กลยุทธ์จัดพอร์ต 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ โอกาสใหม่ของนักลงทุนไทย
| |

กลยุทธ์จัดพอร์ต 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ โอกาสใหม่ของนักลงทุนไทย

กลางเดือนสิงหาคม 2026 ตลาดการเงินโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของทศวรรษ หลังจากที่ “ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ” หรือ US Exceptionalism ซึ่งครองบัลลังก์ตลาดทุนโลกมานานกว่าสิบปี เริ่มส่งสัญญาณสั่นคลอนอย่างชัดเจน รายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่พลิกกลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปสู่สินทรัพย์นอกประเทศ ล้วนกำลังบีบให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องทบทวนสูตรการจัดพอร์ตแบบเดิมที่พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีอเมริกันเป็นหลัก บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกภูมิทัศน์การลงทุนล่าสุด ตั้งแต่ทางแยกนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไม “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” และ “ETF ระดับโลก” จึงกลายเป็นคำตอบที่ผู้จัดการกองทุนระดับโลกกำลังพูดถึงมากที่สุด พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสที่มีต่อนักลงทุนไทยโดยตรง

ภาพรวมของสถานการณ์ในเวลานี้แตกต่างจากช่วงต้นปีอย่างสิ้นเชิง เมื่อต้นปี 2026 นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ย แต่วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซได้จุดชนวนเงินเฟ้อรอบใหม่ จนทำให้ตลาดพลิกกลับมากังวลเรื่องการ “ขึ้นดอกเบี้ย” แทน กระทั่งช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้เอง ที่ตัวเลขเศรษฐกิจชุดใหม่กลับมาเปลี่ยนเกมอีกครั้ง ทำให้ทิศทางของตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และค่าเงิน กลับเข้าสู่ภาวะที่คาดเดายากและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่กระจายความเสี่ยงเป็น

จุดพลิกของตลาดแรงงานสหรัฐฯ กับทางแยกของเฟดภายใต้วอร์ช

หัวใจของความปั่นป่วนในตลาดเวลานี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา CNBC รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลของ Dow Jones คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 83,000 ตำแหน่ง นับเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความคาดหมายอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการหดตัวครั้งแรกหลังจากตลาดแรงงานขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันสี่เดือน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขหลักคือการปรับปรุงข้อมูลย้อนหลัง สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ได้ปรับลดตัวเลขการจ้างงานของสองเดือนก่อนหน้าลงรวมกันมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง โดยตัวเลขเดือนมิถุนายนถูกปรับลดจาก 57,000 เหลือเพียง 20,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนพฤษภาคมถูกปรับลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อรวมส่วนที่ขาดหายไปจากที่ตลาดคาดการณ์ทั้งหมด นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับช่องว่างตำแหน่งงานที่หายไปกว่า 250,000 ตำแหน่งเมื่อเทียบกับความคาดหวังเดิม

ที่น่าสนใจคืออัตราการว่างงานกลับลดลงมาอยู่ที่ 4.1% จาก 4.2% ในเดือนก่อน ซึ่งเผินๆ ดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่แท้จริงแล้วเป็นภาพลวงตาทางสถิติ เพราะอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ลดลงเหลือ 61.4% จาก 61.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าห้าปี นั่นหมายความว่าอัตราว่างงานที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้คนถอนตัวออกจากตลาดแรงงาน ไม่ใช่เพราะหางานได้ ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของค่าจ้างยังชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบห้าปีอีกด้วย

Adam Crisafulli ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย Vital Knowledge ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่านี่เป็น “รายงานที่ค่อนข้างเลวร้าย” แต่ก็มีแง่ดีในระยะสั้นสำหรับตลาดหุ้น เพราะนัยของรายงานฉบับนี้ถือว่าผ่อนคลายอย่างมากต่อนโยบายการเงิน ซึ่งน่าจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าเฟดจะเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกครั้งใหญ่ หากการจ้างงานยังคงอ่อนแอลงเรื่อยๆ ในขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

ปฏิกิริยาของตลาดเกิดขึ้นทันที อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญสำหรับสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 4.6% ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปีที่อ่อนไหวต่อนโยบายเฟดมากที่สุด ร่วงลงมาแตะระดับ 4.16% ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีอยู่ที่ราว 5.19% ด้านตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวก โดยดัชนี S&P 500 ปิดบวก ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้นแรง และดัชนี Russell 2000 ที่สะท้อนหุ้นขนาดกลางและเล็กซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ที่เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell กลางปีนี้ Warsh เป็นที่รู้จักในฐานะสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นอันดับแรก และมีท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่ชอบการให้สัญญาณล่วงหน้า (Forward Guidance) แก่ตลาด ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะทำให้ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ในการประชุม FOMC เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50%-3.75% แต่มีกรรมการถึงสามรายที่ไม่เห็นด้วย โดยต้องการให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังร้อนแรงจากราคาพลังงาน

ก่อนหน้ารายงานการจ้างงาน ตลาดเคยให้น้ำหนักความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนสูงถึง 55% แต่หลังตัวเลขออกมา เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงให้เห็นว่าโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลดลงเหลือราว 40-44% ทันที และเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว โดย CNBC รายงานว่าเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน และชะลอลงมาอยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจาก 3.5% ในเดือนก่อน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่ไม่รวมอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.2% รายเดือน และอยู่ที่ 2.5% รายปี ตัวเลขที่อ่อนตัวลงนี้ช่วยลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงเหลือ 42%

สิ่งที่ทำให้การคาดเดาทิศทางเฟดยากขึ้นไปอีกคือรูปแบบการบริหารของ Warsh เอง หลังเข้ารับตำแหน่ง เขาได้ประกาศจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task Forces) ถึงห้าชุด ครอบคลุมด้านการสื่อสาร งบดุลของเฟด แหล่งข้อมูล ผลิตภาพ และกรอบการทำงานด้านเงินเฟ้อ โดยคณะทำงานเหล่านี้จะรวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอแนะก่อนสิ้นปี นักวิเคราะห์บางรายมองว่าสถานการณ์ที่เป็นไปได้คือเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้จนกว่าคณะทำงานจะได้ข้อสรุปในช่วงปลายปี ซึ่งหมายความว่าตลาดอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ในการประชุมเดือนที่ผ่านมา เฟดยังได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐฯ ขึ้น พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE ให้สูงขึ้นด้วย สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้แม้ต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคา

แม้เงินเฟ้อจะชะลอลง แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด และเป็นปีที่ห้าติดต่อกันที่เงินเฟ้อยืนเหนือเป้าหมายดังกล่าว ทำให้เฟดตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างสองเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยต่อสู้กับเงินเฟ้อแต่อาจทำให้การจ้างงานชะลอตัวลงไปอีก ในขณะที่การคงดอกเบี้ยจะปกป้องตลาดแรงงานแต่ปล่อยให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น Gary Schlossberg นักกลยุทธ์ระดับโลกจาก Wells Fargo Investment Institute ให้ความเห็นว่า ตัวเลข CPI เดือนนี้ประกอบกับรายงานการจ้างงานที่อ่อนแอ อาจช่วยยับยั้งเจ้าหน้าที่เฟดสายเหยี่ยวไว้ได้ในเดือนกันยายน แต่เขายังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะสั้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การประชุม FOMC ครั้งถัดไปมีกำหนดในวันที่ 16 กันยายน 2026 ซึ่งเฟดจะได้เห็นข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อของเดือนสิงหาคมเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ผลตอบแทนที่สูงกว่าและเหตุผลเชิงโครงสร้าง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายเฟด สินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets Bonds) ซึ่งให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าตราสารหนี้ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก VanEck ระบุว่า ณ ต้นปี 2026 ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทน (Yield) สูงถึง 6.9% เทียบกับตราสารหนี้โลกที่ 3.6% และตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ 4.2% ส่วนต่างของผลตอบแทนในระดับนี้ถือเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักลงทุนที่แสวงหารายได้ในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารยังอยู่ในระดับต่ำ

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือผลงานในอดีตที่พิสูจน์แล้ว VanEck รายงานว่า ในปี 2025 ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ทำผลตอบแทนชนะตราสารหนี้ของประเทศพัฒนาแล้วถึง 8.71% และชนะตราสารหนี้สหรัฐฯ ถึง 9.64% ซึ่งเป็นการเอาชนะที่เกิดขึ้นทั้งที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนโยบายภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ และความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองเดิมๆ ที่มองว่าตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงสูงและไร้เสถียรภาพทางการเมืองนั้น อาจล้าสมัยไปแล้ว

เบื้องหลังผลตอบแทนที่เหนือกว่านี้คือแนวคิดเรื่อง “Carry” หรือส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่นักลงทุนได้รับจากการถือครองตราสาร ข้อมูลจาก JP Morgan และ ICE Data ที่ VanEck อ้างถึงระบุว่า ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่มี Carry อยู่ที่ราว 6.4% เทียบกับดัชนี Global Aggregate ที่เพียง 3.2% และในอดีต Carry นี่เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนที่เหนือกว่าอย่างต่อเนื่อง โดยตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ทำผลตอบแทนเหนือกว่าตราสารหนี้ประเทศพัฒนาแล้วทั้งในเชิงสัมบูรณ์และเชิงปรับความผันผวนมานานกว่าสองทศวรรษ ทว่ากลับเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนจำนวนมากมองข้ามมาโดยตลอด

เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับรายประเทศ Invesco ชี้ว่าธนาคารกลางของตลาดเกิดใหม่ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินมาตั้งแต่ปี 2025 จากภาวะเงินเฟ้อที่ลดลง และยังมีช่องว่างสำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2026 ภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (CEEMEA) เสนอโอกาสในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่เอเชียได้ประโยชน์จากวัฏจักรการค้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI ส่วนละตินอเมริกาผสมผสานอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งเข้ากับวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายและส่วนต่างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือพันธบัตรรัฐบาลแอฟริกาใต้ที่ทำผลงานเหนือกว่าเส้นอัตราผลตอบแทนสกุลเงินท้องถิ่นของตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ในปี 2025 จากเสถียรภาพด้านพลังงานที่ดีขึ้นและความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง State Street Global Advisors (SSGA) วิเคราะห์ว่า ครึ่งแรกของปี 2026 ได้ตอกย้ำภาพที่ชัดเจนว่า ประเทศพัฒนาแล้วยังคงถูกจำกัดด้วยเงินเฟ้อที่เหนียวแน่น การขาดดุลการคลังที่กว้างขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ตลาดเกิดใหม่จำนวนมากกลับเข้าสู่ครึ่งหลังของปีด้วยส่วนผสมที่เอื้ออำนวยกว่า ทั้งนโยบายการเงินที่เป็นระเบียบ ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ที่ดีต่อสุขภาพ และพลวัตเงินเฟ้อที่ดีกว่าโดยเปรียบเทียบ SSGA จึงมองว่ากรณีการลงทุนในตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ยังคงมีน้ำหนัก โดยเฉพาะตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Debt) ที่น่าสนใจเป็นพิเศษบนพื้นฐานของมูลค่าเชิงเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ตาม SSGA ก็เตือนว่าครึ่งหลังของปี 2026 มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนเป็นระยะๆ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันที่สูงอยู่แล้วพุ่งขึ้นไปอีก ภาพของตลาดตราสารหนี้โลกในครึ่งปีหลังจึงไม่ได้เป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการปรับตัวขึ้นของราคาพันธบัตรในวงกว้าง (Duration Rally) แต่เป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการพิจารณามูลค่าเชิงเปรียบเทียบระหว่างสินทรัพย์แต่ละประเภทมากกว่า

Invesco เป็นอีกหนึ่งบริษัทจัดการกองทุนที่มองเห็นโอกาสในตลาดตราสารหนี้นอกสหรัฐฯ Kristina Campmany ผู้จัดการกองทุนอาวุโสด้านตราสารหนี้โลกของ Invesco ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมว่า นักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนที่น่าสนใจควรใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของนโยบายธนาคารกลางทั่วโลก (Central Bank Policy Divergence) เธออธิบายว่าขณะที่เฟดและธนาคารกลางอังกฤษคงดอกเบี้ยไว้ในปีนี้ ธนาคารกลางอีกหลายแห่งกลับขึ้นดอกเบี้ยนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น ทั้งธนาคารกลางยุโรป ออสเตรเลีย และธนาคารกลางญี่ปุ่น ในขณะที่บราซิลกลับกำลังลดดอกเบี้ย ความแตกต่างเหล่านี้เปิดโอกาสให้ทำการซื้อขายข้ามตลาด (Cross-Market Trades) และดึงมูลค่าจากตราสารหนี้นอกสหรัฐฯ ได้

Rick Rieder หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้โลกของ BlackRock ก็ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ในทำนองเดียวกันว่า เขากำลังกระจายการลงทุนไปสู่ตราสารหนี้ภาคเอกชนในยุโรปและตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่บางส่วน นอกจากนี้ Standard Chartered ยังแสดงความชื่นชอบต่อตราสารหนี้รัฐบาลตลาดเกิดใหม่ที่ออกในสกุลเงินดอลลาร์ (USD-denominated Sovereign Bonds) เป็นพิเศษ ขณะที่ Goldman Sachs ออกมายืนยันว่าตลาดตราสารหนี้ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bond Bear Market) แม้ความผันผวนจะสูงขึ้นก็ตาม

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ตลาดมีทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งกองทุนที่ลงทุนในตราสารสกุลเงินท้องถิ่นและสกุลเงินแข็ง (Hard Currency) ผู้เชี่ยวชาญหลายรายแนะนำว่าการผสมผสานทั้งสองประเภทเข้าด้วยกันจะช่วยกระจายผลตอบแทนได้ดีในทุกช่วงวัฏจักร เนื่องจากตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงเฉพาะตัว การลงทุนผ่านกองทุนที่มีผู้จัดการมืออาชีพหรือผ่าน ETF ที่กระจายการลงทุนอย่างกว้างขวางจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทั่วไปมากกว่าการเลือกลงทุนในพันธบัตรรายตัว

ETF คือประตูสู่การกระจายความเสี่ยงระดับโลก

หากมีเครื่องมือใดที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคการลงทุนปัจจุบัน เครื่องมือนั้นคงหนีไม่พ้น “กองทุน ETF” (Exchange-Traded Fund) ซึ่งได้กลายเป็นช่องทางหลักที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ในการเข้าถึงสินทรัพย์ที่หลากหลายด้วยต้นทุนต่ำ ความคล่องตัวในการซื้อขายสูง และประสิทธิภาพทางภาษีที่ดี ข้อมูลจาก Morningstar ระบุว่าในปี 2025 บริษัทจัดการสินทรัพย์ได้เปิดตัว ETF ตราสารหนี้ใหม่ถึง 149 กองทุน และ ETF เหล่านี้กำลังค่อยๆ แย่งส่วนแบ่งตลาดจากกองทุนรวมแบบดั้งเดิมมาอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

ตัวอย่างที่ชัดเจนของกลยุทธ์ ETF ที่เน้นการกระจายความเสี่ยงระดับโลกคือกองทุน Invesco Flexible Income ETF (สัญลักษณ์ FLXI) ที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 CNBC รายงานว่ากองทุนนี้ให้ผลตอบแทน 30 วัน (30-Day Yield) ที่ 4.93% โดยมีค่าธรรมเนียมการจัดการ (Expense Ratio) ที่ 0.39% และมีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้สูงสุดถึง 40% ของพอร์ต เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุน Vanguard Total Bond Market ETF (BND) ที่เน้นตราสารหนี้ระดับลงทุนได้ (Investment-Grade) ในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทน 4.65% ด้วยค่าธรรมเนียมเพียง 0.03% และกองทุน iShares Core U.S. Aggregate Bond ETF (AGG) ที่ให้ผลตอบแทน 4.68% ด้วยค่าธรรมเนียม 0.03% จะเห็นได้ว่ากองทุนที่กระจายการลงทุนไปต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเล็กน้อย แลกกับค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นและการบริหารเชิงรุกที่มากขึ้น

Campmany อธิบายเสริมว่า “มีกระแสลมที่ขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกิน มันสร้างโอกาสที่น่าสนใจในการลงทุนในทุกตลาดเหล่านี้ และบอกได้ว่าเรามีคันโยกหลายแบบที่สามารถดึงเพื่อเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้” คำกล่าวนี้สะท้อนปรัชญาการลงทุนยุคใหม่ที่มองว่าความไม่แน่นอนและความแตกต่างของแต่ละภูมิภาคคือโอกาส ไม่ใช่เพียงความเสี่ยง

สำหรับตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่โดยเฉพาะ นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่าน ETF ที่อ้างอิงดัชนีได้หลายกอง เช่น Vanguard Emerging Markets Government Bond ETF (VWOB), VanEck Vectors Emerging Markets Local Currency Bond ETF (EMLC) และ iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) ส่วนผู้ที่ต้องการการบริหารเชิงรุกก็มีทางเลือกอย่าง SPDR DoubleLine Emerging Markets Fixed Income ETF (EMTL) ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบ Bottom-up ผสมกับมุมมองมหภาคเชิงอธิปไตย และ Global X Emerging Markets Bond ETF (EMBD) ที่เน้นต้นทุนต่ำ

นอกจากนี้ ตลาด ETF ยังมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจ Morningstar รายงานว่าในปี 2025 มีการเปิดตัว ETF แบบบริหารเชิงรุก (Active ETF) เกือบ 1,000 กองทุน โดยกว่าครึ่งหนึ่งเน้นกลยุทธ์หุ้นรายตัว กลยุทธ์ออปชันเชิงระบบ หรือคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งสะท้อนว่าตลาด ETF ที่เคยเป็นคำพ้องความหมายกับการลงทุนแบบ Passive กำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน ETF ประเภทคล้ายเงินสด (Cash-like ETF) และ ETF ตราสารหนี้ระยะสั้นก็ได้รับความนิยมสูงขึ้น โดยในปี 2025 มีเงินไหลเข้ากองทุนประเภทนี้กว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนมองหาที่หลบภัยจากตลาดหุ้นที่มีมูลค่าแพงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

Morningstar ยังตั้งข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า หุ้นสหรัฐฯ ในเวลานี้มีมูลค่าแพงเกินไปเมื่อวัดจากแทบทุกมาตรวัด โดยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่มูลค่าหุ้นตึงตัวถึงระดับนี้ นั่นคือช่วงก่อนฟองสบู่ดอตคอมในปี 1999 และอีกครั้งในปี 2021 ก่อนที่ดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นและตลาดร่วงลง ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่ามูลค่าที่ระดับใกล้เคียงกับปัจจุบันอาจเป็นอันตราย ทำให้นักลงทุนจำนวนมากหันมาปกป้องพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง คำเตือนนี้ยิ่งตอกย้ำเหตุผลของการกระจายความเสี่ยงออกไปยังสินทรัพย์ที่มีมูลค่าน่าสนใจกว่าอย่างตลาดเกิดใหม่ ในมุมของการกระจายความเสี่ยงข้ามภูมิภาค Morningstar ยังแนะนำว่า สำหรับนักลงทุนที่มองหาการกระจายความเสี่ยงจากหุ้นสหรัฐฯ การเน้นหุ้นคุณค่า (Value) ในต่างประเทศพร้อมกับลดน้ำหนักหุ้นเติบโต (Growth) ดูจะเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผล เนื่องจากดัชนีหุ้นคุณค่านอกสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์กับตลาดสหรัฐฯ ต่ำกว่าดัชนีหุ้นเติบโต

หุ้นตลาดเกิดใหม่ ส่วนลดมูลค่าและการหมุนออกจาก US Exceptionalism

หากตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่เป็นดาวเด่นในฝั่งตราสารหนี้ หุ้นตลาดเกิดใหม่ก็เป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่ร้อนแรงที่สุดในฝั่งตราสารทุน ปี 2025 ถือเป็นปีทองของหุ้นกลุ่มนี้อย่างแท้จริง เมื่อดัชนี MSCI Emerging Markets ทำผลตอบแทนได้ราว 33.6% เกือบสองเท่าของดัชนี S&P 500 ที่ทำได้ราว 17% ซึ่งเป็นการเอาชนะที่มากที่สุดในรอบ 17 ปี และในช่วงต้นปี 2026 ดัชนี MSCI EM ก็ยังคงเดินหน้าต่อด้วยการปรับตัวขึ้นราว 7% ตั้งแต่ต้นปี

สิ่งที่ทำให้หุ้นตลาดเกิดใหม่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้คือ “ส่วนลดด้านมูลค่า” (Valuation Discount) ที่กว้างเป็นประวัติการณ์ รายงานล่าสุดระบุว่าดัชนี MSCI Emerging Markets ซื้อขายกันที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ราว 11.6-13.5 เท่า ในขณะที่ S&P 500 ยังคงซื้อขายกันที่ระดับสูงกว่า 20 เท่า นั่นทำให้ส่วนลดของหุ้นตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ประมาณ 40-50% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 25-28% อย่างมาก พูดง่ายๆ คือ นักลงทุนกำลังจ่ายเงินแพงเป็นสองเท่าสำหรับกำไรที่คาดหวังหนึ่งดอลลาร์ของหุ้นสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับกำไรหนึ่งดอลลาร์ของหุ้นตลาดเกิดใหม่ นับเป็นครั้งแรกในรอบสองทศวรรษที่มูลค่าหุ้นตลาดเกิดใหม่ตกลงมาต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของหุ้นสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น การคาดการณ์การเติบโตของกำไรก็เข้าข้างตลาดเกิดใหม่ โดยฉันทามติของนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในตลาดเกิดใหม่จะเติบโตเกิน 20% ในปี 2026 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์สำหรับสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างชัดเจน เครื่องยนต์การเติบโตเหล่านี้จับต้องได้และเป็นรูปธรรม ไต้หวันและเกาหลีใต้ฝังตัวอยู่ในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างลึกซึ้ง ในฐานะผู้ผลิตชิปและชิ้นส่วนที่ขับเคลื่อนทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปจนถึงยานยนต์ไร้คนขับ ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ในละตินอเมริกาก็ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและโลหะที่สูงขึ้น

ปัจจัยที่เป็นตัวเร่งสำคัญคือค่าเงินและการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุน Bloomberg รายงานว่า สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ 17 จาก 23 สกุลที่ติดตามอยู่ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ ขณะที่นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ ท่ามกลางความวุ่นวายเชิงนโยบาย Joyce Chang ประธานฝ่ายวิจัยระดับโลกของ J.P. Morgan ให้ความเห็นว่า “ผมคิดว่านี่เป็นมากกว่าเหตุการณ์ครั้งเดียว ส่วนหนึ่งเพราะเรามองว่าเรื่องราวของการอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งมากในเวลานี้ และวัฏจักรการอ่อนค่าของดอลลาร์คือปัจจัยชี้ขาดสำหรับตลาดเกิดใหม่”

Malcolm Dorson หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่ของ Global X มองว่าการปรับตัวขึ้นในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของตลาดเกิดใหม่โดยลำพัง แต่เป็น “เรื่องราวระดับนานาชาติ” หลายปีของการที่สหรัฐฯ ทำผลงานเหนือกว่าตลาดอื่นทำให้พอร์ตการลงทุนทั่วโลกกระจุกตัวอย่างหนัก และเขาเชื่อว่าลูกตุ้มกำลังเริ่มแกว่งกลับมาสู่การกระจายความเสี่ยงอีกครั้ง ความเห็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลของ Morningstar ที่ระบุว่าในปี 2025 ดัชนี Morningstar Global Markets ex-US ทำผลตอบแทนได้ 32% เทียบกับดัชนี Morningstar US Market ที่ทำได้ 18% และความแข็งแกร่งของสินทรัพย์นอกสกุลดอลลาร์ยังคงดำเนินต่อเนื่องมาถึงปี 2026 สะท้อนว่ายุคของ “US Exceptionalism” ที่ครอบงำพอร์ตการลงทุนโลกมากว่าทศวรรษกำลังเข้าสู่บทใหม่

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและความเห็นต่างเรื่องเงินดอลลาร์และทิศทางเฟด

แม้ภาพรวมจะดูเอื้ออำนวยต่อตลาดเกิดใหม่ แต่นักลงทุนที่รอบคอบควรตระหนักว่าในโลกการลงทุนไม่มีอะไรแน่นอน และยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในประเด็นทิศทางของเงินดอลลาร์และนโยบายเฟด

ในฝั่งที่มองบวกต่อตลาดเกิดใหม่ ปัจจัยหลักคือความเชื่อที่ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง LPL Research ชี้ว่าดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (US Dollar Index) กำลังอยู่ในจุดที่ใกล้จะทำลายแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว และหากอ่อนค่าลงต่อ อาจมี Downside เพิ่มอีก 5% หรือมากกว่าในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์รายนี้ระบุห้าเหตุผลที่ทำให้หันมาชื่นชอบตลาดเกิดใหม่ ตั้งแต่การอ่อนค่าของดอลลาร์ การเติบโตของกำไรที่เร่งตัวขึ้น ไปจนถึงการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI นอกจากนี้ Chris Hyzy ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Merrill และ Bank of America Private Bank ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า โดยปกติเมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ดอลลาร์มักจะแข็งค่า แต่ครั้งนี้กลับอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตลาดเกิดใหม่โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งที่ระมัดระวังมากกว่า Invesco เองในรายงานกลยุทธ์ตราสารหนี้โลกประจำเดือนสิงหาคม 2026 กลับให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินหยวนของจีน ซึ่งสะท้อนว่ามุมมองเรื่องดอลลาร์ยังไม่เป็นเอกฉันท์ Invesco ยังมองว่าตลาดพัฒนาแล้วกำลังตีราคาการขึ้นดอกเบี้ยสูงเกินไป ทำให้พันธบัตรระยะสั้นของประเทศพัฒนาแล้วดูน่าสนใจ พร้อมทั้งชี้ว่าตลาดเกิดใหม่มีความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากภายนอกมากขึ้นหลังผ่านการปฏิรูปมาสองทศวรรษ

ด้านทิศทางเฟด แม้ตลาดจะลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยลงมากหลังตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน Ellen Zentner จาก Morgan Stanley ให้ความเห็นกับ CNBC ว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ Eric Merlis จาก Citizens มองว่าประธาน Warsh ได้รับผลตอบแทนจากความอดทนในระยะสั้น หลังจากที่เคยถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม ความไม่แน่นอนในการสื่อสารของประธานเฟดคนใหม่ที่ไม่ชอบให้สัญญาณล่วงหน้า ยิ่งเพิ่มความผันผวนให้กับตลาด และทำให้นักลงทุนต้องพึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนมากขึ้นในการคาดเดาทิศทาง

ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามยังรวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะปรับตัวขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมจากความหวังว่าจะมีข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความขัดแย้งด้านพลังงานที่ยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์อาจจุดชนวนเงินเฟ้อรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะบีบให้เฟดต้องกลับมาใช้ท่าทีแข็งกร้าวและอาจกระทบต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ ความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังคงมีอยู่ ทำให้การเลือกลงทุนแบบเจาะจงหรือผ่านกองทุนที่มีการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบมีความสำคัญมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญหลายรายจึงเน้นย้ำว่า “การคัดเลือกยังคงสำคัญ” (Selectivity Matters) และแนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนแบบเหมารวมทั้งภูมิภาค

กลยุทธ์จัดพอร์ตและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยคือ จะนำภาพใหญ่ระดับโลกเหล่านี้มาปรับใช้กับพอร์ตการลงทุนของตนเองได้อย่างไร คำตอบเริ่มต้นจากหลักการพื้นฐานที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังเน้นย้ำ นั่นคือ “การกระจายความเสี่ยง” (Diversification) และการลดการพึ่งพาสินทรัพย์เพียงกลุ่มเดียวหรือประเทศเดียวมากเกินไป โดยเฉพาะการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าแพงและมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวสูงเป็นประวัติการณ์

สำหรับตลาดหุ้นไทยเอง ปี 2026 ถือเป็นปีที่สดใสอย่างน่าประหลาดใจ Bangkok Post รายงานว่าดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุดเล็กน้อย ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึง 26% ทำให้เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก มูลค่าตลาดรวมฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 20 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วงหกเดือนแรกเพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อนมาอยู่ที่ราว 6.6 หมื่นล้านบาท ที่น่าสนใจคือ ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 4.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2.7 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่บันทึกกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในปีนี้

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดไทยได้รับความสนใจส่วนหนึ่งมาจากคุณสมบัติเชิงป้องกัน (Defensive Profile) ที่โดดเด่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่า ต่างจากตลาดในภูมิภาคหลายแห่งที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง ตลาดไทยมีการเปิดรับต่อภาคเทคโนโลยีที่จำกัด ทำให้มีความเปราะบางน้อยกว่าต่อการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม AI ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในแง่พื้นฐานเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ขึ้นเป็น 2.3% จาก 2% โดยอ้างถึงการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนที่ยืดหยุ่น และมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล

นักวิเคราะห์ในประเทศยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทาง SET ในระยะข้างหน้า โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี (KSAM) คาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะยังคงสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในครึ่งหลังของปี 2026 และมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,700 จุด สอดคล้องกับ FETCO ที่ปรับเพิ่มประมาณการดัชนี SET ขึ้นเป็น 1,700 จุด โดยอ้างถึงมาตรการของภาครัฐและปัจจัยหนุนหลายประการ รวมถึงกองทุน Thai ESG ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งช่วยสร้างแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างผ่านกระแสเงินลงทุนในประเทศที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม KSAM ยังคงมุมมองเป็นกลางต่อตราสารหนี้ โดยระบุว่าโอกาสในการลดดอกเบี้ยนโยบายยังมีจำกัด แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะน่าสนใจก็ตาม

ในด้านค่าเงินบาท มุมมองยังมีความหลากหลาย บางสำนักมองว่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ เคลื่อนไหวในกรอบ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ MUFG มีมุมมองระมัดระวังกว่า โดยคาดว่า USD/THB อาจเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.80 ในกรอบเวลา 3 เดือนถึง 12 เดือน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอและเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ยังกว้างนี้ ถือเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องพิจารณาในการจัดสรรสินทรัพย์ระหว่างในและต่างประเทศ

ในเชิงกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) หลักการที่ผู้จัดการกองทุนระดับโลกกำลังนำมาใช้และนักลงทุนไทยสามารถประยุกต์ได้คือการมองพอร์ตในลักษณะ “แกนกลางและส่วนเสริม” (Core-Satellite) โดยใช้สินทรัพย์ที่มั่นคงเป็นแกนกลาง แล้วเสริมด้วยธีมที่มีศักยภาพเติบโตสูงอย่างตราสารหนี้และหุ้นตลาดเกิดใหม่เป็นส่วนเสริมในสัดส่วนที่เหมาะสม BlackRock ระบุในคู่มือการลงทุนปี 2026 ว่า นักลงทุนอาจตัดสินใจจัดสรรสินทรัพย์บนพื้นฐานของความต้องการรายได้ (Income) ซึ่งสามารถหาได้จากหลายส่วนของพอร์ต ทั้งตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ สินทรัพย์ที่แปลงเป็นหลักทรัพย์ (Securitized Assets) หุ้นปันผล และกลยุทธ์ที่ใช้ออปชัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับสภาวะตลาดปัจจุบันที่แหล่งที่มาของผลตอบแทนกระจายตัวมากขึ้น ไม่ได้กระจุกอยู่ที่หุ้นเติบโตของสหรัฐฯ เพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการคว้าโอกาสจากธีมการลงทุนระดับโลก การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund หรือ FIF) และ ETF ระดับโลก ถือเป็นช่องทางที่เข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ กองทุนเหล่านี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่และหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนและมีส่วนลดด้านมูลค่าที่น่าสนใจ โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการเลือกสินทรัพย์รายตัว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และพิจารณาว่าจะป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) หรือไม่ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเทียบกับสกุลเงินที่กองทุนไปลงทุน อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนสุทธิได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยสรุป ภูมิทัศน์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม ยุคที่พอร์ตการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวและให้ผลตอบแทนงดงามกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ หุ้นตลาดเกิดใหม่ และตราสารนอกสหรัฐฯ กลายเป็นกุญแจสำคัญ ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักอย่างการอ่อนค่าของดอลลาร์ ส่วนลดด้านมูลค่าที่กว้างเป็นประวัติการณ์ และผลตอบแทนที่สูงกว่าของสินทรัพย์เกิดใหม่ ล้วนสนับสนุนธีมนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายเฟดภายใต้ประธาน Warsh ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความเห็นที่ยังแตกต่างกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ ก็เตือนให้นักลงทุนต้องรักษาวินัย ไม่ไล่ตามกระแสอย่างสุดโต่ง และจัดพอร์ตอย่างสมดุลตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ สำหรับนักลงทุนไทย การผสมผสานระหว่างโอกาสในตลาดหุ้นไทยที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง กับการกระจายการลงทุนไปยังธีมระดับโลกผ่านกองทุน FIF และ ETF อย่างชาญฉลาด น่าจะเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงได้ดีที่สุดในภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทายเช่นนี้

ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญที่สุดจากภาพรวมตลาดในเวลานี้อาจไม่ใช่การทำนายว่าเฟดจะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย หรือดอลลาร์จะแข็งหรืออ่อน แต่เป็นการตระหนักว่าโลกการลงทุนได้เข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความแตกต่างระหว่างภูมิภาค การยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิมๆ ที่เคยได้ผลในทศวรรษที่ผ่านมาอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในสภาวะเช่นนี้คือผู้ที่พร้อมปรับตัว กระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด และมองหาโอกาสในที่ที่คนอื่นมองข้าม ซึ่งในเวลานี้ ที่แห่งนั้นดูเหมือนจะเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ถูกลืมมานานกว่าทศวรรษนั่นเอง

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮ 4 วันติด S&P 500 ทะลุ 7,700 ดาวโจนส์พุ่ง 900 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ในการซื้อขายวันอังคารที่ 4 สิงหาคม โดยดัชนี S&P 500 บวก 1.79% ปิดที่ 7,736.52 จุด ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่แซงระดับเดิมของเดือนมิถุนายน ขณะที่ดาวโจนส์ทะยาน 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด และแนสแด็กคอมโพสิตพุ่งแรงสุด 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความหวังว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กดราคาน้ำมันดิบร่วงแรง ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีกลุ่ม AI ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด นำโดย Palantir ที่พุ่งเกือบ 30% ในวันเดียว ปลุกความเชื่อมั่นว่าดีมานด์ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่แผ่ว ภาพรวมตลาด: แรลลีสี่วันติดพาวอลล์สตรีทกลับสู่โหมด Risk-On บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (risk-on) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังผ่านเดือนกรกฎาคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะจากความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจกำลังชะลอตัว การปิดตลาดวันอังคารถือเป็นวันที่ 4…

  • การซื้อขายหุ้น Tesla รอบประกาศผลประกอบการ: เหมือนโยนเหรียญ แต่นักลงทุนระยะยาวมีโอกาสได้เปรียบกว่า

    ทุกครั้งที่ Tesla เตรียมประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส นักเทรดทั่วโลกต่างจับตามองด้วยความตื่นเต้นและลุ้นระทึก เพราะหุ้นตัวนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของการเคลื่อนไหวราคาที่รุนแรงและคาดเดาได้ยาก บางครั้งพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน บางครั้งก็ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ดูเหมือนว่าการเล่นรอบประกาศผลประกอบการของ Tesla นั้นเป็นโอกาสทองของนักเก็งกำไร แต่ข้อมูลทางสถิติที่สะสมมาตลอดกว่า 15 ปีกลับบอกเล่าเรื่องราวที่น่าคิดกว่านั้นมาก นั่นคือ การเดิมพันระยะสั้นรอบประกาศผลนั้นไม่ต่างอะไรกับการโยนเหรียญ แต่สำหรับนักลงทุนที่มีความอดทนและมองการณ์ไกล สถิติกลับเอนเอียงเข้าข้างพวกเขาอย่างชัดเจน ซื้อก่อนประกาศผล ผลลัพธ์คืออะไร? นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ข้อมูลจาก Yahoo Finance ซึ่งครอบคลุมผลประกอบการรายไตรมาสของ Tesla ทุกครั้งจนถึงปี 2026 ได้เปิดเผยภาพที่ชัดเจนว่า ระยะเวลาที่ถือหุ้นนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ หากซื้อหุ้น Tesla ก่อนการประกาศผลประกอบการแล้วถือไว้เพียง 1 วัน ผลตอบแทนเฉลี่ย (Median Return) จะอยู่ที่ -1.0% โดยมีอัตราชนะ (Win Rate) หรือสัดส่วนครั้งที่ได้กำไรอยู่ที่เพียง 48% ซึ่งต่ำกว่าการโยนเหรียญเสียอีก ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าแม้แต่การถือหุ้นผ่านคืนเดียวรอรับข่าวประกาศผลก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแต่อย่างใด ยืดระยะเวลาออกไปเป็น 1 สัปดาห์ สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรนัก ผลตอบแทนเฉลี่ยยังคงติดลบที่ -1.1% และอัตราชนะก็ลดลงเล็กน้อยเหลือ…

  • |

    เฟดเปลี่ยนท่าที-อีซีบี ขึ้นดอกเบี้ยรอบแรกใน 3 ปี วิกฤตน้ำมันอิหร่านยังกดเงินเฟ้อโลก

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2026 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดต้องสะดุ้งคือน้ำเสียงที่ “แข็งกร้าวกว่าที่คาด” ของถ้อยแถลง พร้อมกับการเปิดเผยว่าคณะกรรมการ FOMC เกือบครึ่งเห็นว่าธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่กลับมาคุกรุ่นจากวิกฤตพลังงาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเงาของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดทับราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกอยู่จนถึงวันนี้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องวางแผนพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของสถานการณ์ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจตามมา เฟดเปลี่ยนเกม: ประธานใหม่ ท่าทีใหม่ ความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ถือเป็นการประชุมแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดไม่น้อย คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ของปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขดอกเบี้ยคือรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในการประชุมครั้งแรกของ Warsh แถลงการณ์ของเฟดได้รับการปรับให้สั้นกระชับขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญกว่านั้น Warsh…

  • เดนมาร์กเผชิญวิกฤตศูนย์ข้อมูล เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าสะดุดรับมือความต้องการพลังงานที่พุ่งสูง

    ประเทศกลุ่มนอร์ดิกที่ถูกมองมานานว่าเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลจากทั่วโลก ด้วยภูมิอากาศที่เสถียรและพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์ กำลังพิจารณาวางข้อจำกัดต่อการเติบโตของสิ่งอำนวยความสะดวกที่กินไฟฟ้ามหาศาลเหล่านี้ เมื่อความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วบังคับให้ต้องทบทวนแนวทางกันใหม่ทั้งหมด เดนมาร์ก อยู่ที่ศูนย์กลางของการถกเถียงนี้ ในฐานะประเทศนอร์ดิกประเทศแรกที่เผชิญกับคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยการก่อตัวของรัฐบาลใหม่และการพุ่งขึ้นของคำขอเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าได้นำไปสู่การหยุดชั่วคราวสำหรับโครงการใหม่ๆ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ถือเป็นกระจกสะท้อนที่ชัดเจนของความขัดแย้งระดับโลกระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ไม่มีขีดจำกัด กับข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์ที่โครงข่ายพลังงานมีกำลังการรับรองที่จำกัด ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง: ช่องว่างระหว่างความต้องการและความเป็นจริง ในเดือนมีนาคม Energinet ผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐเดนมาร์ก ประกาศหยุดชั่วคราวในการทำข้อตกลงการเชื่อมต่อโครงข่ายใหม่ เนื่องจากมีคำขอกำลังการผลิตเข้ามา “อย่างระเบิด” ตามคำบอกเล่าของโฆษก โดยมีโครงการราว 60 GW ที่กำลังรอการเชื่อมต่อ ตัวเลขนี้ฟังดูน่าตกใจเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของเดนมาร์กอยู่ที่ประมาณ 7 GW เท่านั้น นั่นหมายความว่าคำขอที่รออยู่มีปริมาณมากกว่าความต้องการสูงสุดของทั้งประเทศถึงเกือบ 9 เท่า และในจำนวน 60 GW นั้น ศูนย์ข้อมูลคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่หรือประมาณ 14 GW ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไมทางการเดนมาร์กจึงต้องหยุดรับคำขอเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน “Hunger Games” ของนโยบายพลังงาน: ใครได้ก่อน? Henrik Hansen CEO ของ Data Center Industry Association…

  • | |

    ศึกดอกเบี้ยโลก: Fed ตรึง 3.75% รอ Jackson Hole ขณะ ECB ขึ้นดอกเบี้ยสวนทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่งของปี 2569 เมื่อธนาคารกลางขนาดใหญ่ที่สุดของโลกสองแห่งเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) เลือกตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้าติดต่อกัน ท่ามกลางเสียงแตกภายในคณะกรรมการที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) กลายเป็นธนาคารกลางหลักเพียงแห่งเดียวของโลกตะวันตกที่ยัง ‘ขึ้น’ ดอกเบี้ยในวัฏจักรนี้ หลังปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบสามปีเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จุดโฟกัสของสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) รัฐไวโอมิง ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นเวทีที่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ขึ้นกล่าวปาฐกถาสำคัญเป็นครั้งแรกในฐานะประธาน ในเช้าวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาว่าถ้อยแถลงของเขาจะส่งสัญญาณอย่างไรต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายนที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางภาวะที่โอกาสระหว่าง ‘ขึ้น’ กับ ‘คง’ ดอกเบี้ยเกือบสูสีกัน สำหรับนักลงทุนไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับไทยที่กว้างถึงราว 250–275…

  • | |

    วอลล์สตรีทถอยจากจุดสูงสุด น้ำมันพุ่ง บอนด์ยีลด์ทะยาน ก่อนเปิดรายงานเฟด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยอาการ “ถอยเพื่อตั้งหลัก” หลังไต่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยแรงกดดันหลักมาจากสามปัจจัยที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความไม่แน่นอนของวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่ตลาดยังอ่านทางไม่ออก ท่ามกลางกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นเสาค้ำยันสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่พยุงบรรยากาศไม่ให้ทรุดลงแรง ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 ดัชนีหลักทั้งสามตัวของวอลล์สตรีทปิดในแดนลบพร้อมกัน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงลง 272.63 จุด หรือราว 0.51% ปิดที่ 53,459.78 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นมาตรวัดตลาดในวงกว้าง ลดลง 0.52% มาอยู่ที่ 7,745.06 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี ปรับลง 0.32% ปิดที่ 26,644.91…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *