เศรษฐกิจโลก 2026: สงครามตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยสูง และผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ฉุดรั้งการเติบโต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนหลายธนาคารกลางต้องทบทวนเส้นทางดอกเบี้ย และภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงในหลายประเทศ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงเหลือเพียง 3.1% จากที่เคยคาดไว้ที่ 3.4% ก่อนความขัดแย้งจะปะทุ สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป
IMF ส่งสัญญาณเตือน: เศรษฐกิจโลกอยู่ใต้เงาสงคราม
รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2026 ของ IMF ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” สื่อสารถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างชัดเจน ก่อนการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่น่าประทับใจ ภาคเอกชนปรับตัวรับมือกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้ดี ในขณะที่บูมของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยีหนุนการเติบโต
แต่ทุกอย่างพลิกผัน เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง
ภายใต้สมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะจำกัดขอบเขตและระยะเวลา IMF คาดว่าการเติบโตของ GDP โลกจะชะลอตัวสู่ระดับ 3.1% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโลกจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในปีนี้ก่อนที่จะกลับมาลดลงในปีหน้า โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพาดหัวโลก (Headline Inflation) จะอยู่ที่ระดับ 4.4% ซึ่งถือเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมีนัยสำคัญจากเส้นทางที่เคยวางไว้
กรณีเลวร้ายที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้นถึง 80% และ 160% ตามลำดับ จากระดับต้นปี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก IMF ชี้ว่าความเสี่ยงขาลงมีมากกว่าขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ, การแยกส่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกขึ้น, ความผิดหวังด้านผลิตภาพจาก AI และความตึงเครียดทางการค้าที่ปะทุขึ้นใหม่
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกเล็กน้อยสู่ระดับ 2.6% ในรายงานช่วงต้นปี โดยชี้ว่าเศรษฐกิจโลกพิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาดใจต่อแรงกระแทกด้านการค้า แต่นั่นเป็นภาพก่อนความขัดแย้งจะบานปลาย
เฟดสหรัฐฯ ยืนดอกเบี้ยสูง: ตัดเลือกตัดยากระหว่างเงินเฟ้อและการเติบโต
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.5-3.75% ในการประชุม FOMC สองครั้งติดต่อกัน โดยคณะกรรมการยอมรับว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่ตลาดแรงงานส่งสัญญาณผสม การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเมษายน ซึ่งถือว่าเพียงพอที่จะลดแรงกดดันในการลดดอกเบี้ยลง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะก่อให้เกิดความกังวลใหม่
CNBC รายงานว่า เหตุผลสำหรับการปรับลดดอกเบี้ยกำลังหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเฟด โดย Lindsay Rosner หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ประเภทหลายสินทรัพย์ของ Goldman Sachs Asset Management ระบุว่า เฟดกำลังจะเปลี่ยนจุดเน้นไปที่การควบคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อขาขึ้น หลังจากที่ตลาดแรงงานดูเสถียรพอ และ FOMC อาจรู้สึกว่าต้องถอนภาษาบ่งชี้ทิศทางนโยบายผ่อนคลาย (easing bias) ออกจากแถลงการณ์ฉบับต่อไปในเดือนมิถุนายน
ที่น่าสนใจคือ ในการประชุมเดือนมีนาคม มีเสียงคัดค้านถึง 4 เสียงซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 1992 ที่มีกรรมการ FOMC ถึง 4 คนไม่เห็นด้วยกับมติ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกในมุมมองที่เพิ่มขึ้นภายในคณะกรรมการ
อีกประเด็นที่ตลาดจับตามากคือการเปลี่ยนผ่านประธาน Fed เนื่องจากวาระของ Jerome Powell จะสิ้นสุดในวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 โดย Kevin Warsh ซึ่งถูกเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง Warsh เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนดอกเบี้ยต่ำกว่า และให้ความสำคัญกับการจัดการงบดุลมากกว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยคืนเดียว (overnight rate) แต่การขายไอเดียการลดดอกเบี้ยในขณะที่เงินเฟ้อยังสูงกว่า 3% ถือเป็นงานที่ท้าทายมาก Scott Clemons นักกลยุทธ์การลงทุนหัวหน้าของ Brown Brothers Harriman ให้ความเห็นว่า “ไม่มีสิ่งใดในแนวโน้มเศรษฐกิจที่บังคับให้เฟดต้องลดดอกเบี้ยอีกต่อไป”
ข้อมูลจาก Fed Funds Futures ล่าสุดชี้ว่าผู้ค้าได้ตัดความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยออกไปจนถึงเดือนเมษายน 2031 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดว่าดอกเบี้ยจะ “สูงนานกว่าที่คาด”
ธนาคารกลางยุโรปเริ่มส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย — นอร์เวย์เปิดฉากแรก
ขณะที่เฟดยังลังเล ฝั่งยุโรปกลับส่งสัญญาณที่น่าตกใจมากกว่า นอร์เวย์ (Norges Bank) กลายเป็นธนาคารกลางยุโรปแห่งแรกที่ขึ้นดอกเบี้ยนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุ โดยขึ้น 25 จุดฐาน สู่ระดับ 4.25% ในการประชุมวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 ผู้ว่าการ Ida Wolden Bache ระบุชัดเจนว่า “เงินเฟ้อสูงเกินไปและอยู่เหนือเป้าหมายมาหลายปีแล้ว” โดย CPI ของนอร์เวย์ขยับสู่ระดับ 3.6% ในเดือนมีนาคม
Bloomberg รายงานผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2026 เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 25 จุดฐาน ทั้งในเดือนมิถุนายนและกันยายน จากอัตราปัจจุบันที่ 2%
ก่อนหน้านี้ ECB ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนเมษายน พร้อมระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อขาขึ้นและความเสี่ยงด้านการเติบโตขาลงรุนแรงขึ้น และจะ “ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” โดยใช้แนวทางตัดสินใจตามข้อมูลในแต่ละการประชุม (data-dependent, meeting-by-meeting approach)
สำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่ง CNBC รายงาน ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยคะแนนเสียง 6-3 พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานสู่ระดับ 2.8% จากเดิม 1.9% และปรับลดคาดการณ์ GDP ปีงบประมาณ 2026 ลงสู่ 0.5% จากเดิม 1.0% นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสชี้ว่าญี่ปุ่นอาจเผชิญ “ภาวะ Stagflation เบาๆ” ในปีนี้ โดยรายได้จริงที่ใช้จ่ายได้ติดลบมาระยะหนึ่งแล้ว
ราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก: ตัวแปรที่ควบคุมได้ยาก
หัวใจของความวุ่นวายทางเศรษฐกิจในขณะนี้คือราคาพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของโลก ยังคงปิดและสภาพการณ์การเดินเรือยังไม่กลับสู่ปกติแม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบ Dubai ปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 61% นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์
IMF ระบุในรายงานฉบับเดือนเมษายนว่า กรณีพื้นฐานคาดว่าราคาน้ำมันจะเฉลี่ยที่ 82.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 แต่ในกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันและก๊าซอาจพุ่งขึ้น 80% และ 160% ตามลำดับจากระดับต้นปี ซึ่งจะก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานขนาดใหญ่ระดับโลก
ผลของราคาพลังงานสูงกระทบห่วงโซ่อุปทานอย่างกว้างขวาง โดยต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในทุกภาคส่วน ตั้งแต่อาหาร, ยานพาหนะ, ไปจนถึงบริการ และยังเป็นแรงกดดันต่อฐานะการคลังของรัฐบาลทั่วโลกอีกด้วย โดยเฉพาะในประเทศผู้นำเข้าพลังงานที่ต้องอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
ผลกระทบต่อประเทศไทย: เสี่ยง Stagflation สูงที่สุดในรอบหลายปี
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เปราะบางที่สุดในเอเชียต่อวิกฤตนี้ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งหมด และนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 8% ของ GDP
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ลงสู่ระดับ 1.3-1.5% จากที่เคยคาดไว้ที่ 2% โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ในการประชุมเดือนเมษายน หลังจากปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว 150 จุดฐานรวมจากช่วงปลายปี 2024 ถึงต้นปี 2026 ธปท. ระบุว่า “จำเป็นต้องติดตามความเสี่ยงขาลงจากสงครามที่ยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน”
สัญญาณที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคืออัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายน 2026 ที่พุ่งแตะ 2.89% ซึ่งสูงสุดในรอบ 38 เดือน โดยราคาพลังงานในประเทศปรับตัวขึ้นสูงถึงเกือบ 30% เมื่อเทียบปีต่อปี ราคาอาหาร, ค่าโดยสารสาธารณะ, และต้นทุนการขนส่งล้วนปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่ไม่รวมอาหารสดและพลังงานยังอยู่ที่ระดับ 0.83% สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันจากพลังงานยังไม่ได้แพร่กระจายออกไปอย่างเต็มที่
Chayawadee Chai-anant ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวในงาน Money EXPO 2026 ว่า ธปท. ไม่มีเครื่องมือโดยตรงในการควบคุมราคาพลังงานหรือสงคราม แต่ต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนสู่สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่าราคาถุงพลาสติกพุ่งขึ้นถึง 40% สะท้อนว่าต้นทุนพลังงานกำลังแทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของห่วงโซ่ราคา
สถาบัน SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 สู่ 1.4% (จาก 1.8%) พร้อมคาดเงินเฟ้อที่ 3.2% ในกรณีฐาน และในกรณีเลวร้ายที่สงครามยืดเยื้อ 4 เดือน GDP อาจร่วงสู่เพียง 0.8-1.1% ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งสู่ 4-5%
NESDC ได้นำเสนอสถานการณ์จำลองถึง 4 ระดับ โดยกรณีเลวร้ายที่สุดที่ความขัดแย้งขยายตัวและยืดเยื้อสู่ปี 2027 จะส่งผลให้ GDP ไทยดิ่งลงสู่ 0.2% พร้อมกับเงินเฟ้อที่พุ่งสู่ 5.8% ซึ่งจะทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างเต็มรูปแบบ
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สถานการณ์ที่กำลังคลี่คลายอยู่นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนอย่างยิ่ง นักลงทุนไทยควรพิจารณาประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด: ไม่ว่าจะเป็นเฟด, ECB หรือ Norges Bank ล้วนส่งสัญญาณชัดเจนว่ายุคดอกเบี้ยต่ำยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้ สำหรับนักลงทุนไทย นี่หมายความว่าตราสารหนี้ระยะยาวยังคงมีความเสี่ยงด้านราคา ขณะที่เงินฝากและตราสารระยะสั้นอาจน่าสนใจกว่า
ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า: การนำเข้าพลังงานแพงส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความเสี่ยงที่จะกลับสู่การขาดดุล ประกอบกับเงินทุนไหลออกในภาวะความไม่แน่นอน ค่าบาทที่อ่อนลงสู่แถว 33-35 บาทต่อดอลลาร์เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนควรป้องกัน (Hedge) ไว้ในส่วนของสินทรัพย์ต่างประเทศ
หุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อาจได้ประโยชน์: แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะได้รับผลกระทบเชิงลบ แต่บริษัทพลังงานและผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์บางกลุ่มอาจได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น
ระวังผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว: ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มแสดงสัญญาณลดลงในเดือนเมษายน โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งอาจกระทบรายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในไตรมาส 2
ติดตามมาตรการภาครัฐ: รัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายน รวมถึงมาตรการทางภาษีและมาตรการจาก BOI ขณะที่มีแผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจับตาความคืบหน้าของมาตรการเหล่านี้จะมีความสำคัญต่อทิศทางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี
เศรษฐกิจโลกและไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่แน่นอนอย่างยิ่ง การมีข้อมูลที่ทันสมัยและกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยามนี้
