Kospi ของเกาหลีใต้ทำสถิติใหม่ ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวผสมผสาน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น-ความเสี่ยงจากอิหร่าน
| |

Kospi ของเกาหลีใต้ทำสถิติใหม่ ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวผสมผสาน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น-ความเสี่ยงจากอิหร่าน

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นเอกภาพในวันจันทร์ โดยมีทั้งดัชนีที่พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่และดัชนีที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางบรรยากาศที่ซับซ้อนจากสองปัจจัยที่ดึงตลาดในทิศทางตรงข้ามกัน นั่นคือกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงแข็งแกร่ง กับความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุด

Kospi เกาหลีใต้: ดาวเด่นที่ทิ้งห่างทุกคน

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้เปิดตลาดพุ่งขึ้น 3.67% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ที่ 7,818.83 จุด ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค

แรงขับเคลื่อนหลักของ Kospi มาจากกระแสชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลก เกาหลีใต้เป็นที่ตั้งของ Samsung Electronics และ SK Hynix สองในสามผู้ผลิต DRAM ชิปความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกที่รวมกันครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Micron Technology ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อ Samsung และ SK Hynix ในฐานะบริษัทที่แข่งขันในตลาดเดียวกันและได้ประโยชน์จากการขาดแคลนชิปความจำเช่นเดียวกัน

Samsung ที่เพิ่งเข้าร่วมสโมสรมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และ SK Hynix ที่กำลังได้รับข้อเสนอมหาศาลจาก Big Tech ทั่วโลกที่ต้องการลงทุนในสายการผลิตชิปความจำ ต่างได้รับแรงซื้อจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศอย่างแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน ดัชนี Kosdaq ที่เน้นหุ้นขนาดเล็กปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่ากระแสการซื้อยังคงกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI

ญี่ปุ่น Nikkei 225: ขึ้นต่อเนื่องแต่ยังระมัดระวัง

ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 0.79% ไปอยู่ที่ 63,211.25 จุด ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งแต่ยังไม่โดดเด่นเท่า Kospi ในขณะที่ Topix ปรับตัวขึ้นเพียง 0.32% สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังในตลาดกว้าง

ตลาดญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเดียวกับเกาหลีใต้ นั่นคือกระแส AI ที่ดันหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ขึ้น โดยเฉพาะ SoftBank ที่พุ่งขึ้นกว่า 16% ในสัปดาห์ที่แล้ว Advantest และ Tokyo Electron ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การผลิตชิป แต่ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่สูงและความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่านทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าซื้ออย่างเต็มที่

ออสเตรเลียและฮ่องกง: แรงกดดันจากน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์

ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียปรับตัวลง 0.98% มาอยู่ที่ 8,658.50 จุด ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงสีแดงชัดเจนที่สุดในภูมิภาค ออสเตรเลียเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังจีนเป็นหลัก ดังนั้นความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนก่อนการประชุมสุดยอด Trump-Xi จึงส่งผลต่อความเชื่อมั่น

Hang Seng Index ของฮ่องกงทรงตัวที่ 26,393.71 จุด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการรอดูผลการประชุมสุดยอด Trump-Xi ที่กำลังจะเกิดขึ้น และดัชนีของจีนแผ่นดินใหญ่ Shanghai ก็ทรงตัวเช่นกันที่ 4,179.952 จุด

ราคาน้ำมัน: แรงกดดันจากทุกทิศ

ปัจจัยสำคัญที่กดดันบรรยากาศตลาดในวันนี้คือการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดย WTI ขึ้น 3.39% มาอยู่ที่ 98.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ขึ้น 3.37% มาอยู่ที่ 104.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 8:06 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

การพุ่งขึ้นของน้ำมันครั้งนี้มีสาเหตุชัดเจนจากพัฒนาการทางการทูตและทหารที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ Trump ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านอย่างรุนแรงบน Truth Social โดยเรียกมันว่า “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” และ Netanyahu ระบุชัดเจนในรายการ 60 Minutes ของ CBS ว่าสงครามยังไม่สิ้นสุด โดยระบุเงื่อนไขที่ยังต้องทำให้สำเร็จก่อน รวมถึงการนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน รื้อถอนสถานที่เสริมสมรรถนะ และยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค

ข้อเสนอของอิหร่านที่ถูกปฏิเสธ: เนื้อหาคืออะไร?

สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานว่าข้อเสนอตอบโต้ที่อิหร่านส่งมาเรียกร้องให้ยุติสงครามในทุกแนวรบและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อเตหะราน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ฟังดูกว้างมากและไม่ได้ระบุถึงสิ่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องการมากที่สุด นั่นคือการจำกัดโครงการนิวเคลียร์

การที่ข้อเสนอของอิหร่านมุ่งเน้นที่การยุติสงครามและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรโดยไม่ระบุถึงการลดโครงการนิวเคลียร์อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณว่าช่องว่างระหว่างจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังคงกว้างมาก

วอลล์สตรีทสัปดาห์ที่ผ่านมา: หกสัปดาห์แห่งชัยชนะ

แม้ว่าตลาดเอเชียจะผสมปนเปกัน แต่ภูมิหลังจากวอลล์สตรีทในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเป็นแรงหนุนพื้นฐาน ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างรีบรวบรวมผลตอบแทนสัปดาห์มากกว่า 2% และ 4% ตามลำดับ และทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก หกสัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2567 สำหรับทั้งสองดัชนี ส่วน Dow Jones ขึ้น 0.2% สำหรับสัปดาห์ นับเป็นสัปดาห์ที่ห้าจากหกสัปดาห์ที่ปรับตัวขึ้น

การประชุมสุดยอด Trump-Xi: ปัจจัยที่ทุกคนกำลังรอ

ในพื้นหลังของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดเอเชียวันนี้คือความคาดหวังต่อการประชุมสุดยอดระหว่าง Trump กับ Xi Jinping ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งสงครามอิหร่าน ภาษีนำเข้า และทิศทางของเศรษฐกิจโลก

ตลาดหุ้นทั่วเอเชียกำลังรอดูว่าการประชุมสุดยอดจะนำมาซึ่งการลดความตึงเครียดด้านการค้า ความคืบหน้าด้านสันติภาพในอิหร่าน หรือความผิดหวังอีกครั้ง และนั่นคือสาเหตุที่หลายตลาดเลือกที่จะ “รอดู” แทนที่จะซื้อหรือขายอย่างเต็มที่ในวันนี้

บทสรุป: ตลาดที่รอสัญญาณ

ภาพรวมของตลาดเอเชียในวันจันทร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่กำลังดึงระหว่างสองกระแสที่ทรงพลังในทิศทางตรงข้ามกัน กระแส AI และชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังโหมกระพือและสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับนักลงทุน กับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาพลังงานและสร้างความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจโลก

ตลาดที่ฉลาดที่สุดในสัปดาห์นี้คงไม่ใช่ตลาดที่เลือกข้างอย่างชัดเจน แต่คือตลาดที่เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์และรอสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้จากห้องประชุมสุดยอดในปักกิ่ง

Similar Posts

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

    ผลกระทบสะสมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 สัปดาห์ กำลังเริ่มสะท้อนออกมาในข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผ่านชุดข้อมูล “ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)” จากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดการเงินกำลังจับตาไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือ “ลักษณะของการชะลอตัว” ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะหากสองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า stagflation ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ภาพรวมข้อมูล PMI และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การตีความข้อมูล PMI ต้องเข้าใจว่าเป็นการสะท้อน “ความรู้สึกและการตัดสินใจของผู้บริหารธุรกิจ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขผลลัพธ์ ดังนั้นหาก PMI ลดลง หมายความว่าภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เช่น การชะลอการจ้างงาน การลดคำสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือการชะลอการลงทุนใหม่ ในบริบทของสงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ PMI ไม่ได้มาจากดีมานด์ที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจยากขึ้นระหว่างการรักษากำไรและการรักษาปริมาณการผลิต Stagflation: ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เริ่มชัดขึ้น คำว่า stagflation กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง โดย S&P Global ได้สะท้อนความกังวลนี้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Stagflation คือสถานการณ์ที่: สิ่งที่ทำให้ stagflation เป็นปัญหาคือ…

  • ทองคำ 2569: จากสถิติสูงสุด 5,595 ดอลลาร์ สู่ความผันผวนที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจ

    ปี 2569 กลายเป็นปีที่ตลาดทองคำโลกเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ในปี 2568 ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 64% — การเพิ่มขึ้นในหนึ่งปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2522 ต้นปี 2569 ก็มาพร้อมกับการทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งที่ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม แต่จากนั้น เส้นทางของทองคำกลับซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เมื่อสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ผิดความคาดหมายของนักลงทุน ทำให้ราคาร่วงลงอย่างฉับพลันแทนที่จะพุ่งสูงขึ้น ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทย (ทอง 96.5%) ประมาณ 72,000-73,000 บาทต่อบาทน้ำหนัก สถานการณ์ที่ผันผวนนี้สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน — บทความนี้จะพาเจาะลึกทุกมิติที่นักลงทุนไทยควรรู้ ปี 2568-2569: สองปีที่ทองคำเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดโลก เพื่อเข้าใจตลาดทองคำในปัจจุบัน ต้องย้อนดูบริบทที่สร้างมันขึ้นมา ในปี 2568 ทองคำพุ่งจาก 2,623 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต้นปี ไปสู่ 4,339 ดอลลาร์สิ้นปี — การขึ้นราคา 65%…

  • |

    วิกฤตพลังงานโลก 2569: สงครามอิหร่านฉุด GDP เงินเฟ้อพุ่ง กระทบไทยหนัก

    เมื่อโลกเพิ่งจะเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้นหลังจากผ่านพ้นคลื่นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 2568 บททดสอบใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “บททดสอบครั้งใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซ—ทางน้ำที่ขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของโลก—ถูกปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งพรวด เงินเฟ้อที่กำลังจะสงบลงกลับฟื้นคืนชีพ และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการดูแลเสถียรภาพราคาและการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทความนี้รวบรวมภาพรวมล่าสุดของสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และผลกระทบต่อนักลงทุนไทยที่ควรจับตา วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของปี 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของการค้าน้ำมันโลก พร้อมกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและกลุ่มประเทศ GCC ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงโลก พุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่วันที่เกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปแตะระดับประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ขณะที่ในช่วงเวลาสูงสุด ราคา Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งสูงสุดที่…

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

  • | |

    ดาวโจนส์ทำนิวไฮก่อนย่อ หุ้นชิปร่วงหนัก Micron ดิ่ง 10% จับตา Fed ยุค Warsh

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากไตรมาส 3 ปี 2026 ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความหวังและความกังวล เมื่อดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวันที่ระดับ 52,742.66 จุด ก่อนจะแผ่วลงมาปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อยที่ 52,305.24 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 0.66% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก นำโดย Micron ที่ดิ่งลงกว่า 10% หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ผลักดันตลาดมาตลอดครึ่งปีแรก ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ในงานประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB Forum) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ซึ่ง Warsh ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไป” และ Fed จะเดินหน้าสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ พร้อมยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางจากแรงกดดันทางการเมือง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่ออกมาต่ำกว่าคาด กำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนมาเร็วกว่าปกติหนึ่งวันเนื่องจากตลาดปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกความเคลื่อนไหวของวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันแรกของไตรมาส 3 ตั้งแต่ภาพรวมดัชนีหลัก การหมุนเวียนของเม็ดเงินออกจากหุ้นชิปเข้าสู่หุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่มการเงิน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *