จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง

จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง

ในการเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อพลวัตของความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง จีน เปิดบ้านต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านในวันพุธ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเตหะรานปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ยิ่งมีความสำคัญขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือมันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดี Donald Trump จะเดินทางเยือนปักกิ่งในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดที่ทั้งโลกจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ

ภาพของ Wang Yi นักการทูตสูงสุดของจีนที่นั่งพบกับ Araghchi ในกรุงปักกิ่งไม่กี่วันก่อน Trump บินลัดฟ้าเข้ามา ถ่ายทอดความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคนี้ได้อย่างไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม มันคือการส่งสัญญาณพร้อมกันหลายทิศทาง ทั้งต่อสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และต่อโลก ว่าจีนกำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน

จังหวะเวลาที่ไม่บังเอิญ: ปักกิ่งส่งสัญญาณอะไร?

หนึ่งในรายละเอียดที่สะดุดตาผู้สังเกตการณ์ทางการทูตมากที่สุดคือวิธีที่ข่าวการเยือนนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อของรัฐจีนออกมาประกาศล่วงหน้าในคืนวันอังคาร โดยอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่า ปักกิ่งเป็นผู้ริเริ่มการเชิญ ไม่ใช่ฝ่ายอิหร่านที่ขอมา

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นพิธีการนี้กลับมีความหมายทางการทูตที่ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะมันบ่งบอกว่าจีนต้องการให้โลกรับรู้ว่าการพบปะนี้เป็นความคิดริเริ่มของปักกิ่งเอง ไม่ใช่เพียงการตอบรับการติดต่อของอิหร่าน การประกาศล่วงหน้าแบบนี้ยังเป็นสัญญาณไปยังวอชิงตันว่าจีนมีบทบาทของตัวเองในการจัดการวิกฤตนี้ และไม่ได้รอรับคำสั่งจากสหรัฐฯ ว่าจะปฏิบัติต่ออิหร่านอย่างไร

Amir Handjani สมาชิกคณะกรรมการของ Quincy Institute for Responsible Statecraft ให้การประเมินที่ตรงไปตรงมาที่สุดว่า “การประชุมครั้งนี้มีความลึกซึ้งเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เตหะรานและปักกิ่งกำลังปรับจุดยืนผลประโยชน์ของตนก่อนที่ Trump จะพบกับ Xi Jinping และจังหวะเวลานั้นเป็นไปโดยตั้งใจ”

ประวัติศาสตร์การสื่อสารระหว่างจีนกับอิหร่าน: สามโทรศัพท์และข้อเรียกร้องซ้ำๆ

การพบปะในวันพุธไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการติดต่อระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น Wang Yi และ Araghchi ได้โทรศัพท์หารือกันอย่างน้อย สามครั้ง นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น และปักกิ่งได้แสดงจุดยืนที่สม่ำเสมอตลอด นั่นคือการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและให้การขนส่งพาณิชย์สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี

ในช่วงปลายเดือนเมษายน ประธานาธิบดี Xi Jinping ยกระดับการส่งสัญญาณด้วยการเรียกร้องโดยตรงให้มี “การผ่านตามปกติ” ผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญยิ่งแห่งนั้น การที่ผู้นำสูงสุดของจีนพูดเรื่องนี้โดยตรงแทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการทูตระดับล่างบ่งชี้ว่าปักกิ่งกำลังเพิ่มน้ำหนักและความจริงจังต่อประเด็นนี้

ทั้งหมดนี้เป็นบริบทที่สำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมการพบปะในวันพุธจึงเกิดขึ้นในจังหวะนี้ และจีนต้องการอะไรจากมัน

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน: เหตุผลที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับเสถียรภาพ

เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของจีนในวิกฤตนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องมองที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาลที่จีนมีในเสถียรภาพของอ่าวเปอร์เซีย

จีนเป็น ผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียรายใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนสงคราม ประมาณ 20% ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชียที่มีจีนเป็นผู้ซื้อหลัก การปิดกั้นช่องแคบนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ

แม้ว่าจีนจะสามารถรับมือกับผลกระทบในระยะแรกได้ผ่านสต็อกพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สะสมไว้และแหล่งพลังงานที่หลากหลาย แต่การปิดกั้นที่ยืดเยื้อออกไปจะสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การชะลอตัวของภาคการผลิต และแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ

Handjani สรุปผลประโยชน์ของจีนไว้อย่างกระชับและชัดเจนว่า “ผู้นำจีนต้องการให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นและการค้าไหลออกจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดเอเชีย พวกเขาไม่มีความต้องการที่จะเผชิญกับแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อและภาวะถดถอยที่อาจเกิดขึ้นจากการปิดกั้นที่ยืดเยื้อทั่วทั้งภูมิภาค”

ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจากสงครามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่ขยายไปสู่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากความท้าทายภายในประเทศของตัวเองอยู่แล้ว

เกมสามฝ่ายที่ซับซ้อน: สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการจากการพบปะนี้

Danny Russel นักวิจัยอาวุโสของ Asia Society Policy Institute วิเคราะห์ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายในการพบปะครั้งนี้ได้อย่างครอบคลุมและน่าสนใจ

สำหรับ อิหร่าน การเยือนจีนในครั้งนี้ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ประการแรกคือการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ ว่า “อิหร่านไม่ได้โดดเดี่ยวและมีเพื่อนและทางเลือกอื่น” ในขณะที่ผู้นำอิหร่านพยายามเสริมสร้างสถานะการต่อรองในการเผชิญหน้ากับวอชิงตัน ประการที่สองคือการยับยั้งการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นอีก เพราะหากจีนแสดงความสนับสนุนอิหร่านอย่างชัดเจน สหรัฐฯ จะต้องคำนวณความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างขึ้นก่อนตัดสินใจโจมตี

เตหะรานยังคาดว่าจะขอการรับรองจากปักกิ่งเกี่ยวกับสามประเด็นหลัก ได้แก่ การรับประกันว่าน้ำมันของอิหร่านจะยังมีตลาดในจีน ช่องทางการเงินที่ช่วยให้อิหร่านเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้ และการสนับสนุนทางการทูตในเวทีระหว่างประเทศต่อต้านการดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับ จีน ผลลัพธ์ที่ต้องการนั้นชัดเจน Russel คาดว่าปักกิ่งจะกดดันอิหร่านให้หยุดคุกคามโครงสร้างพื้นฐานในอ่าวเปอร์เซียและการขนส่งพาณิชย์ และมุ่งหน้าสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน Xi ก็ต้องการวางตำแหน่งปักกิ่งในฐานะ “มหาอำนาจที่รับผิดชอบ” ต่อชุมชนระหว่างประเทศก่อนที่ Trump จะมาเยือน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าจีนเป็นผู้ที่พยายามนำเสถียรภาพมาสู่ภูมิภาค ไม่ใช่ผู้สนับสนุนความขัดแย้ง

“Blocking Rule”: การเผชิญหน้าทางกฎหมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ท่ามกลางการทูตที่ดำเนินอยู่นี้ ยังมีการเผชิญหน้าทางกฎหมายระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา เมื่อจีนใช้ “blocking rule” หรือกฎการปิดกั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรของวอชิงตันต่อโรงกลั่นน้ำมันของจีนที่ซื้อน้ำมันดิบของอิหร่าน

กฎนี้สั่งให้บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในจีนไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีการดำเนินงานในทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีทางออกที่ดีเลย ไม่ว่าจะเลือกทำตามกฎของฝ่ายไหนก็จะถูกลงโทษจากอีกฝ่ายหนึ่ง

Han Shen Lin กรรมการผู้จัดการฝ่ายจีนของ The Asia Group อธิบายว่าคำสั่งตอบโต้ดังกล่าวจะ “วางบริษัทอเมริกันในตำแหน่งที่ต้องเลือกระหว่างการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหรัฐฯ หรือจีน”

การใช้ blocking rule ครั้งแรกนี้มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการต่อต้านการครอบงำของดอลลาร์สหรัฐในระบบการเงินโลกและอิทธิพลของมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เรื่องน้ำมันอิหร่าน แต่คือการท้าทายสถาปัตยกรรมทางการเงินและกฎหมายระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ครอบงำมาหลายทศวรรษ

การประชุมสุดยอด Trump-Xi: เดิมพันที่สูงเป็นประวัติการณ์

การประชุมสุดยอดระหว่าง Trump กับ Xi Jinping ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม ถูกเลื่อนออกมาแล้วกว่าหนึ่งเดือนเนื่องจากสงครามในอิหร่าน และตอนนี้กำลังจะเกิดขึ้นในบริบทที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะทั้งสองฝ่ายกำลังมาด้วยความต้องการที่แตกต่างกันและอยู่ในตำแหน่งต่อรองที่แตกต่างกัน

สำหรับ Trump การประชุมนี้มีเป้าหมายเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเร่งด่วน ในแง่หนึ่ง เขาต้องการให้จีนกดดันอิหร่านให้ฟื้นฟูการขนส่งพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันและบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่กำลังสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียง และในอีกแง่หนึ่ง Trump หวังที่จะได้รับคำมั่นจากจีนในการซื้อสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และพลังงานของอเมริกาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจในประเทศที่สำคัญมากสำหรับพรรครีพับลิกันที่ต้องการรักษาที่นั่งในสภาคองเกรส

สำหรับ Xi Jinping การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสในการเจรจาเรื่องการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเรื่องพลังงานและการต่อต้านอำนาจของสหรัฐฯ

ความท้าทายสำหรับทั้งสองฝ่ายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการแสดงความแข็งกร้าวที่เพียงพอสำหรับผู้ชมในประเทศ กับการสร้างพื้นที่สำหรับการประนีประนอมที่จำเป็นในระดับระหว่างประเทศ

ฐานะของแต่ละฝ่ายในการเจรจา: ใครถือไพ่ดีกว่า?

Russel ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของจีนในสถานการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “แม้ว่า Trump จะเชื่อว่าจีนเพียงแค่ให้ที่กำบังทางการทูตในขณะที่ทำให้อิหร่านยังดำรงอยู่ได้ทางเศรษฐกิจ เขาก็อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เขาต้องการให้ปักกิ่งยับยั้งเตหะราน ไม่ใช่เสริมพลังมัน”

การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งที่สำคัญในตำแหน่งของ Trump ก่อนการประชุมสุดยอด ในด้านหนึ่ง เขาต้องการสิ่งบางอย่างจาก Xi ทั้งในเรื่องการกดดันอิหร่านและในเรื่องการค้า ในอีกด้านหนึ่ง การที่จีนเพิ่งต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและใช้ blocking rule เพื่อปกป้องการซื้อน้ำมันอิหร่านบ่งชี้ว่าปักกิ่งไม่ได้พร้อมที่จะทำตามที่วอชิงตันต้องการอย่างเต็มที่

ความสมดุลของอำนาจในการเจรจาจึงไม่ได้เอนเอียงไปทางใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำแต่ละฝ่ายจะสามารถสร้างแพ็กเกจที่ตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน

บทบาทของจีนในฐานะตัวกลาง: ทั้งโอกาสและข้อจำกัด

ผู้อำนวยการของ think tank ที่มีความสัมพันธ์กับปักกิ่งเคยบอกกับ CNBC ว่าจีนขาดทั้งความสามารถและความโน้มเอียงที่จะกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าสู่การเจรจา แม้จะอำนวยความสะดวกในการหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือนที่แล้ว คำกล่าวนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดที่แท้จริงของอิทธิพลจีนในวิกฤตนี้

จีนสามารถพูดคุยกับทั้งสองฝ่ายและถ่ายทอดข้อความได้ แต่ไม่สามารถสั่งการให้อิหร่านทำในสิ่งที่เตหะรานไม่ต้องการได้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่านตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในการต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบลูกน้อง ดังนั้นหากจีนกดดันอิหร่านมากเกินไป ก็อาจทำลายความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าสำหรับปักกิ่งได้

ผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจโลก: ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

การพบปะระหว่าง Wang Yi และ Araghchi และการเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอด Trump-Xi ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก

หากการเจรจาทุกระดับประสบความสำเร็จและนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ผลกระทบจะเป็นไปในทิศทางบวกอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว แรงกดดันเงินเฟ้อจะผ่อนคลาย ห่วงโซ่อุปทานจะฟื้นตัว และตลาดหุ้นทั่วโลกจะตอบสนองในเชิงบวก แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือยืดเยื้อต่อไป ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ Moody’s Analytics ระบุว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

บทสรุป: จุดเปลี่ยนที่กำลังถูกเขียนขึ้น

การพบปะระหว่าง Wang Yi และ Araghchi ในวันพุธนี้ไม่ใช่แค่การเยือนทางการทูตธรรมดา แต่คือหนึ่งในหมากที่สำคัญที่สุดในเกมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีเดิมพันสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผลลัพธ์ของการพบปะสุดยอด Trump-Xi ในสัปดาห์หน้าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโลกกำลังมุ่งหน้าสู่การยุติความขัดแย้งหรือยังคงจมอยู่กับความไม่แน่นอนที่มีราคาสูงต่อไปอีกนาน

สิ่งที่แน่นอนคือ ในโลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกวัน การทูตระหว่างมหาอำนาจ ราคาพลังงาน และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นมากกว่าที่เคย และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมในปักกิ่ง วอชิงตัน และเตหะรานในสัปดาห์นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกในเวลาอันใกล้

Similar Posts

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2026: จ้างงานสหรัฐสะดุด เงินเฟ้อหนืด ธนาคารกลางแยกทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2026 ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ในบางดัชนี ทองคำดีดตัวกลับ และราคาน้ำมันดิ่งลงจนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางฉากหลังนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ยืนดอกเบี้ยสูงและเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดชาติสหรัฐ (Independence Day) กลายเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดใหม่ทั้งหมด CNBC รายงานว่าตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลงช่วยลดความกังวลว่าเฟดจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาผ่อนคลายในช่วงท้ายสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่ตลาดแรงงานสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟดและ ECB ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ ไปจนถึงคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี ก่อนจะประเมินว่าทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างไร ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรง จ้างงานมิถุนายนต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หัวใจของสัปดาห์นี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones คาดไว้ที่ราว 110,000–115,000 ตำแหน่งอย่างมาก และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบ…

  • |

    Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง

    ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก…

  • |

    ทรัมป์ เผย อิหร่านเตรียมระงับโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง

    ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump เปิดเผยว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะ “ระงับโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากที่เตหะรานประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การเดินเรือพาณิชย์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ยืนยันว่า ข้อตกลงในการหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” หรือกล่าวได้ว่าเป็นการระงับแบบถาวร “ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ตกลงกันได้แล้ว และทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าว ขณะเดียวกัน เขายังปฏิเสธข้อเรียกร้องสำคัญของอิหร่านอย่างชัดเจน นั่นคือ การปล่อยเงินที่ถูกอายัดไว้ โดยยืนยันว่า สหรัฐจะไม่คืนเงินดังกล่าวให้ รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน แม้ทรัมป์จะแสดงความมั่นใจ แต่รายละเอียดของข้อตกลงยังคงไม่ชัดเจน และทางอิหร่านเองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์นั้น อาจขัดแย้งกับจุดยืนเดิมของอิหร่าน ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าประเทศมี “สิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม” เพื่อการพัฒนาด้านพลังงาน สัญญาณบวกเพิ่มขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในวันเดียวกัน ผู้นำอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ หลังจากที่อิสราเอลตกลงหยุดยิงในเลบานอน หลังการประกาศดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 8 ลำ ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย รีบเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซทันที เพื่อทดสอบว่าการเปิดเส้นทางครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ ทรัมป์ส่งสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติม ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตันด้วยเครื่อง Air Force One ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับ “ข่าวดีบางอย่าง” ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด เขายังระบุว่า…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด

    โลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตพลังงานในทศวรรษที่ผ่านมา สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในต้นปีส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่นเกินคาด แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง ภาพรวม GDP โลก: ทนทานกว่าที่คาด แต่ยังไม่พ้นวิกฤต ในเดือนมกราคม 2569 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ฉบับล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าพอใจในช่วงต้นปี เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP โลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาที่ 2.7% ในปี 2570 สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขถูกปรับขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าประมาณสองในสามของการปรับประมาณการที่ดีขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ดีกว่าคาดของสหรัฐอเมริกา แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.2% ในปี 2569 เทียบกับ 2.1% ในปีก่อน แต่ภาพที่สวยงามในต้นปีเริ่มมัวหมองลงเมื่อสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น OECD ปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49%…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *