ตลาดหุ้นไทย SET

  • |

    หุ้นสหรัฐแยกทิศ ดาวโจนส์บวก แนสแด็กร่วง น้ำมันดิ่ง จับตาเฟด-งบ Big Tech

    วอลล์สตรีทเปิดสัปดาห์การซื้อขายที่หนาแน่นที่สุดครั้งหนึ่งของปีด้วยภาพตลาดที่ “แยกทิศทาง” อย่างชัดเจน เมื่อดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นสวนทางกับดัชนีแนสแด็กที่ถูกกดดันหนักจากแรงเทขายในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข่าวดีเรื่องราคาน้ำมันที่ดิ่งลงกว่า 8% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านตกลงพักการโจมตีระหว่างกัน กับความวิตกกังวลต่อสองปัจจัยใหญ่ที่รออยู่ในสัปดาห์นี้ นั่นคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “Magnificent Seven” ที่จะกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่าเม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเพียงใด ภาพรวมของตลาดสะท้อนความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิว การผ่อนคลายของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางช่วยจุดประกายแรงซื้อในช่วงเช้า แต่กลับถูกกลบด้วยการปรับฐานเชิงโครงสร้างในกลุ่มเทคโนโลยีที่ลุกลามต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่านี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของ “ธีมการลงทุน” ที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อความสมเหตุสมผลของราคาหุ้นเทคโนโลยี หลังจากที่ตลาดเคยให้รางวัลกับการใช้จ่ายด้าน AI อย่างไม่มีเงื่อนไขมาตลอดสามปี บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของความเคลื่อนไหว ตั้งแต่ดัชนีหลัก ราคาน้ำมันและทองคำ ทิศทางนโยบายการเงินภายใต้ผู้ว่าการเฟดคนใหม่ ไปจนถึงผลกระทบที่จะส่งตรงถึงนักลงทุนไทยและดัชนี SET ดัชนีหลักแยกทิศ: ดาวโจนส์ยืนแดนบวก แต่แรงขายหุ้นชิปฉุดแนสแด็ก-เอสแอนด์พี การซื้อขายในวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม สะท้อนความแตกแยกเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับตัวขึ้นราว 228 จุด หรือประมาณ 0.44% แตะระดับ 52,175.90 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มหุ้นวัฏจักร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น…

  • เงินทุนโลกทะลักตลาดเกิดใหม่ ETF ทุบสถิติ 3.8 หมื่นล้านดอลล์ ท้าทายสูตรจัดพอร์ต

    ครึ่งแรกของปี 2569 กลายเป็นช่วงเวลาที่ตำราการจัดพอร์ตการลงทุนแบบเดิมถูกท้าทายอย่างรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ เงินทุนจำนวนมหาศาลไหลออกจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ และเคลื่อนเข้าสู่สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ในอัตราที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามพื้นฐานว่าบทบาท “เบาะรองรับความเสี่ยง” ที่พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วเคยทำหน้าที่มาตลอดสี่ทศวรรษ ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ในโลกที่เงินเฟ้อไม่ยอมลงและหนี้สาธารณะพุ่งไม่หยุด ตัวเลขที่สะท้อนภาพนี้ชัดเจนที่สุดมาจากอุตสาหกรรมกองทุนอีทีเอฟ (ETF) กองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ดูดเงินสุทธิได้ถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 มากกว่ายอดทั้งปี 2568 ที่ทำสถิติไว้ที่ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์เสียอีก ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมอีทีเอฟทั่วโลกทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงของการปรับสมดุลพอร์ตครั้งใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกกำลังดำเนินการอย่างเงียบ ๆ สำหรับนักลงทุนไทย ภาพนี้มีนัยสองชั้น ชั้นแรกคือประเทศไทยเองกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากกระแสเงินทุนรอบนี้ ดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกด้วยผลตอบแทนกว่า 26% ติดกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก ชั้นที่สองคือนักลงทุนไทยที่ถือกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสินใจสำคัญว่าจะไล่ตามกระแสตลาดเกิดใหม่ที่ร้อนแรงจนราคาแพงแล้ว หรือจะหันไปให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนกลับมาน่าสนใจอีกครั้งหลังธนาคารกลางสหรัฐพลิกท่าทีเป็นสายเหยี่ยว บทความนี้ประมวลข้อมูลจากรายงานของสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้ง Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, Bangkok Post, Livemint และบทวิเคราะห์จาก State Street, J.P. Morgan,…