สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ผลกระทบสะสมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 สัปดาห์ กำลังเริ่มสะท้อนออกมาในข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผ่านชุดข้อมูล “ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)” จากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ

สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดการเงินกำลังจับตาไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือ “ลักษณะของการชะลอตัว” ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะหากสองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า stagflation ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ

ภาพรวมข้อมูล PMI และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

  • ข้อมูล PMI รอบใหม่จากหลายประเทศสำคัญ เช่น Germany, France, ยูโรโซน, United Kingdom และ United States จะถูกเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์นี้
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า:
    • กลุ่มยุโรปมีแนวโน้ม “ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน”
    • สหรัฐอเมริกาอาจ “ทรงตัว” แต่ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน

การตีความข้อมูล PMI ต้องเข้าใจว่าเป็นการสะท้อน “ความรู้สึกและการตัดสินใจของผู้บริหารธุรกิจ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขผลลัพธ์ ดังนั้นหาก PMI ลดลง หมายความว่าภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เช่น การชะลอการจ้างงาน การลดคำสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือการชะลอการลงทุนใหม่

ในบริบทของสงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ PMI ไม่ได้มาจากดีมานด์ที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจยากขึ้นระหว่างการรักษากำไรและการรักษาปริมาณการผลิต

Stagflation: ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เริ่มชัดขึ้น

คำว่า stagflation กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง โดย S&P Global ได้สะท้อนความกังวลนี้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Stagflation คือสถานการณ์ที่:

  • เศรษฐกิจเติบโตช้า หรือหยุดนิ่ง
  • เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
  • อัตราการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ทำให้ stagflation เป็นปัญหาคือ “เครื่องมือทางนโยบายขัดแย้งกันเอง”

  • หากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ → เศรษฐกิจจะยิ่งชะลอ
  • หากลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ → เงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรง

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 โลกเคยเผชิญ stagflation จากวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการที่ความเสี่ยงด้านพลังงานกลับมาเป็นตัวแปรหลักอีกครั้ง

ผลกระทบจากสงคราม: มากกว่าพลังงาน

แม้ราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ผลกระทบของสงครามในครั้งนี้ลึกซึ้งกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกเป็นหลายชั้น

1. ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์

  • เส้นทางการขนส่งสำคัญ เช่น Strait of Hormuz มีความไม่แน่นอนสูง
  • ค่าประกันภัยการขนส่งเพิ่มขึ้น
  • ต้นทุนเชื้อเพลิงส่งผลต่อราคาสินค้าเกือบทุกประเภท

2. ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์

  • ประเทศต่าง ๆ เริ่มปรับกลยุทธ์ด้านความมั่นคง
  • การค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มถูกแบ่งขั้ว
  • การลงทุนข้ามประเทศลดลง

3. ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น

  • ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย
  • ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน
  • ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงขึ้น

เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยเหล่านี้สร้างแรงกดดันทั้งด้าน “อุปสงค์ (demand)” และ “อุปทาน (supply)” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิด stagflation อย่างชัดเจน

IMF เตือน: ความเสียหายได้เริ่มต้นแล้ว

International Monetary Fund ได้ออกมาเตือนว่าผลกระทบจากสงครามไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงในอนาคต แต่ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในระบบเศรษฐกิจโลก

Kristalina Georgieva ระบุว่าการฟื้นตัวจะใช้เวลานาน แม้ว่าสงครามจะยุติในระยะสั้นก็ตาม

สิ่งที่สำคัญคือแนวคิด “second-round effects” หรือผลกระทบระลอกสอง เช่น:

  • การปรับราคาสินค้าอย่างถาวร
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
  • การปรับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ

ผลกระทบเหล่านี้มักจะคงอยู่ยาวนานกว่าตัวเหตุการณ์ และทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวเชิงโครงสร้าง

ธนาคารกลางและภาวะนโยบายที่ยากที่สุด

European Central Bank และธนาคารกลางอื่น ๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการกำหนดนโยบายการเงิน

Philip Lane ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลที่ได้รับยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญกับ:

  • ความไม่แน่นอนสูง
  • ความเสี่ยงสองด้าน (inflation vs growth)
  • ความล่าช้าในการส่งผ่านนโยบาย

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้การตัดสินใจยากขึ้น เช่น:

  • ระดับหนี้สาธารณะที่สูง
  • ความเปราะบางของระบบการเงิน
  • ความคาดหวังของตลาด

ตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตาม

ข้อมูลเศรษฐกิจในระยะสั้นจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาด ได้แก่:

  • ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจในยุโรป
  • ดัชนี Ifo ของเยอรมนี
  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐ

ตัวชี้วัดเหล่านี้มีความสำคัญเพราะสะท้อน “พฤติกรรมในอนาคต” มากกว่าปัจจุบัน หากความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง จะนำไปสู่การชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

มุมมองเชิงโครงสร้าง: ทำไมรอบนี้น่ากังวลเป็นพิเศษ

เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยง stagflation ในรอบนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น

1. ระดับหนี้ทั่วโลกสูง

ทั้งภาครัฐและเอกชนมีหนี้สะสมในระดับสูง ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยมีผลกระทบรุนแรงกว่าที่เคย

2. การเปลี่ยนแปลงของ global supply chain

โลกกำลังเปลี่ยนจาก globalization ไปสู่ regionalization ซึ่งเพิ่มต้นทุนและลดประสิทธิภาพ

3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ถาวร

ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคเดียว แต่เชื่อมโยงกับการแข่งขันเชิงอำนาจระดับโลก

4. เทคโนโลยีและ AI ยังไม่ชดเชยต้นทุน

แม้ AI จะเพิ่ม productivity ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นยังไม่สามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้ทัน

ผลกระทบต่อสินทรัพย์และตลาดการเงิน

ในบริบทของ stagflation การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์มักเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

  • หุ้น:
    • กลุ่มเติบโต (growth stocks) มักถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูง
    • กลุ่ม defensive เช่น สินค้าจำเป็น มักมีความทนทานมากกว่า
  • พันธบัตร:
    • มีความผันผวนสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบาย
  • สินค้าโภคภัณฑ์:
    • พลังงานและทองคำมักได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

สิ่งสำคัญคือ “narrative ของตลาด” หากตลาดเริ่มเชื่อว่า stagflation เป็นความเสี่ยงหลัก การจัดพอร์ตลงทุนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

บทวิเคราะห์เชิงลึก: จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง cycle ปกติของเศรษฐกิจ แต่มีลักษณะของ “structural shift” หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

  • ระบบพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่าน
  • ระบบการเงินกำลังถูกท้าทาย
  • ภูมิรัฐศาสตร์มีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน แต่คือ “ทิศทางระยะยาว” ของโลกเศรษฐกิจ

หาก stagflation กลายเป็นความจริง:

  • การเติบโตจะต่ำกว่าที่คาด
  • อัตราดอกเบี้ยจะอยู่สูงนาน
  • ความผันผวนในตลาดจะเพิ่มขึ้น

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตัดสินใจของนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจะต้องปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ที่ “ไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไป

Similar Posts

  • เจาะลึกราคาทองคำมหาโหด: วิเคราะห์จุดสูงสุดประวัติศาสตร์และแนวโน้ม “สงกรานต์เลือดหรือลาภ” ปี 2569

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกและตลาดทองคำไทยได้จารึกสถิติใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน เมื่อราคาทองคำพุ่งทะยานราวกับจรวดก่อนจะเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ บทความนี้จะวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในตลาดโลก (Gold Spot) และราคาทองคำแท่งของไทยอย่างเจาะลึก พร้อมบทวิเคราะห์แนวโน้มที่นักลงทุนต้องรู้ 1. อัปเดตราคาทองคำวันนี้ (9 เมษายน 2569) สถานการณ์ราคาทองคำในเช้าวันนี้เปิดตลาดมาด้วยการปรับตัวลงแรง หลังจากที่เมื่อวานนี้ (8 เมษายน) ตลาดเกิดความผันผวนอย่างหนักจนมีการประกาศราคาสลับไปมามากกว่า 50 ครั้ง ตารางราคาทองคำไทย (ประกาศครั้งที่ 1) ประเภททองคำ ราคารับซื้อ (บาท) ราคาขายออก (บาท) เปลี่ยนแปลง ทองคำแท่ง 96.5% 71,700 71,900 ↓ 600 ทองรูปพรรณ 96.5% 70,266 72,700 ↓ 600 วิเคราะห์ภาพรวม: แม้ราคาจะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของเมื่อวานที่เคยแตะระดับ 73,900 บาท (ทองรูปพรรณ) แต่ระดับราคาในปัจจุบันที่ 71,000 ปลายๆ ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา 2….

  • ตลาดคริปโตเดือดร้อน: Bitcoin สะดุดที่ $77,000 ขณะ ETF ไหลออก $1 พันล้าน DeFi โดนแฮก และ Trump Media ถอนแผน ETF

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสถาบันที่ไหลออกจาก Bitcoin ETF เป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ รวมถึงมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว การที่ Trump Media ถอนแผนเปิดตัว ETF คริปโต ไปจนถึงเหตุการณ์ช็อควงการ DeFi เมื่อโปรโตคอล Echo ถูกแฮกผ่านการปลอมแปลง eBTC มูลค่ากว่า 76.7 ล้านดอลลาร์บน Blockchain Monad สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของตลาดในปี 2569 นี้ ราคา Bitcoin ยังคงเคว้งอยู่ในกรอบแคบๆ รอบ $76,000–$77,000 ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงแตะ $2,100 ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น บทความนี้จะพาท่านวิเคราะห์ทุกประเด็นที่กำลังส่งสัญญาณกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้ Bitcoin ติดหล่ม $77,000: ตลาดรอสัญญาณจากสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ย ภาพรวมราคาของ…

  • | |

    S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้ เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่:…

  • |

    เฟดยึดดอกเบี้ย 3.5-3.75% ส่งไม้ให้ “วอร์ช” นำทัพ ขณะ ECB สู้ศึกเงินเฟ้อสงครามตะวันออกกลาง

    นโยบายการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างยืนหยัดคงอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางพายุคู่ขนาน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย และสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก บทบาทของเจอโรม พาวเวลล์ในฐานะประธาน Fed สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่เควิน วอร์ช ทายาทที่ทรัมป์เลือกสรร เพิ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเฉียดฉิว 54-45 เสียง เมื่อ 13 พฤษภาคม 2026 พร้อมรับภารกิจที่ท้าทายที่สุดในอาชีพการงาน — นั่นคือการพิสูจน์ว่าเขาสามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ทรัมป์ต้องการ โดยไม่จุดเชื้อเงินเฟ้อที่ยังคุอยู่ให้ลุกโชนอีกครั้ง เส้นทางดอกเบี้ย Fed: จากพาวเวลล์สู่วอร์ช คณะกรรมการตลาดการเงินแบบเปิด (FOMC) ของ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ช่วง 3.5-3.75% ในการประชุมเดือนมกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นการหยุดพักหลังจากลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งก่อนหน้านี้ ตามรายงานของ CNBC ในการประชุมเดือนมีนาคม 2026 FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (benchmark federal funds rate) ไว้ที่ช่วง 3.5-3.75%…

  • กลยุทธ์พอร์ตหุ้นของ Greg Abel: 60% ของ Berkshire ลงทุนใน 9 หุ้นหลัก บอกอะไรนักลงทุนได้บ้าง?

    การเปลี่ยนแปลงผู้นำจาก Warren Buffett ไปสู่ Greg Abel ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็น “การเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิด” ของหนึ่งในองค์กรลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Berkshire Hathaway ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Berkshire ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ Buffett คือ: แต่เมื่อ Greg Abel เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ภาพที่เริ่มปรากฏคือ “การจัดระเบียบพอร์ต” ให้ชัดเจนขึ้นผ่านการสร้าง core holdings ที่มีน้ำหนักสูงมากในพอร์ต ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต่างจาก Buffett เล็กน้อยในเชิง “โครงสร้างการบริหาร” แม้จะยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกันในเชิง “คุณภาพของธุรกิจ” สิ่งที่น่าสนใจคือ Berkshire ไม่ได้ลดความซับซ้อนของพอร์ตเพียงเพราะความง่ายในการบริหาร แต่กำลังสะท้อนแนวคิดใหม่ว่า ในโลกที่ข้อมูลล้นและตลาดผันผวนสูง การมี “แกนหลักของพอร์ต” ที่ชัดเจนคือสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของผลตอบแทนระยะยาว โครงสร้าง Core Holdings: 9 หุ้นที่กำหนดทิศทางพอร์ต 60% ของ Berkshire หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือการที่ 9 หุ้นหลักคิดเป็นประมาณ 60% ของพอร์ตหุ้นมูลค่ารวมกว่า 320,000…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *