แนสแด็กดิ่ง 4% วิกฤตหุ้นชิป-ดอกเบี้ยสูง เขย่าวอลล์สตรีท มิ.ย. 69
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 ด้วยภาพที่สะพรึงกลัวนักลงทุนทั่วโลก เมื่อดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ดิ่งลงกว่า 4.18% ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน นับเป็นการร่วงหนักที่สุดในรอบกว่า 14 เดือน นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตสงครามการค้าช่วงต้นปี 2568 พร้อมกันนั้น ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 2.64% และดาวโจนส์ปิดลบ 695.15 จุด หรือ 1.35% ส่งสัญญาณว่าตลาดกระทิงที่วิ่งต่อเนื่องมา 10 สัปดาห์กำลังหยุดพักและอาจพลิกทิศในระยะสั้น ปัจจัยลบกระหน่ำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งผลประกอบการ Broadcom ที่ผิดหวัง ตัวเลขตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินคาด จนหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ย และการเตรียมตัวเข้าซื้อ IPO SpaceX ที่กำลังจะเกิดขึ้น
เซมิคอนดักเตอร์พังทลาย: Broadcom จุดชนวนวิกฤตหุ้นชิป
จุดเริ่มต้นของความโกลาหลครั้งนี้มาจากผลประกอบการของ Broadcom ที่ประกาศออกมาหลังตลาดปิดในวันพุธที่ 3 มิถุนายน แม้ Broadcom จะรายงานรายได้ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 22.19 พันล้านดอลลาร์ เหนือคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 22.13 พันล้านดอลลาร์เล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนผิดหวังอย่างหนักคือการที่บริษัทประกาศเป้าขายชิป AI ในไตรมาส 3 เพียง 16,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 17,200 ล้านดอลลาร์ และที่หนักกว่านั้น Broadcom ไม่ยอมปรับขึ้นเป้าหมายยอดขายชิป AI ตลอดทั้งปี 2569 ซึ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา “ขายทิ้งตามข่าว” ทันที
ผลประกอบการดังกล่าวกลายเป็นตัวจุดชนวนปฏิกิริยา sell-the-news ส่งให้หุ้น Broadcom ร่วงกว่า 14% ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน และลามไปยังทั้งห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ วิกฤตชิปหน่วยความจำและแนวโน้มอุปสงค์สมาร์ตโฟนโลกที่ถดถอย
ในช่วงสองวันซื้อขายที่ผ่านมา Micron Technology ร่วงลงกว่า 17%, Intel หล่นลง 9% และ Advanced Micro Devices (AMD) ดิ่งลงราว 12.6% สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้ได้สะสมกำไรมหาศาลในช่วงที่ผ่านมาจากกระแสเทคโนโลยี AI และตอนนี้กำลังถูกล้างพอร์ตอย่างรุนแรง
ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ความเสียหายลุกลามสู่ระดับสูงสุด Marvell Technology และ Micron Technology ดิ่งลงราว 16% และ 13% ตามลำดับ ขณะที่ Intel และ AMD ล่วงหล่นอีกราว 11% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (SOX) ปรับตัวลงกว่า 9.5% และมูลค่าตลาดในกลุ่มชิปโดยรวมหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสองวันทำการ
Charles Schwab ซึ่งเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ชี้ในรายงานประจำสัปดาห์ว่า ดัชนีความผันผวน VIX ที่เพิ่งแตะจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 15.18 จุดเมื่อวันพฤหัสบดี ได้พุ่งทะยานขึ้น 28% ในวันถัดมา สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตกใจของตลาดในระดับที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568
ตัวเลขตลาดแรงงานแข็งแกร่ง “เกินไป” จนกลายเป็นข่าวร้าย
หนึ่งในปัจจัยที่ซ้ำเติมตลาดในวันศุกร์คือรายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งออกมาแข็งแกร่งเกินความคาดหมายอย่างมาก
การจ้างงานนอกภาคเกษตรรวม (Non-farm payrolls) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานคงที่ที่ 4.3% ตัวเลขนี้สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เกือบเท่าตัว โดยฉันทามติของตลาดอยู่ที่เพียง 80,000 ตำแหน่งเท่านั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทันที
ในทางปกติ ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจ แต่ในบริบทปัจจุบัน กลับกลายเป็นสัญญาณเชิงลบสำหรับตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจไม่รีบลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่อาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เมื่อรวมกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่ยังอยู่ที่ 3.3% ในเดือนเมษายน สัญญาณเตือนเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยโดยเฟดกำลังส่งแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงสกุลเงินดิจิทัล โดย Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยที่อาจช่วยหนุนตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมให้แข็งแกร่งผิดปกติ คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในสหรัฐฯ วันที่ 11 มิถุนายน ซึ่งกระตุ้นการจ้างงานในภาคบริการ การโรงแรม และการท่องเที่ยว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งควรทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น ไม่ใช่ลง แต่วอลล์สตรีทไม่ได้เห็นด้วยในวันนั้น
สิบสัปดาห์กระทิง สัปดาห์แห่งความสั่นคลอน: ภาพรวมของตลาดในช่วงที่ผ่านมา
เพื่อให้เข้าใจบริบทของความผันผวนในสัปดาห์นี้อย่างชัดเจน จำเป็นต้องย้อนดูภาพรวมตลาดในช่วงก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดของวอลล์สตรีทในรอบหลายปี
เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,580.06 จุด ขณะที่ดาวโจนส์พุ่งขึ้น 363.49 จุด หรือ 0.72% ไปอยู่ที่ 51,032.46 จุด ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลใหม่ ส่วนแนสแด็กปิดที่ 26,972.62 จุด โดย Dell Technologies เป็นหุ้นโดดเด่นแห่งสัปดาห์ หลังร้อนแรงกว่า 33% ในวันเดียว นับเป็นวันที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท จากผลประกอบการไตรมาสแรกที่แซงคาด
เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน Nvidia พุ่งขึ้นกว่า 6% หลังจากเปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ช่วยดัน S&P 500 ขึ้น 0.26% ไปแตะ 7,599.96 จุด ขณะที่ Dell และ HP พุ่งตาม 10% และ 8% ตามลำดับ ทั้งสามดัชนีพร้อมใจกันทำ all-time high ใหม่
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน S&P 500 ทะลุ 7,600 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปิดที่ 7,609.78 จุด ขณะที่ดาวโจนส์ขึ้นไปแตะ 51,307.79 จุด ส่วนหุ้น Marvell Technology พุ่งถึง 32% หลัง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia กล่าวว่าบริษัทนี้อาจกลายเป็นบริษัทมูลค่าหมื่นล้านล้านดอลลาร์ลำดับต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน ดาวโจนส์ทำสถิติใหม่อีกครั้ง โดยกระโดดขึ้น 874.86 จุด หรือ 1.73% ไปปิดที่ 51,561.93 จุด นำโดย UnitedHealth ที่พุ่งกว่า 5%, JPMorgan Chase และ Walmart ขึ้น 3% และ 1% ตามลำดับ สะท้อนการหมุนเวียนเงินทุนออกจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ไปสู่หุ้นเชิงป้องกันและการเงิน
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน เมื่อตลาดพลิกกลับอย่างรุนแรง โดยแนสแด็กร่วงลง 4.18% ไปปิดที่ 25,709.43 จุด ซึ่งเป็นการร่วงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และ S&P 500 สัปดาห์นี้ร่วงลงกว่า 2% นับเป็นสัปดาห์แรกที่ติดลบในรอบ 10 สัปดาห์
SpaceX IPO: ความหวังใหม่ หรือชนวนใหม่ของตลาด?
ท่ามกลางความวุ่นวาย ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองคือการ IPO ของ SpaceX บริษัทอวกาศของ Elon Musk ที่มีกำหนดเข้าระดมทุนในตลาด Nasdaq สัปดาห์หน้า
SpaceX มีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน ด้วยมูลค่าบริษัทที่ประเมินไว้ที่ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเป็นไปตามแผน จะกลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
SpaceX มีแผนเสนอขายหุ้นจำนวน 555.6 ล้านหุ้น ในราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น
Charles Schwab วิเคราะห์ว่า การเตรียมพร้อมสำหรับ IPO SpaceX ซึ่งเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อาจทำให้นักลงทุนบางส่วนตัดสินใจขายหุ้นที่ถือกำไรอยู่ เพื่อระดมทุนเข้าซื้อหุ้น SpaceX — ซึ่งนับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เร่งการเทขายในสัปดาห์นี้
ในด้านหนึ่ง การเข้าตลาดของ SpaceX ได้กระตุ้นความตื่นเต้นในหมู่นักลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์บางส่วนกังวลว่าการเข้าตลาดของบริษัทที่มีมูลค่าสูงปรี๊ดเช่นนี้ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าตลาดกำลังเข้าสู่จุดสูงสุดในระยะนี้
สำหรับการรวมเข้าดัชนี S&P 500 นั้น S&P Dow Jones Indices ตัดสินใจคงเกณฑ์คุณสมบัติเดิมไว้ ซึ่งหมายความว่า SpaceX อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีกว่าจะได้รับการบรรจุเข้าในดัชนี S&P 500 ส่งผลให้ผลตอบแทนระหว่างดัชนีนี้กับค่าเฉลี่ยอื่นๆ อาจมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต่อไป
สงครามตะวันออกกลาง น้ำมัน และผลกระทบต่อเงินเฟ้อ
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กดทับตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 2.41% ไปแตะ 96.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมัน Brent เพิ่มขึ้น 1.89% แตะ 97.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีกันอีกรอบ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าอิหร่านยอมรับว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่เตือนว่า “พวกเขาอาจเปลี่ยนใจได้”
ก่อนหน้านี้ในวันพุธที่ 27 พฤษภาคม การที่อิหร่านประกาศว่าพร้อมฟื้นการจราจรทางพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ระดับก่อนสงครามภายในหนึ่งเดือน ช่วยดันดาวโจนส์ขึ้นไปทำสถิติ 50,644.28 จุด ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ดิ่งลง 5.55% ไปแตะ 88.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวว่าเป็น “การบิดเบือนข้อเท็จจริง” ทำให้สถานการณ์ยิ่งสับสนมากขึ้น
ในภาพรวม ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเงินเฟ้อ ซึ่งอาจบีบให้เฟดต้องรักษาดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดไว้
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: เตือนระวัง “การปรับฐานฤดูร้อน”
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งออกมาแสดงความเห็นเชิงระวังก่อนที่จะเกิดการร่วงครั้งนี้
Bank of America กล่าวเตือนนักลงทุนก่อนหน้านี้ว่าตลาดกำลังสูญเสียโมเมนตัม โดยระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า “ความน่าสนใจด้านความเสี่ยง-ผลตอบแทนกำลังลดลง และตัวชี้วัดหลายตัวชี้ให้เห็นว่าควรปรับพอร์ตไปในทิศทางที่ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น” โดยแนะนำให้นักลงทุนรักษาสถานะ trend-following ต่อไปจนถึงมิถุนายน แต่เตรียมพร้อมสำหรับ “การปรับฐานในช่วงฤดูร้อน”
Jonathan Krinsky นักวิเคราะห์เทคนิคหัวหน้าของ BTIG ระบุว่า “ความแตกต่างและการกระจายตัวของตลาดกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจที่เป็นวัฏจักรกำลังตอบสนองต่ออัตราดอกเบี้ยและราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน” ขณะที่เงินทุนยังคงไหลเข้าหุ้น AI เป็นหลัก แต่เตือนว่า “ในบางจุด ดนตรีจะหยุดเล่น และเราจะได้เห็นการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ” พร้อมบอกว่า “การบอกเวลาที่แน่นอนนั้นยาก แต่เราคิดว่าเราใกล้ถึงจุดนั้นมากแล้ว”
Charles Schwab ชี้ถึงปัจจัยสี่ประการที่กดดันตลาดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ หนึ่ง S&P 500 วิ่งขึ้นมา 20.6% จากวันที่ 30 มีนาคมถึงกลางสัปดาห์โดยไม่มีการพักฐานที่มีนัยสำคัญ สอง IPO SpaceX กำลังจะเกิดขึ้น สาม ตลาดอยู่ระหว่างฤดูกาลประกาศผลประกอบการโดยไม่มีข่าวดีมากระตุ้น และสี่ เดือนมิถุนายนมักไม่ใช่เดือนที่ดีในเชิงฤดูกาลสำหรับหุ้น
ฝั่งบวก William Merz หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดทุนของ U.S. Bank Asset Management ให้ความเห็นกับ CNBC ก่อนหน้านี้ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามเรื่องราวของการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง” โดยระบุว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทสหรัฐฯ “แข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง” โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดสหรัฐฯ
Nvidia ยังคงมีมุมมองเป็นบวกระยะยาว โดย Bank of America ยืนยันคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น Nvidia และคงเป้าราคาไว้ที่ 350 ดอลลาร์ต่อหุ้น หลังจากที่ CFO ของ Nvidia แถลงในงาน Bank of America Global Technology Conference ว่าบริษัทมองว่าขนาดตลาดที่ตนเองสามารถเข้าถึงได้อาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากการพัฒนาชิปรุ่นใหม่ๆ เป้าราคาดังกล่าวแสดงถึงศักยภาพเพิ่มขึ้นกว่า 60% จากราคาปิดของวันพฤหัสบดี
สัปดาห์หน้า: ตัวเลขเงินเฟ้อและ SpaceX IPO คือชะตากรรมตลาด
สัปดาห์ที่ 8–12 มิถุนายน 2569 ถือเป็นสัปดาห์ที่สำคัญยิ่งสำหรับวอลล์สตรีท โดยมีสองเหตุการณ์ใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป
ประการแรก ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนพฤษภาคมจะประกาศออกมา และนักวิเคราะห์จาก The Motley Fool ระบุว่า วันที่ 10 มิถุนายน อาจเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาดหุ้น เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญต่อแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยของเฟด หากเงินเฟ้อลดลงต่ำกว่าคาด ตลาดอาจฟื้นตัวได้แรง แต่ถ้ายังร้อนแรง ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสูงนานก็จะรุนแรงขึ้นอีก The Motley Fool
ประการที่สอง SpaceX IPO ซึ่งจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่าบริษัท 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังจะเริ่มซื้อขายในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน ซึ่งความผันผวนรอบ IPO นี้อาจส่งคลื่นกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น AI โดยรวม
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ
ความผันผวนครั้งนี้ในวอลล์สตรีทส่งผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อนักลงทุนไทยในหลายมิติ
กองทุนรวมและ ETF ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ: กองทุน FIF (กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ) ที่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หรือกองทุนที่ติดตาม Nasdaq หรือ S&P 500 จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการร่วงในสัปดาห์นี้ นักลงทุนควรตรวจสอบสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในพอร์ตของตนเป็นพิเศษ
ค่าเงินบาทและทิศทางดอกเบี้ยโลก: การที่เฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ยหรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบจะทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า ซึ่งส่งผลให้บาทไทยอ่อนค่า และอาจกดดันต้นทุนนำเข้า รวมถึงส่งผลต่อราคาสินค้าในประเทศ
โอกาสในวิกฤต: การร่วงลงของหุ้นชิป AI เช่น Nvidia, AMD และ Micron ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งในระยะยาว อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มองการปรับฐานครั้งนี้เป็นจังหวะซื้อสะสม อย่างไรก็ตาม ควรรอความชัดเจนของตัวเลขเงินเฟ้อและทิศทางเฟดก่อน เนื่องจากความผันผวนอาจยังไม่สิ้นสุด
การป้องกันความเสี่ยง: สำหรับนักลงทุนไทยที่มีพอร์ตกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ดีให้พิจารณากระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มป้องกัน (defensive) อย่าง Healthcare, Consumer Staples และ Energy ซึ่งยืนหยัดได้ดีในช่วงการปรับฐาน โดยเฉพาะหุ้น Colgate-Palmolive, Coca-Cola และ Procter & Gamble ที่ ปรับตัวขึ้นกว่า 3% ในวันศุกร์ เมื่อนักลงทุนเลือกหลบภัยจากหุ้นเทคโนโลยี
โดยสรุป แม้ตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ดังที่สะท้อนจากตัวเลขการจ้างงานล่าสุด นักลงทุนไทยควรใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนพอร์ต ไม่ตื่นตระหนกขายหมู และจับตาสองสัญญาณสำคัญในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ตัวเลข CPI เดือนพฤษภาคม และบทพิสูจน์ครั้งแรกของ SpaceX ในฐานะบริษัทมหาชน
