โลกสั่นคลอน: สงครามการค้า ภาษีใหม่ 60 ชาติ และวิกฤตพลังงานกระหน่ำเศรษฐกิจโลก 2569
|

โลกสั่นคลอน: สงครามการค้า ภาษีใหม่ 60 ชาติ และวิกฤตพลังงานกระหน่ำเศรษฐกิจโลก 2569

ในช่วงกลางปี 2566 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าทั่วโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด มาตรการภาษีรอบใหม่ที่เล็งเป้า 60 ประเทศทั่วโลกในข้อหาใช้แรงงานบังคับ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่แม้จะได้รับการประคองด้วยการประชุมสุดยอดเดือนพฤษภาคม แต่ก็ยังห่างไกลจากการคลี่คลายอย่างแท้จริง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอตัวเหลือเพียง 3.1% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ OECD ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 2.9% สำหรับปีนี้ โดยระบุว่าความผันผวนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด และหากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานยืดเยื้อเกินกลางปี 2569 จะกดดันแนวโน้มการเติบโตลงอีก

สำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการที่ค้าขายกับต่างประเทศ ความเข้าใจภาพรวมของแรงกดดันเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแต่ละปัจจัยล้วนส่งผลกระทบต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่

สงครามในตะวันออกกลาง: แผลร้าวของตลาดพลังงานโลก

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่นำไปสู่ความขัดแย้งในอิหร่านตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าตลาดพลังงานโลกอย่างถาวร ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 1 ใน 5 ถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพหลังจากการโจมตีทางทหาร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้าไปสู่จุดสูงสุดที่เกือบ 120 ดอลลาร์

ธนาคารโลกรายงานว่าราคาพลังงานโลกคาดว่าจะพุ่งขึ้น 24% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 และส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมปรับตัวขึ้น 16% ด้วยแรงหนุนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงราคาโลหะสำคัญหลายชนิดที่ทำสถิติสูงสุด ในกรณีฐาน ธนาคารโลกประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ในปี 2568

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจเฉลี่ยสูงถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากโรงงานผลิตพลังงานได้รับความเสียหายเพิ่มเติมและการส่งออกฟื้นตัวช้า ซึ่งจะกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาพุ่งขึ้นแตะ 5.8% ในปีนี้

ผลกระทบต่อภูมิภาคอ่าวอาหรับนั้นรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐในกลุ่ม GCC พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการนำเข้าอาหารมากกว่า 80% โดยกว่า 70% ของการนำเข้าอาหารในภูมิภาคได้รับผลกระทบ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานพุ่งขึ้น 40-120% นอกจากนี้ การโจมตีโรงงานกลั่นน้ำจืดยังก่อให้เกิดความกังวลด้านวิกฤตมนุษยธรรม เนื่องจากคูเวตและกาตาร์พึ่งพาแหล่งดังกล่าวสำหรับน้ำดื่มกว่า 99%

Pierre-Olivier Gourinchas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะเปราะบางอย่างเฉียบพลัน โดยเงินเฟ้อทั่วโลกคาดว่าจะขยับขึ้นสู่ระดับ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนอย่างมีนัยสำคัญจากแนวโน้มก่อนหน้า ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง Mohamed El-Erian เตือนถึงความเสี่ยงของ “สแตกเฟลชัน” หรือภาวะเงินเฟ้อพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัว หากสงครามยืดเยื้อออกไป

ศึกภาษีสหรัฐฯ: รอบใหม่ที่โหดกว่าเดิม

แม้ว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ จะได้ตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่ามาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง และเดินหน้าหาช่องทางทางกฎหมายใหม่อย่างต่อเนื่อง

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เสนอมาตรการภาษีเพิ่มเติมสูงถึง 12.5% ต่อการนำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยอ้างถึงความล้มเหลวในการห้ามสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งกระทบคู่ค้าสำคัญอย่างจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร อินเดีย และอีกกว่า 50 ประเทศ

การดำเนินการนี้ใช้กลไกมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 โดย USTR ระบุว่า 54 ประเทศในจำนวนดังกล่าวล้มเหลวในการบังคับใช้การห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งสร้าง “สนามแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” สำหรับแรงงานอเมริกัน โดยกำหนดอัตราภาษี 10% สำหรับประเทศที่มีกฎหมายห้ามแรงงานบังคับบางส่วน และ 12.5% สำหรับประเทศที่เหลือ

มาตรการนี้มาในช่วงที่ใกล้กำหนดหมดอายุของภาษีชั่วคราวภายใต้มาตรา 122 ในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งถูกนำมาใช้หลังจากศาลฎีกายกเลิกระบบภาษี IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้าง “กำแพงภาษี” รูปแบบใหม่โดยอาศัยช่องทางทางกฎหมายที่แตกต่างออกไป

Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ให้ความเห็นกับ CNBC ว่าความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าจะส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะภาคธุรกิจไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทำให้พวกเขาลงทุนน้อยลง จ้างงานน้อยลง และขยายธุรกิจน้อยลง ซึ่งล้วนจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในด้านผลกระทบต่อยุโรป การสำรวจของ BusinessEurope พบว่าภาคธุรกิจยุโรปคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รุนแรงกว่าในปี 2568 มาก โดยประเมินว่าแรงกดดันด้านการค้าจะฉุดอัตราการเติบโตของ GDP ยูโรโซนลง 0.5-0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2569 เมื่อเทียบกับผลกระทบที่น้อยกว่า 0.1 จุดในปีก่อน

การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี: ยุทธการแร่หายากและการสงบศึกที่ยังเปราะบาง

หนึ่งในเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกจับตามองมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 คือการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการประคองความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ของโลก

การประชุมดังกล่าวถือเป็น “การทดสอบสำคัญ” ของพลวัตอำนาจ G2 โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก และความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้มีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ประเด็นหลักที่หารือครอบคลุมทั้งการซื้อสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอเมริกัน มาตรการภาษี ไต้หวัน และแร่หายาก ท่ามกลางฉากหลังของสงครามในอิหร่าน

สาระสำคัญที่ได้จากการประชุม ได้แก่ จีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 17,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีถึงปี 2571 รวมถึงการซื้อเครื่องบิน Boeing อีก 200 ลำ ส่วนสหรัฐฯ แถลงว่าจีนจะแก้ปัญหาการขาดแคลนแร่หายากที่สำคัญ อาทิ ยิตเทรียม สแกนเดียม นีโอไดเมียม และอินเดียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสมาร์ทโฟน ยานยนต์ และอาวุธยุทโธปกรณ์

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวโดยสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกยังคงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โดยมาตรการภาษีสูง การจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญที่ต้องจับตาต่อไป

จุดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ก่อนการประชุม ศูนย์กลางของอำนาจต่อรองได้เปลี่ยนจากมาตรการภาษีซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นไม้ตายสำคัญ ไปสู่ประเด็นโครงสร้างอย่างการที่จีนควบคุมแร่หายากและห่วงโซ่อุปทานแม่เหล็กที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุตสาหกรรมกลาโหม เมื่อปีก่อน เมื่อสีจิ้นผิงขู่จะจำกัดการส่งออกแร่หายาก ทรัมป์ยอมถอยโดยไม่กล้าตอบโต้

ห่วงโซ่อุปทานโลก: การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ยังไม่สิ้นสุด

ผลพวงของสงครามการค้าที่ยาวนานกว่าทศวรรษ รวมกับแรงกดดันจากเหตุการณ์ใหม่ในปีนี้ กำลังบีบให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลชี้ว่าการเร่งนำเข้าล่วงหน้าที่เกิดขึ้นก่อนมีผลบังคับใช้ภาษีต่างๆ อาจทำให้ตัวเลข GDP ดูดีเกินความเป็นจริง เพราะแม้ภาคเทคโนโลยีจะแข็งแกร่ง แต่ปริมาณการขนส่งสินค้าจริงกลับอ่อนแอ และตลาดเดินเรือก็มีเรือล้นตลาด ซึ่งสะท้อนว่าอุปสงค์ผู้บริโภคที่แท้จริงกำลังอ่อนตัว

บริษัทอเมริกันจำนวนมากได้โยกย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอย่างเวียดนามและอินเดียแล้ว ในขณะที่จีนก็ตอบโต้โดยการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงและแร่หายากเป็นระยะๆ ทั้งหมดนี้สร้างต้นทุนและความไม่แน่นอนให้กับผู้ผลิตทั่วโลก

ในภาคยานยนต์ บริษัทอย่าง GM เปิดเผยว่ามาตรการภาษีส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น 3.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อลดผลกระทบ รวมถึงการย้ายและปรับแหล่งที่มาของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ Toyota Honda และ Nissan ต่างประกาศแผนเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ

ในระดับนโยบาย การที่รัฐบาลทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 10% จากประเทศในยุโรปหลายชาติ และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นั้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการภาษีถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างกว่าประเด็นการค้าล้วนๆ

เสียงเตือนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

หน่วยงานเศรษฐกิจระดับโลกต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนเป็นระลอก

IMF ชี้ว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะผ่านพ้นอุปสรรคทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายในปีที่แล้วได้อย่างน่าประทับใจ โดยได้รับแรงหนุนจากภาษีที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลัง สภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการบูมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดแรงขับดันนั้น และการปิดช่องแคบฮอร์มุซรวมกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญได้ยกระดับความเสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก

OECD นำเสนอสองสถานการณ์สำหรับเศรษฐกิจโลก ในกรณีที่ภูมิภาคกอล์ฟฟื้นตัวการผลิตพลังงานได้ในไตรมาสสามของปีนี้ เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวปานกลางก่อนฟื้นตัวในปี 2570 แต่ในกรณีที่การหยุดชะงักยืดเยื้อถึงครึ่งหลังของปี 2570 ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญและอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

IMF ยังเน้นย้ำว่าความเสี่ยงขาลงนั้นครอบงำแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มระดับสงคราม การแตกแยกของเศรษฐกิจโลกเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความผิดหวังต่อผลผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือการก่อตัวของความตึงเครียดทางการค้าระลอกใหม่ ล้วนอาจกดดันการเติบโตและสั่นคลอนตลาดการเงิน

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและแนวทางรับมือ

ท่ามกลางวิกฤตหลายชั้นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าที่เคยในหลายมิติ

ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุน: ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ และการขนส่ง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากต้นปียังส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและทำให้ความสามารถในการซื้อของครัวเรือนลดลง ซึ่งอาจกดดันการบริโภคในประเทศที่เป็นหัวรถจักรหลักของเศรษฐกิจไทย

ความเสี่ยงด้านการส่งออก: ไทยอาจตกอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” ของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รอบใหม่ เนื่องจากการสืบสวนภายใต้มาตรา 301 ครอบคลุมประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศ ผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และสินค้าเกษตรแปรรูปควรติดตามพัฒนาการของกระบวนการสอบสวนและเตรียมพร้อมสำหรับอัตราภาษีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนการพิจารณาสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้

โอกาสจากการย้ายฐานการผลิต: ในภาวะที่จีนเผชิญกับมาตรการภาษีและการควบคุมเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ไทยยังคงมีโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการฐานการผลิตสำรองนอกจีน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และมาเลเซียก็แย่งชิงการลงทุนเดียวกันอยู่เช่นกัน

กลยุทธ์การลงทุน: ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง การกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลายยังคงเป็นหลักการพื้นฐาน พอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ REITs ที่เน้นสาธารณูปโภค หรือหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจช่วยบรรเทาความผันผวนได้ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นโลกควรติดตามความเสี่ยงต่อตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษในช่วงนี้

ค่าเงินบาทและตลาดพันธบัตร: สภาวะดังกล่าวอาจกดดันค่าเงินของประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ รวมถึงไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ผู้ที่มีสัญญาในสกุลเงินต่างประเทศควรพิจารณาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ

มองไปข้างหน้า: จุดสังเกตที่ต้องจับตา

สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 มีหลายประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ประการแรกคือพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการคืนสภาพการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่ง OECD ประมาณการว่าหากเกิดขึ้นได้ในไตรมาส 3 จะช่วยลดแรงกดดันราคาพลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สองคือผลลัพธ์ของการไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม เกี่ยวกับมาตรการภาษีแรงงานบังคับ ซึ่งจะกำหนดว่าประเทศใดบ้างที่จะได้รับการยกเว้นหรือเผชิญอัตราภาษีเต็ม ประการที่สามคือการประชุม Trump-Xi รอบสองที่กำหนดไว้ในเดือนกันยายนในสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ

Nick Marro นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit ประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าสืบสวนและประกาศมาตรการภาษีต่อเนื่อง เพื่อเตรียมการสำหรับรอบของการเจรจาการค้าครั้งต่อไป ซึ่งหมายความว่าความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าจะยังคงเป็นลักษณะถาวรของสภาพแวดล้อมธุรกิจโลก ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว

ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์กร่อนเลือนลงทุกวัน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานและกลยุทธ์การลงทุนจึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการรอดพ้นและเติบโตในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่ท้าทายที่สุดในรอบหลายทศวรรษนี้

Similar Posts

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น)…

  • |

    เงินเฟ้อสหรัฐ 4.2% พุ่งสูงสุด 3 ปี เฟดยุค Warsh ลุ้นดอกเบี้ย 17 มิ.ย.

    ยามที่โลกกำลังจับตาดูว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะส่งสัญญาณอะไรในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดก็ออกมาสาดน้ำเย็นใส่ความหวังผู้ที่รอการลดดอกเบี้ย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายปี — สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี — โดยมีสงครามอิหร่านและวิกฤตพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เผชิญบทพิสูจน์ที่ไม่ต่างกัน บทความนี้รวบรวมพัฒนาการสำคัญทั้งหมดที่นักลงทุนไทยต้องรู้ก่อนที่ประวัติศาสตร์การเงินโลกจะถูกเขียนขึ้นในสัปดาห์นี้ เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 4.2%: สัญญาณเตือนจากสมรภูมิพลังงาน ตัวเลขที่สำนักสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ประกาศเมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นหนักกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่เตรียมใจไว้ แม้ตัวเลข 4.2% จะตรงกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่มันยังหมายถึงการเร่งตัวขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน นับจากอัตรา 3.8% ในเดือนเมษายน ตัวการสำคัญที่สุดคือพลังงาน CNBC รายงานว่าราคาพลังงานโดยรวมพุ่งขึ้น 23.5% เมื่อเทียบรายปี โดยราคาน้ำมันเบนซินทะยาน 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงถึง…

  • | |

    ศึกหุ้นเทคโนโลยี Nvidia ประกาศงบคืนนี้ ท่ามกลางเงาฟองสบู่ AI

    ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังจับตาช่วงเวลาสำคัญที่สุดของไตรมาสในค่ำวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ เมื่อ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัญญาประดิษฐ์ เตรียมเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 2570 (สิ้นสุด 27 กรกฎาคม 2569) ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นว่ากระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่งและมีอนาคตยาวไกล ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า เม็ดเงินลงทุนระดับ “แสนล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส” ที่บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทุ่มลงไปนั้น จะสร้างผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าจริงหรือไม่ และนี่คือคำถามที่ครอบงำ Wall Street มาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้งบของ Nvidia รอบนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ คือมันมาถึงในจังหวะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เพิ่งผ่านช่วงปั่นป่วนรุนแรงในเดือนกรกฎาคมที่มูลค่าตลาดหายวับไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมกับที่บิ๊กเทครายอื่น ทั้ง Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta ได้ทยอยประกาศงบไปก่อนหน้านี้เกือบหนึ่งเดือน สะท้อนภาพที่ขัดแย้งกันอย่างน่าสนใจ กล่าวคือแม้ผลประกอบการส่วนใหญ่จะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ปฏิกิริยาของราคาหุ้นกลับสวนทาง เพราะตลาดไม่ได้โฟกัสที่ “ดีมานด์ AI มีจริงหรือไม่” อีกต่อไป แต่หันมาตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า กระแสเงินสดที่บริษัทเหล่านี้สร้างได้ ยังเพียงพอจะครอบคลุมงบลงทุนมหาศาลด้าน…

  • |

    ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดโลก น้ำมันพุ่ง ทองร่วง หุ้นชิปเข้าตลาดหมี

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงเสียดทานหนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นไตรมาสสาม เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเริ่มสั่นคลอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนใกล้ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ในแดนลบทั้งสามดัชนีหลัก โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 2.9% ตลอดสัปดาห์ และดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย หรือ SOX เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปฏิกิริยาของทองคำ ซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่สินทรัพย์ปลอดภัยตามตำรา กลับร่วงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะตลาดตีความว่าน้ำมันแพงเท่ากับเงินเฟ้อสูง และเงินเฟ้อสูงเท่ากับธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่ากลไกการส่งผ่านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สู่ตลาดการเงินในปี 2569 ได้เปลี่ยนโฉมไปจากเดิม และนักลงทุนไทยที่ยังใช้กรอบความคิดแบบเดิมอาจตั้งรับผิดจุดได้ ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นศูนย์กลางความเสี่ยงอีกครั้ง ไทม์ไลน์ของเดือนกรกฎาคมเริ่มต้นด้วยความหวัง แต่จบลงด้วยความผันผวน หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจและเปิดการเจรจาทางอ้อมที่กาตาร์เมื่อต้นเดือน การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก Al Jazeera รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ 70.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.1% ขณะที่เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตหรือ WTI ลดลง 1.2% มาที่ 67.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศในตลาดขณะนั้นถึงขั้นที่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่า ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้กลายเป็นภาวะล้นตลาดไปแล้วหรือไม่ รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนกรกฎาคมของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ…

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • |

    เศรษฐกิจโลกปี 2026: Stagflation ภัยคุกคาม ธนาคารกลางสู้ศึกดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามอิหร่าน

    สัญญาณเตือนจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนและน่ากังวลที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด-19 เมื่อสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้พลิกสมการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทะยานสูง เงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับ “กับดักสองทาง” อันโหดร้าย ระหว่างการสู้กับเงินเฟ้อที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย กับการพยุงการเติบโตที่ต้องลดดอกเบี้ย — ซึ่งทั้งสองทิศทางล้วนขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังจับตามองการประชุมสำคัญของธนาคารกลางหลายแห่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของเฟดวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ IMF และ World Bank ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จากที่เคยคาดไว้สูงกว่านี้ในเดือนมกราคม โดย Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการ IMF กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากไม่มีวิกฤตนี้ เราจะได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต แต่ตอนนี้ แม้แต่สถานการณ์ที่ดีที่สุดของเราก็ยังต้องมีการปรับลด” ในสถานการณ์เลวร้าย หากราคาน้ำมัน Brent…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *