วอลล์สตรีททำนิวไฮ 4 วันติด S&P 500 ทะลุ 7,700 ดาวโจนส์พุ่ง 900 จุด
| |

วอลล์สตรีททำนิวไฮ 4 วันติด S&P 500 ทะลุ 7,700 ดาวโจนส์พุ่ง 900 จุด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ในการซื้อขายวันอังคารที่ 4 สิงหาคม โดยดัชนี S&P 500 บวก 1.79% ปิดที่ 7,736.52 จุด ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่แซงระดับเดิมของเดือนมิถุนายน ขณะที่ดาวโจนส์ทะยาน 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด และแนสแด็กคอมโพสิตพุ่งแรงสุด 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความหวังว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กดราคาน้ำมันดิบร่วงแรง ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีกลุ่ม AI ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด นำโดย Palantir ที่พุ่งเกือบ 30% ในวันเดียว ปลุกความเชื่อมั่นว่าดีมานด์ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่แผ่ว

ภาพรวมตลาด: แรลลีสี่วันติดพาวอลล์สตรีทกลับสู่โหมด Risk-On

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (risk-on) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังผ่านเดือนกรกฎาคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะจากความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจกำลังชะลอตัว การปิดตลาดวันอังคารถือเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันที่ดัชนีหลักปรับตัวขึ้น และเป็นครั้งแรกที่ S&P 500 ยืนเหนือระดับ 7,700 จุดได้สำเร็จ Bloomberg รายงานว่า ความหวังต่อข้อตกลงฟื้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ช่วยหนุนหุ้นเข้าใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาพันธบัตรปรับขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันที่ดิ่งลง ท่ามกลางผลประกอบการภาคเอกชนที่ออกมาแข็งแกร่งเป็นชุด

เมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าเกือบทุกเซกเตอร์ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มเทคโนโลยีนำตลาดด้วยการบวกราว 4.20% ตามด้วยกลุ่มอุตสาหกรรม (industrials) ที่ +3.42% มีเพียงกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคที่ปรับตัวลงตามทิศทางราคาน้ำมัน The Motley Fool ระบุว่า ราคาทองคำปิดบวก 1.01% ที่ระดับ 4,075.26 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลาปิดตลาดสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับลง 0.07% มาอยู่ที่ 4.61% สะท้อนภาวะที่นักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้นแต่ยังคงถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน

ย้อนกลับไปในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกของเดือน ตลาดได้เริ่มต้นเดือนด้วยแรงซื้อกระจายตัวในวงกว้างเช่นกัน CNBC รายงานว่า ดาวโจนส์ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 53,178.41 จุด เพิ่มขึ้น 693.38 จุด หรือ 1.32% ส่วน S&P 500 บวก 1.48% ปิดที่ 7,600.50 จุด และแนสแด็กบวก 2.1% ปิดที่ 25,913.90 จุด จุดที่น่าสนใจคือในวันดังกล่าว หุ้น Amazon ได้ก้าวขึ้นแตะมูลค่าตลาด 3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก่อนย่อลงราว 2% ในวันถัดมาหลังเจฟฟ์ เบโซส ยื่นเอกสารขายหุ้นมูลค่าประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์

ดัชนีความผันผวน CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของตลาด ปรับลง 0.8% มาอยู่ที่ 15.86 ในวันจันทร์ สะท้อนว่าความตึงเครียดที่เคยกดดันตลาดตลอดเดือนกรกฎาคมเริ่มคลี่คลาย ปริมาณการซื้อขายรวมอยู่ที่ 19,360 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการล่าสุดที่ 17,660 ล้านหุ้น โดยจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในตลาด NYSE ในอัตราส่วนราว 2.62 ต่อ 1 บ่งชี้ถึงแรงซื้อที่เข้ามาอย่างกว้างขวางแทนที่จะกระจุกตัวในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว การที่แรลลีมีลักษณะ “กระจายฐาน” (broad-based) เช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงเทคนิคที่ดีกว่าการปรับขึ้นที่พึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว เพราะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งตลาด ไม่ใช่เพียงกระแสเก็งกำไรในหุ้นเฉพาะกลุ่ม

อีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนอารมณ์ตลาดในช่วงนี้ได้อย่างดีคือกรณีของ SpaceX ซึ่งเป็นหุ้นที่ถูกจับตามากที่สุดตัวหนึ่งนับตั้งแต่เข้าตลาดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน CNBC รายงานว่า นับตั้งแต่ IPO หุ้น SpaceX สูญเสียมูลค่าตลาดไปกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ และซื้อขายต่ำกว่าราคาเปิดตัวถึงกว่า 17% แต่ที่น่าสนใจคือนักลงทุนรายย่อย (retail investors) กลับยังคงเข้าซื้อสุทธิในหุ้นตัวนี้ทุกวันทำการนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาด ตามข้อมูลของ VandaTrack ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงพฤติกรรม “ซื้อเมื่อราคาย่อ” (buy the dip) ที่ยังคงฝังลึกในหมู่นักลงทุนรายย่อยชาวอเมริกัน แม้จะเผชิญกับความผันผวนสูงก็ตาม ซึ่งเป็นทั้งแรงหนุนและสัญญาณเตือนถึงการเก็งกำไรที่ยังร้อนแรงในบางส่วนของตลาด

ปัจจัยน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเปลี่ยนของความเชื่อมั่นตลาดโลก

หัวใจของแรลลีรอบนี้อยู่ที่พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสัญญาณคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีน้ำมันดิบของโลกไหลผ่านมากที่สุด Reuters และ Bloomberg รายงานตรงกันว่า ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ร่วงลงราว 5% หลังนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าวอชิงตันและเตหะรานอาจบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบได้ภายในวันหรือสองวัน ช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานพลังงานโลก

สถานการณ์เริ่มพลิกผันในเชิงบวกตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านที่วางไว้ หลังได้รับการร้องขอจากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และอิหร่านเอง เปิดทางให้การเจรจาทางการทูตเดินหน้าต่อ สำนักข่าว The National รายงานว่า ในระหว่างสัปดาห์ กาตาร์ได้จัดเตรียมข้อเสนอเบื้องต้น (interim proposal) ขณะที่ทั้งวอชิงตันและเตหะรานต่างส่งสัญญาณว่าการเจรจาเพื่อฟื้นการเข้าถึงเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้กำลังคืบหน้า แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ แต่ยอมรับว่ากำลังหารือกับโอมานเพื่อเพิ่มปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ

การร่วงลงของราคาน้ำมันในรอบนี้ต่อเนื่องจนทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงมากกว่า 10% ในรอบสัปดาห์ ราคาน้ำมัน WTI หลุดลงมาต่ำกว่า 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) เคลื่อนไหวใกล้ 85 ดอลลาร์แต่ยังคงรักษาการปรับลงส่วนใหญ่ไว้ได้ นับเป็นการคลายตัวของ “ค่าความเสี่ยงสงคราม” (war premium) ที่เคยดันราคาน้ำมันเบรนต์พุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

นอกจากปัจจัยการทูตแล้ว ฝั่งอุปทานยังได้รับแรงหนุนจากหลายทิศทาง โดยตุรกีและอิรักได้ต่ออายุข้อตกลงท่อส่งน้ำมันสำคัญออกไปอีกหนึ่งปี เสริมความแข็งแกร่งให้เส้นทางส่งออกทางเลือก ขณะที่คาซัคสถานกลับมาส่งน้ำมันผ่านท่อ Caspian Pipeline Consortium อีกครั้งหลังหยุดชะงักช่วงสั้น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่ม OPEC+ ยังอนุมัติการเพิ่มกำลังการผลิตในระดับปานกลางอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทยอยฟื้นกำลังการผลิตที่เคยปรับลดไว้ตั้งแต่ปี 2566 (2023) ให้ครบถ้วน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันช่วยกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้อ่อนตัวลง

สำหรับตลาดหุ้น การปรับลดลงของราคาน้ำมันถือเป็นข่าวดี เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จับตาอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าสถานการณ์ยังเปราะบาง เพราะช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ และยังต้องใช้เวลาในการเคลียร์ทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ ความไม่แน่นอนนี้จึงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกลับมากดดันตลาดได้ทุกเมื่อ

เมื่อมองย้อนกลับไป ราคาน้ำมันในปี 2569 ผ่านความผันผวนอย่างรุนแรงตามจังหวะของสงคราม จากที่เคยพุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน ก็เคยร่วงลงต่ำกว่าระดับก่อนสงครามที่ราว 72 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน หลังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 2 เดือนจะพังทลายลงในเดือนกรกฎาคม และทั้งสองฝ่ายกลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้ง วัฏจักรของการยกระดับและคลายความตึงเครียดเช่นนี้ ทำให้ราคาน้ำมันกลายเป็นตัวแปรที่คาดเดายากที่สุดตัวหนึ่งของตลาดโลกในปีนี้

นักวิเคราะห์ในตลาดพลังงานประเมินว่าราคาน้ำมันเบรนต์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบราว 70 ปลาย ๆ ถึง 80 ต้น ๆ ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังสูง โดยอาจมีการพุ่งขึ้นหรือดิ่งลงเป็นครั้งคราวนอกกรอบดังกล่าว ประเด็นสำคัญคือโรงกลั่นทั่วโลกได้ปรับตัวโดยลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระยะเฉพาะหน้าลงแล้ว ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความปั่นป่วนในภูมิภาค การที่ราคาน้ำมันไม่พุ่งกลับไปสู่ระดับสูงสุดในช่วงต้นสงคราม แม้จะมีการปะทะกันเป็นระยะ จึงสะท้อนถึงการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ฤดูกาลงบไตรมาส 2: Palantir–Caterpillar จุดพลุ AI ขณะ SpaceX–AMD สร้างความผิดหวัง

นอกเหนือจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ยังเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก โดยดาวเด่นที่สุดคือ Palantir Technologies ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลและ AI ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นราว 27–30% ในวันเดียว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายวันที่แรงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี

CNBC และ TheStreet รายงานว่า Palantir มีรายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.94 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ราว 1.80 พันล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรต่อหุ้น (EPS) ปรับแล้วอยู่ที่ 0.41 ดอลลาร์ เหนือกว่าคาดการณ์ที่ 0.28–0.35 ดอลลาร์ บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.07 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับราว 329 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน หัวใจสำคัญอยู่ที่รายได้จากกลุ่มธุรกิจเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ (U.S. Commercial) ที่พุ่งขึ้นถึง 149% แตะ 764 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าองค์กรธุรกิจกำลังเร่งนำแพลตฟอร์ม AI ไปใช้งานจริง

ที่สำคัญ Palantir ยังปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปี 2026 ขึ้นเป็น 8.15–8.16 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่าการเติบโต 82% ต่อปี พร้อมยกระดับเป้าหมายรายได้กลุ่มพาณิชย์ในสหรัฐฯ เป็นมากกว่า 3.42 พันล้านดอลลาร์ นายอเล็กซ์ คาร์ป ซีอีโอของบริษัท ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจกับ CNBC ว่าให้ “ลืมตัวเลขคาดการณ์ของตลาดไปได้เลย” และเรียกผลงานไตรมาสนี้ว่าเป็นการเติบโตระดับ “เหนือโลก” (otherworldly) Matt Britzman นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Hargreaves Lansdown ให้ความเห็นว่า Palantir ได้ส่งมอบผลงานไตรมาสในแบบที่นักลงทุนเรียกร้อง และตลาดก็ตอบแทนการเติบโตที่โดดเด่นนี้ แม้ฐานเปรียบเทียบจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม

อีกหนึ่งหุ้นที่ช่วยพยุงดาวโจนส์อย่างมากคือ Caterpillar ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างรายใหญ่ ที่ราคาหุ้นบวก 5.60% ไปจนถึงราว 9% ในช่วงก่อนเปิดตลาด และคิดเป็นแรงหนุนต่อดาวโจนส์ราว 296 จุดเพียงตัวเดียว รายงานจาก Quartz และ CNBC ระบุว่า Caterpillar มียอดขายและรายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 20.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน และเป็นครั้งแรกที่ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว กำไรต่อหุ้นปรับแล้วอยู่ที่ 8.17 ดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 6.20 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ

จุดที่น่าสนใจคือแรงขับเคลื่อนของ Caterpillar มาจากดีมานด์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) โดยเซกเมนต์ Construction Industries มียอดขายเพิ่มขึ้น 35% แตะ 8.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งภายในนั้นความต้องการก่อสร้างในอเมริกาเหนือพุ่งสูงถึง 50% ขณะที่เซกเมนต์ Power & Energy ที่เชื่อมโยงกับการผลิตไฟฟ้าป้อนศูนย์ข้อมูลเติบโต 17% แตะ 8.2 พันล้านดอลลาร์ โดยยอดขายด้านการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 29% ทั้งสองเซกเมนต์นี้รวมกันคิดเป็น 81% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่ากระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังกระจายอานิสงส์ไปยังหุ้นกลุ่ม “เศรษฐกิจเก่า” อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทเทคที่สร้างความประทับใจให้นักลงทุน เพราะภายหลังตลาดปิดในวันอังคาร ทั้ง SpaceX และ AMD ต่างรายงานผลประกอบการที่แม้จะเอาชนะคาดการณ์ได้ แต่กลับถูกเทขายในการซื้อขายนอกเวลาทำการ Yahoo Finance รายงานว่า SpaceX ซึ่งรายงานงบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน มีรายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 92% จากปีก่อน สูงกว่าคาดการณ์ที่ 6.81 พันล้านดอลลาร์ และมี EBITDA ปรับแล้วที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 191%

แม้ตัวเลขจะดูสวยงาม แต่หุ้น SpaceX กลับปรับตัวลงราว 8.56% ในช่วงนอกเวลาทำการ มาอยู่ที่ 114.6 ดอลลาร์ หลังพุ่งขึ้น 9.43% ในช่วงตลาดปกติ สาเหตุหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อแผนใช้จ่ายเงินลงทุน (capex) ที่สูงถึง 18.37 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว และบริษัทยังมีผลขาดทุนสุทธิ 541 ล้านดอลลาร์ แม้จะดีขึ้นจากที่เคยขาดทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน โดยมียอดงานค้างส่งมอบ (backlog) อยู่ที่ 47.5 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ อีลอน มัสก์ ยังตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานว่าบริษัทจะทำรายได้ในอัตราต่อปี (annualized run rate) แตะ 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 และแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030

กรณีของ SpaceX ยังเปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับต้นทุนมหาศาลของการลงทุนใน AI TradingKey รายงานว่า รายได้จากธุรกิจ AI ของ SpaceX พุ่งขึ้นถึง 247% ขณะที่รายได้จากกลุ่ม Connectivity ซึ่งรวมถึง Starlink เติบโต 66% แตะ 4,291 ล้านดอลลาร์ แต่การใช้จ่ายลงทุนที่พุ่งสูงเป็นตัวฉุดราคาหุ้น นักวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่รายอื่นอย่าง Oracle, Alphabet และ Meta ที่ต่างทุ่มเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับที่ทำให้เกิดคำถามว่า เม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่ ทั้งนี้ อีลอน มัสก์ ยังได้ออกมาเยาะเย้ยกลุ่มนักลงทุนที่ขายชอร์ต (short sellers) หุ้น SpaceX หลังบริษัทรายงานผลงานที่เอาชนะคาดการณ์ในการรายงานงบต่อสาธารณะครั้งแรก

ในภาพที่กว้างขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “Magnificent Seven” Amazon ถือเป็นดาวเด่นที่สุดในรอบนี้ หลังก้าวขึ้นแตะมูลค่าตลาด 3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก จากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่เอาชนะคาดการณ์ของวอลล์สตรีท โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตแข็งแกร่งของธุรกิจคลาวด์คอมพิวติงและปัญญาประดิษฐ์ TheStreet รายงานว่า หุ้น Amazon ปรับตัวขึ้นราว 21% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของการปรับขึ้น 11% ของดัชนี S&P 500 อย่างไรก็ตาม หุ้นย่อลงราว 2% หลังเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง ยื่นเอกสารขายหุ้นมูลค่าราว 4 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันบริษัทยังเผชิญแรงกดดันด้านกฎหมาย เมื่อรัฐนิวเจอร์ซีย์ยื่นฟ้องคดีต่อต้านการผูกขาด (antitrust) กล่าวหาว่า Amazon ใช้อำนาจเหนือผู้รับเหมาจัดส่งอย่างไม่เป็นธรรม สะท้อนว่าแม้ผลประกอบการจะดี แต่ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบยังคงเป็นเงาตามตัวของบริษัทเทคขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากหุ้นเทคขนาดกลางอย่าง Snap ที่พุ่งขึ้นราว 10% ในช่วงนอกเวลาทำการ หลังรายงานรายได้ไตรมาส 2 ที่ 1.6 พันล้านดอลลาร์ เอาชนะคาดการณ์ 4% และมี EBITDA ปรับแล้วที่เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า แตะ 250 ล้านดอลลาร์ ภาพรวมของฤดูกาลงบจึงยืนยันว่าแม้ตลาดจะเริ่มเลือกที่รักมักที่ชังมากขึ้น แต่บริษัทที่สามารถแสดงการเติบโตของกำไรอย่างเป็นรูปธรรมก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน

ด้าน Advanced Micro Devices (AMD) รายงานรายได้ไตรมาส 2 ที่ 11.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 50% พร้อม EPS ปรับแล้วที่ 1.66 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 246% ซึ่งทั้งสองรายการเป็นสถิติสูงสุดของบริษัท Morningstar ระบุว่า ยอดขายกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของ AMD อยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์ โตแรง 107% และคิดเป็นเกือบ 60% ของยอดขายรวม แต่ถึงกระนั้น หุ้น AMD กลับร่วงลงเกือบ 9% ในช่วงนอกเวลาทำการ มาอยู่ที่ 472.20 ดอลลาร์ หลังพุ่งขึ้น 7% ในตลาดปกติ เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังแนวโน้มธุรกิจ AI ที่เกี่ยวข้องกับชิป Helios ในระดับที่สูงกว่านี้ ปรากฏการณ์ “ข่าวดีแต่หุ้นตก” นี้สะท้อนว่าตลาดได้ตั้งราคาความคาดหวังไว้สูงมากสำหรับหุ้นกลุ่ม AI

เฟดยุค Kevin Warsh: “ครอบครัวทะเลาะกัน” กับความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ย

ปัจจัยด้านนโยบายการเงินยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% เป็นการประชุมครั้งที่ 5 ติดต่อกัน CNN Business รายงานว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ โดยมีคณะกรรมการ 3 รายลงมติค้าน ได้แก่ นางเบธ แฮมแมค (คลีฟแลนด์) นายนีล คาชคารี (มินนีแอโพลิส) และนางลอรี โลแกน (ดัลลัส) ซึ่งทั้งหมดต้องการให้ “ขึ้น” ดอกเบี้ย 0.25% แทน นับเป็นการลงมติค้านที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 (2016)

ท่าทีของเฟดในยุควอร์ชสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงปรัชญาที่สำคัญ นายวอร์ชกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมอย่างมีอารมณ์ขันว่า “ผมขอให้มีการทะเลาะกันในครอบครัวแบบสร้างสรรค์ และผมก็ได้มันมาแล้ว” พร้อมย้ำว่าการมีความเห็นต่างเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย NPR รายงานว่า คณะกรรมการลงมติด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 และยังคงเปิดช่องสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง โดยระบุในแถลงการณ์ว่าเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของคณะกรรมการ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะช็อกด้านอุปทานที่ผลักดันราคาในบางภาคส่วน โดยเฉพาะพลังงาน

บริบทของเงินเฟ้อที่วอร์ชต้องรับมือนั้นท้าทายอย่างยิ่ง เพราะการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเบนซินอันเป็นผลจากสงครามกับอิหร่านได้ผลักดันอัตราเงินเฟ้อรายปีขึ้นสู่ระดับ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี วอร์ชได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาว่า เขาและเพื่อนร่วมงานมีความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคา และย้ำว่า “คณะกรรมการของเราไม่ยอมให้เงินเฟ้อยืนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องได้” นอกจากนี้ วอร์ชยังได้ประกาศยกเลิกการให้ “คำชี้นำล่วงหน้า” (forward guidance) โดยให้เหตุผลว่าตลาดการเงินทำงานได้ดีที่สุดเมื่อตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามาจริง ไม่ใช่การเดาว่าเฟดจะตอบสนองต่อข้อมูลนั้นอย่างไร

ประเด็นที่นักลงทุนต้องตระหนักคือ ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในเวลานี้แตกต่างจากที่หลายฝ่ายคาดไว้เมื่อต้นปีอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ตลาดคาดว่าเฟดจะ “ลด” ดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันวอลล์สตรีทกลับเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าดอกเบี้ยกำลังจะ “ขึ้น” โดยนักลงทุนบางส่วนคาดว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งในทางหนึ่งก็เท่ากับตลาดกำลังทำหน้าที่แทนเฟดในการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจไปในตัว สภาวะเช่นนี้สร้างความซับซ้อนให้กับการประเมินมูลค่าหุ้น เพราะแม้ผลประกอบการจะดี แต่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นย่อมกดดันการประเมินมูลค่าในระยะยาว

ข้อมูลเศรษฐกิจและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแรง

ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแรงลง CNBC รายงานผลสำรวจ JOLTS ว่า ตำแหน่งงานว่าง (job openings) ในเดือนมิถุนายนลดลงมาอยู่ที่ 7.36 ล้านตำแหน่ง ลดลง 178,000 ตำแหน่งจากเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 7.6 ล้านตำแหน่ง โดยการลดลงส่วนใหญ่มาจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) เพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ

ตัวเลขตลาดแรงงานที่อ่อนแอนี้เป็นดาบสองคมสำหรับตลาดหุ้น ในแง่หนึ่งอาจเป็นเหตุผลให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังสูง ซึ่งเป็นส่วนผสมที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซาควบคู่เงินเฟ้อสูง อันเป็นสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการนโยบายการเงินที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในด้านผลประกอบการ ภาพรวมยังคงแข็งแกร่ง Bank of America Securities ระบุว่า อัตราการรายงานกำไรที่ดีกว่าคาด (earnings beat rate) ของบริษัทในไตรมาส 2 อยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 (2021) สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจยังคงมั่นคง ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Citadel Securities มองว่า เดือนสิงหาคมอาจมีความผันผวนน้อยกว่าเดือนกรกฎาคม โดยอ้างถึงการใช้เลเวอเรจที่ลดลง การรับความเสี่ยงของนักลงทุนรายย่อยที่ลดลง และฤดูกาลงบที่แข็งแกร่ง

กระนั้น เสียงเตือนเรื่อง “ฟองสบู่ AI” ก็ยังไม่จางหาย นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่ากระแสการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทอย่าง SpaceX, Oracle, Alphabet และ Meta จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากปริมาณเงินสดที่ต้องใช้ ปรากฏการณ์ที่หุ้น AMD และ SpaceX ถูกเทขายแม้รายงานงบดี ทั้งที่หุ้น Palantir พุ่งแรง สะท้อนถึงการ “คัดแยก” (differentiation) ของตลาดที่เริ่มพิถีพิถันมากขึ้นในการให้รางวัลเฉพาะบริษัทที่พิสูจน์การเติบโตของรายได้และกำไรได้จริง มากกว่าจะซื้อหุ้น AI แบบเหมารวมเหมือนในอดีต

ประเด็นการประเมินมูลค่ายังเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง แม้แต่ในกรณีของ Palantir ที่ผลงานโดดเด่น นักวิเคราะห์ก็ชี้ว่าหุ้นมีอัตราส่วนราคาต่อยอดขาย (P/S) สูงกว่า 60 เท่า และอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เกิน 150 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ถูก “ตั้งราคาไว้เพื่อความสมบูรณ์แบบ” (priced for perfection) หมายความว่าหากบริษัทพลาดเป้าหมายเพียงเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่การเทขายอย่างรุนแรง น่าสังเกตว่าก่อนการรายงานงบครั้งนี้ หุ้น Palantir เคยปรับตัวลงถึง 29% นับตั้งแต่ต้นปี ท่ามกลางความกังวลว่ากระแสซอฟต์แวร์ AI อาจกำลังหมดแรง ก่อนที่ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจะพลิกสถานการณ์กลับมา

อีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจมาจากการเปรียบเทียบกับฟองสบู่ดอตคอมในปี 2543 (2000) โดยนักวิเคราะห์บางรายเตือนว่าสัญญาณความอ่อนแออาจเริ่มปรากฏที่ใจกลางของระบบนิเวศ AI และหากฟองสบู่ AI แตกจริง อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าฟองสบู่ดอตคอมเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนฝ่ายกระทิงโต้แย้งว่าความแตกต่างสำคัญคือ บริษัท AI ในยุคปัจจุบันหลายแห่งมีกำไรและกระแสเงินสดที่แท้จริง ต่างจากบริษัทดอตคอมจำนวนมากในอดีตที่ไม่มีรายได้รองรับ การถกเถียงระหว่างสองมุมมองนี้จึงเป็นปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี และเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ตลาดเอเชียขานรับ: KOSPI พุ่งกว่า 4% นิกเกอิบวก 3% ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ยังเป็นบวก

แรงบวกจากวอลล์สตรีทได้ส่งผลต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นเอเชียในเช้าวันพุธที่ 5 สิงหาคม CNBC รายงานว่า ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้นำตลาดภูมิภาคด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 4% ขณะที่ดัชนี Kosdaq สำหรับหุ้นขนาดเล็กบวก 2% ด้านดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับขึ้น 3.1% และดัชนี Topix บวก 1.57% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียบวกเล็กน้อย 0.13% อย่างไรก็ตาม ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงย่อลง 0.4% และดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ

การพุ่งขึ้นแรงของ KOSPI มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดเกาหลีใต้มีน้ำหนักหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และการส่งออกสูง ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแส AI ที่ฟื้นตัว ทั้งนี้ ดัชนี KOSPI ได้ทำสถิติการเติบโตอย่างน่าทึ่งในช่วงที่ผ่านมา จากระดับ 5,000 จุดในเดือนมกราคม สู่ระดับกว่า 7,000 จุดในเดือนพฤษภาคม สะท้อนความร้อนแรงของหุ้นเทคเอเชีย แม้จะเคยเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงถึงขั้นเกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์ในช่วงที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นก็ตาม

ในส่วนของสัญญาณล่วงหน้าสำหรับตลาดสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สดัชนีหลักยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวกเล็กน้อยในเช้าวันพุธ โดยฟิวเจอร์สดาวโจนส์บวก 195 จุด หรือ 0.36% ฟิวเจอร์ส S&P 500 บวก 0.33% และฟิวเจอร์สแนสแด็ก-100 บวก 0.13% บ่งชี้ว่านักลงทุนยังคงรักษามุมมองเชิงบวกไว้ได้ แม้จะมีการเทขายหุ้นเทคบางตัวในช่วงนอกเวลาทำการ นักลงทุนทั่วโลกยังคงรอดูพัฒนาการของการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชุดต่อไปอย่างใกล้ชิด

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทย พัฒนาการในตลาดโลกรอบนี้มีนัยสำคัญหลายมิติที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ปัจจัยที่เป็นบวกที่สุดคือการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดในภูมิภาค การที่ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนต่อภาคธุรกิจและครัวเรือน บรรเทาภาวะเงินเฟ้อ และเป็นผลดีต่อดุลการค้า ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซพลิกกลับไปสู่ความตึงเครียดอีกครั้ง ดัชนี SET ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงเทขายรุนแรง ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ดัชนี SET50 ดิ่งลงราว 8% จนต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว (circuit breaker) นาน 30 นาทีในช่วงที่สงครามอิหร่านทวีความรุนแรง

ประเด็นที่สองที่ต้องจับตาคือทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงิน การที่เฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงหรืออาจถึงขั้นขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ 1.00% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับไทยอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่า และกระตุ้นเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

ประเด็นที่สามเกี่ยวข้องกับกระแส AI และหุ้นเทคโนโลยี บทเรียนสำคัญจากการที่หุ้น Palantir พุ่งแรงขณะที่ AMD และ SpaceX ถูกเทขาย คือตลาดกำลังเข้าสู่ยุคที่ “คัดเลือก” มากขึ้น นักลงทุนไทยที่มีพอร์ตลงทุนในหุ้นเทคสหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) หรือ ETF ควรตระหนักว่าการลงทุนแบบกระจายในดัชนีอาจปลอดภัยกว่าการเลือกหุ้นรายตัว เนื่องจากความผันผวนของหุ้น AI แต่ละตัวอยู่ในระดับสูงมาก และการประเมินมูลค่า (valuation) ของหลายบริษัทได้สะท้อนความคาดหวังไว้ที่ระดับ “สมบูรณ์แบบ” แล้ว ซึ่งหมายความว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่การปรับฐานที่รุนแรงได้

ประเด็นที่สี่คือบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำที่ยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ยังคงเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะในภาวะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการเงินยังสูง สำหรับนักลงทุนไทย ราคาทองคำในประเทศได้รับอิทธิพลจากทั้งราคาทองในตลาดโลกและค่าเงินบาท ดังนั้นการอ่อนค่าของเงินบาทอาจช่วยพยุงราคาทองในรูปเงินบาทได้แม้ราคาทองโลกจะทรงตัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนทองคำควรนำมาประกอบการตัดสินใจ

ในเชิงกลยุทธ์การจัดพอร์ต ภาวะตลาดในปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์และข้ามภูมิภาค นักลงทุนไทยที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางอาจพิจารณาแบ่งสัดส่วนการลงทุนระหว่างหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ หุ้นต่างประเทศผ่านกองทุน FIF ที่กระจายในดัชนีหลัก และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตร การถือครองเงินสดในสัดส่วนที่เหมาะสมยังช่วยให้มีสภาพคล่องพร้อมเข้าซื้อในจังหวะที่ตลาดปรับฐาน ทั้งนี้ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (dollar-cost averaging) ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้นได้ดีสำหรับนักลงทุนระยะยาว

นอกจากนี้ นักลงทุนไทยควรให้ความสำคัญกับการติดตามปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) การจ้างงานนอกภาคเกษตร และการประชุมของเฟดในครั้งถัด ๆ ไป เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน กระแสเงินทุน และบรรยากาศการลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ในภาวะที่เฟดได้ยกเลิกการให้คำชี้นำล่วงหน้า ตลาดจะยิ่งอ่อนไหวต่อข้อมูลเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ทำให้ความผันผวนรอบการประกาศตัวเลขสำคัญมีแนวโน้มสูงขึ้น การเตรียมพร้อมและไม่ตื่นตระหนกไปกับความผันผวนระยะสั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น

โดยสรุป ภาพรวมตลาดการเงินโลกในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ในภาวะที่ “ความหวังนำความกลัว” โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการคลายความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่ลดลง และผลประกอบการที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงดำรงอยู่ในหลายมิติ ทั้งความเปราะบางของสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ทิศทางดอกเบี้ยที่อาจเข้มงวดกว่าคาด ตลาดแรงงานที่อ่อนแรง และการประเมินมูลค่าหุ้น AI ที่ตึงตัว นักลงทุนไทยจึงควรบริหารพอร์ตด้วยความระมัดระวัง กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการไล่ราคาตามกระแสในสินทรัพย์ที่ราคาปรับขึ้นมามากแล้ว การรักษาวินัยการลงทุนและการมองภาพระยะยาวจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำทางผ่านตลาดที่ผันผวนเช่นนี้

Similar Posts

  • | |

    Kospi ของเกาหลีใต้ทำสถิติใหม่ ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวผสมผสาน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น-ความเสี่ยงจากอิหร่าน

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นเอกภาพในวันจันทร์ โดยมีทั้งดัชนีที่พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่และดัชนีที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางบรรยากาศที่ซับซ้อนจากสองปัจจัยที่ดึงตลาดในทิศทางตรงข้ามกัน นั่นคือกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงแข็งแกร่ง กับความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุด Kospi เกาหลีใต้: ดาวเด่นที่ทิ้งห่างทุกคน ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้เปิดตลาดพุ่งขึ้น 3.67% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ที่ 7,818.83 จุด ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค แรงขับเคลื่อนหลักของ Kospi มาจากกระแสชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลก เกาหลีใต้เป็นที่ตั้งของ Samsung Electronics และ SK Hynix สองในสามผู้ผลิต DRAM ชิปความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกที่รวมกันครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Micron Technology ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อ Samsung และ SK Hynix ในฐานะบริษัทที่แข่งขันในตลาดเดียวกันและได้ประโยชน์จากการขาดแคลนชิปความจำเช่นเดียวกัน Samsung ที่เพิ่งเข้าร่วมสโมสรมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และ SK Hynix ที่กำลังได้รับข้อเสนอมหาศาลจาก Big Tech…

  • เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

    เมื่อธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเริ่มเดินเกมสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับส่งสัญญาณเปิดทางให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” ได้ในช่วงที่เหลือของปี สวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ต้นตอของความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแม้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งไปแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงลากยาว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงกลับลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามที่ราว 72-73 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน สะท้อนความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดพลังงานโลก ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เป็นต้นมา สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ สถานการณ์ในช่วงนี้ถือว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่ชัดเจนของเฟด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หายไปสนิท กำลังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เกือบทุกประเภท…

  • ตลาดหุ้นเอเชียมิถุนายน 2026: นิกเกอิทะยาน-SET ฟื้นตัว บาทแข็งท่ามกลางสัญญาณสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกปิดการซื้อขายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยบรรยากาศที่คึกคักและเปี่ยมด้วยความหวัง หลังจากสัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น บวกกับกระแสผลประกอบการภาคเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและโมเมนตัมของปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงร้อนแรงไม่หยุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปิดที่ระดับ 66,934 จุด ขณะที่ดัชนีแฮงเส็งของฮ่องกงแตะ 25,398 จุด และดัชนี SET ของไทยทรงตัวอยู่แถว 1,568 จุด สะท้อนพลวัตที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจระหว่างตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกับตลาดที่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์นี้นับว่าเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นหลังจากอ่อนค่าในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะเริ่มต้น ตลอดจนบรรยากาศการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นชุดปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นมาที่ระดับ 1,480-1,500 จุดภายในสิ้นปีนี้ ญี่ปุ่นนำโชว์ นิกเกอิทะลุ 66,000 จุด SoftBank พุ่งแรงหลังแผน AI ยักษ์ ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดขึ้น 0.91% ที่ระดับ 66,934.33 จุดในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Topix ปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 3,940.7 จุด…

  • สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

    ผลกระทบสะสมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 สัปดาห์ กำลังเริ่มสะท้อนออกมาในข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผ่านชุดข้อมูล “ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)” จากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดการเงินกำลังจับตาไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือ “ลักษณะของการชะลอตัว” ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะหากสองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า stagflation ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ภาพรวมข้อมูล PMI และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การตีความข้อมูล PMI ต้องเข้าใจว่าเป็นการสะท้อน “ความรู้สึกและการตัดสินใจของผู้บริหารธุรกิจ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขผลลัพธ์ ดังนั้นหาก PMI ลดลง หมายความว่าภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เช่น การชะลอการจ้างงาน การลดคำสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือการชะลอการลงทุนใหม่ ในบริบทของสงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ PMI ไม่ได้มาจากดีมานด์ที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจยากขึ้นระหว่างการรักษากำไรและการรักษาปริมาณการผลิต Stagflation: ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เริ่มชัดขึ้น คำว่า stagflation กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง โดย S&P Global ได้สะท้อนความกังวลนี้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Stagflation คือสถานการณ์ที่: สิ่งที่ทำให้ stagflation เป็นปัญหาคือ…

  • |

    เฟดพลิกเกม ECB ติดกับดักฮอร์มุซ ศึกดอกเบี้ยรอบใหม่ที่นักลงทุนไทยต้องจับตา

    สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่สับสนที่สุดของตลาดการเงินโลกในรอบปี 2569 ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ความคาดหวังของนักลงทุนต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พลิกกลับสองรอบ จากที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเคยให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมสูงถึงราว 50% ในวันที่ 14 กรกฎาคม ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญได้ฉุดโอกาสดังกล่าวลงเหลือเพียงราว 17% ในชั่วข้ามคืน ก่อนที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นกว่า 16% ภายในสัปดาห์เดียวจากการปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และผลักให้คำถามเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอยู่บนโต๊ะประชุมอีกครั้ง สำหรับนักลงทุนไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในสัปดาห์เดียวกันนั้น เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 14 เดือนครึ่งที่ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำหลุดแนว 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และดัชนี SET ยังคงติดกรอบแคบใต้ระดับ 1,650 จุด ขณะที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกซึ่งเป็นหัวรถจักรของตลาดในครึ่งปีแรกกลับเผชิญแรงเทขายหนัก บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องประชุมของธนาคารกลางสองแห่งใหญ่ที่สุดของโลก เหตุใดทิศทางนโยบายจึงแยกออกจากกันมากกว่าที่เคย และนักลงทุนไทยควรวางตำแหน่งพอร์ตอย่างไรในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้าที่จะมีการประชุมทั้ง ECB เฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่นเรียงกันแบบไม่มีช่องว่าง CPI เดือนมิถุนายนพลิกเกม: เงินเฟ้อสหรัฐฯ ร่วงแรงสุดในรอบหกปี จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของสัปดาห์เกิดขึ้นเช้าวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เผยแพร่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิถุนายน CNBC…

  • | |

    หุ้นสหรัฐฯ ผันผวน จับตาเฟด–งบบิ๊กเทค พายุขายหุ้นชิปและน้ำมันพุ่ง

    วอลล์สตรีทเข้าสู่สัปดาห์ที่คึกคักและเปราะบางที่สุดของไตรมาส เมื่อผู้ลงทุนต้องเผชิญกับ 3 แรงกดดันพร้อมกัน ทั้งการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะประกาศผลในคืนวันพุธที่ 29 กรกฎาคม การรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ตลาดตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลด้าน AI และคลื่นเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ลุกลามจากเอเชียเข้าสู่สหรัฐฯ ขณะเดียวกันความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้งก็ผลักราคาน้ำมันดิบให้ดีดตัวแรง สร้างความไม่แน่นอนซ้อนทับเข้าไปในสมการเงินเฟ้อที่เฟดกำลังชั่งน้ำหนักอยู่พอดี ดัชนีหลักแกว่งตัวในกรอบแคบ ก่อนเข้าสู่สัปดาห์ชี้ชะตา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยภาพที่ผสมผสาน สะท้อนความลังเลของนักลงทุนที่ไม่กล้าเดิมพันหนักไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก่อนเหตุการณ์สำคัญหลายรายการ ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 262.83 จุด หรือราว 0.51% มาอยู่ที่ 52,210.08 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งครอบคลุมหุ้นวงกว้างขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.02% ปิดที่ 7,413.18 จุด ส่วนดัชนีแนสแดค คอมโพสิตที่หนักไปทางหุ้นเทคโนโลยีกลับปรับตัวลง 0.18% มาอยู่ที่ 24,932.08 จุด สะท้อนว่าแรงกดดันยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและชิปเป็นหลัก CNBC รายงานว่า ภาพการเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นผลจากการที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ลดช่วงลบลงได้บ้างในช่วงท้ายตลาด ประกอบกับราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงจากความคาดหวังว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะคลี่คลาย ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานกลายเป็นตัวถ่วงตลาดในช่วงต้นสัปดาห์ โดยเชฟรอน เอ็กซอนโมบิล…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *