ตลาดคริปโตโปรแกรม: บิทคอยน์ดีดตัวแต่อีเธอเรียมยังอ่อนแอ

ตลาดคริปโตโปรแกรม: บิทคอยน์ดีดตัวแต่อีเธอเรียมยังอ่อนแอ

สถานการณ์ตลาดคริปโตปัจจุบัน: ความผันผวนท่ามกลางความเกลือกระหว่างกระทิง-หมี

บิทคอยน์คืนตัวขึ้นมาเหนือ 81,200 ดอลลาร์ หลังจากลดลงเหลือ 79,800 ดอลลาร์ เมื่อได้รับข้อมูลเงินเฟ้อสูงกว่าคาดหมาย ขณะที่ BNB เพิ่มขึ้น 2.5% ในการเทรด 24 ชั่วโมง และ Dogecoin เพิ่มขึ้น 1.3% โดย กองทุนคริปโตได้รับกระแสเงินไหลเข้ามากที่สุดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภาพรวมตลาดในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างเชื่อง ตามที่ มูลค่าตลาดคริปโตโลกอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 0.2% ในช่วง 24 ชั่วโมง ส่วนปริมาณการเทรดรวมในวันนั้นอยู่ที่ 95.6 พันล้านดอลลาร์ โดยบิทคอยน์โดมิแนนซ์อยู่ที่ 58.3% และอีเธอเรียมโดมิแนนซ์อยู่ที่ 9.96%

บิทคอยน์: สัญญาณบูลลิช ท่ามกลางความเกลือข้อมูลเศรษฐศาสตร์

ตัวชี้วัดวัฏจักรกระทิง-หมีของบิทคอยน์หันเป็นสีเขียวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีนาคม 2023 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ 90,000 ดอลลาร์เป็นจุดสำคัญถัดไปที่อาจสร้างการเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง

บิทคอยน์เทรดระหว่าง 79.8k ถึง 81.3k เนื่องจากตลาดดูดซึมข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าการบูมล่าสุดสะท้อนระบบการ leverage-driven short squeeze ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่าการผลักดันราคาขึ้นมาในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมนั้นได้รับพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากตำแหน่งเทขาด

ข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงยังคงมีผลกระทบต่อตลาด โดยบิทคอยน์เทรดที่ 80,814 ดอลลาร์ ลดลง 1.2% ในช่วง 24 ชั่วโมง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐศาสตร์นี้ทำให้ผู้ลงทุนรอดูสถานการณ์ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากเฟดเดอรัล

อีเธอเรียม: ความล่าช้าเมื่อเทียบกับเหรียญหลัก

ราคาอีเธอเรียมยังคงอ่อนแอ โดยลดลง 1.05% เหลือ 2,310 ดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ความล่าช้านี้ถือเป็นประเด็นที่น่าสังเกตเมื่อเทียบกับความเข้มแข็งของบิทคอยน์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสนใจ เมื่อบริษัท Bitmine Immersion Technologies ประกาศการลงทุนสาระสำคัญในเครือข่ายอีเธอเรียม โดยซื้อ 26,659 ETH ซึ่งเพิ่มการถือครองโดยรวมเป็น 5,206,790 ETH ซึ่งเทียบเท่ากับเกือบ 4.31% ของทั้งหมดอีเธอเรียมที่มีอยู่ในการหมุนเวียน

อีเธอเรียมเทรดที่ 2,291 ดอลลาร์ โดยอยู่เหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันเล็กน้อยที่ประมาณ 2,276 แต่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน ใกล้ 2,341 ซึ่งทำให้ภาพรวมถูกจำกัด โดยการเคลื่อนตัวขึ้นล่าสุดได้รับการค้ำจุนจากโซน SuperTrend Support ที่อยู่รอบ 2,145

การพัฒนาเทคโนโลยีและการรับรองสถาบัน

มูลนิธิ Ethereum ได้เปิดตัว “Clear Signing” มาตรฐานใหม่เพื่อป้องกันผู้ใช้จากการอนุมัติรายการ crypto ที่เป็นอันตราย หลังจากสูญเสียหลายพันล้านจากการโจมตี phishing และการปล้นกระเป๋า

นอกจากนี้ JPMorgan ยังยื่นคำขอเปิดตัวกองทุนโทโคไนซ์ใหม่ เมื่อสถาบันการค้นหาขยายสถาบันการค้นหาการรักษาความปลอดภัยแบบเทโคไนซ์ เนื่องจาก BlackRock ทำการเคลื่อนไหวที่คล้ายกันเพียงไม่กี่วันก่อน

นอกจากนี้ ระบบการชำระเงินแบบจำหน่ายเอกสาร (DTCC) ยังสร้างระบบการจัดการอักษรหลักประกันแบบ blockchain ร่วมกับ Chainlink ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่โทโคไนซ์อักษรหลักประกันบน blockchain และใช้สัญญาอัจฉริยะในการเปิดใช้งานการจัดการอักษรหลักประกันแบบอัตโนมัติ 24/7 ในตลาดการเงิน

สัญญาณการเรียบเรียงระเบียบและการปรับปรุงนโยบาย

บริษัท Charles Schwab ขนาดใหญ่ เริ่มอำนายการเทรด Bitcoin และ Ethereum โดยตรงให้กับลูกค้าปลีกทั่วไป ซึ่งขยายการเข้าถึงตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแบบ mainstream

คณะธรรมาภิบาลการบัญชีของสภาสัญญา ได้รับการแก้ไขมากกว่า 100 รายการต่อพระราชกฤษฎีกา CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานะทางกฎหมายอย่างชัดเจนสำหรับ Bitcoin การพัฒนาเชิงกฎหมายนี้ส่งผลบวกต่ออารมณ์นักลงทุนในชั่วโมงที่ผ่านมา

สภาวะ ETF และ Flow การไหลเข้าของเงิน

กองทุนแลกเปลี่ยน Bitcoin Spot ได้รับกระแสเงินไหลเข้าเล็กน้อยประมาณ 27 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ เมื่อหยุดการหยดเลือดด้านลบของสองวัน ตามข้อมูล SoSoValue กระแสเงินไหลเข้าสะสมอยู่ที่ 59.37 พันล้านดอลลาร์ โดยมีทรัพย์สินสุทธิเฉลี่ยที่ 109.08 พันล้านดอลลาร์

ในอีกด้านหนึ่ง กองทุนแลกเปลี่ยน Ethereum Spot ยังคงประสบความเสียหายที่สำคัญ โดยบันทึกกระแสเงินไหลออกเกือบ 17 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ แม้ว่าวันศุกร์จะมีกระแสเงินไหลเข้าบ้าง 3.57 ล้านดอลลาร์ แต่นี่ก็ยังเป็นการฟื้นตัวที่น้อยนิด จากกระแสเงินไหลออกที่สำคัญ 104 ล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่ผลิตภัณฑ์การลงทุน XRP ดิจิทัล รายงานการเติบโตดาดอกนี้ด้วยกระแสเงินไหลเข้า 26 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ เพิ่มขึ้นจาก 6 ล้านดอลลาร์ในวันศุกร์

การวิเคราะห์เทคนิคและจุดตัดสินใจสำคัญ

บิทคอยน์แสดงให้เห็นความเข้มแข็งโดยยึดตำแหน่งเหนือ 81,000 ดอลลาร์ และจนกว่าจะมั่นใจในการสนับสนุนที่ 80,000 ดอลลาร์ ความเป็นไปได้ของการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยังคงสูง ในขณะที่บิทคอยน์และอีเธอเรียมยังคงรวมตัวกันใกล้กับระดับล่าสุด ซึ่งบ่งชี้ถึงโมเมนตัมขากระทิงที่ยั่งยืน

ตลาด crypto ยังคงมีช่วงที่ค่อนข้างคร่อม ขณะที่บิทคอยน์และอีเธอเรียมรวมตัวกันใกล้กับระดับสำคัญ ทั่วโลกมูลค่าตลาด crypto ยังคงอยู่รอบ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ปริมาณการเทรดลดลงต่ำกว่า 85 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสัญญาถึงการมีส่วนร่วมในตลาดที่ลดลง อารมณ์ตลาดกลาง ๆ บ่งชี้ว่านักเทรดอยู่ในโหมดรอและดูอย่างใจเย็น ซึ่งมักเป็นสัญญาณลางว่าจะมีการเคลื่อนไหวแบบทิศทางที่ใหญ่หลวง

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทย สถานการณ์ปัจจุบันนำเสนอโอกาสและความเสี่ยงอย่างเท่าเทียม บิทคอยน์ยังคงอยู่ในเขตการเทรดที่แคบแต่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นสนับสนุนมีความมั่นคงที่ 80,000 ดอลลาร์ และจุดต้านทาน 82,000-85,000 ดอลลาร์ยังคงเป็นเป้าหมายของนักลงทุนระยะสั้น

อีเธอเรียมถึงแม้จะสัมผัสความล่าช้า แต่การสนับสนุนของสถาบันใหญ่เช่น Bitmine และความพยายามเทคโนโลยี เช่น Clear Signing standard นั้นอาจจะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว นักลงทุนควรติดตามการอัปเดตเกี่ยวกับกฎหมายและการพัฒนาเทคโนโลยี เพราะอาจเป็นตัวเร่งด้วยที่สำคัญในการเคลื่อนไหวราคาต่อไป

ความเสี่ยงจากข้อมูลเศรษฐศาสตร์เช่นข้อมูล CPI และจากสถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสำคัญ ดังนั้นการเก็บงานจึงเป็นกลยุทธ์ที่สมควร เพียงแต่ต้องจัดการความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง

Similar Posts

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ดาวโจนส์ -507 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดย เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ช่วง 3.50–3.75% ตามที่คาดการณ์ แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดไว้คือ dot plot ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเฟดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีความจำเป็น โดยค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยปลายปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จาก 3.4% ในการประมาณการครั้งก่อน ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีพุ่งขึ้นกว่า 16 basis points มาอยู่ที่ 4.216% ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ตลาดหุ้นทุกดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 507 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 51,492.55 จุด ขณะที่ S&P 500 หลุด 1.21% และ Nasdaq Composite ร่วง 1.34% ซึ่งเป็นการปิดที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ของตลาดนิวยอร์ก สัปดาห์ที่ผ่านมาวอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ IPO…

  • กลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน 2026 เจาะลึกกระแสกองทุน ETF ตราสารหนี้ และหุ้นตลาดเกิดใหม่

    ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ (Structural Shift) ที่ทำให้นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนระดับโลกจำเป็นต้องรื้อระบบคิดและทบทวนกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิม ภายหลังจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียและละตินอเมริกา กลายเป็นเป้าหมายหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flows) เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ยังคงซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ประกอบกับการขยายตัวของนวัตกรรมการลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่มีสภาพคล่องสูงและค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็วเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว 1. ยุคทองของตราสารหนี้ (Fixed Income Renaissance): บอนด์ยิลด์ปรับฐานเปิดจังหวะล็อกผลตอบแทนระยะยาว ตามรายงานเชิงลึกจาก Bloomberg และ Financial Times ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมาเคลื่อนไหวในกรอบ 4.40% – 4.45% หลังจากตลาดแรงงานและภาคการผลิตของสหรัฐฯ แสดงแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ขยับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้จัดการพอร์ตลงทุนหันมาให้น้ำหนักในตราสารหนี้ระยะยาว (Long-duration Bonds) เพื่อล็อกอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูงไว้ก่อนที่ธนาคารกลางหลักๆ ของโลกจะปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์จาก…

  • เศรษฐกิจโลก 2026: สงครามตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยสูง และผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ฉุดรั้งการเติบโต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนหลายธนาคารกลางต้องทบทวนเส้นทางดอกเบี้ย และภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงในหลายประเทศ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงเหลือเพียง 3.1% จากที่เคยคาดไว้ที่ 3.4% ก่อนความขัดแย้งจะปะทุ สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป IMF ส่งสัญญาณเตือน: เศรษฐกิจโลกอยู่ใต้เงาสงคราม รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2026 ของ IMF ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” สื่อสารถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างชัดเจน ก่อนการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่น่าประทับใจ ภาคเอกชนปรับตัวรับมือกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้ดี ในขณะที่บูมของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยีหนุนการเติบโต แต่ทุกอย่างพลิกผัน เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง ภายใต้สมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะจำกัดขอบเขตและระยะเวลา IMF คาดว่าการเติบโตของ GDP โลกจะชะลอตัวสู่ระดับ 3.1% ในปี 2026…

  • |

    วอลล์สตรีทรีบาวด์ก่อนศึกงบ Big Tech จับตา Alphabet-Tesla ทดสอบ AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดในแดนบวกทั้งสามดัชนีหลักในการซื้อขายวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลประกอบการไตรมาสสองที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจากบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ ทว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนสามชั้นซ้อนกัน ทั้งการรอผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ที่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของเมกะเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ที่มีท่าทีสายเหยี่ยว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดของครึ่งหลังปี 2569 เพราะทิศทางของวอลล์สตรีทในไม่กี่วันข้างหน้าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินบาท และดัชนี SET โดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในเวลานี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รีบาวด์ — สามดัชนีหลักตัดวงจรขาลงสามวัน จากรายงานของ CNBC การซื้อขายในวันอังคารปิดตลาดในแดนบวกทั้งกระดาน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกขึ้น 385.38 จุด หรือคิดเป็น 0.74% ปิดที่ระดับ 52,224.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.89% ปิดที่ 7,509.20 จุด ส่วนดัชนี…

  • Nvidia ทำลายสถิติโลก รายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์! พร้อมลุ้น Big Tech ทุ่มงบ AI ทะลุ 7 แสนล้านในปี 2026

    คืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2566) ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต้องหยุดหายใจรอผลประกอบการของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ Nvidia เจ้าพ่อชิป AI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (FY27 Q1) พร้อมตัวเลขที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ Wall Street อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายได้ทะลุ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% จากปีก่อน พร้อมประกาศคาดการณ์ไตรมาส 2 ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ขณะเดียวกัน บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Apple, Alphabet, Meta และ Amazon ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดพร้อมเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ทุบสถิติโลก” ทุกปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวใหญ่จากดีล Apple-Intel ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องรู้ในสัปดาห์นี้ Nvidia: “Demand Has Gone…

  • | |

    วอลล์สตรีทลบ 3 วันติด บอนด์ยีลด์ 30 ปีพุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี ฉุดหุ้นชิป

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันอังคารที่ 18 สิงหาคมด้วยภาพความระมัดระวังที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน ท่ามกลางแรงกดดันสามชั้นที่ถาโถมเข้าใส่ตลาดพร้อมกัน ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ราคาน้ำมันดิบที่ยืนเหนือระดับสำคัญจากความตึงเครียดรอบใหม่ในตะวันออกกลาง และการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะหุ้นหน่วยความจำที่เคยเป็นดาวเด่นของปีนี้ นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาสองเหตุการณ์ใหญ่ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด นั่นคือรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลประกอบการของยักษ์ค้าปลีกที่จะสะท้อนสุขภาพที่แท้จริงของผู้บริโภคอเมริกัน บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็น ตั้งแต่ตัวเลขรายดัชนี กลไกในตลาดพันธบัตรที่กลายเป็น “ตัวการหลัก” ของความผันผวนรอบนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ทิศทางนโยบายการเงินภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ ไปจนถึงสัญญาณจากฤดูกาลงบค้าปลีก และที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบสามวันติด ภาพรวมรายดัชนีและแรงหมุนของเงินทุน ในการซื้อขายวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.69% มาอยู่ที่ 7,691.76 จุด นับเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเซสชันที่สามติดต่อกัน ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยี Nasdaq Composite ร่วงหนักกว่าเพื่อนที่ 1.33% ปิดที่ 26,289.71 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *