Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง
ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน
Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า
ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว
ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก เราปรับปรุงผลลัพธ์ทางการเงินจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่วิกฤตที่ยังคงดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง รวมกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดในการดำเนินงาน กำลังก่อให้เกิดความท้าทายอย่างมหาศาลต่อโลกโดยรวม ต่อการเดินทางทางอากาศทั่วโลก และต่อบริษัทของเราเช่นกัน”
คำว่า “อย่างมหาศาล (enormous)” ที่ Spohr เลือกใช้ไม่ใช่การพูดเกินจริง เมื่อพิจารณาว่าต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโรนั้นเทียบเท่ากับเกือบสองเท่าของกำไร EBIT ในไตรมาสแรก หากบริษัทไม่สามารถผ่านต้นทุนเหล่านี้ไปยังผู้โดยสารหรือหาทางออกอื่นได้ ภาพของผลประกอบการที่สวยงามในไตรมาสแรกอาจถูกลบล้างได้อย่างสิ้นเชิงในช่วงที่เหลือของปี 2026
วิกฤตเชื้อเพลิงเครื่องบิน: ตัวเลขที่น่าตกใจ
เพื่อเข้าใจว่าทำไมต้นทุนของ Lufthansa ถึงพุ่งขึ้นขนาดนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ในยุโรปอย่างมากเสียก่อน
ตามข้อมูลจาก International Air Transport Association (IATA) ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน พุ่งขึ้นถึง 103% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่รวดเร็วและรุนแรงอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมการบินในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนี้
สาเหตุหลักอยู่ที่โครงสร้างการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานของยุโรปที่พึ่งพาโรงกลั่นในตะวันออกกลางอย่างมาก โดย โรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานประมาณ 75% ให้กับยุโรป ซึ่งเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น อุปทานส่วนใหญ่ก็ถูกตัดออกไปในทันที
Fatih Birol หัวหน้า IEA เตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่ายุโรปอยู่ห่างจากการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน “เพียงไม่กี่สัปดาห์” และเพิ่มเติมว่าเมื่อฤดูท่องเที่ยวสูงสุดมาถึง ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจะสูงขึ้น 40% จากเดือนมีนาคม ซึ่งหมายความว่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้จะยิ่งเลวร้ายลงอีกมากในช่วงฤดูร้อนหากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง
สำหรับแหล่งทดแทน สถานการณ์ก็ไม่สู้ดีนัก Birol อธิบายว่า “ส่วนที่เหลือมาจากประเทศเอเชียขนาดใหญ่บางแห่งที่ตอนนี้มีข้อจำกัดการส่งออก และยุโรปกำลังพยายามนำเข้าจากสหรัฐฯ และไนจีเรีย ถ้าเราไม่สามารถนำเข้าเพิ่มเติมในยุโรปได้ตอนนี้ เราจะเผชิญกับปัญหาหนัก”
กลยุทธ์รับมือของ Lufthansa: สามแนวรบพร้อมกัน
Lufthansa ไม่ได้นั่งรอให้วิกฤตผ่านพ้นไปเองแต่ฝ่ายเดียว แต่กำลังดำเนินกลยุทธ์รับมือในหลายแนวรบพร้อมกัน
แนวรบแรก: การ Hedge เชื้อเพลิงล่วงหน้า Lufthansa แจ้งว่าได้ Hedge หรือล็อคราคาเชื้อเพลิงไว้แล้ว 80% ของความต้องการในปีนี้ ซึ่งถือว่าสูงมากและเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดี การ Hedge ในระดับนี้หมายความว่า Lufthansa ไม่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น 103% แต่กลับต้องรับภาระส่วนที่ไม่ได้ Hedge ไว้ ซึ่งยังคงสร้างแรงกดดันที่มีนัยสำคัญ
แนวรบที่สอง: ตัดเที่ยวบินที่ไม่ทำกำไร Lufthansa ตัดสินใจยกเลิก เที่ยวบินระยะสั้น 20,000 เที่ยว เพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง 40,000 เมตริกตัน และกำจัดเส้นทางที่ไม่ทำกำไรออกไป การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่า Lufthansa กำลังใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการ “ทำความสะอาด” พอร์ตเส้นทางและปรับโครงสร้างการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวรบที่สาม: เพิ่มรายได้จากการขายตั๋ว บริษัทวางแผนที่จะชดเชยต้นทุนส่วนที่เหลือด้วยการเพิ่มรายได้จากการขายตั๋ว ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่าผู้โดยสารจะต้องรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นผ่านราคาตั๋วที่แพงขึ้น นี่คือแรงกดดันเงินเฟ้อทางอ้อมที่สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งต่อไปยังผู้บริโภคทั่วยุโรปและทั่วโลก
EasyJet และอุตสาหกรรมการบินยุโรป: ไม่มีใครรอดพ้น
Lufthansa ไม่ใช่สายการบินเดียวที่กำลังเผชิญกับความท้าทายนี้ EasyJet สายการบินราคาประหยัดของอังกฤษก็รายงานว่าแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 25 ล้านปอนด์ ในเดือนมีนาคม และขาดทุนก่อนหักภาษีระหว่าง 540 ถึง 560 ล้านปอนด์ ในช่วงหกเดือนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2026
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ EasyJet รายงานว่าลูกค้ากำลังรอนานกว่าเดิมก่อนจะจองตั๋ว และยอดจองสำหรับช่วงที่เหลือของปีอ่อนแอกว่าปีที่แล้ว สัญญาณนี้บ่งบอกว่าผู้บริโภคกำลังรอดูทิศทางของสถานการณ์ก่อนตัดสินใจซื้อตั๋ว ซึ่งเป็นความท้าทายด้านการวางแผนรายได้สำหรับสายการบิน
EasyJet ได้ Hedge น้ำมันเชื้อเพลิงไว้ 70% สำหรับฤดูร้อน แต่ส่วนที่เหลืออีก 30% ยังเปิดรับความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนสูงอยู่ ในบริบทที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานอาจยังคงสูงต่อไปหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย 30% ที่ไม่ได้ Hedge นั้นอาจกลายเป็นภาระหนักในช่วงฤดูท่องเที่ยวสูงสุด
ฤดูท่องเที่ยวสูงสุดที่กำลังมาถึง: ระเบิดเวลาที่รอการระเบิด
หนึ่งในแง่มุมที่น่ากังวลที่สุดของวิกฤตนี้คือการที่ฤดูท่องเที่ยวสูงสุดของยุโรปกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งในสภาวะปกติจะเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมการบินทำเงินได้มากที่สุดในรอบปี
แต่ในปีนี้ ฤดูร้อนกำลังมาพร้อมกับปัจจัยลบหลายประการที่ซ้อนทับกัน IEA ประมาณการว่าความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในฤดูท่องเที่ยวสูงสุดจะสูงกว่าเดือนมีนาคม 2026 ถึง 40% ในขณะที่อุปทานจากตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัด และทางเลือกการจัดหาจากที่อื่นยังมีข้อจำกัดอยู่มาก
สถานการณ์นี้สร้างความเป็นไปได้สองทิศทาง ทิศทางแรกคือหากช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้งก่อนฤดูร้อน วิกฤตจะคลี่คลายและอุตสาหกรรมการบินจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว ทิศทางที่สองคือหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป อุตสาหกรรมการบินจะเผชิญกับภาวะเครียดสูงสุดในช่วงที่ควรจะทำกำไรสูงสุด
ผลกระทบต่อผู้บริโภค: ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น วางแผนการเดินทางยากขึ้น
สิ่งที่กระทบผู้บริโภคโดยตรงมากที่สุดคือราคาตั๋วเครื่องบินที่กำลังแพงขึ้น และความไม่แน่นอนของเที่ยวบินที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อสายการบินต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทางเลือกหลักมีอยู่สองทาง คือ ผ่านต้นทุนเพิ่มเติมไปยังผู้โดยสารผ่านราคาตั๋วที่แพงขึ้น หรือ ลดเส้นทางและความถี่เที่ยวบินลงเพื่อควบคุมการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งทั้งสองทางต่างส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในรูปแบบที่แตกต่างกัน
Lufthansa เลือกที่จะทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน โดยตัดเที่ยวบินระยะสั้น 20,000 เที่ยวและแผนเพิ่มรายได้จากการขายตั๋ว ผู้บริโภคยุโรปที่วางแผนเดินทางในฤดูร้อนนี้จึงต้องเผชิญกับทั้งตั๋วที่แพงขึ้นและตัวเลือกเส้นทางที่น้อยลง
สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังจุดหมายที่ข้ามตะวันออกกลาง ปัญหาซับซ้อนขึ้นอีก เพราะการหลีกเลี่ยงน่านฟ้าในพื้นที่ขัดแย้งทำให้ต้องบินอ้อมระยะทางไกลขึ้น ใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น และใช้เวลาบินนานขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มต้นทุนที่จะถูกส่งต่อมายังผู้บริโภคในท้ายที่สุด
มองให้ไกลขึ้น: นัยเชิงโครงสร้างต่อการบินยุโรป
วิกฤตเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นครั้งนี้กำลังเร่งให้อุตสาหกรรมการบินยุโรปต้องเผชิญกับคำถามเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มานานแล้ว
ประการแรก: การกระจายแหล่งจัดหาเชื้อเพลิง วิกฤตครั้งนี้เปิดเผยให้เห็นความเปราะบางของการที่ยุโรปพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจากตะวันออกกลางถึง 75% หลังจากนี้ สายการบินและรัฐบาลยุโรปจะต้องลงทุนในการกระจายแหล่งจัดหาอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีต้นทุนสูงกว่าก็ตาม
ประการที่สอง: การเร่งพัฒนาเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนมาจากชีวมวลและแหล่งอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันดิบ วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งที่ทรงพลังให้กับการลงทุนในเชื้อเพลิงทางเลือกเหล่านี้ เพราะมันแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาน้ำมันดิบที่มาจากภูมิภาคที่มีความไม่มั่นคง
ประการที่สาม: การปรับโครงสร้างเครือข่ายเส้นทาง สายการบินที่เคยมีเส้นทางผ่านตะวันออกกลางจำนวนมากจะต้องทบทวนและปรับโครงสร้างเครือข่ายเส้นทางของตน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินอย่างมีนัยสำคัญ
บทสรุป: เมื่อสงครามในทะเลทรายเขย่าท้องฟ้าทั่วโลก
ผลประกอบการของ Lufthansa และ EasyJet ที่ออกมาในสัปดาห์นี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนอีกชิ้นหนึ่งว่าสงครามในตะวันออกกลางระกว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อราคาน้ำมันหรือตลาดการเงิน แต่กำลังซึมผ่านเข้าไปในทุกมุมของเศรษฐกิจโลกในรูปแบบที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
สำหรับอุตสาหกรรมการบิน ฤดูร้อนนี้จะเป็นการทดสอบความอดทนที่แท้จริง ในขณะที่ผู้บริโภคจะต้องเผชิญกับทั้งค่าตั๋วที่แพงขึ้นและตัวเลือกที่น้อยลงอย่างมาก คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบคือ ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ และนั่นคือสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนสมการทั้งหมดของอุตสาหกรรมการบินยุโรปได้อย่างแท้จริง
