กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ โอกาสทองที่นักลงทุนไทยไม่ควรพลาด

กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ โอกาสทองที่นักลงทุนไทยไม่ควรพลาด

นับเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับโลกการลงทุน เมื่อภาพรวมตลาดการเงินโลกในปี 2026 ถูกพลิกโฉมด้วยสามปัจจัยสำคัญที่ทำงานสอดประสานกัน ได้แก่ เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง คลื่นเงินทุนมหาศาลที่ไหลทะลักเข้าสู่ ETF และพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ที่กลับมาส่องประกายอีกครั้งหลังจากถูกมองข้ามมาหลายปี สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศ ปีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตามอง

ETF พันธบัตร: ดาวเด่นแห่งปี 2025 ต่อเนื่องสู่ 2026

ปี 2025 เป็นปีแห่งการพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริงของ ETF พันธบัตร ข้อมูลจาก Morningstar ระบุว่า ตลาด ETF ตราสารหนี้บันทึกยอดเงินไหลเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ด้วยกระแสเงินรวมกว่า 384,000 ล้านดอลลาร์ โดย active ETF สามารถดึงดูดเงินทุนได้ถึง 38% ของกระแสเงินไหลเข้าทั้งหมดในตลาด ETF ตราสารหนี้

ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ปี 2025 เพราะ Morningstar คาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป ปัจจุบัน เงินที่ลงทุนใน bond ETF คิดเป็น 29.6% ของเงินลงทุนรวมในกองทุนพันธบัตรทั้งหมด ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์พอยต์จากสัดส่วน 10.2% ที่เคยอยู่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 กล่าวได้ว่า bond ETF ดึงส่วนแบ่งตลาดจากกองทุนรวมแบบดั้งเดิมได้ราว 2 เปอร์เซ็นต์พอยต์ต่อปีอย่างสม่ำเสมอ

สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนหันมาพึ่งพา bond ETF มากขึ้นมาจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นสหรัฐที่แพงเกินไป หุ้นสหรัฐขณะนี้มีมูลค่าแพงเกินความเป็นจริงเกือบทุกตัวชี้วัด มีเพียงสองครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาที่ Valuation ยืดตัวถึงระดับนี้ คือก่อนฟองสบู่ dot-com ปี 1999 และอีกครั้งในปี 2021 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะพุ่งสูงขึ้นและตลาดปรับตัวลง

ด้าน Bloomberg รายงานว่า การเติบโตของ passive ETF รูปแบบการออกตราสารที่เปลี่ยนแปลง และความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน กำลังเพิ่มความต้องการดัชนีที่โปร่งใสและอิงกฎเกณฑ์ชัดเจนในทุกระยะอายุ ทุกภูมิภาค และทุกกลยุทธ์ทางเลือก ปัจจุบันมี passive bond ETF ที่ติดตาม Bloomberg index อยู่กว่า 550 กองทุน จากจำนวน passive fixed income ETF ทั้งสิ้น 1,650 กองทุนทั่วโลก

พันธบัตรตลาดเกิดใหม่: ดาวพุ่งที่โลกยังไม่ทันสังเกต

หากพูดถึงผลตอบแทนที่น่าทึ่งที่สุดในปีที่ผ่านมา พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ต้องได้รับการกล่าวถึงเป็นอันดับแรก แม้นักลงทุนส่วนใหญ่จะยังไม่ตื่นตัวกับสินทรัพย์กลุ่มนี้มากนัก

หนี้รัฐบาลตลาดเกิดใหม่ที่ออกสกุลดอลลาร์สหรัฐ (USD-denominated) คือผลงานอันดับหนึ่งในตลาดตราสารหนี้ทั้งหมดในปี 2025 โดย J.P. Morgan EMBI Global Diversified Index ทำผลตอบแทนได้ 14.3% ณ สิ้นปี 2025 ซึ่งสะท้อนปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น และผลตอบแทน (yield) ที่ยังน่าดึงดูด

เปรียบเทียบกับพันธบัตรกลุ่มอื่น ตัวเลขยิ่งน่าสนใจ พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทน (yield) อยู่ที่ 6.9% เทียบกับพันธบัตรโลก (Global Bonds) ที่ 3.6% และพันธบัตรสหรัฐที่ 4.2% นอกจากนี้ พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ยังเอาชนะพันธบัตรโลกที่พัฒนาแล้วได้ 8.71% และเอาชนะพันธบัตรสหรัฐถึง 9.64% ในปี 2025

ที่น่าสนใจกว่านั้น ผลงานอันโดดเด่นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีน ในปี 2025 ตลาดเกิดใหม่เผชิญกับแรงต้านจากนโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ซึ่งคาดว่าจะกดดันเศรษฐกิจ EM รวมถึงความอ่อนแอของผู้บริโภคและภาคธุรกิจจีนที่หวั่นว่าจะลามไปทั่วเอเชีย แต่กลับกลายเป็นว่าตลาดเกิดใหม่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง พิสูจน์ว่าภาพลักษณ์เก่าๆ เรื่องความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้นล้าสมัยไปแล้ว

สำหรับอีทีเอฟที่ใช้เข้าถึงตลาดพันธบัตร EM นั้น iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) ให้ผลตอบแทน 13.4% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ขณะที่ VanEck J.P. Morgan EM Local Currency Bond ETF (EMLC) ทำได้ 12.9% และ iShares J.P. Morgan EM Corporate Bond ETF (CEMB) อยู่ที่ 8.9%

เหตุใดดอลลาร์อ่อนค่าจึงเป็นข่าวดีสำหรับตลาดเกิดใหม่

ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์กับตลาดเกิดใหม่เป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจ เมื่อดอลลาร์อ่อน ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้สินเป็นสกุลดอลลาร์จะมีภาระลดลง สกุลเงินท้องถิ่นแข็งค่าขึ้น และเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามากขึ้น

iShares และ BlackRock คาดการณ์ว่าดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง อัตราดอกเบี้ยตลาดพัฒนาแล้วที่ลดลง สภาพคล่องทางการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้น ดุลการคลังรัฐบาล EM ที่ดีขึ้น และนโยบายการคลังที่รัดกุม ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนทั้งหนี้ EM สกุลดอลลาร์ (hard currency) และสกุลเงินท้องถิ่น (local currency)

Invesco เสริมว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นในปี 2025 โดย MSCI Emerging Market Index ให้ผลตอบแทน 33.72% แบบ total return ในสกุลดอลลาร์ ณ กลางเดือนพฤศจิกายน 2025 และยังมีเหตุผลให้เชื่อว่า outperformance นี้จะดำเนินต่อไปในปี 2026 โดยเฉพาะจากการที่ดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า และการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดที่ให้ room ให้ธนาคารกลาง EM ลดดอกเบี้ยตาม สนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ

ด้านทีมนักวิเคราะห์จาก VanEck ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยระยะยาวที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น โดย ระบุว่า carry ของ EM bonds อยู่ที่ 6.4% เทียบกับเพียง 3.2% สำหรับ Global Aggregate และ carry ในอดีตเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนที่เหนือกว่าในระยะยาว นอกจากนี้ EM ส่วนใหญ่ยังไม่ตกอยู่ภายใต้ “fiscal dominance” ที่เป็นปัญหาของพันธบัตรตลาดพัฒนาแล้ว โดยประเทศ EM มีหนี้รัฐบาลกลางเพียงครึ่งหนึ่งถึงหนึ่งในสามของประเทศพัฒนาแล้ว

Goldman Sachs Asset Management ในรายงาน Fixed Income Outlook ไตรมาส 2 ปี 2026 ระบุว่า บริษัทอยู่ในจุดยืนที่เป็น flat ต่อดอลลาร์สหรัฐ และมีสถานะ long สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ โดยใช้สกุลเงินตลาดพัฒนาแล้วบางสกุลเป็น funding currency พร้อมมองว่า active management ยังคงมีความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่

กระแสเงินทุนโลกปี 2026: นักลงทุนหนีสหรัฐ หันสู่ตลาดนานาชาติ

หนึ่งในแนวโน้มที่ชัดเจนที่สุดในปีนี้คือการที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยเริ่มกระจายพอร์ตออกจากตลาดสหรัฐอย่างจริงจัง ตัวเลขจาก Morningstar สะท้อนให้เห็นภาพได้ชัดเจน

กองทุน long-term สหรัฐมีกระแสเงินไหลเข้า 136,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2026 นับเป็นยอดสูงสุดอันดับสองในรอบเดือนนับตั้งแต่มีนาคม 2021 โดยกองทุนพันธบัตรภาษีได้รับเงินไหลเข้าถึง 91,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดสูงอันดับสองในประวัติศาสตร์ ขณะที่กองทุนหุ้นสหรัฐยังคงเห็นเงินไหลออกต่อเนื่อง

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือกระแสเงินเข้าตลาดเกิดใหม่ ETF ตลาดเกิดใหม่แบบกระจาย (diversified emerging-markets ETFs) รับเงินลงทุนเข้ามา 19,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติการณ์สำหรับกระแสเงินรายเดือน ในขณะที่ ETF หุ้นต่างประเทศโดยรวมดูดซับเงินลงทุน 51,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็เป็นสถิติรายเดือนสูงสุดเช่นกัน

แรงกระตุ้นสำคัญมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน BlackRock รายงานว่านักลงทุนสถาบันกว่า 38% กำลังมองหาการกระจายพอร์ตไปยังต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ในสินทรัพย์ทางเลือกหรือตลาดเอกชนเท่านั้น โดยมีทั้งแรงจูงใจทั้งเชิงวัฏจักร ได้แก่ ดอลลาร์ที่ยังอ่อน momentum ผลกำไรที่ดีขึ้นในต่างประเทศ และความต้องการกระจายพอร์ตออกจากตลาดสหรัฐ

ในฝั่งสถาบันลงทุน ก็มีการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง Florida State Board of Administration ซึ่งบริหารสินทรัพย์ 283,800 ล้านดอลลาร์ ได้จัดสรรเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้จัดการกองทุนพันธบัตรตลาดเกิดใหม่สามรายในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัท PPM America และ Lazard Asset Management ยังได้จัดตั้งทีม EM bond เฉพาะทางขึ้นในปี 2025 ตามข้อมูลจาก Pensions & Investments

กลยุทธ์พอร์ตที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำในยุค Active ETF

แนวคิดการลงทุนในปี 2026 กำลังเปลี่ยนจาก “passive เท่านั้น” สู่การผสมผสานระหว่าง passive และ active ETF อย่างมีกลยุทธ์

iShares ของ BlackRock แนะนำว่าส่วนกลางของ yield curve หรือที่เรียกว่า “belly” ของเส้นอัตราผลตอบแทน ให้ความสมดุลระหว่างการทำหน้าที่เป็น “ตัวถ่วง” พอร์ตและการสร้างรายได้ได้ดีที่สุด พร้อมมองว่าพันธบัตรตลาดเกิดใหม่เป็นแหล่งรายได้ที่น่าสนใจ โดยได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนค่า สภาพแวดล้อมทางการเงินโลกที่ผ่อนคลาย และดุลการคลังรัฐบาลที่ปรับปรุงดีขึ้น

VanEck แนะนำแนวทางการลงทุนแบบ blended approach สำหรับพันธบัตร EM โดยเชื่อว่า ETF ที่ผสมผสานการเปิดรับตลาด EM อย่างกว้างขวาง เช่น Vanguard Emerging Markets Government Bond ETF (VWOB), VanEck Vectors Emerging Markets Local Currency Bond ETF (EMLC) และ iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) เป็นตัวเลือกหลักที่ดี โดยยังแนะนำให้พิจารณา active EM bond ETF สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามสภาพตลาด

Jon Baranko, CIO ของ Allspring Global Investments กล่าวว่า ตลาดพันธบัตรเกิดใหม่มีความ “ไม่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนที่เก่งกาจสร้าง alpha ได้ มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่ Morningstar พบว่า ตลาด ETF ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนแบบ passive เพียงอย่างเดียว ได้เห็นการเปิดตัว active ETF เกือบ 1,000 กองทุนในปี 2025 เพียงปีเดียว และในปี 2026 ผู้จัดการ active ที่ใช้ดุลยพินิจมีแนวโน้มจะมีช่วงเวลาที่ดีเป็นพิเศษ

สำหรับนักลงทุนที่ระมัดระวังมากกว่า Morningstar แนะนำให้พิจารณา กองทุนในหมวด core bond และ core-plus bond ซึ่งลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารหนี้ investment-grade ของสหรัฐ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล บริษัท และตราสารหนี้แบบ securitized โดยกองทุน core-plus มีความยืดหยุ่นเพิ่มเติมในการลงทุนใน high-yield corporate, bank loan และ emerging-market debt

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา: AI ภูมิรัฐศาสตร์ และดอกเบี้ย

แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนถึงความเสี่ยงที่ต้องระวัง

ประการแรกคือความเข้มข้นของธีม AI ในพอร์ตการลงทุน ความแพร่หลายของธีม AI ในพอร์ตนักลงทุน ไม่ว่าจะจัดสรรเงินไปโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ได้สร้างความเสี่ยงจากความเข้มข้นที่สูงขึ้นและความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

ประการที่สองคือความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ Goldman Sachs ระบุว่า ทิศทางของตลาดยังคงผูกโยงกับระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการที่ตลาดแรงงานที่อ่อนแอจะกลายเป็นการชะลอตัวถาวรหรือไม่ และความสามารถของบริษัทต่างๆ ในการแปลงการลงทุนด้าน AI เป็นรายได้จริง

ประการที่สามคือความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย Goldman Sachs มีจุดยืนเป็น neutral ต่อ duration ของสหรัฐในระยะสั้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมเงินเฟ้อ แต่ยังมองบวกในระยะยาวจากความเสี่ยงขาลงของการเติบโต

VanEck ยังเตือนถึง ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวที่สูงขึ้นและความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ตลาดพัฒนาแล้วประสบปัญหา “fiscal dominance” ซึ่งอาจทำให้พันธบัตรรัฐบาลตลาดพัฒนาแล้วกลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรในระยะยาว

บทสรุป: ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์ที่ควรพิจารณา

สำหรับนักลงทุนไทยในปัจจุบัน ภาพรวมโลกการลงทุนในปี 2026 ส่งสัญญาณที่ชัดเจนหลายประการ

กระจายออกนอกสหรัฐ กระแสเงินทุนโลกและมุมมองของผู้เชี่ยวชาญชี้ตรงกันว่า การกระจุกตัวในหุ้นสหรัฐที่แพงเกินไปเป็นความเสี่ยงที่ต้องลด ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งไทยก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับ

พิจารณาพันธบัตร EM ETF สำหรับนักลงทุนที่เข้าถึงกองทุน ETF ต่างประเทศได้ เช่น ผ่านบัญชีซื้อขายต่างประเทศที่โบรกเกอร์ไทยบางแห่งเปิดให้บริการ หรือกองทุนรวม FIF ในประเทศที่ลงทุนในตราสารหนี้ EM ก็ควรพิจารณาเพิ่มสัดส่วน เนื่องจาก yield ที่สูงกว่า 6% และดอลลาร์ที่อ่อนค่าเป็นองค์ประกอบที่เอื้ออำนวย

สำรองเงินสดในตราสารระยะสั้น ในช่วงที่ความผันผวนยังคงมีอยู่ การถือ bond ETF ระยะสั้นหรือ money market ETF เป็นทางเลือกพักเงินที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากธนาคาร

ระวังความเข้มข้น AI หากพอร์ตของคุณมีกองทุนหรือหุ้นที่เกี่ยวกับ AI จำนวนมาก อาจถึงเวลาทบทวนและกระจายความเสี่ยงออกสู่สินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่ำกว่า เช่น พันธบัตรและสินทรัพย์ทางเลือก

แนวคิดการลงทุนที่ผสมผสานระหว่างตลาดเกิดใหม่กับตราสารหนี้ระดับลงทุน ช่วยให้นักลงทุนมีส่วนร่วมในการเติบโตระยะยาว ขณะเดียวกันก็จัดการความเสี่ยงขาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนเวทีโลกที่เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนไทยที่ปรับตัวได้เร็วกว่าและเปิดรับโอกาสในตลาดที่กว้างกว่าเดิม จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้และปีต่อๆ ไป

Similar Posts

  • ตลาดคริปโตเดือดร้อน: Bitcoin สะดุดที่ $77,000 ขณะ ETF ไหลออก $1 พันล้าน DeFi โดนแฮก และ Trump Media ถอนแผน ETF

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสถาบันที่ไหลออกจาก Bitcoin ETF เป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ รวมถึงมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว การที่ Trump Media ถอนแผนเปิดตัว ETF คริปโต ไปจนถึงเหตุการณ์ช็อควงการ DeFi เมื่อโปรโตคอล Echo ถูกแฮกผ่านการปลอมแปลง eBTC มูลค่ากว่า 76.7 ล้านดอลลาร์บน Blockchain Monad สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของตลาดในปี 2569 นี้ ราคา Bitcoin ยังคงเคว้งอยู่ในกรอบแคบๆ รอบ $76,000–$77,000 ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงแตะ $2,100 ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น บทความนี้จะพาท่านวิเคราะห์ทุกประเด็นที่กำลังส่งสัญญาณกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้ Bitcoin ติดหล่ม $77,000: ตลาดรอสัญญาณจากสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ย ภาพรวมราคาของ…

  • Bitcoin ระส่ำหลัง Whale ทุบ IBIT $1.3 พันล้าน สเตเบิลคอยน์ทำลายสถิติ $3.22 แสนล้าน

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกยังคงแกว่งตัวด้วยความผันผวนสูงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่ Bitcoin ยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันเชิงเทคนิคและมหภาคอย่างหนัก หลังนักลงทุนปริศนารายหนึ่งขาย ETF ของ BlackRock มูลค่า 1.29 พันล้านดอลลาร์ผ่าน Dark Pool ในครั้งเดียว ก่อให้เกิดแรงกระแทกลามไปทั่วตลาด ขณะเดียวกัน มูลค่าสเตเบิลคอยน์รวมทั่วโลกทะลุสถิติใหม่ที่ 3.22 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของ 95 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักรและแคนาดา ด้านข่าวเชิงบวกยังคงหนุนความเชื่อมั่นระยะยาว เมื่อมีรายงานว่า Elon Musk กำลังหารือการควบรวม Tesla กับ SpaceX ซึ่งหากสำเร็จจะสร้างคลัง Bitcoin ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ 5 อันดับแรกของโลก พร้อมกับการที่ Jefferies ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกออกรายงานคาดว่า IPO บริษัทคริปโตและบล็อกเชนจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี Bitcoin แกว่งแนวรับ $76,000 หลัง Whale ทุบ IBIT $1.29 พันล้านผ่าน…

  • |

    Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก

    แนวคิดที่ว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าทองคำ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจาก Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bitwise Asset Management ออกมาแสดงมุมมองว่า Bitcoin อาจไม่ได้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “เครื่องมือทางการเงินระดับโลก” Hougan ระบุว่า หาก Bitcoin สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง: มูลค่าตลาดของมันอาจ “แซงหน้าทองคำ” ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 33–34 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในอนาคต แนวคิดหลัก: Bitcoin ไม่ได้แข่งกับทองคำเพียงอย่างเดียว หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจาก Hougan คือ นักลงทุนจำนวนมาก “ประเมิน Bitcoin ต่ำเกินไป” เพราะมองว่า Bitcoin ต้องแทนที่ทองคำทั้งหมดจึงจะเติบโตได้ วิเคราะห์เชิงลึก: Hougan เคยประเมินว่า: ขยายความ: ดังนั้น: จุดเปลี่ยนสำคัญ: Bitcoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร → เครื่องมือการเงินจริง แนวคิดนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังมีรายงานว่าอิหร่านพิจารณาใช้ Bitcoin ในการชำระค่าผ่านทางในช่องแคบ…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • |

    เฟดเปลี่ยนท่าที-อีซีบี ขึ้นดอกเบี้ยรอบแรกใน 3 ปี วิกฤตน้ำมันอิหร่านยังกดเงินเฟ้อโลก

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2026 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดต้องสะดุ้งคือน้ำเสียงที่ “แข็งกร้าวกว่าที่คาด” ของถ้อยแถลง พร้อมกับการเปิดเผยว่าคณะกรรมการ FOMC เกือบครึ่งเห็นว่าธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่กลับมาคุกรุ่นจากวิกฤตพลังงาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเงาของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดทับราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกอยู่จนถึงวันนี้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องวางแผนพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของสถานการณ์ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจตามมา เฟดเปลี่ยนเกม: ประธานใหม่ ท่าทีใหม่ ความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ถือเป็นการประชุมแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดไม่น้อย คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ของปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขดอกเบี้ยคือรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในการประชุมครั้งแรกของ Warsh แถลงการณ์ของเฟดได้รับการปรับให้สั้นกระชับขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญกว่านั้น Warsh…

  • | |

    ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! Nvidia ทุบสถิติรายได้ ราคาน้ำมันดิ่ง หลังสัญญาณดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานสำคัญสามทิศทาง ได้แก่ ผลประกอบการของ Nvidia ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาสันติภาพในช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันที่ยังคงอยู่จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ณ เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับ 7,423 จุด เพิ่มขึ้น 0.94% ขณะที่ Dow Jones อยู่ที่ 49,816 จุด บวก 0.92% และ Nasdaq พุ่งขึ้น 1.34% สู่ระดับ 26,217 จุด สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ค่อยๆ ฟื้นตัวในกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน Nvidia ประกาศผลประกอบการ Q1 FY2027: “ดีมานด์พุ่งพรวด” Jensen Huang กล่าว เหตุการณ์ที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้คือการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปีการเงิน 2027 ของ Nvidia (NVDA) เมื่อคืนวันที่ 20…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *