เพราะหากต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นจนกระทบต่อแผนการลงทุน ก็อาจทำให้อุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์จากเอเชียที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ชะลอตัวลงตามไปด้วย นักลงทุนที่มีพอร์ตกระจุกตัวอยู่ในธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์ของตลาดเกิดใหม่จึงควรติดตามสัญญาณจากตลาดสินเชื่อภาคเอกชนของสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการติดตามทิศทางดอกเบี้ยเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งสองปัจจัยมีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่หลายคนเข้าใจในตอนแรก

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

จากภาพรวมทั้งหมด สิ่งที่นักลงทุนไทยควรนำไปพิจารณาในการจัดพอร์ตช่วงครึ่งหลังของปี 2026 มีอยู่หลายประเด็นสำคัญ ประการแรก ทิศทางดอลลาร์และอัตราดอกเบี้ยเฟดยังเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางเงินทุนไหลเข้า-ออกตลาดเกิดใหม่ และขณะนี้ภาพยังไม่ชัดเจนเหมือนต้นปีที่ผ่านมา การประชุมเฟดในวันที่ 29 กรกฎาคมจึงเป็นจุดสนใจสำคัญที่นักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในกองทุนต่างประเทศหรือ ETF ตลาดเกิดใหม่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลการประชุมจะส่งผลต่อทั้งทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกตลาด SET โดยตรง

ประการที่สอง การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ผ่าน ETF ไม่ใช่เรื่องของการเลือก “exposure ตลาดเกิดใหม่” แบบเหมารวมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการเลือกดัชนีอ้างอิงที่เหมาะสมกับมุมมองของนักลงทุนแต่ละคน ผู้ที่ต้องการน้ำหนักในเกาหลีใต้และไต้หวันเพื่อรับประโยชน์จากวงจร AI และเซมิคอนดักเตอร์ ควรพิจารณากองทุนที่ติดตามดัชนี MSCI มากกว่า FTSE ขณะที่ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบของจีนควรพิจารณากองทุนประเภท ex-China โดยเฉพาะ ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่าง ETF แต่ละตัวที่อาจสูงถึง 15-19 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีเดียวเป็นเครื่องเตือนใจว่าการศึกษาองค์ประกอบของกองทุนก่อนลงทุนมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการตัดสินใจว่าจะลงทุนในธีมนี้หรือไม่

ประการที่สาม สำหรับพอร์ตที่มีสัดส่วนตราสารหนี้ การกระจายความเสี่ยงตามช่วงอายุของตราสาร (bond laddering) และการเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงบางส่วน เช่น ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่หรือตราสารหนี้องค์กรที่มีคุณภาพเครดิตดีขึ้น อาจเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยเฟดในปีนี้ได้ดีกว่าการถือพันธบัตรอายุเดียวทั้งหมด

และประการสุดท้าย สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตในตลาดหุ้นไทยโดยตรง ความผันผวนของ SET ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนเป็นภาพสะท้อนที่ดีว่าตลาดไทยยังคงเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกระแสเงินทุนโลก ทั้งในมุมบวกจากการที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ และในมุมเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาทและราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ การกระจายความเสี่ยงระหว่างหุ้นไทยกับสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึงการติดตามทิศทางนโยบายการเงินของทั้งเฟดและธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด จึงยังเป็นหลักการพื้นฐานที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้ามในช่วงที่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้

ในเชิงปฏิบัติ นักลงทุนไทยที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) หรือ ETF ตลาดเกิดใหม่ที่ซื้อขายในตลาดต่างประเทศ ควรพิจารณาทบทวนสัดส่วนการลงทุนของตนเองในช่วงนี้อย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจสอบว่ากองทุนที่ถืออยู่มีน้ำหนักในประเทศใดเป็นหลัก เนื่องจากดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลตอบแทนระหว่าง ETF ที่มีคำว่า “emerging markets” ในชื่อเดียวกันอาจแตกต่างกันได้มากถึง 15-19 จุดเปอร์เซ็นต์ในรอบปีเดียว หากนักลงทุนต้องการเพิ่มน้ำหนักในธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์ผ่านตลาดเกิดใหม่ ควรให้ความสำคัญกับกองทุนที่มีสัดส่วนไต้หวันและเกาหลีใต้สูง แต่หากต้องการกระจายความเสี่ยงให้กว้างและหลีกเลี่ยงความเข้มข้นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากเกินไป กองทุนที่เน้นเงินปันผลหรือกองทุนแบบกว้างที่ไม่กระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่งอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยกว่า

ขณะเดียวกัน นักลงทุนที่วางแผนจัดพอร์ตในระยะยาวควรระลึกไว้เสมอว่าตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลังที่สูงในปีนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าจะเกิดขึ้นซ้ำในปีหน้า โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ปัจจัยพื้นฐานยังมีความไม่แน่นอนสูงทั้งในมุมของทิศทางเฟด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงด้านสินเชื่อภาคเอกชนที่เชื่อมโยงกับวงจรการลงทุน AI ดังนั้นหลักการกระจายความเสี่ยงและการปรับสมดุลพอร์ต (rebalancing) ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้อย่างมีวินัย ยังคงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าการไล่ตามผลตอบแทนที่โดดเด่นของสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หุ้นตลาดเกิดใหม่ หรือแม้แต่หุ้นไทยเองก็ตาม

Similar Posts

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุน 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ส่องทาง เมื่อโลกเลิกพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างตลาดการเงินโลก เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และกระแส “Sell America” ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ได้เป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยต่างหันมาทบทวนกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอกันใหม่อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักใน ETF ตลาดเกิดใหม่ การมองพันธบัตรในมุมใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “ที่หลบภัย” และการกระจายความเสี่ยงสู่ภูมิภาคที่เคยถูกมองข้ามมาเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ ตลาดเกิดใหม่: จากม้ามืดสู่ดาวรุ่งของทศวรรษ ดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งประกอบด้วยหุ้น Large Cap และ Mid Cap จากประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก พุ่งขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 แซงหน้าดัชนีหลักของวอลล์สตรีททั้งสาม ขณะที่ดัชนี MSCI World ซึ่งครอบคลุมตลาดพัฒนาแล้วรวมถึงสหรัฐฯ ขึ้นมาเพียง 20% ที่น่าสนใจคือ การที่ตลาดเกิดใหม่ขึ้นแรงครั้งนี้ไม่ได้มาจากประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ดัชนีหุ้นของชิลีและสาธารณรัฐเช็กต่างก็ทำผลตอบแทนได้ราว 50.8% นับจากต้นปี ขณะที่โรมาเนียเองก็มีผลตอบแทนสูงกว่า 42% สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวในครั้งนี้มีลักษณะกว้างขวางและครอบคลุมหลายภูมิภาค ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว Varun Laijawalla ผู้จัดการกองทุนตลาดเกิดใหม่จากบริษัท Ninety One ซึ่งบริหารสินทรัพย์กว่า…

  • Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์พาตลาดบุกทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 26,274.13 จุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 โดยมีดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้น 2.6% ในวันเดียว แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่บิ๊กเทคทุ่มเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางคำถามจากนักวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนหรือกำลังจะระเบิดเหมือนฟองสบู่ดอตคอม Nvidia: จักรพรรดิชิป AI ทุบสถิติรายได้ $216 พันล้านเหรียญ ไม่มีบริษัทใดครองหัวใจตลาดในยุค AI ได้เท่า Nvidia ผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2026 ที่ $68.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน และทั้งปีการเงิน 2026 รายได้รวมแตะ $215.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด

    ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • ดาวโจนส์ทะลุ 52,000 จุดเป็นครั้งแรก หุ้นเทคสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง ตลาดจับตารายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายสัปดาห์การซื้อขายช่วงสั้นก่อนวันหยุดยาว Fourth of July ด้วยบรรยากาศคึกคักเกินคาด เมื่อดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดเหนือระดับ 52,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นถึง 2% และดัชนี S&P 500 บวกแรง 1.2% หลังจากทั้งสองดัชนีปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยการร่วงลงอย่างหนัก แรงหนุนสำคัญมาจากการที่หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวโจนส์อย่างเป็นทางการแทนที่ Verizon ประกอบกับสัญญาณคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายนที่ทำให้มูลค่าตลาดของกลุ่มชิปหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามทิศทางตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนอกจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังต้องจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากกำหนดการปกติเนื่องจากตลาดจะปิดทำการในวันศุกร์เพื่อหยุดยาวประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในบางช่วงของปีนี้…

  • เงินทุนโลกพลิกขั้ว! ETF บอนด์ตลาดเกิดใหม่ผลตอบแทนพุ่ง รับยุคดอลลาร์อ่อนปี 2026

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ หลังจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มทยอยปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 โดยกระแสเงินทุนที่เคยกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กำลังไหลออกไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบหุ้นและตราสารหนี้ ปรากฏการณ์นี้ถูกขนานนามในวงการว่า “Sell America” trade ซึ่งสะท้อนความกังวลเรื่องระดับการกระจุกตัวของพอร์ตลงทุนที่สูงเกินไปในสินทรัพย์อเมริกัน ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าต่อเนื่อง และผลตอบแทนที่โดดเด่นของตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ทั้งในปี 2025 ที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาถึงปีนี้ จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวและบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก พบว่าตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets Bonds) เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มตราสารหนี้ทั้งปี 2025 ที่ผ่านมา และยังคงรักษาโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องมาในปี 2026 ขณะเดียวกัน หุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐฯ ก็กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ในเงาของตลาดสหรัฐฯ มานานนับทศวรรษ บทความนี้จะพาไปสำรวจภาพรวมของกระแสการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมเจาะลึกมุมมองผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ กระแส “Sell America” และจุดเปลี่ยนของพอร์ตลงทุนทั่วโลก ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกขณะนี้ไม่ใช่การที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ออกไปทั้งหมด แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้น ทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน ETF ที่ปรากฏตัวในรายการ “ETF Edge” ของ CNBC ระบุว่า เงินทุนจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่เพียงแค่ในส่วนของหุ้น แต่ยังรวมถึงตราสารหนี้เครดิตของตลาดเกิดใหม่และกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบอื่นๆ ด้วย โดยปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *