ฮอร์มุซดันน้ำมันพุ่ง ทองคำแตะ $4,500 เงินผันผวน จับตา Fed ขึ้นดอกเบี้ยกันยา
| |

ฮอร์มุซดันน้ำมันพุ่ง ทองคำแตะ $4,500 เงินผันผวน จับตา Fed ขึ้นดอกเบี้ยกันยา

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยความปั่นป่วนที่แทบทุกสินทรัพย์เคลื่อนไหวรุนแรงพร้อมกัน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อกลายเป็นตัวแปรหลักที่ผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนต์ให้ยืนเหนือ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้นทดสอบระดับสูงสุดในรอบสามสัปดาห์ ด้านทองคำสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์และแตะระดับเกิน 4,500 ดอลลาร์ในการซื้อขายข้ามคืน ส่วนโลหะเงินยังคงผันผวนหนักหลังราคาร่วงลงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามที่ยังไร้คำตอบว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะ “ขึ้น” อัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนหรือไม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่สวนทางกับความคาดหวังตลอดต้นปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง

สำหรับนักลงทุนไทย ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจภาพใหญ่ของตลาดโลก เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้า อัตราเงินเฟ้อในประเทศ และทิศทางค่าเงินบาท ขณะที่ราคาทองคำที่ทำสถิติใหม่ต่อเนื่องได้เปลี่ยนบทบาทของโลหะมีค่าจากเพียง “สินทรัพย์ปลอดภัย” มาเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดของปี รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนราคา มุมมองของสถาบันการเงินชั้นนำ ไปจนถึงนัยที่มีต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย

น้ำมันดิบ: ช่องแคบฮอร์มุซจุดชนวนราคาพุ่ง เบรนต์ยืนเหนือ 87 ดอลลาร์

ราคาน้ำมันดิบยังคงเป็นศูนย์กลางความสนใจของตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 87-88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เคลื่อนไหวราว 81-82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า ราคาเบรนต์ปรับตัวขึ้นราว 1.5% ในวันเดียว และเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ในรอบเดือน ที่น่าจับตายิ่งกว่าคือเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาเบรนต์พุ่งขึ้นถึงราว 34% สะท้อนภาวะตึงตัวของอุปทานที่ทวีความรุนแรง

ต้นตอสำคัญของแรงกดดันด้านราคาคือสถานการณ์ตึงเครียดรอบช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันดิบราวหนึ่งในห้าของโลก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบชะงักงันเป็นระยะ โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ประกาศว่าวอชิงตันจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมกับคงการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่านต่อไป ขณะที่การเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานเพื่อเปิดช่องแคบอีกครั้งยังไม่บรรลุข้อตกลง แม้ก่อนหน้านี้จะมีสัญญาณเชิงบวก

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับภาวะขาดดุลอุปทานน้ำมันโลกที่ลึกที่สุดในรอบ 5 ปี โดยคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกจะลดลงราว 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 4% ในปีนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่กลับมาปะทุในตะวันออกกลาง ซึ่งเสี่ยงผลักดันตลาดน้ำมันโลกให้เข้าสู่ภาวะขาดดุลลึกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง IEA ก็ปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันโลกลง โดยเตือนว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและราคาที่สูงกำลังกดดันการบริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ

ในแง่ปริมาณการขนส่งจริง สหรัฐฯ อ้างว่าปัจจุบันยังมีน้ำมันมากถึงราว 9 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือบรรทุกน้ำมันบางลำเลือกที่จะปิดสัญญาณ transponder ระหว่างการเดินเรือ ขณะที่เรือที่แล่นผ่านช่องแคบยังคงเผชิญภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ CNBC รายงานว่าในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบแคบหลังเกิดเหตุโจมตีเรือในทะเลแดงและอ่าวโอมาน ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงของเส้นทางเดินเรือทั่วโลก โดยเบรนต์ปิดที่ระดับราว 89 ดอลลาร์ และ WTI ปิดที่ราว 83 ดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ในรายงาน Short-Term Energy Outlook ฉบับล่าสุด (11 สิงหาคม) คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยราว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระบุว่าปริมาณการขนส่งน้ำมันที่ลดลงผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้สต็อกน้ำมันโลกลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า EIA ยังประเมินว่าการผลิตส่วนใหญ่ในภูมิภาคจะกลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนเกิดความขัดแย้งในช่วงต้นปี 2570 แต่คาดว่าจะยังมีการหยุดชะงักราว 0.6 ล้านบาร์เรลต่อวันต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหน้า ก่อนที่ราคาเบรนต์จะค่อยๆ ลดลงสู่ระดับเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ในปี 2570 เมื่อสต็อกเริ่มฟื้นตัว

ปัจจัยที่ตลาดน้ำมันติดตามอย่างใกล้ชิดอีกด้านหนึ่งคือพลวัตของอุปทานฝั่งสหรัฐฯ EIA คาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี (2564-2568) ไปจนถึงสิ้นปี 2569 เนื่องจากการส่งออกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น การนำเข้าที่ลดลง และอัตราการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ได้ทำให้สต็อกลดลงต่อเนื่องรายสัปดาห์ ความต้องการน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในตลาดส่งออกที่แข็งแกร่งยังคาดว่าจะทำให้การนำเข้าสุทธิอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไปจนถึงปี 2570 ภาวะนี้ยิ่งเสริมความตึงตัวของอุปทานโลกที่มาจากปัญหาฮอร์มุซ

อีกหนึ่งตัวชี้วัดที่นักวิเคราะห์จับตาคือส่วนต่างราคาระหว่างเบรนต์กับ WTI (Brent-WTI spread) ในช่วงวิกฤตฮอร์มุซ ราคาเบรนต์ซื้อขายด้วยส่วนต่างที่กว้างขึ้นเหนือ WTI เนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อน้ำมันที่อ้างอิงราคาเบรนต์โดยตรงมากกว่าการผลิตภายในประเทศของสหรัฐฯ ส่วนต่างที่กว้างขึ้นนี้เป็นสัญญาณคลาสสิกของเหตุการณ์ด้านอุปทานเฉพาะภูมิภาค และเป็นเครื่องมือที่ผู้ค้าใช้ประเมินความรุนแรงของการหยุดชะงัก โดยทั่วไปเบรนต์มักมีราคาสูงกว่า WTI อยู่แล้วในฐานะเกณฑ์อ้างอิงระดับโลกที่ต้องขนส่งไกลกว่า แต่ในภาวะวิกฤตส่วนต่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพเชิงประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมัน WTI เคยทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 145.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ดังนั้นแม้ราคาปัจจุบันจะสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังห่างจากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์พอสมควร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวลไม่ใช่ระดับราคาที่แน่นอน แต่เป็น “ความไม่แน่นอน” ของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจพลิกผันได้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่มีข่าวการโจมตีเรือหรือความคืบหน้าเชิงลบของการเจรจา ราคามักตอบสนองอย่างรวดเร็ว

ทองคำ: ทะยานสู่นิวไฮเหนือ 4,400 ดอลลาร์ แรงหนุนจากธนาคารกลาง

ทองคำกลายเป็นดาวเด่นแห่งปี 2569 อย่างไม่ต้องสงสัย โดยสัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคมเปิดที่ระดับ 4,468.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม และในการซื้อขายข้ามคืนก่อนหน้านั้น ราคาเคยพุ่งแตะระดับสูงถึง 4,509 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย ทองคำเปิดเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์ติดต่อกันเป็นวันที่สี่ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน สะท้อนแรงซื้อที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ในเชิงผลตอบแทน ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเกือบ 10% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยได้แรงหนุนจากภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทองคำจึงยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวนสูงของตลาด ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังคงแนะนำให้เพิ่มทองคำเข้าไปในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง

ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่าธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำสุทธิถึง 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว ต่อเนื่องจากแนวโน้มหลายปีที่การซื้อของภาครัฐเกินระดับ 200 ตันในเกือบทุกไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มประมาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางขึ้นเป็นราว 50 ตันต่อเดือน จากเดิมที่ประเมินไว้เพียง 29 ตันต่อเดือน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มมากกว่า 72%

Goldman Sachs อธิบายว่า พฤติกรรมการซื้อของธนาคารกลางได้เปลี่ยนจาก “ตัวแปรกระแส” ให้กลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับ “ค่าคงที่เชิงโครงสร้าง” ซึ่งดึงทองคำออกจากอุปทานที่มีอยู่อย่างถาวรเกือบทั้งหมด และสร้างระดับราคาขั้นต่ำ (price floor) ที่ความต้องการเชิงการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ ประเทศที่ถือครองทุนสำรองในรูปดอลลาร์จำนวนมาก โดยเฉพาะจีนและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ยังคงเป็นแหล่งอุปสงค์แฝงขนาดใหญ่ที่ทยอยเปลี่ยนจากพันธบัตรสหรัฐฯ มาถือทองคำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำสิ้นปี 2569 ลงจาก 5,400 ดอลลาร์ เหลือ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังทบทวนมุมมองเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยเหตุผลหลักคือการถอดสมมติฐานการลดดอกเบี้ยออกจากฉากทัศน์หลัก เนื่องจากนโยบายการเงินคาดว่าจะทรงตัวตลอดปี 2569 ซึ่งลบปัจจัยหนุนราคาสำคัญออกไป แต่ทั้งนี้สมมติฐานเรื่องอุปสงค์เชิงโครงสร้างยังคงเดิม ด้านสถาบันการเงินอื่นๆ ยังคงมองบวก โดย Bank of America ตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่ 6,000 ดอลลาร์ภายใน 12 เดือน ขณะที่ JPMorgan และ Wells Fargo คาดการณ์ในกรอบ 5,000-6,300 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรมองทองคำในบริบทที่สมดุล เพราะในระยะยาวทองคำไม่ได้ให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดหุ้นเสมอไป ข้อมูลในอดีตระหว่างปี 2514 ถึง 2567 ชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีราว 10.7% ขณะที่ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7.9% ในช่วงเวลาเดียวกัน ในภาวะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง หุ้นมักทำผลงานได้ดีกว่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทองคำจึงเหมาะกับบทบาทการเป็น “แหล่งเก็บมูลค่า” (store of value) และเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์สร้างผลตอบแทนหลักของพอร์ต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จัดสรรทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ทุ่มน้ำหนักทั้งหมด

ความน่าสนใจอีกประการของตลาดทองคำในรอบนี้คือการที่ราคายังคงปรับตัวขึ้นแม้เฟดจะไม่ได้อยู่ในวัฏจักรลดดอกเบี้ย ซึ่งขัดกับตำราการลงทุนแบบดั้งเดิมที่มองว่าดอกเบี้ยสูงจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่าแรงขับเคลื่อนหลักในปี 2569 มาจากอุปสงค์เชิงโครงสร้างของธนาคารกลางและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าทิศทางดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนี้เองที่ทำให้หลายสถาบันการเงินยังคงมองว่าทองคำมีโอกาสทำสถิติใหม่ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี

แม้แนวโน้มระยะยาวจะสดใส แต่ Goldman Sachs ก็เตือนถึงความเสี่ยงระยะสั้นว่า ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาในช่วงที่ตลาดตึงเครียดรุนแรง หากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเพื่อระดมเงินสด ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในอดีต แม้แต่บทบาทสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำก็เคยถูกเทขายชั่วคราวในช่วงที่ตลาดปั่นป่วนอย่างหนัก เพราะนักลงทุนต้องนำเงินไปชดเชยหลักประกันในส่วนอื่น

โลหะเงิน: ผันผวนหนักหลังทำสถิติ ราคาร่วงกว่า 55 ดอลลาร์จากจุดพีค

หากทองคำคือเรื่องราวของเสถียรภาพ โลหะเงินก็คือเรื่องราวของความผันผวน ราคาเงินเคลื่อนไหวอยู่ราว 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม โดยสัญญาเงินล่วงหน้าส่งมอบเดือนกันยายนเปิดที่ 65.46 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม แม้ราคาปัจจุบันจะดูสูง แต่เมื่อมองย้อนกลับไป นี่คือระดับที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างมีนัยสำคัญ

โลหะเงินเคยสร้างสถิติราคาสูงสุดตลอดกาลเชิงตัวเลขที่ 121.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ก่อนจะเผชิญการปรับฐานอย่างรุนแรง ปัจจุบันราคาซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนมกราคมกว่า 55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การพุ่งขึ้นแบบพาราโบลาในปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ได้เปลี่ยนเป็นการปรับฐานที่รุนแรง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคุกคามระดับแนวรับระยะยาวที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ราคาเงินเพิ่งทะลุระดับ 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ในปี 2523 และ 2554 ราคาเคยขึ้นไปทดสอบเพดาน 50 ดอลลาร์แล้วร่วงกลับลงมาทั้งสองครั้ง

แม้จะปรับฐานลงแรง แต่ในภาพรายปี ราคาเงินยังคงให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาเงินแกว่งตัวระหว่างจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 121.58 ดอลลาร์ และจุดต่ำสุดที่ 36.97 ดอลลาร์ สะท้อนความผันผวนที่กว้างกว่าทองคำอย่างชัดเจน ในเชิงเทคนิค ราคาเงินเพิ่งกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันที่ระดับ 65.43 ดอลลาร์ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน โดยมีเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันที่ 66.40 ดอลลาร์เป็นด่านสำคัญถัดไป

สิ่งที่ทำให้โลหะเงินแตกต่างจากทองคำคือมิติ “อุตสาหกรรม” เนื่องจากเงินถูกใช้อย่างกว้างขวางในภาคการผลิต โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์และการขยายโครงข่ายไฟฟ้า ข้อมูลระบุว่าการนำเข้าแร่ที่มีเงินเป็นส่วนประกอบของจีนพุ่งขึ้น 62.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนมิถุนายน แตะ 219,000 ตัน อย่างไรก็ตาม รายงาน World Silver Survey 2026 ยังคงคาดการณ์ว่าการผลิตเชิงอุตสาหกรรมจะลดลงราว 3% เหลือ 639.6 ล้านออนซ์ในปีนี้ โดยความต้องการจากภาคโซลาร์เซลล์ (photovoltaic) ลดลงราว 19% แสดงให้เห็นถึงความสมดุลที่ซับซ้อนระหว่างอุปสงค์เชิงลงทุนกับอุปสงค์เชิงอุตสาหกรรม

เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบระหว่างโลหะมีค่าสองชนิด อัตราส่วนทองคำต่อเงิน (gold-to-silver ratio) เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนใช้ประเมินว่าโลหะชนิดใดถูกหรือแพงเกินไปเมื่อเทียบกัน ในช่วงที่เงินพุ่งขึ้นทำสถิติเมื่อต้นปี อัตราส่วนนี้เคยแคบลงอย่างมาก สะท้อนว่าเงินทำผลงานได้ดีกว่าทองคำในเชิงเปรียบเทียบ แต่หลังจากการปรับฐานที่รุนแรง อัตราส่วนกลับขยายกว้างขึ้นอีกครั้ง บางสำนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคมองว่าการปรับฐานของเงินอาจใกล้จบลงภายในเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่บางแบบจำลองคาดว่าราคาเงินอาจฟื้นตัวขึ้นได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ทางเทคนิคเหล่านี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่ง และไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือตัดสินใจลงทุนเพียงอย่างเดียว

ปัจจัยพื้นฐานที่จะกำหนดทิศทางราคาเงินในระยะถัดไปยังคงเป็นการต่อสู้ระหว่างสองแรง ด้านหนึ่งคืออุปสงค์เชิงลงทุนในฐานะโลหะมีค่าที่เคลื่อนไหวตามทองคำและปัจจัยเงินเฟ้อ อีกด้านหนึ่งคืออุปสงค์เชิงอุตสาหกรรมที่ผูกกับวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ การที่จีนเร่งนำเข้าแร่เงินเพื่อรองรับการผลิตโซลาร์และการขยายโครงข่ายไฟฟ้า สะท้อนว่าอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาวยังคงมีอยู่ แม้ในระยะสั้นความต้องการจากภาคโซลาร์อาจชะลอตัวลงบ้าง ความสมดุลที่ละเอียดอ่อนนี้ทำให้เงินเป็นสินทรัพย์ที่คาดเดาทิศทางได้ยากกว่าทองคำอย่างมาก

ความผันผวนของโลหะเงินจึงเป็นดาบสองคม สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ ราคาที่ปรับฐานลงมาอาจถูกมองเป็นโอกาส แต่สำหรับผู้ที่ระมัดระวัง ความแกว่งตัวที่รุนแรงในระดับวันเดียวก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าโลหะเงินไม่ใช่สินทรัพย์สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคง โดยทั่วไปแล้วราคาเงินมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมากกว่าทองคำ เนื่องจากการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมที่มากกว่า

ก๊าซธรรมชาติและ LNG: ยุโรปเสี่ยงหน้าหนาว สต็อกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

วิกฤตฮอร์มุซไม่ได้กระทบเพียงน้ำมัน แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงตลาดก๊าซธรรมชาติของยุโรปอย่างหนัก ราคาก๊าซธรรมชาติอ้างอิง Dutch TTF พุ่งขึ้นแตะระดับสูงถึงราว 61.80 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ต่อเนื่องเป็นการปรับตัวขึ้นสองวันติดต่อกันอย่างรุนแรง โดยราคาก๊าซยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว สะท้อนความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือระดับสต็อกก๊าซของสหภาพยุโรป (EU) ที่เข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมด้วยระดับเพียง ราว 55-57% ของความจุ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ราว 71% อย่างมาก การหยุดชะงักที่ยืดเยื้อรอบช่องแคบฮอร์มุซทำให้การขนส่ง LNG ทางกายภาพผ่านเส้นทางสำคัญนี้ติดขัด สินค้าที่มาจากกาตาร์เผชิญความล่าช้าหรือต้องเปลี่ยนเส้นทาง ส่งผลให้อุปทานที่มีอยู่ลดลง และทวีความกังวลในหมู่ผู้ค้าในยุโรป โดยเฉพาะเมื่อภูมิภาคกำลังเข้าใกล้ช่วงฤดูทำความร้อนที่สำคัญ

ปัจจัยเชิงโครงสร้างสามประการกำลังขยายแรงกดดันด้านราคาก๊าซ ประการแรก สต็อกก๊าซยุโรปอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงเวลานี้ของปี ประการที่สอง อุปสงค์จากเอเชียฟื้นตัวกลับสู่ระดับปี 2568 แม้จะขาดปริมาณจากกาตาร์และราคาสูง ทำให้เกิดการแย่งชิงสินค้าในตลาดจร (spot cargoes) กับยุโรปอย่างเข้มข้น และประการที่สาม อุปทาน LNG เพิ่มเติมที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วง 9-12 เดือนข้างหน้ามีจำกัด เนื่องจากโครงการใหม่ของกาตาร์คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเฉพาะในครึ่งหลังของปี 2570

ในเชิงโครงสร้างการค้า กาตาร์เป็นผู้จัดหา LNG ราว 12-14% ของยุโรปผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศอย่างเยอรมนีแม้จะไม่ได้นำเข้าก๊าซโดยตรงผ่านช่องแคบ แต่ก็ได้รับผลกระทบผ่านตลาด LNG โลก เนื่องจากราคาถูกกำหนดในระดับสากล ผลกระทบของการปิดช่องแคบจึงส่งผ่านมาที่ “ราคา” เป็นหลัก มากกว่าการขาดแคลนทางกายภาพโดยตรง ทั้งนี้ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าดัชนีราคาก๊าซธรรมชาติของยุโรปอาจพุ่งขึ้นราว 25% ในปี 2569 เนื่องจาก LNG มักเป็นตัวกำหนดราคาส่วนเพิ่มในตลาดยุโรป

ผลกระทบของวิกฤตฮอร์มุซต่อตลาดก๊าซไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยุโรป แต่ยังลามไปถึงเอเชียซึ่งเป็นตลาดปลายทางหลักของ LNG จากตะวันออกกลาง ราคาอ้างอิงในเอเชียอย่าง Japan-Korea Marker (JKM) เคยปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่ช่องแคบถูกปิด โดยข้อมูลจาก EIA ในช่วงต้นวิกฤตชี้ว่าราคา JKM เคยพุ่งขึ้นกว่า 50% เนื่องจากการส่งออกจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่มีเส้นทางขนส่งทางเลือก และกำลังการผลิต LNG ที่อื่นก็เกือบเต็มพิกัดอยู่แล้ว ทำให้อุปทานที่สูญเสียไปยากที่จะทดแทน สินค้าส่วนใหญ่เหล่านี้ปกติมุ่งหน้าสู่เอเชีย ทำให้ทั้งเอเชียและยุโรปต้องแข่งขันกันแย่งชิงสินค้าจากแหล่งที่เหลืออยู่

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคา LNG ในตลาดโลกที่สูงขึ้นมีนัยโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาครวมถึงไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า และมีการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อชดเชยปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ลดลง ราคา JKM ที่สูงจึงอาจส่งผ่านมาที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าในประเทศ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่วิกฤตพลังงานโลกส่งผลกระทบมาถึงกระเป๋าเงินของผู้บริโภคชาวไทยโดยตรง

ปริศนาเฟดยุค “วอร์ช”: ตลาดลุ้นขึ้นดอกเบี้ยกันยายน สวนทางความคาดหวัง

ท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูง คำถามที่ครอบงำตลาดการเงินคือทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งล่าสุด เฟดมีมติ 9 ต่อ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% แต่เสียงคัดค้านจากกรรมการสามท่าน ได้แก่ เบธ แฮมแมค (Beth Hammack), นีล แคชคารี (Neel Kashkari) และลอรี โลแกน (Lorie Logan) กลับเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างจากช่วงต้นปีที่ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยอย่างสิ้นเชิง

ตัวเลขเงินเฟ้อกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมที่เผยแพร่โดย CNBC แสดงให้เห็นว่าราคาเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน และ 3.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ CPI พื้นฐาน (core) ที่ไม่รวมอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.2% ต่อเดือน และ 2.5% ต่อปี ตัวเลขทั้งหมดสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และแม้จะยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด แต่ตัวเลขรายเดือนที่อ่อนตัวลงบ่งชี้ว่าแรงกดดันจากภาคพลังงานเมื่อต้นปีเริ่มคลี่คลาย

ที่น่าสนใจคือภาคพลังงานยังคงเป็นดาบสองคม ราคาพลังงานลดลงอีก 1.5% ในเดือนกรกฎาคม หลังจากลดลง 5.7% ในเดือนมิถุนายน แต่เมื่อมองภาพรายปี ภาคพลังงานกลับเพิ่มขึ้นถึง 14.7% สืบเนื่องจากการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการทะยานขึ้น 10.9% ในเดือนมีนาคม ทันทีหลังการโจมตีอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ส่วนต้นทุนที่อยู่อาศัย (shelter) ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้ออยู่เหนือระดับ 2% โดยคิดเป็นราวสองในสามของการเพิ่มขึ้นของตัวเลขพาดหัว

หลังตัวเลข CPI ออกมา ตลาดปรับลดโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงเหลือราว 42% ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ลดลงจากระดับราว 60% ภายหลังการประชุม FOMC เดือนกรกฎาคม สำนักข่าว CNN รายงานว่าสำหรับตลาดแล้ว นี่แทบจะเป็นการโยนเหรียญ (coin flip) โดยโอกาสขึ้นดอกเบี้ยและคงดอกเบี้ยอยู่ใกล้เคียงกันที่ราว 50% ตัวเลขการจ้างงานที่ผันผวน เงินเฟ้อที่ดื้อดึง และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารของเฟด ล้วนสร้างความไม่แน่นอนในตลาด

นิค ทิมิราออส (Nick Timiraos) ผู้สื่อข่าวสาย “Fed Whisperer” ของ The Wall Street Journal ตั้งข้อสังเกตว่า รายงานเงินเฟ้อที่แข็งแกร่งอาจบีบให้วอร์ชต้อง “แสดงออกด้วยการกระทำในสิ่งที่เดือนก่อนเขาพยายามสื่อสารด้วยคำพูดแต่ทำได้ยาก” อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าเฟดยังจะได้เห็นรายงาน CPI และตัวเลขการจ้างงานอีกชุดก่อนการประชุม FOMC วันที่ 16 กันยายน ดังนั้นรายงานเพียงฉบับเดียวจึงยังไม่อาจตัดสินทิศทางได้ทั้งหมด ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปียังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี สะท้อนความกังวลของตลาดที่ยังคงอยู่

อีกด้านหนึ่งของสมการที่เฟดต้องชั่งน้ำหนักคือสภาวะตลาดแรงงาน รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดในช่วงต้นเดือนสิงหาคมได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับการตัดสินใจ เพราะตามหลักการแล้ว ตลาดแรงงานที่อ่อนตัวควรทำให้เฟดผ่อนคลายนโยบายมากกว่าจะเข้มงวด ความขัดแย้งระหว่างเงินเฟ้อที่ยังสูงกับตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงนี้เอง คือหัวใจของภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่เฟดกำลังเผชิญ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าความอ่อนแอของตลาดแรงงานยิ่งทำให้ผู้กำหนดนโยบายมีเหตุผลน้อยลงที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แม้เงินเฟ้อจะยังไม่กลับสู่เป้าหมายก็ตาม

รูปแบบการสื่อสารของเฟดยุควอร์ชยังเป็นอีกตัวแปรที่สร้างความไม่แน่นอน วอร์ชเป็นที่รู้จักในเรื่องความชื่นชอบการสื่อสารจากธนาคารกลางที่น้อยลงและกระชับขึ้น ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของประธานเฟดคนก่อนๆ ที่เน้นการให้แนวทางล่วงหน้า (forward guidance) อย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ตลาดต้องพึ่งพาการตีความข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตนเองมากขึ้น และเพิ่มความสำคัญของทุกตัวเลขที่จะประกาศออกมา ความไม่ชัดเจนนี้อาจเป็นดาบสองคม เพราะในด้านหนึ่งช่วยให้เฟดมีความยืดหยุ่น แต่อีกด้านก็อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดในช่วงที่ข้อมูลออกมาสวนทางกับความคาดหวัง

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตาคือการกล่าวปาฐกถาของวอร์ชในการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจ Jackson Hole ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วมักเป็นเวทีที่ประธานเฟดใช้ส่งสัญญาณทิศทางนโยบาย นักลงทุนทั่วโลกจะเฝ้าฟังทุกถ้อยคำเพื่อประเมินว่าเฟดจะเลือกเส้นทาง “เหยี่ยว” (hawkish) ต่อไปหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาคพลังงานที่ยังไม่จางหาย

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและแนวโน้มครึ่งปีหลัง

เมื่อประมวลภาพรวมจากสถาบันการเงินและสำนักวิเคราะห์ชั้นนำ จะเห็นได้ว่าตลาดกำลังเผชิญกับสภาวะที่ผิดปกติ กล่าวคือ ในโลกที่นักลงทุนคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะเป็นการลด สินทรัพย์อย่างทองคำและเงินซึ่งปกติจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ กลับยังคงพุ่งขึ้นทำสถิติ สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนในรอบนี้มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย การกระจายทุนสำรองของธนาคารกลาง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นเพียงผลจากทิศทางดอกเบี้ยเท่านั้น

ดานิเอลา ฮาธอร์น (Daniela Hathorn) นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Capital.com ให้ความเห็นว่ารายงาน CPI ล่าสุดเป็น “รายงานที่เป็นประโยชน์ มากกว่าจะเป็นสัญญาณปลอดภัยทั้งหมด” โดยระบุว่าเงินเฟ้อกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้องแม้จะเผชิญแรงกระแทกด้านพลังงานก่อนหน้านี้ ประกอบกับความอ่อนแอในตลาดแรงงานที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายมีเหตุผลน้อยลงที่จะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อพาดหัวที่ระดับ 3.4% ยังคงสูงกว่าเป้าหมายพอสมควร และราคาพลังงานยังสูงกว่าปีก่อนเกือบ 15% ทำให้เฟดยังไม่อาจประกาศชัยชนะได้

สำหรับตลาดน้ำมัน สัญญาณจากทั้ง IEA และ EIA ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าภาวะตึงตัวของอุปทานจะยังคงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการคาดการณ์ว่าราคาจะค่อยๆ ลดลงในปี 2570 เมื่อการผลิตในตะวันออกกลางฟื้นตัว แต่เส้นทางสู่จุดนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทุกครั้งที่การเจรจาสะดุดหรือเกิดเหตุโจมตีเรือ ราคาน้ำมันและก๊าซก็พร้อมจะดีดตัวขึ้นทันที นักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจดำเนินต่อไปตลอดครึ่งปีหลัง

ในส่วนของโลหะมีค่า ความเห็นของสถาบันการเงินยังคงแตกต่างกันในเชิงตัวเลขเป้าหมาย แต่เห็นพ้องกันในทิศทางว่าแนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังคงเป็นบวก โดยมีปัจจัยหนุนหลักคือแรงซื้อของธนาคารกลางที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ซื้อทางเลือกสุดท้าย” (buyer of last resort) อุปทานเหมืองใหม่ที่เติบโตจำกัด และอุปสงค์ทางกายภาพที่แข็งแกร่งในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือความเป็นไปได้ที่การซื้อของธนาคารกลางจะชะลอตัวหากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย รวมถึงทิศทางของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

ตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงตลาดทั้งหมดเข้าด้วยกันคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในภาวะที่เฟดอาจคงหรือขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง โดยทั่วไปควรเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่า ซึ่งตามทฤษฎีจะกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในรูปดอลลาร์ให้ปรับตัวลง แต่ในรอบนี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับไม่ชัดเจน เพราะแรงหนุนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และอุปสงค์เชิงโครงสร้างมีน้ำหนักมากกว่า นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการที่ทั้งทองคำและดอลลาร์แข็งค่าไปพร้อมกันในบางช่วง สะท้อนถึงภาวะที่นักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยทุกรูปแบบท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวอ่อนตัวลงเล็กน้อยหลังรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ออกมาในโทนผ่อนคลาย ซึ่งทำให้โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลดลงเหลือราว 35% จากราว 40% ก่อนหน้านั้น ความเคลื่อนไหวของดอลลาร์นี้เองที่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางของดอลลาร์จะส่งผลต่อทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินในภูมิภาค และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าออกตลาดเกิดใหม่ ในโลกการเงินที่เชื่อมโยงกัน การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของนโยบายเฟดสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งระบบ

สิ่งที่นักลงทุนควรตระหนักคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ ในรอบนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นดันเงินเฟ้อ เงินเฟ้อกดดันเฟดให้คงหรือขึ้นดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่สูงตามทฤษฎีควรกดราคาทองคำ แต่ในทางปฏิบัติ ความไม่แน่นอนที่มาพร้อมกันทั้งหมดกลับผลักดันให้นักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น วงจรนี้ทำให้การคาดการณ์ทิศทางตลาดในระยะสั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง และตอกย้ำความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทย ภาพตลาดโลกที่ปั่นป่วนในเวลานี้มีนัยหลายมิติที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ประการแรกคือผลกระทบผ่านช่องทางราคาพลังงาน ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นย่อมส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้า ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ค่าไฟฟ้า และท้ายที่สุดคืออัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในระยะถัดไป

ประการที่สองคือมิติค่าเงินบาท ในภาวะที่เฟดอาจคงหรือขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับความคาดหวังเดิม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย นักลงทุนที่ถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศหรือลงทุนในกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (hedging) ควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด เพราะการแข็งค่าของดอลลาร์อาจส่งผลต่อผลตอบแทนที่แท้จริงเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท

ประการที่สามคือโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนทองคำ สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับการออมในรูปทองคำอยู่แล้ว ราคาที่ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องถือเป็นทั้งข่าวดีสำหรับผู้ที่ถือครองอยู่ และเป็นความท้าทายสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าซื้อใหม่ ควรตระหนักว่าราคาทองคำในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยค่าเงินบาทด้วย ไม่ใช่เพียงราคาทองคำโลกเท่านั้น ดังนั้นการเข้าลงทุนควรพิจารณาทั้งสองปัจจัยประกอบกัน และหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง

สำหรับผู้ที่สนใจโลหะเงิน ควรเข้าใจว่าความผันผวนที่รุนแรงกว่าทองคำหลายเท่าทำให้เงินเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมีระยะเวลาลงทุนยาวเท่านั้น การที่ราคาเงินร่วงลงกว่า 55 ดอลลาร์จากจุดสูงสุดภายในเวลาไม่กี่เดือนเป็นบทเรียนสำคัญว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย นักลงทุนไม่ควรจัดสรรเงินลงทุนในโลหะเงินเกินกว่าสัดส่วนที่รับความสูญเสียได้

ในภาพรวม กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักลงทุนไทยในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้คือการยึดหลักการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนแบบมีวินัย การไม่ทุ่มเงินไปที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป การทยอยลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (DCA) แทนการเข้าซื้อครั้งเดียวในจังหวะที่ราคาผันผวน และการติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ ล้วนเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

ท้ายที่สุด ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานในช่วงกลางปี 2569 กำลังบอกเล่าเรื่องราวของโลกที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซ นโยบายของเฟดยุควอร์ช และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ทองคำจากธนาคารกลาง คือสามเสาหลักที่จะกำหนดทิศทางตลาดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า นักลงทุนที่เข้าใจความเชื่อมโยงของปัจจัยเหล่านี้ และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนอย่างมีสติ จะสามารถเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาสได้ในระยะยาว

Similar Posts

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

  • |

    Nvidia เตือน “Ghost Datacenters” ของจีน อาจมีพลังเทียบเท่า AI สหรัฐฯ

    วิเคราะห์เกมอำนาจ AI โลก เมื่อโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป Nvidia โดย CEO Jensen Huang ได้ออกมาแสดงความกังวลครั้งสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศจีน โดยระบุว่าจีนมีทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังประมวลผลเพียงพอที่จะพัฒนา AI ระดับสูงเทียบเท่ากับโมเดลอย่าง Claude Mythos ของฝั่งตะวันตก คำเตือนนี้ไม่ได้เป็นเพียงความคิดเห็นทั่วไป แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ “สงคราม AI” ระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงที่ความได้เปรียบไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึง “ขนาดของระบบ” และ “ความพร้อมในการระดมทรัพยากร” จีนไม่ได้ขาดฮาร์ดแวร์: “Ghost Datacenters” คืออาวุธลับ Huang ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ของ Dwarkesh Patel โดยเขาปฏิเสธแนวคิดที่ว่าสหรัฐฯ ยังนำหน้าจีนอย่างขาดลอยในด้าน AI เขาระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการฝึกโมเดลระดับสูง “มีอยู่อย่างมหาศาล” ในประเทศจีน และหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า “Ghost Datacenters” หรือศูนย์ข้อมูลที่ถูกสร้างไว้ล่วงหน้าแต่ยังไม่ได้ใช้งานเต็มรูปแบบ ความหมายของ Ghost Datacenters Huang อธิบายว่า รัฐบาลจีนสามารถ “รวมชิป (gang up…

  • ทองคำ 2569: จากสถิติสูงสุด 5,595 ดอลลาร์ สู่ความผันผวนที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจ

    ปี 2569 กลายเป็นปีที่ตลาดทองคำโลกเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ในปี 2568 ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 64% — การเพิ่มขึ้นในหนึ่งปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2522 ต้นปี 2569 ก็มาพร้อมกับการทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งที่ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม แต่จากนั้น เส้นทางของทองคำกลับซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เมื่อสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ผิดความคาดหมายของนักลงทุน ทำให้ราคาร่วงลงอย่างฉับพลันแทนที่จะพุ่งสูงขึ้น ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทย (ทอง 96.5%) ประมาณ 72,000-73,000 บาทต่อบาทน้ำหนัก สถานการณ์ที่ผันผวนนี้สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน — บทความนี้จะพาเจาะลึกทุกมิติที่นักลงทุนไทยควรรู้ ปี 2568-2569: สองปีที่ทองคำเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดโลก เพื่อเข้าใจตลาดทองคำในปัจจุบัน ต้องย้อนดูบริบทที่สร้างมันขึ้นมา ในปี 2568 ทองคำพุ่งจาก 2,623 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต้นปี ไปสู่ 4,339 ดอลลาร์สิ้นปี — การขึ้นราคา 65%…

  • วอลล์สตรีทปิดบวกท้ายสัปดาห์ ก่อนศึกใหญ่งบแบงก์-เงินเฟ้อ-เฟดสัปดาห์หน้า

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันศุกร์ (10 ก.ค.) ในแดนบวกอย่างระมัดระวัง ปิดฉากสัปดาห์ที่ผันผวนหนักด้วยชัยชนะรายสัปดาห์ของทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq โดยมีแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Nvidia และ Meta พร้อมการเปิดตัวขายหุ้น IPO ของ SK Hynix ที่กลายเป็นการระดมทุนของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกลั้นหายใจรอสัปดาห์หน้าที่อัดแน่นด้วยงบการเงินแบงก์ยักษ์ใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และการปรากฏตัวครั้งแรกต่อสภาคองเกรสของประธานเฟดคนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่อาจกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลัง ปิดตลาดวันศุกร์: ดัชนีหลักปิดบวก ปิดสัปดาห์ผันผวนด้วยชัยชนะ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยโทนบวก โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.42% ปิดที่ระดับ 7,575.39 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.29% ปิดที่ 26,281.61 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial…

  • |

    เงินเฟ้อสหรัฐ 4.2% พุ่งสูงสุด 3 ปี เฟดยุค Warsh ลุ้นดอกเบี้ย 17 มิ.ย.

    ยามที่โลกกำลังจับตาดูว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะส่งสัญญาณอะไรในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดก็ออกมาสาดน้ำเย็นใส่ความหวังผู้ที่รอการลดดอกเบี้ย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายปี — สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี — โดยมีสงครามอิหร่านและวิกฤตพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เผชิญบทพิสูจน์ที่ไม่ต่างกัน บทความนี้รวบรวมพัฒนาการสำคัญทั้งหมดที่นักลงทุนไทยต้องรู้ก่อนที่ประวัติศาสตร์การเงินโลกจะถูกเขียนขึ้นในสัปดาห์นี้ เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 4.2%: สัญญาณเตือนจากสมรภูมิพลังงาน ตัวเลขที่สำนักสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ประกาศเมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นหนักกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่เตรียมใจไว้ แม้ตัวเลข 4.2% จะตรงกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่มันยังหมายถึงการเร่งตัวขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน นับจากอัตรา 3.8% ในเดือนเมษายน ตัวการสำคัญที่สุดคือพลังงาน CNBC รายงานว่าราคาพลังงานโดยรวมพุ่งขึ้น 23.5% เมื่อเทียบรายปี โดยราคาน้ำมันเบนซินทะยาน 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงถึง…

  • การวางแผนเพื่อการเกษียณ: เส้นทางสู่ความสำเร็จทางการเงินเพื่อรีไทร์

    หากเพียงแค่ได้ยินคำว่า “การวางแผนเกษียณ” แล้วรู้สึกกังวลหรือเบื่อหน่าย คุณไม่ได้เป็นคนเดียว หลายคนยังไม่เข้าใจว่าการวางแผนเกษียณหมายถึงอะไรอย่างแท้จริง การวางแผนเกษียณคือแนวคิดกว้าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและเลือกใช้กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงวัยเกษียณได้อย่างมั่นคงและสบายใจ แผนเกษียณที่ดีและมีการดำเนินการอย่างเหมาะสม จะช่วยให้คุณมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหลังจากหยุดทำงานแล้ว บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจความสำคัญของการวางแผนเกษียณ และขั้นตอนที่จำเป็นในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตทางการเงินของคุณ ทำไมคุณควรวางแผนเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ ข่าวดีคือ ผู้คนในปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้น และยังคงมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงแม้ในวัยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันจำนวนมากยังไม่ได้ออมเงินหรือการลงทุนมากพอที่จะสามารถเกษียณในวัย 60 ปีได้อย่างมั่นใจว่าเงินจะเพียงพอไปตลอดชีวิต รายงานจาก Center for Retirement Research at Boston College และ Consumer Financial Protection Bureau ประเมินว่า ประมาณ 50% ของผู้เกษียณในปัจจุบันต้องลดค่าใช้จ่ายลง หรืออาจจำเป็นต้องลดระดับการใช้ชีวิตเพราะเงินไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ผู้เกษียณจำนวนมากยังต้องพึ่งพารายได้จาก Social Security เป็นหลัก ทั้งที่จริงแล้วระบบนี้ถูกออกแบบมาให้แทนรายได้เพียงประมาณ 40% ของเงินเดือนก่อนเกษียณเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง คู่สมรสกว่า 1 ใน 5 และผู้เกษียณที่อยู่คนเดียวถึง 45%…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *