Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

คลื่นกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลกการเงิน ขณะที่ตัวเลขรายได้ทะลุเพดานที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แทบทุกแนวรบ ในห้วงเวลาเพียง 30 วัน เราได้เห็น Nvidia Corporation บันทึกรายได้ไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหึมา 1.9 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปีนี้ และ Apple พิชิตยอดขายไตรมาส March ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 111.2 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลด้านภาษีนำเข้าและปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่รุมเร้าห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น กระแสการมาถึงของ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ผลักดันความต้องการชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนกองทุน SSF/LTF ประเภท Global Technology หรือลงทุนโดยตรงในตลาด Nasdaq ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Nvidia: “โรงงาน AI” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Nvidia Corporation รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2570 (สิ้นสุดวันที่ 26 เมษายน 2569) ที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับตลาดการเงินโลก ด้วยรายได้รวม 81.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวแซงหน้าตัวเลขคาดการณ์ของ Bloomberg ที่ประเมินไว้ที่ 79 พันล้านดอลลาร์อย่างชัดเจน

CNBC รายงานว่า ส่วนรายได้จาก Data Center ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ Nvidia พุ่งขึ้นสูงถึง 75.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 92% เมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อนหน้า ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของผลิตภัณฑ์ Blackwell 300 และความต้องการโซลูชัน InfiniBand, Spectrum-X Ethernet และ NVLink อย่างต่อเนื่อง ตัวเลขกำไรต่อหุ้นแบบ GAAP อยู่ที่ 2.39 ดอลลาร์ ขณะที่แบบ non-GAAP อยู่ที่ 1.87 ดอลลาร์

Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Nvidia ประกาศในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “การก่อสร้างโรงงาน AI ซึ่งเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กำลังเร่งตัวด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง” และปิดท้ายการประชุมนักลงทุนด้วยวลีที่กลายเป็นหัวข้อถกเถียงในวงการว่า “ไตรมาสนี้ยอดเยี่ยมมาก ความต้องการพุ่งขึ้นอย่างพาราโบลา เหตุผลเรียบง่าย: Agentic AI มาถึงแล้ว”

ที่น่าสนใจคือแม้ตัวเลขกำไรจะทะลุเพดาน แต่ราคาหุ้น Nvidia กลับปรับตัวลงในช่วง after-hours trading ซึ่ง CNBC วิเคราะห์ว่านักลงทุนส่วนหนึ่ง “ขาดทุนความคาดหวัง” เนื่องจากผลประกอบการที่ดีเยี่ยมได้ถูก “ราคาเข้าไปในตลาด” ล่วงหน้าแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผลประกอบการของบริษัทดีถึงระดับหนึ่ง นักลงทุนจะหันมาพิจารณา “อะไรต่อไป” มากกว่าตัวเลขปัจจุบัน

ไต้หวันและการลงทุน $150,000 ล้านต่อปี

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 Jensen Huang ประกาศในงานประชุมพนักงานที่ไต้หวันว่า Nvidia วางแผนเพิ่มการใช้จ่ายในไต้หวันจาก 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในอดีต ไปสู่ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในอนาคต พร้อมประกาศแผนสร้างสำนักงานใหม่ชื่อ “Constellation” ในกรุงไทเปตอนเหนือ ซึ่งจะรองรับพนักงานได้ 4,000 คน เมื่อเปิดทำการในปี 2573 ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีหุ้น Taiex ของไต้หวันปิดบวก 1.7% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันเดียวกัน

บริษัทยังประกาศแผนซื้อคืนหุ้นมูลค่าเพิ่มเติม 80,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสจาก 0.01 ดอลลาร์ต่อหุ้นเป็น 0.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณความมั่นใจระยะยาวของผู้บริหาร

ปมจีนและชะตากรรมชิป H20

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ โดยในไตรมาสนี้ ไม่มีการส่งมอบผลิตภัณฑ์ Data Center Hopper ไปยังจีนเลย เทียบกับยอด 4,600 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากไต้หวันพุ่งขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน ในขณะที่รายได้จากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง

ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์นี้บีบให้ Nvidia ต้องเร่งขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคอื่น และบริษัทก็ประสบความสำเร็จในการกระจายรายได้โดยลูกค้า Hyperscale คิดเป็น 50% ของรายได้ Data Center ขณะที่อีก 50% มาจากลูกค้ากลุ่ม AI Cloud, อุตสาหกรรม, องค์กรธุรกิจ และลูกค้าระดับอธิปไตย (Sovereign) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฐานลูกค้าของ Nvidia กระจายตัวได้กว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

CFO Colette Kress ยังประกาศในการประชุมนักลงทุนว่า Nvidia ตั้งเป้าเป็น “ผู้จัดหา CPU รายใหญ่ที่สุดของโลก” โดยตลาด CPU ใหม่นี้เป็น “โอกาสมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์” และคาดว่าจะสร้างรายได้จาก CPU รวม 20,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

Microsoft: เมื่อ AI กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่กว่าแฟรนไชส์เก่า

ในขณะที่โลกตื่นเต้นกับ Nvidia Microsoft ก็ไม่ยอมน้อยหน้า บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) ด้วยรายได้ 82.89 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ LSEG คาดการณ์ที่ 82.05 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นแบบ adjusted อยู่ที่ 4.27 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ที่ 4.06 ดอลลาร์

ไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดคือ Microsoft ประกาศว่ารายได้จาก AI แบบ Annualized ทะลุ 37,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 123% ตัวเลขนี้รวมรายได้จากลูกค้าที่ใช้บริการ AI บน Azure ทั้งหมด รวมถึงรายได้จากผู้พัฒนาโมเดล AI และเครื่องมือ AI ของ Microsoft เอง

ส่วนรายได้จาก Intelligent Cloud อยู่ที่ 34.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 30% โดย Azure และบริการ Cloud อื่นๆ เติบโต 40% (39% ในสกุลเงินคงที่) ขณะที่ Microsoft มียอดผูกพันเชิงพาณิชย์ (Commercial Remaining Performance Obligations) สูงถึง 627,000 ล้านดอลลาร์

แผนใช้จ่าย $190,000 ล้าน: ท้าทายหรือน่ากังวล?

ประเด็นที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนกระวนกระวายคือในการพยากรณ์รายจ่ายด้านทุน (Capex) ที่ 190,000 ล้านดอลลาร์สำหรับปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มขึ้น 61% จากปี 2568 CFO Amy Hood ระบุว่ามีผลกระทบ 25,000 ล้านดอลลาร์จากราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้น ตัวเลขนี้สูงกว่า Visible Alpha Consensus ที่คาดไว้ที่ 154,600 ล้านดอลลาร์อย่างมาก

CFO Hood ยืนยันว่าบริษัทคาดจะใช้จ่าย Capex รวมประมาณ 190,000 ล้านดอลลาร์ในปีปฏิทิน 2569 ซึ่งหมายความว่าต้องใช้จ่ายประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง เมษายน–ธันวาคม 2569 การลงทุนมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นว่า Microsoft กำลังวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้ทันกับความต้องการที่ระเบิดตัวออกมา

Microsoft CEO Satya Nadella เปิดเผยว่าบริษัทมีลูกค้าองค์กรที่ใช้งาน Microsoft 365 Copilot เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20 ล้าน Paid Seats แล้ว และยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก ตัวเลขนี้สำคัญมากเพราะ Copilot คือที่มาของรายได้ AI ในส่วน “ซอฟต์แวร์” ที่จะต้องพิสูจน์ ROI ให้กับองค์กรต่างๆ

ความกังวล: “AI กินซอฟต์แวร์” คือความจริงหรือ?

ประเด็นที่ยังคงปกคลุม Microsoft อยู่คือความกังวลในวงการว่า AI อาจ “กิน” ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม แม้ว่า CEO Satya Nadella จะออกมาแย้งว่าโซลูชัน AI ของ Microsoft เป็นส่วนเสริมมากกว่าทดแทน แต่การอภิปรายดังกล่าวก็ยังคงตอกย้ำความกังวลเชิงอัตถิภาวนิยมของนักลงทุนในหุ้นซอฟต์แวร์

ราคาหุ้น Microsoft ณ วันที่รายงาน ลดลง 12% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังจากที่บริษัทมีผลการดำเนินงานรายไตรมาสแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ “ซื้อ” และมองว่าการลดลงนี้เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน

Apple: พิชิตไตรมาส March ดีที่สุดตลอดกาล ท่ามกลางมรสุมโลก

Apple ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2569) ด้วยรายได้รวม 111,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน และกำไรต่อหุ้น (Diluted EPS) อยู่ที่ 2.01 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% ซึ่งถือเป็นไตรมาส March ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

Tim Cook ประกาศว่า “วันนี้ Apple ภาคภูมิใจที่รายงานไตรมาส March ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยรายได้ 111,200 ล้านดอลลาร์ และการเติบโตสองหลักในทุกภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ iPhone ทำสถิติรายได้ไตรมาส March ด้วยความต้องการที่ล้นหลามสำหรับ iPhone 17 lineup”

Apple ยังประกาศแนวโน้มรายได้ไตรมาส 3 (สิ้นสุดมิถุนายน 2569) ที่จะเพิ่มขึ้นระหว่าง 14–17% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 9.5% อย่างมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันซื้อขายถัดมา

บริการและ Services: ทอง Vein ใหม่ของ Apple

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ Apple ที่นักลงทุนควรจับตาคือธุรกิจ Services ซึ่งเติบโต 14% จากปีก่อน สร้างรายได้ 26,340 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมสมาชิก Apple TV, iCloud รวมถึงรายได้จากการอนุญาตใช้งานกับ Google, AppleCare และบริการอื่นๆ

Tim Cook ซึ่งกำลังเตรียมก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ในเดือนกันยายนหลังจากบริหารบริษัทมาตลอด 15 ปี ยกย่อง iPhone 17 family ว่าเป็น “lineup ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา”

นักวิเคราะห์จาก Bank of America มีเป้าหมายราคา 330 ดอลลาร์สำหรับ Apple พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ” โดยระบุว่ายังคงมองบวกต่อหุ้น Apple สำหรับที่เหลือของปี 2569 เนื่องจาก iPhone มีผลงานดีกว่าที่คาด (ทั้งระดับโลกรวมถึงจีน) กำไรขั้นต้นยังคงแข็งแกร่ง และมีฐานอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่กว่า 2.5 พันล้านเครื่องที่จะขับเคลื่อนการเติบโตสองหลักในธุรกิจ Services

ยุทธศาสตร์ AI ของ Apple: น้อยแต่มาก

Apple เดินเกมแตกต่างจากเพื่อนร่วมวงการอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ Microsoft และ Meta แข่งกันทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้าง Data Center Apple ใช้จ่าย Capex เพียง 2,370 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด ซึ่ง Tim Cook ยืนยันว่า “เราคือบริษัทที่มีแพลตฟอร์มดีที่สุดในโลกสำหรับ AI”

แนวทาง “Apple Intelligence” ที่เน้นการประมวลผล AI ในอุปกรณ์ (On-device AI) มากกว่าการพึ่งพา Cloud Server ขนาดใหญ่ กำลังถูกทดสอบว่าจะเพียงพอต่อการแข่งขันในยุค Agentic AI หรือไม่ โดยบริษัทได้ประกาศความร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini เป็นตัวขับเคลื่อนส่วนหนึ่งของ Apple Intelligence ในอุปกรณ์ iPhone

มหาสงครามชิป: Agentic AI เปลี่ยนโฉมตลาดเซมิคอนดักเตอร์

หากประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมชิปในปี 2569 คำที่โดดเด่นที่สุดในทุกการประชุมนักลงทุนคือ “Agentic AI” ซึ่งหมายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้ วางแผน และดำเนินงานได้โดยอิสระ โดยไม่ต้องรอคำสั่งทีละขั้น ซึ่งแตกต่างจาก Generative AI แบบ Chatbot ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

CEO ของ TSMC Wei ระบุในการประชุมนักลงทุนว่า การเปลี่ยนผ่านจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI เป็นตัวกระตุ้นความต้องการการประมวลผลที่สูงขึ้นอย่างมาก และสนับสนุนความต้องการชิปขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “ความมั่นใจของเราในเมกาเทรนด์ AI หลายปีนี้ยังคงสูงมาก”

ภาพรวมการใช้จ่าย Capex ของ Hyperscaler

ในปีนี้เพียงปีเดียว Hyperscaler รายใหญ่ 5 ราย คาดจะทุ่มงบประมาณด้าน AI Capex รวมกันถึง 720,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เกือบจะเกินความสามารถในการจินตนาการ และมันไม่ใช่แค่การใช้จ่ายเพื่อ “ทดลอง” อีกต่อไป แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะกำหนดรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจยุคหน้า

ในภาพรวม Hyperscaler 4 ราย ได้แก่ Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon คาดจะเพิ่ม Capex ในปีนี้เป็นกว่า 470,000 ล้านดอลลาร์ จากประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568

วิกฤติชิปหน่วยความจำ: ปัญหาที่สร้างโอกาสทอง

บริษัทวิจัย Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้านชิปหน่วยความจำจะพุ่งจาก 216,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อนไปสู่ 633,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 ชิปหน่วยความจำถูกใช้ทั้งในการประมวลผลและจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรองรับปริมาณงาน AI

ความต้องการชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงนี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาและกำไรของผู้ผลิต โดยเฉพาะ Micron Technology และ SK Hynix ซึ่งล่าสุดทั้ง SK Hynix จากเกาหลีใต้ และ Micron จากสหรัฐฯ กลายเป็นบริษัทใหม่ล่าสุดที่ก้าวเข้าสู่ระดับมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์

Gartner ยังคาดการณ์ว่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอาจเติบโต 64% ในปี 2569 สู่ระดับ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์

AMD และผู้ท้าชิงในตลาด GPU

ขณะที่ Nvidia ยังคงครองบัลลังก์ด้านชิป GPU สำหรับ AI AMD กำลังเร่งตีตีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดAMD มีข้อตกลงซื้อชิป GPU ขนาดใหญ่ถึง 2 สัญญา มูลค่ารวม 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัญญา และเชื่อว่า Anthropic จะเริ่มใช้ชิปรุ่นใหม่ของ AMD อีกด้วย ขณะที่ AMD ยังมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ใน Data Center CPU ซึ่งบริษัทสร้างตัวเองเป็นผู้นำตลาดที่แข็งแกร่ง

ด้วยความต้องการทั้ง GPU และ CPU ที่เกินกว่าอุปทาน AMD ควรจะรายงานผลไตรมาสที่แข็งแกร่ง และบริษัทคาดว่ารายได้จะพุ่งสูงในช่วงครึ่งหลังของปีจาก GPU รุ่น MI450 ใหม่ที่ทั้ง Meta Platforms และ OpenAI ให้ความมุ่งมั่นซื้อแล้ว

ดัชนีตลาดหุ้นโลกและผลกระทบต่อเอเชีย

ผลประกอบการของ Big Tech ในสหรัฐฯ ไม่ได้สั่นคลอนเฉพาะวอลล์สตรีต แต่ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดเอเชียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

ณ เดือนพฤษภาคม 2569 บริษัทเทคโนโลยีครองตลาดหุ้นโลกด้วย Nvidia นำทีมด้วยมูลค่าตลาดรวม 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วย Alphabet, Apple, Microsoft และ Amazon โดย 8 ใน 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าตลาดล้วนเป็นบริษัทเทคโนโลยี

สำหรับตลาดหุ้นไทย SET Index ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยภายในประเทศ แต่กองทุนรวม Global Technology ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจนจากกระแส AI ที่ขับเคลื่อนผลตอบแทนสูงในปีนี้

ตลาดหุ้นไต้หวัน: ชนะขาดด้วยเซมิคอนดักเตอร์

ดัชนี Taiex ของไต้หวันเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะการขยายการลงทุนของ Nvidia และแนวโน้มการสั่งซื้อชิปขั้นสูงจาก TSMC ซึ่งเป็น Foundry รายใหญ่ที่สุดของโลกที่ผลิตชิปให้กับบริษัทชั้นนำแทบทุกราย

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็ได้รับแรงหนุนจาก SK Hynix ที่ผลิต HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำพิเศษที่ใช้ใน GPU ของ Nvidia โดยความต้องการ DRAM ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในชิปเร่งปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้ประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ฟองสบู่หรือซูเปอร์ไซเคิล?

ท่ามกลางการเติบโตอย่างระเบิดตัว คำถามที่นักลงทุนทั่วโลกถกเถียงกันคือ: ทั้งหมดนี้ยั่งยืนแค่ไหน?

ฝ่ายที่มองบวกให้เหตุผลว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลกMicrosoft’s Copilot for Microsoft 365 ได้รับการนำไปใช้โดยองค์กรหลายหมื่นแห่งแล้ว ขณะที่ Salesforce, ServiceNow และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์องค์กรรายอื่นๆ กำลังฝัง AI Assistant ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างวัดผลได้

การเปลี่ยนจากการทดลอง AI ไปสู่การใช้งาน AI จริงในกระบวนการทำงาน ถือเป็นระยะใหม่ของวงจรที่ควรขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืนสำหรับแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้จาก AI

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ระมัดระวังชี้ว่านักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่าสภาวะ Overbought อาจก่อให้เกิดการปรับตัวลงในระยะสั้น และการจ่ายราคาสูงกว่า 30 เท่าของกำไรในอนาคตสำหรับหุ้นเหล่านี้ หมายความว่านักลงทุนสมมติว่าการสร้างรายได้จาก AI จะเป็นไปตามแผน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องประเมินอย่างรอบคอบ

Dan Ives นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Wedbush Securities มองว่าผลประกอบการของ Microsoft เป็น “Barometer สำคัญสำหรับการใช้จ่ายด้าน Cloud และองค์กรทั้งหมด” และมองบวกต่อแนวโน้มการใช้จ่ายด้าน AI ในองค์กรต่อเนื่อง

ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตาม

แม้ภาพใหญ่จะดูสดใส แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีและกองทุน Global Technology ที่นักลงทุนไทยถืออยู่

1. การควบคุมการส่งออกชิปไปจีน: มาตรการของสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีนยังคงเป็นปัจจัยกดดัน Nvidia อย่างมีนัยสำคัญ โดยJensen Huang ยืนยันว่า Nvidia “เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่รันโมเดล AI ชั้นนำทุกราย” ตั้งแต่ Anthropic, OpenAI, SpaceXAI, Meta ไปจนถึง Google Gemini ซึ่งหมายความว่าการสูญเสียตลาดจีนจะถูกทดแทนด้วยการเติบโตในตลาดอื่น แต่ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะสมดุลกันหรือไม่

2. วิกฤติชิปหน่วยความจำ: ปัญหาขาดแคลนหน่วยความจำกำลังบีบให้บริษัทใหญ่ต้องจ่ายราคาแพงขึ้นสำหรับส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งกัดกินอัตรากำไรและส่งผลต่อแผนการขยาย Data Center ในกรอบเวลาที่กำหนด

3. ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้า: ถึงแม้ Apple จะบริหารจัดการได้ดีในไตรมาสล่าสุด แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในระยะยาว

4. Valuation ที่ตึงตัว: ด้วยมูลค่าตลาดรวมของ Nvidia เพียงบริษัทเดียวที่ทะลุ 5.2 ล้านล้านดอลลาร์นักลงทุนที่ลงทุนในกลุ่มนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการเติบโตของรายได้จาก AI จะเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังหรือไม่

5. ความเสี่ยง “AI กินซอฟต์แวร์”: สำหรับบริษัทซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม การก้าวขึ้นมาของ AI Agent อาจทำให้ความต้องการซอฟต์แวร์แบบเดิมลดลง ซึ่งยังเป็นคำถามที่ตลาดยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมของตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในปี 2569 ส่งสัญญาณชัดเจนว่า AI ไม่ใช่แค่คำศัพท์การตลาด แต่กำลังกลายเป็นมอเตอร์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก Nvidia บันทึกรายได้ไตรมาสทะลุ 81,000 ล้านดอลลาร์ด้วยการเติบโต 85% Microsoft สร้างธุรกิจ AI มูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีที่เติบโต 123% และ Apple พิสูจน์ว่าแม้ไม่ทุ่มเงินมหาศาลด้าน AI Infrastructure ก็ยังสร้างไตรมาสที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ด้วยฐานลูกค้าและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง

สำหรับ นักลงทุนไทยที่ถือกองทุน Global Technology หรือ SSF/LTF ประเภทเทคโนโลยีโลก ช่วงเวลานี้แนะนำให้พิจารณาดังนี้:

ระยะสั้น (3–6 เดือน): หุ้น Semiconductor โดยเฉพาะ Nvidia, TSMC และ Micron ยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการชิป AI ที่แข็งแกร่ง การขยาย Capex ของ Hyperscaler ทั้ง 5 รายจะยังคงเป็นลมหนุนให้ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

ระยะกลาง (6–18 เดือน): ให้จับตาความคืบหน้าของ Vera Rubin ชิปรุ่นใหม่ของ Nvidia ที่จะเป็น “ไม้ตายต่อไป” รวมถึงการขยายฐานลูกค้าองค์กรของ Microsoft Copilot และการเปิดตัว iPhone Foldable ของ Apple ที่คาดในช่วงปลายปี

ระยะยาว (2–5 ปี): กระแส Agentic AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงาน การแพทย์ การศึกษา และอุตสาหกรรมแทบทุกประเภทการใช้จ่ายด้านชิป AI คาดจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2573 ซึ่งจะสร้างโอกาสการเติบโตระยะยาวสำหรับ Nvidia และผู้เล่นชั้นนำในห่วงโซ่อุปทาน

นักลงทุนที่ต้องการลงทุนใน AI ควรกระจายความเสี่ยงในหลายกลุ่ม ประกอบด้วยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Nvidia, หุ้น Hyperscaler อย่าง Amazon หรือ Alphabet, หุ้นซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft และ Palantir และอาจพิจารณาหุ้นระดับนานาชาติอย่าง Taiwan Semiconductor หรือ ASML

ท้ายที่สุด ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉกเช่นเดียวกับไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในยุคที่ผ่านมา นักลงทุนที่เข้าใจภาพใหญ่และบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ย่อมมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจไม่ราบรื่นตลอดก็ตาม

Similar Posts

  • |

    วอลล์สตรีทดีดกลับรับเงินเฟ้อชะลอ IBM ดิ่ง 25% แบงก์กำไรทำสถิติ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดในแดนบวกเมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนออกมา “เย็น” กว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวแรงและผลประกอบการไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังถูกปกคลุมด้วยเงาสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว บทความนี้ประมวลภาพรวมความเคลื่อนไหวสำคัญของวอลล์สตรีท พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่ส่งตรงถึงตลาดหุ้นไทย ค่าเงินบาท และพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย วอลล์สตรีทดีดกลับ: สามดัชนีหลักปิดบวกหลังตัวเลขเงินเฟ้อคลายกังวล ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันอังคารด้วยภาพที่ต่างจากต้นสัปดาห์อย่างสิ้นเชิง โดย CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.38% ปิดที่ระดับ 7,543.59 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้น 0.9% ปิดที่ 26,107.01 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเพียงเล็กน้อยที่ 9.63 จุด…

  • น้ำมัน ทองคำ เงิน ปี 2026: วิกฤตฮอร์มุซ กดดันตลาดโภคภัณฑ์โลก

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุหมุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดที่ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะดิ่งลงมาสู่ระดับ 90 ดอลลาร์ท่ามกลางความหวังการหยุดยิง ขณะที่ทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี ก่อนปรับตัวลงมาซื้อขายที่ราว 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน และเงินเคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ก่อนย่อลงมาอยู่ที่ประมาณ 74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่อยู่ภายใต้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง และบีบบังคับให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์การจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างเร่งด่วน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ตัวการหลักที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก หัวใจของวิกฤตพลังงานในปี 2026 อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบที่สุดและสำคัญที่สุดบนโลก ณ จุดแคบที่สุดของช่องแคบ ช่องทางเดินเรือสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันนั้นกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ในแต่ละทิศทาง แต่ผ่านเส้นทางนี้คือการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใต้สภาวะปกติ คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานน้ำมันโลกทั้งหมด เมื่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ประกาศยืนหยัดที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปเพื่อใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงขึ้นกว่า 9% ในทันที ผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่ส่งไปทั่วโลก ปริมาณการจราจรผ่านช่องแคบหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง โดยมีเรือผ่านไม่เกิน 5…

  • |

    เศรษฐกิจโลกปี 2026: Stagflation ภัยคุกคาม ธนาคารกลางสู้ศึกดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามอิหร่าน

    สัญญาณเตือนจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนและน่ากังวลที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด-19 เมื่อสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้พลิกสมการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทะยานสูง เงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับ “กับดักสองทาง” อันโหดร้าย ระหว่างการสู้กับเงินเฟ้อที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย กับการพยุงการเติบโตที่ต้องลดดอกเบี้ย — ซึ่งทั้งสองทิศทางล้วนขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังจับตามองการประชุมสำคัญของธนาคารกลางหลายแห่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของเฟดวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ IMF และ World Bank ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จากที่เคยคาดไว้สูงกว่านี้ในเดือนมกราคม โดย Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการ IMF กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากไม่มีวิกฤตนี้ เราจะได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต แต่ตอนนี้ แม้แต่สถานการณ์ที่ดีที่สุดของเราก็ยังต้องมีการปรับลด” ในสถานการณ์เลวร้าย หากราคาน้ำมัน Brent…

  • เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

    นักลงทุนจำนวนมาก—including ผู้เขียนต้นฉบับ—เคยมีมุมมองเชิงลบต่อ Palantir Technologies มาโดยตลอด สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ราคา” ที่ดูเหมือนจะสะท้อนอนาคตไปหมดแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Palantir ถูกซื้อขายที่ระดับ valuation สูงมาก เช่น 40 เท่า 60 เท่า หรือแม้แต่ 80 เท่าของรายได้ (revenue multiple) ซึ่งในมุมของนักลงทุนสายพื้นฐานแบบดั้งเดิม ถือว่า “เกินเหตุผล” และมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการเติบโตระดับสุดขั้วเพื่อรองรับราคา อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการโฟกัสที่ “ตัวเลข valuation” ไปสู่การวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้า” และ “การใช้งานจริงของเทคโนโลยี” สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่: “ถ้าบริษัทสามารถสร้าง value จริงในระดับที่เปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรได้”“valuation ที่ดูแพง อาจไม่แพงก็ได้” โมเดล AIP Boot Camp: เปลี่ยนวิธีขายซอฟต์แวร์องค์กร หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Palantir คือวิธีการนำเสนอและขายผลิตภัณฑ์ AI Platform (AIP)…

  • | |

    วอลล์สตรีทระทึกก่อนสัปดาห์ชี้ชะตา จับตา PCE Nvidia และแจ็กสันโฮล

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมด้วยภาพที่ขัดแย้งกันในตัวเอง เมื่อแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กลบข่าวดีจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) เริ่มย่อตัวลง ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.28% มาปิดที่ 7,652.86 จุด ถอยห่างจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เพิ่งทำไว้เมื่อต้นเดือนออกไปอีกก้าว ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงร่วงลงแรงกว่าที่ 0.76% ปิดที่ 25,980.19 จุด สวนทางกับดัชนี Dow Jones Industrial Average ที่ยังบวกได้ 140.15 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 53,417.16 จุด ตามรายงานของ CNBC ภาพดังกล่าวเป็นเพียงบทนำของสัปดาห์ที่นักลงทุนทั่วโลกขนานนามว่าเป็น “สัปดาห์แห่งการชี้ชะตา” ของตลาดช่วงปลายฤดูร้อน เพราะภายในไม่กี่วันข้างหน้า วอลล์สตรีทต้องเผชิญเหตุการณ์สำคัญถึงสามด้านพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญที่สุด ผลประกอบการของ Nvidia บริษัทที่เป็นหัวใจของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปราศรัยครั้งแรกของนายเควิน วอร์ช…

  • | |

    สงครามการค้าปะทุ! สหรัฐฯ เก็บภาษีแคนาดา 50% คว่ำบาตรอิหร่าน กระทบนักลงทุนไทย

    ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนหลายด้านพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อสหรัฐอเมริกาเดินหน้าใช้ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” เป็นอาวุธหลักในการกดดันทั้งพันธมิตรและปรปักษ์ในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการปะทุรอบใหม่ของสงครามการค้ากับแคนาดา หลังการเจรจาล่มไม่เป็นท่าจนนำไปสู่การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 50% อีกด้านหนึ่งคือการยกระดับ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่านที่ลากยาวมาเกือบหกเดือน โดยล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังปิดตายและกดดันราคาพลังงานทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วเอเชีย ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะทุกความเคลื่อนไหวสะท้อนกลับมายังราคาน้ำมัน ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ส่งผลโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์รับมือ โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก 1. ศึกภาษีสหรัฐฯ–แคนาดาปะทุ เจรจาล่มนาทีสุดท้าย เปิดฉากตอบโต้ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” จุดร้อนที่สุดของสัปดาห์นี้อยู่ที่พรมแดนอเมริกาเหนือ เมื่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาที่ยืดเยื้อมาเกือบสองสัปดาห์ต้องล้มครืนลงในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนถึงเส้นตายเที่ยงคืนเพียงไม่กี่ชั่วโมง CNBC รายงานว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าอัตรา 50% กับสินค้าแคนาดามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ วัสดุก่อสร้าง เครื่องเรือน พลาสติก ไม้อัด ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าบางประเภท มาตรการภาษีชุดนี้ออกมาภายใต้มาตรา 338 ของกฎหมาย Tariff Act…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *