ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด

แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น) ลดลง 0.2% สัญญาล่วงหน้าดัชนี S&P 500 อ่อนตัว 0.3% และสัญญาล่วงหน้าดัชนี Nasdaq ลดลง 0.5% ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับลง 1.2% มาที่ 3,947.34 จุด ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 0.3% ที่ 8,777.00 จุด มีเพียงดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงที่ยังพยุงตัวไว้ได้ โดยขยับขึ้นเล็กน้อย 0.1% มาที่ 24,202.41 จุด

ท่ามกลางความปั่นป่วนของภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยกลับกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่นักลงทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ดัชนี SET ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคมที่ระดับ 1,621.55 จุด เพิ่มขึ้น 13.25 จุด หรือ 0.82% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 77,145 ล้านบาท ตอกย้ำสถานะของตลาดหุ้นไทยในฐานะ “ตลาดปลอดภัย” ที่มีความเชื่อมโยงกับวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี AI ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ขณะที่ค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐฯ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.2-33.5 บาทต่อดอลลาร์

บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมตลาดการเงินเอเชียแบบเจาะลึกรายตลาด ตั้งแต่โตเกียว โซล ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ มุมไบ ไปจนถึงกรุงเทพฯ พร้อมวิเคราะห์ตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้ ทั้งการแถลงต่อสภาคองเกรสครั้งแรกของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ และการเปิดฤดูกาลประกาศผลประกอบการของธนาคารยักษ์ใหญ่ ก่อนจะสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุนไทย

ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นชนวน: เมื่อน้ำมัน 20% ของโลกตกอยู่ในความเสี่ยงอีกครั้ง

หัวใจของความผันผวนรอบนี้อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทางน้ำแคบ ๆ ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลกก่อนเกิดสงคราม การที่อิหร่านออกมาประกาศว่าได้ปิดช่องแคบดังกล่าว จึงเทียบเท่ากับการหยิบไพ่ใบสุดท้ายที่ทรงพลังที่สุดขึ้นมาเล่นในเกมการต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ดี ภาพในทางปฏิบัติยังคงคลุมเครือ Reuters อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ามีเรือราว 20 ลำได้รับการคุ้มกันผ่านช่องแคบในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะที่เว็บไซต์ติดตามการเดินเรือกลับแสดงให้เห็นว่าการจราจรทางน้ำแทบหยุดนิ่ง ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลสองชุดนี้เองที่ทำให้ตลาดพลังงานอยู่ในภาวะ “ตั้งราคาบนความไม่รู้” กล่าวคือ นักลงทุนไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่าอุปทานน้ำมันจะหายไปจากตลาดจริงเท่าใด และนานเพียงใด

ย้อนกลับไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายน ตลาดเคยขานรับข่าวดีอย่างคึกคัก เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุกรอบข้อตกลงยุติสงคราม โดยมีกาตาร์และปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สวิตเซอร์แลนด์ ดัชนีนิกเกอิเคยพุ่งขึ้นถึง 5.5% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันเดียว ขณะที่ดัชนีคอสปิของเกาหลีใต้ทะยานขึ้นถึง 5.7% ราคาน้ำมันร่วงลงกลับสู่ระดับก่อนสงครามที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แต่ความหวังนั้นเริ่มสั่นคลอนตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงชั่วคราวกับอิหร่าน “จบแล้ว” แม้ภายหลังจะกล่าวเสริมว่าไม่คาดหวังให้กลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบก็ตาม Bloomberg รายงานในช่วงนั้นว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน และหุ้นเกือบ 400 ตัวในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง ก่อนที่ดัชนีจะลดช่วงลบลงได้หลังทรัมป์ส่งสัญญาณผ่อนคลาย

นายคริส เวสตัน (Chris Weston) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone ให้ความเห็นกับ Reuters ในช่วงที่ผ่านมาว่า ณ จุดนี้ ตลาดยังคงเอนเอียงไปทางมุมมองที่ว่าความขัดแย้งกับอิหร่านจะคลี่คลายลงในท้ายที่สุด และการเจรจารอบบันทึกความเข้าใจจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง แต่เขาย้ำว่าเทรดเดอร์เข้าใจดีว่าจำเป็นต้องเปิดใจไว้กับทุกความเป็นไปได้ เพราะสถานการณ์ยังลื่นไหลอย่างมาก และการคาดเดาจังหวะเวลานั้นทำได้ยากอย่างยิ่ง

ประเด็นที่นักลงทุนมักมองข้ามคือ แม้จะมีข้อตกลงเกิดขึ้นจริง การฟื้นฟูการไหลเวียนของพลังงานให้กลับสู่ภาวะปกติก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน นายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เคยยอมรับในเวทีสัมมนาด้านพลังงานที่กรุงวอชิงตันว่า อาจต้องใช้เวลา “หลายเดือน” กว่าอุปทานพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่นายสไวน์ ริงบัคเคน กรรมการผู้จัดการสมาคมประกันภัยความเสี่ยงสงครามของเจ้าของเรือนอร์เวย์ ระบุว่ายังมีเรือหลายพันลำติดค้างอยู่ในและรอบ ๆ น่านน้ำดังกล่าว โดยแม้จะเดินเครื่องเต็มกำลัง การฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถือเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับประมาณการดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2569 ลงมาที่ระดับสมดุล (0 พันล้านดอลลาร์) จากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 7 พันล้านดอลลาร์ โดยระบุปัจจัยหลักคือราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการส่งกลับกำไรตามฤดูกาลของบริษัทข้ามชาติ

ญี่ปุ่น: นิกเกอิย่อตัว 1% แต่ไพ่ใบใหม่ชื่อ “GPIF” อาจพลิกเกมค่าเงินเยน

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดที่ถูกกระทบหนักที่สุดจากข่าวช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงมาก ทำให้ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นแปลว่าต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทันทีสำหรับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก

ก่อนหน้าการปรับตัวลง 1.0% ในวันจันทร์ ดัชนีนิกเกอิ 225 เพิ่งจะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน โดยปิดตลาดวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม เพิ่มขึ้น 1,077 จุด หรือ 1.59% ที่ระดับ 68,821 จุด นำโดยหุ้น Sumco ที่พุ่งขึ้น 15.23% หุ้น SoftBank ที่บวก 11.38% และหุ้น Mitsubishi Motors ที่เพิ่มขึ้น 11.25% ส่วนในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ดัชนีปรับขึ้น 1,126 จุด หรือ 1.68% ปิดที่ 67,945 จุด โดยมีหุ้น Advantest (+6.06%) Tokyo Electron (+5.33%) และ Screen Holdings (+5.15%) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สะท้อนว่าตลาดญี่ปุ่นยังคงถูกกำหนดทิศทางโดยวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์เป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ข่าวที่อาจมีนัยสำคัญเชิงโครงสร้างมากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมากลับไม่ใช่เรื่องหุ้น แต่เป็นเรื่องค่าเงิน เมื่อนางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ได้จุดประเด็นเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาล (Government Pension Investment Fund หรือ GPIF) ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงกองทุนเกษียณอายุอื่น ๆ นำเงินลงทุนบางส่วนกลับเข้ามาถือครองสินทรัพย์ในประเทศมากขึ้น

ข่าวนี้จุดชนวนแรงซื้อเงินเยนและพันธบัตรญี่ปุ่นอย่างฉับพลัน นายเทย์เลอร์ นูเจนต์ (Taylor Nugent) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคาร NAB อธิบายกับ Reuters ว่า ปัจจุบัน GPIF จัดสรรเงินลงทุนในสัดส่วน 50 ต่อ 50 ระหว่างสินทรัพย์ในประเทศกับต่างประเทศ และหากมีการปรับกลับไปสู่บรรทัดฐานก่อนยุคโควิดที่ราว 60 ต่อ 40 ก็จะก่อให้เกิดแรงซื้อเงินเยนขนาดมหาศาล แต่เขาก็ตั้งข้อสังเกตเตือนไว้ด้วยว่า แม้ในทางทฤษฎีการจัดสรรสินทรัพย์สามารถทบทวนได้ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติมักเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า อีกทั้งแผนการลงทุนปีงบประมาณ 2569 ก็ได้ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

ในวันจันทร์ ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับเงินเยน สู่ระดับ 161.96 เยนต่อดอลลาร์ ชดเชยส่วนที่สูญเสียไปในวันศุกร์ได้บางส่วน ค่าเงินเยนที่อ่อนตัวใกล้ระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ ถือเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 40 ปี และเพิ่มขึ้นถึง 13% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา นับเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อทางการญี่ปุ่น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาที่ 1% แล้ว และอัดฉีดเงินเข้าตลาดไปกว่า 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์ กำลังเผชิญกับทางเลือกที่จำกัดลงเรื่อย ๆ ในการปกป้องค่าเงิน โดยมีกำหนดประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้คือการทำสัญญาสวอปเงินตราต่างประเทศกับธนาคารกลางสหรัฐฯ

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี เคยพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2539 หรือในรอบ 30 ปี สะท้อนภาวะเทขายพันธบัตรทั่วโลกที่ลุกลามเข้าสู่เอเชีย นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของญี่ปุ่นเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงฝังลึกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สิ่งที่นักลงทุนไทยควรเข้าใจคือ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามีผลสองด้านต่อบริษัทญี่ปุ่น บริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากต่างประเทศจำนวนมากยังคงได้ประโยชน์ เพราะรายได้สกุลต่างประเทศเมื่อแปลงกลับเป็นเงินเยนจะมีมูลค่าสูงขึ้น ในทางกลับกัน บริษัทที่เน้นตลาดในประเทศและพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบกลับต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ถูกบีบ ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ดัชนีนิกเกอิและดัชนีโทปิกซ์เคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกันในหลายช่วงเวลา

เกาหลีใต้: บททดสอบฟองสบู่ชิป เมื่อ SK Hynix รุ่งที่นิวยอร์ก แต่ร่วงหนักที่โซล

หากมีตลาดใดที่กลายเป็น “ดัชนีชี้วัดอุณหภูมิ” ของวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์โลกในเวลานี้ ตลาดนั้นคือเกาหลีใต้ Reuters ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ร้อนแรงได้กลายเป็นบารอมิเตอร์ของภาคชิปทั่วโลก และการปรับตัวลงเพิ่มเติมอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังตลาดอื่น ๆ ในวงกว้าง

ในวันจันทร์ ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 0.4% แต่ตัวเลขนี้ปกปิดความรุนแรงที่แท้จริง เพราะในสัปดาห์ก่อนหน้า ตลาดเกาหลีใต้ร่วงลงไปแล้วเกือบ 8% จากแรงกดดันที่เกิดจากการใช้เลเวอเรจ (leveraged bets) ในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของการเก็งกำไรในกลุ่มนี้

กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ซึ่งเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาด Nasdaq เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม โดยระดมทุนได้ราว 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขายใบแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (American Depositary Shares) ที่ราคา 149 ดอลลาร์ต่อหน่วย และราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 14% ในวันเปิดตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ความต้องการจองซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายถึงราว 7 เท่า

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันจันทร์กลับเป็นภาพตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง สำนักข่าว AP รายงานว่า หุ้น SK Hynix ที่ซื้อขายในตลาดโซลดิ่งลง 10.6% ขณะที่หุ้น Samsung Electronics คู่แข่งรายใหญ่กว่าร่วงลง 6.7% ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “การขายข่าว” (sell the news) ผสมกับการเก็งกำไรที่ล้นเกิน โดยราคาหุ้น SK Hynix ในตลาดโซลได้พุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 600% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จากความคลั่งไคล้ในกระแส AI

ทั้งนี้ Investing.com รายงานว่า BofA Securities มองว่าการเทขายหุ้นกลุ่ม AI ในญี่ปุ่นล่าสุดเป็นการหมุนเวียนเงินลงทุน (rotation) ที่ดีต่อสุขภาพของตลาด มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการล่มสลาย ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Citi ระบุในบทวิเคราะห์ที่ Reuters อ้างถึงว่า กลุ่มเทคโนโลยียังคงได้คะแนนสูงในแบบจำลองของพวกเขา โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นและมูลค่าที่ยังน่าสนใจ แม้ยอมรับว่าความผันผวนของหุ้น AI อาจยังอยู่ในระดับสูงต่อไปในไตรมาสข้างหน้า พร้อมยืนยันมุมมอง Overweight ต่อหุ้นไอทีทั่วโลกและตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับการให้น้ำหนักเกินในภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรมเชิงวัฏจักร รวมถึงญี่ปุ่น กลุ่มการเงิน และกลุ่มวัสดุ

อีกประเด็นที่เกิดขึ้นหลังตลาดปิดในวันศุกร์และอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีคือ ข่าวที่ Apple ยื่นฟ้อง OpenAI และอดีตพนักงาน 2 รายในข้อหาลักลอบนำความลับทางการค้าไปใช้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันในสมรภูมิ AI กำลังทวีความดุเดือดขึ้นถึงขั้นต้องพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย

ฮ่องกงและจีน: ฮั่งเส็งพยุงตัวได้ ท่ามกลางคลื่น IPO 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์

ในบรรดาตลาดหลักของเอเชีย ฮ่องกงคือตลาดเดียวที่ยังยืนอยู่ในแดนบวกได้ในวันจันทร์ โดยดัชนีฮั่งเส็งขยับขึ้น 0.1% มาที่ 24,202.41 จุด ความแข็งแกร่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีรากฐานมาจากพัฒนาการเชิงโครงสร้างหลายประการที่สะสมมาตลอดครึ่งปีแรก

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม เพิ่มขึ้น 144.94 จุด หรือ 0.6% ที่ระดับ 24,175.12 จุด ซึ่งถือเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบกว่า 8 เดือน โดยได้แรงหนุนจากบรรยากาศที่ดีขึ้นต่อหุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ตของจีน หุ้นที่ปรับขึ้นโดดเด่นได้แก่ Hong Kong Exchanges and Clearing (+6.2%) Xiaomi (+3.4%) Kuaishou Technology (+2.2%) และ Lenovo (+1.8%)

ก่อนหน้านั้น วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ดัชนีฮั่งเส็งปรับลง 169.28 จุด หรือ 0.70% ปิดที่ 24,030.18 จุด กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในภูมิภาคที่ปิดในแดนลบ ในวันที่ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น ดัชนี SSE Composite ของจีนแผ่นดินใหญ่ และดัชนีคอสปิของเกาหลีใต้ ต่างปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง สาเหตุมาจากความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนใหม่หลายตัว โดยเฉพาะจากกลไกการหมดอายุระยะเวลาห้ามขายหุ้น (lock-up expiration) ซึ่งทำให้หุ้นจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน

ตัวเลขที่น่าทึ่งที่สุดของตลาดฮ่องกงในปีนี้คือมูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO ซึ่งสูงถึงเกือบ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เพียงลำพัง ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่กลับคืนมาต่อเรื่องราวการเติบโตและการปฏิรูปของจีน ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Luxshare Precision ซัพพลายเออร์ของ Apple เข้าซื้อขายที่ราคา 63.25 ดอลลาร์ฮ่องกง ใกล้เคียงกับราคา IPO ขณะที่บริษัท AI อย่าง Zhipu AI เปิดขายหุ้นในฮ่องกงเพื่อระดมทุนสูงสุด 4 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในด้านเศรษฐกิจมหภาค ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีของจีนในเดือนมิถุนายนชะลอตัวลงมาที่ 1.0% จาก 1.2% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 4.1% เร่งตัวขึ้นจาก 3.9% ตัวเลขนี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คือแรงกดดันต้นทุนในภาคการผลิตกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสัญญาณของอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ

สำหรับมุมมองระยะกลาง IG International ยังคงเป้าหมายกรณีฐาน (base case) ของดัชนีฮั่งเส็ง ณ สิ้นปี 2569 ไว้ที่ 28,300 จุด ซึ่งหมายถึง Upside ราว 17% จากระดับปัจจุบัน โดยมีเงื่อนไขว่าการดำเนินนโยบายและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต้องยังคงแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนีฮั่งเส็งเคยขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดที่ 28,056 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ก่อนจะย่อตัวลงมา และกรอบการเคลื่อนไหวในรอบ 52 สัปดาห์อยู่ระหว่าง 22,518 ถึง 28,056 จุด

ประเด็นที่ต้องจับตาคือ การเปลี่ยนแปลงของผู้นำตลาดในเชิงกลุ่มอุตสาหกรรม จากเดิมที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มวัสดุ กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศในปีก่อน มาสู่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มวัสดุ และกลุ่มอุตสาหกรรมในปีนี้ การที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์กลับมาเป็นผู้นำ ถูกตีความว่านักลงทุนกำลังวางเดิมพันกับมาตรการสนับสนุนเชิงนโยบายและการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่งเป็นการกระจายฐานของการปรับขึ้นให้กว้างขึ้น แทนที่จะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว

สิงคโปร์และอินเดีย: STI ทำสถิติใหม่ ขณะที่รูปีอ่อนค่าแตะระดับ 95

ในขณะที่ตลาดเอเชียเหนือกำลังปั่นป่วนจากวัฏจักรชิป ตลาดสิงคโปร์กลับกลายเป็นภาพของความมั่นคง ดัชนี Straits Times Index (STI) ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม เพิ่มขึ้น 35.41 จุด หรือ 0.65% ที่ระดับ 5,469.29 จุด ต่อเนื่องจากการปิดที่ 5,433.88 จุดในวันก่อนหน้า และยืนเหนือระดับ 5,460 จุดได้อย่างสบาย ๆ

ความแข็งแกร่งของ STI มาจากหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหลัก ซึ่งคิดเป็นน้ำหนักราวครึ่งหนึ่งของดัชนี ไม่ว่าจะเป็น DBS Group, OCBC Bank หรือ United Overseas Bank (UOB) โดยนักลงทุนคาดหวังว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ไม่มีทีท่าจะลดลง ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี STI ปรับขึ้นถึงราว 30% และเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม

บทเรียนจากสิงคโปร์ที่นักลงทุนไทยควรสังเกตคือ ในภาวะที่เงินทุนโลกกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีราคาแพง ตลาดที่มีลักษณะ “น่าเบื่อแต่มั่นคง” อย่างสิงคโปร์และไทย กลับกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์ ตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นธนาคาร หุ้นปันผลสูง และหุ้นสาธารณูปโภคสูง มีคุณสมบัติเชิงป้องกัน (defensive) ที่ตอบโจทย์นักลงทุนสถาบันที่ต้องการลดความเสี่ยงพอร์ตในช่วงที่ความผันผวนของหุ้น AI ยังสูง

ด้านตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกเช่นเดียวกับไทย ดัชนี Sensex ปิดตลาดล่าสุดพุ่งขึ้น 827 จุด หรือ 1.08% ที่ระดับ 77,569.39 จุด ขณะที่ดัชนี Nifty 50 ปิดที่ราว 24,206.90 จุด และ Bank Nifty อยู่ที่ 58,045.90 จุด นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิทั้งสองฝั่ง โดยนักลงทุนต่างชาติ (FII) ซื้อสุทธิ 1,596 ล้านรูปี และนักลงทุนสถาบันในประเทศ (DII) ซื้อสุทธิ 2,848 ล้านรูปี ขณะที่ดัชนีความผันผวน India VIX อยู่ที่เพียง 12.33 สะท้อนภาวะความผันผวนต่ำ

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของอินเดียคือค่าเงินรูปี ซึ่งอ่อนค่ามาอยู่ที่ราว 95.33 รูปีต่อดอลลาร์ สะท้อนแนวโน้มการอ่อนค่าต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ในตลาดอินเดียประเมินว่าราคาน้ำมันเบรนท์ในกรอบ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังถือว่า “เป็นกลาง” สำหรับหุ้นอินเดีย คือสูงพอที่จะหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่ยังไม่สูงจนกดดันการขาดดุลการคลังหรือผลักดันเงินเฟ้อต้นทุนในกลุ่มปลายน้ำอย่างรุนแรง แต่หากน้ำมันทะลุ 80 ดอลลาร์และยืนได้นาน สมการนี้จะเปลี่ยนไปทันที ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดไทยก็เผชิญเช่นเดียวกัน

ตลาดหุ้นไทย: SET ทะลุ 1,620 จุด เมื่อ “ความไม่มีหุ้นเทค” กลายเป็นจุดขาย

หากมองย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2569 คงมีนักลงทุนไม่มากนักที่จะเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก แต่ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยืนยันสิ่งนั้น ดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุดเล็กน้อย ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 26% มูลค่าตลาดรวมฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 20 ล้านล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ราว 66,000 ล้านบาท

นายชัชชัย ธีศดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยของตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า ดัชนี SET ปิดเดือนมิถุนายนที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 26.3% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai รวมกันในเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้นถึง 87.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 74,400 ล้านบาท

เหตุผลเบื้องหลังการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาตินั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการได้ประโยชน์จาก “จุดอ่อน” ที่เคยถูกวิจารณ์มานาน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาเป็นผลจากการหมุนเวียนพอร์ตการลงทุนระดับโลก (global portfolio rotation) ผสมกับลักษณะเชิงป้องกันของตลาดไทย ต่างจากตลาดหลายแห่งในภูมิภาคที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง ตลาดไทยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนี้จำกัด จึงมีความเปราะบางต่อการปรับฐานของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI น้อยกว่า

ตัวเลขที่สะท้อนได้ชัดที่สุดคือ ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้ว 41,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 27,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดเอเชียที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในปีนี้ นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ SET ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 4.2% เทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดเอเชียที่ 2.9% เพิ่มความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่เน้นรายได้ประจำ แม้อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (forward P/E) จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคก็ตาม

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี SET เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ วันพุธที่ 8 กรกฎาคม ดัชนีปิดที่ 1,576.25 จุด ลดลง 27.88 จุด หรือ 1.74% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 97,960 ล้านบาท จากความกังวลเรื่องความตึงเครียดรอบใหม่ในตะวันออกกลางที่กระตุ้นแรงเทขายอย่างหนักในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ดัชนีกลับดีดตัวขึ้นแรง ปิดที่ 1,608.30 จุด เพิ่มขึ้น 32.05 จุด หรือ 2.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 79,970 ล้านบาท ก่อนจะปิดสัปดาห์ที่ 1,621.55 จุดในวันศุกร์

ตัวเร่งสำคัญของการดีดตัวคือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 400,000 ล้านบาท เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนักลงทุนตีความว่าเป็นสัญญาณของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะดำเนินต่อไป ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าติดต่อกัน 6 วันทำการ นอกจากนี้ ดัชนี SET50 ยังปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 โดยเพิ่มขึ้นถึง 43.87% ในรอบ 12 เดือน

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก คาดการณ์ว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,620-1,630 จุดในเดือนกรกฎาคม โดยให้เหตุผลว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก มาตรการกระตุ้นการบริโภค “คนละครึ่ง” จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในไตรมาส 3 เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ และความเสี่ยงด้านพลังงานได้คลี่คลายลงทั้งในแง่ราคาและอุปทาน เขายังระบุว่าค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพในกรอบ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ทำผลงานได้ดี ซึ่งจะช่วยผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี

ด้านนายกัณฑ์ หทัยสัตยา หัวหน้าฝ่ายวิจัยรายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทยของ CGS International ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ SET จะซื้อขายเหนือ 1,600 จุดในเดือนนี้ โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในครึ่งหลังของปี 2569 เขากล่าวว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 อันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลาง และคาดว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,620-1,650 จุดในเดือนนี้ แต่ย้ำว่าการปรับขึ้นต่อจากนี้จำเป็นต้องอาศัยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะทำผลงานได้ดีจากการเติบโตของสินเชื่อรวม

บล.กสิกรไทย และ บล.ดาโอ ต่างมองว่าตลาดไทยจะเปิดในลักษณะทรงตัวถึงบวกเล็กน้อย โดย บล.ดาโอ แนะนำให้นักลงทุนติดตามปัจจัยชี้นำสำคัญ ได้แก่ ผลการตัดสินเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน และทิศทางของหุ้นเทคโนโลยีโลก พร้อมประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,590-1,640 จุด ขณะที่ บล.ทิสโก้ ระบุแนวรับที่ 1,570 และ 1,550 จุด และแนวต้านที่ 1,595-1,600 จุดในช่วงที่ตลาดอ่อนแอ

ปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างที่ควรจับตายังรวมถึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่งอนุมัติโครงการ 9 โครงการ มูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมด้าน AI อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การบิน พลังงานสะอาด และอาหาร ขณะที่ประเทศไทยยังได้รับคำมั่นการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่ากว่า 4,100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 137,000 ล้านบาท ครอบคลุม 198 โครงการ ตอกย้ำสถานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็ออกมาเตือนว่า ความเสี่ยงจากภายนอก ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาปะทุ ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการเปลี่ยนทิศของเงินทุนโลกไปยังตลาดอื่น อาจทำให้กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาพลิกกลับได้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท หากแผนดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ รัฐบาลอาจต้องหาแหล่งเงินทุนทางเลือกเพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ โดยผู้กำหนดนโยบายกำลังพิจารณาใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือระดมทุนผ่านตลาดทุนสำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ

เงินบาทและนโยบายการเงินไทย: ดาบสองคมจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเปล่งประกาย ค่าเงินบาทกลับเดินสวนทาง ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปรับลดลงมาที่ 33.2820 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม ลดลง 0.32% จากวันก่อนหน้า แต่หากมองในภาพกว้าง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 1.59% ในรอบ 1 เดือน และอ่อนค่าลง 2.60% ในรอบ 12 เดือน โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม เงินบาทเคยอ่อนค่าไปแตะระดับ 33.4615 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบปี ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวในสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ระหว่าง 33.17 ถึง 33.53 บาทต่อดอลลาร์

สาเหตุหลักไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ แต่เป็นเรื่องของ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ด้วยมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ขณะที่ตลาดกำลังปรับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจต้อง “ขึ้น” ดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่วนต่างที่ถ่างกว้างขึ้นนี้ทำให้เงินทุนมีแรงจูงใจไหลออกจากสินทรัพย์สกุลบาทไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าและปลอดภัยกว่าในสหรัฐฯ

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ให้ความเห็นกับ Bangkok Post ว่า หากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงยาวนานหรือปรับขึ้น ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยไทยยังคงตรึงอยู่กับที่ ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่กว้างขึ้นอาจผลักดันให้เงินทุนไหลออกจากไทยไปยังผลตอบแทนที่สูงกว่าและปลอดภัยกว่าในสหรัฐฯ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง

ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี คาดการณ์ว่าธนาคารกลางไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงสิ้นปี 2570 เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเขาชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไทยจะทำได้ยากกว่าในสหรัฐฯ หรือประเทศอื่น ๆ เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยยังคงเปราะบาง ขณะที่นางสาวณัฐพร (นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย) ระบุกับ Bangkok Post ว่า ชัดเจนว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยอีก แต่การขึ้นดอกเบี้ยก็ดูไม่จำเป็นในเวลานี้ที่ราคาน้ำมันปรับลดลง เพราะการขึ้นดอกเบี้ยอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง

ในมุมของ ธปท. การอ่อนค่าของเงินบาทราว 2% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ยังถือเป็นระดับที่ “ปกติ” อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน แรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจผลักดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ได้

ที่น่าสนใจคือ ธปท. ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2.0% (และก่อนหน้านั้นเคยลดลงเหลือ 1.5%) โดยระบุปัจจัยสนับสนุนคือการส่งออกที่แข็งแกร่ง มาตรการกระตุ้นของภาครัฐ และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลาย ธปท. คาดว่ามูลค่าการส่งออกไทยจะเติบโต 8.1% ในปีนี้ ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับความต้องการจากศูนย์ข้อมูล (data center) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคนในปีนี้ และเพิ่มเป็น 35.5 ล้านคนในปีหน้า แต่ในทางกลับกัน ธปท. ได้ปรับลดประมาณการปี 2570 ลงเหลือ 1.8% จาก 2.0% เนื่องจากผลของฐานที่สูง

อย่างไรก็ดี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ได้เตือนถึงลักษณะการฟื้นตัวแบบ “K-shaped” ที่เศรษฐกิจส่วนบนซึ่งเชื่อมโยงกับการลงทุนระดับโลกกำลังขยายตัว ในขณะที่ฐานเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเปราะบาง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากภูมิภาค และการหดตัวของสินเชื่ออย่างรุนแรง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดมาตรฐานการปล่อยกู้ ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 2.42% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน และยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง

เฟด เควิน วอร์ช และเงินเฟ้อ 4.2%: สามตัวแปรชี้ขาดสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์แห่งการทดสอบครั้งใหญ่สำหรับตลาดโลก เพราะมีเหตุการณ์สำคัญ 3 อย่างเรียงต่อกัน

ประการแรก นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ มีกำหนดแถลงต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกในตำแหน่ง ในวันอังคาร ตลาดจะจับตาทุกถ้อยคำเพื่อประเมินว่าท่าทีเหยี่ยว (hawkish) ของเขาจะเข้มข้นเพียงใด โดยเฉพาะในบริบทที่ราคาน้ำมันกำลังพุ่งขึ้นอีกครั้ง

ประการที่สอง ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ จะประกาศในวันอังคารเช่นกัน Reuters ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4.2% อาจแสดงสัญญาณชะลอตัวลงบ้างจากราคาน้ำมันเบนซินที่ปรับลดลง แต่เตือนว่าผลดังกล่าวบางส่วนจะพลิกกลับ เนื่องจากราคาน้ำมันกำลังกลับมาปรับขึ้นอีกครั้ง

ประการที่สาม ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 จะเริ่มต้นขึ้น โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ จะเปิดตัวตั้งแต่วันอังคาร ตามด้วย Netflix และ General Electric นักวิเคราะห์คาดหวังว่าผลประกอบการจะออกมาแข็งแกร่งตามที่ประเมินไว้ ซึ่งจะเป็นแรงพยุงสำคัญของตลาดหุ้นในภาวะที่ปัจจัยมหภาคเป็นลบ

ผลของความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสะท้อนออกมาในตลาดตราสารหนี้อย่างชัดเจน การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้น 2 จุดพื้นฐาน (basis points) มาที่ 4.59% ขณะที่สัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed fund futures) ปรับลดลง 2 ติ๊ก บ่งชี้ถึงการคุมเข้มนโยบายการเงินราว 34 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งหมายความว่าตลาดกำลังตั้งราคาสำหรับการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยของเฟดมากกว่า 1 ครั้ง

ผลพวงจากมุมมองดังกล่าวทำให้ดัชนีดอลลาร์ยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 101.12 ขณะที่ยูโรอ่อนตัวลงเล็กน้อยมาที่ 1.1403 ดอลลาร์ต่อยูโร เนื่องจากยุโรปพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกดดันราคาทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย โดยราคาทองคำร่วงลง 1.1% มาที่ 4,076 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ก่อนหน้านี้ รายงานการประชุมของเฟดที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้กำหนดนโยบาย โดยมีสมาชิกบางส่วนระบุว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วในเวลานั้น ก่อนที่ท้ายที่สุดจะเห็นพ้องกับเพื่อนร่วมคณะให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าเดือนพฤษภาคมที่ปรับลดลงมาเหลือ 129,000 ตำแหน่ง และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 115,000 ตำแหน่ง ก็สร้างภาพความขัดแย้งเชิงนโยบายที่ซับซ้อน กล่าวคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอ่อนแรงลง ในขณะที่เงินเฟ้อยังสูง ซึ่งเป็นสูตรของภาวะ “Stagflation” ที่ธนาคารกลางกลัวที่สุด

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ประเมินความเสี่ยงและโอกาสในครึ่งปีหลัง

เมื่อประมวลความเห็นจากสถาบันการเงินชั้นนำ จะเห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “ความเสี่ยงระยะสั้น” กับ “โอกาสระยะกลาง”

ในฝั่งที่มองบวก Citi ยังคงยืนยันมุมมอง Overweight ต่อหุ้นเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกและตลาดสหรัฐฯ พร้อมจับคู่การลงทุนดังกล่าวกับการให้น้ำหนักเกินในภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรมเชิงวัฏจักร ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น กลุ่มการเงิน และกลุ่มวัสดุ นักวิเคราะห์ของ Citi ยอมรับว่าความผันผวนในหุ้น AI อาจยังอยู่ในระดับสูงต่อไปในไตรมาสหน้า แต่ยืนยันว่ากลุ่มเทคโนโลยียังคงได้คะแนนสูงในแบบจำลอง จากการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นและมูลค่าที่ยังน่าสนใจ

ในฝั่งที่ระมัดระวัง Chris Weston จาก Pepperstone เตือนว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงลื่นไหลอย่างมาก และการมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับจังหวะเวลาของเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นทำได้ยากอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่พยายามจับจังหวะตลาด (market timing) ในภาวะเช่นนี้

สำหรับตลาดไทยโดยเฉพาะ มุมมองของนักวิเคราะห์ค่อนข้างสอดคล้องกันในเชิงบวก โดยกรอบเป้าหมายของ SET ในเดือนกรกฎาคมส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 1,590 ถึง 1,650 จุด ซึ่งหมายความว่า ณ ระดับปิดวันศุกร์ที่ 1,621.55 จุด ดัชนีได้เข้าใกล้ขอบบนของกรอบดังกล่าวแล้ว การปรับขึ้นต่อจากนี้จึงต้องอาศัย “ตัวเร่งใหม่” ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการไตรมาส 2 ที่เกินคาด หรือความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

มีข้อสังเกตเชิงเทคนิคที่นักลงทุนควรตระหนัก คือดัชนี SET ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 26% นับตั้งแต่ต้นปี และ SET50 พุ่งขึ้นเกือบ 44% ในรอบ 12 เดือน ซึ่งเป็นระดับที่ผลตอบแทนสะสมสูงมากในบริบทของตลาดหุ้นไทยที่ซบเซามาหลายปี การปรับฐาน (correction) จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหากมีข่าวร้ายด้านภูมิรัฐศาสตร์เข้ามากระทบ ดังที่เห็นได้จากการดิ่งลง 1.74% ในวันเดียวเมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคม

นักวิเคราะห์บางส่วนยังตั้งข้อสังเกตว่า การฟื้นตัวของ SET ที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Delta Electronics (Thailand) และกลุ่มการเงินเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าการปรับขึ้นยังไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึงทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่ควรพิจารณา เพราะหากหุ้นนำตลาดเพียงไม่กี่ตัวถูกเทขาย ดัชนีโดยรวมอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าที่ค่าเฉลี่ยบ่งชี้

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมของตลาดการเงินเอเชียในวันนี้คือภาพของ “การแยกทาง” (divergence) ที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี ในด้านหนึ่ง ตลาดที่พึ่งพาวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์อย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน กำลังเผชิญกับความผันผวนสูงจากการปรับฐานของหุ้น AI และแรงกดดันจากราคาพลังงาน ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดที่มีลักษณะเชิงป้องกันอย่างไทยและสิงคโปร์ กลับได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนเงินทุนโลก

สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาดังต่อไปนี้

ประการแรก ราคาน้ำมันคือตัวแปรชี้ขาดที่แท้จริง หากราคาน้ำมันเบรนท์ยืนเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างต่อเนื่อง ผลกระทบจะเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ ธปท. ปรับประมาณการลงมาที่ระดับสมดุลแล้ว ไปจนถึงเงินเฟ้อที่จะกลับมาเร่งตัว และท้ายที่สุดคือแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า นักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง PTT หรือ Banpu อาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่หุ้นกลุ่มขนส่ง สายการบิน และค้าปลีกที่มีต้นทุนพลังงานสูงจะถูกกดดัน

ประการที่สอง ความเสี่ยงจาก “การกระจุกตัว” ของการฟื้นตัว แม้ SET จะปรับขึ้นถึง 26% ตั้งแต่ต้นปี แต่การขึ้นนั้นถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นเทคโนโลยีและการเงินเป็นหลัก นักลงทุนควรตรวจสอบว่าพอร์ตของตนกระจุกตัวมากเกินไปในกลุ่มที่วิ่งขึ้นมาแรงหรือไม่ และควรพิจารณาหุ้นปันผลสูงในกลุ่มที่ยังไม่ปรับขึ้นมากเป็นตัวถ่วงสมดุล โดยเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ SET ที่ 4.2% ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 2.9% อย่างมีนัยสำคัญ

ประการที่สาม อย่ามองข้ามความเสี่ยงของ “เงินร้อน” การที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 41,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี เป็นข่าวดี แต่ก็เป็นดาบสองคม เพราะเงินทุนที่ไหลเข้ามาด้วยเหตุผลของการหมุนเวียนพอร์ต (rotation) มักไหลออกได้เร็วพอ ๆ กับที่ไหลเข้า หากหุ้นเทคโนโลยีโลกกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง หรือหากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยถ่างกว้างขึ้นจนถึงจุดที่นักลงทุนไม่อาจเพิกเฉยได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็ได้เตือนถึงความเสี่ยงข้อนี้ไว้แล้ว

ประการที่สี่ นโยบายการเงินไทยมีข้อจำกัดสูง ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ซึ่งนายดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. ยอมรับว่าใกล้ถึงขีดจำกัดของสิ่งที่นโยบายการเงินจะทำได้แล้ว การสนับสนุนเศรษฐกิจจากนี้ไปจึงต้องพึ่งพานโยบายการคลังและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นหลัก นั่นหมายความว่า ชะตากรรมของตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังจะผูกโยงกับความสำเร็จของมาตรการกระตุ้น 400,000 ล้านบาทอย่างแยกไม่ออก ในขณะเดียวกัน ธปท. ก็เตือนว่าการกู้เงินก้อนนี้อาจดันหนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ภายใน 2 ปี ซึ่งจะลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับรับมือวิกฤตในอนาคตลงอย่างมาก

ประการที่ห้า สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง 2.60% ในรอบ 12 เดือน ถือเป็นแรงหนุนต่อผลตอบแทนของกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดค่าเงิน เช่น กรณี GPIF ของญี่ปุ่นที่อาจดึงเงินกลับประเทศ หรือหากเฟดกลับลำมาลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ผลบวกจากอัตราแลกเปลี่ยนอาจกลับทิศได้เช่นกัน การป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedging) จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังสำหรับพอร์ตขนาดใหญ่

ท้ายที่สุด สิ่งที่นักลงทุนควรตระหนักคือ ตลาดกำลังอยู่ในภาวะที่ “ข่าวดีและข่าวร้ายมาพร้อมกัน” เศรษฐกิจไทยได้รับการปรับประมาณการขึ้น การส่งออกเติบโต การท่องเที่ยวฟื้นตัว และเงินทุนต่างชาติไหลเข้า แต่ในเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันกำลังพุ่ง เงินเฟ้อโลกกำลังกลับมา เฟดกำลังส่งสัญญาณเข้มงวด และช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นระเบิดเวลาที่ไม่มีใครรู้ว่าจะระเบิดเมื่อใด

ในสภาวะเช่นนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้นหรือการพยายามจับจังหวะตลาด แต่คือการรักษาวินัยในการกระจายความเสี่ยง การถือครองเงินสดในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อรอโอกาสในการปรับฐาน และการเลือกลงทุนในบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ในภาวะเงินเฟ้อ เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุนอาจมีค่ามากกว่าผลตอบแทนที่หวือหวาในระยะสั้น

Similar Posts

  • แนสแด็กดิ่ง 4% วิกฤตหุ้นชิป-ดอกเบี้ยสูง เขย่าวอลล์สตรีท มิ.ย. 69

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 ด้วยภาพที่สะพรึงกลัวนักลงทุนทั่วโลก เมื่อดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ดิ่งลงกว่า 4.18% ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน นับเป็นการร่วงหนักที่สุดในรอบกว่า 14 เดือน นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตสงครามการค้าช่วงต้นปี 2568 พร้อมกันนั้น ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 2.64% และดาวโจนส์ปิดลบ 695.15 จุด หรือ 1.35% ส่งสัญญาณว่าตลาดกระทิงที่วิ่งต่อเนื่องมา 10 สัปดาห์กำลังหยุดพักและอาจพลิกทิศในระยะสั้น ปัจจัยลบกระหน่ำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งผลประกอบการ Broadcom ที่ผิดหวัง ตัวเลขตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินคาด จนหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ย และการเตรียมตัวเข้าซื้อ IPO SpaceX ที่กำลังจะเกิดขึ้น เซมิคอนดักเตอร์พังทลาย: Broadcom จุดชนวนวิกฤตหุ้นชิป จุดเริ่มต้นของความโกลาหลครั้งนี้มาจากผลประกอบการของ Broadcom ที่ประกาศออกมาหลังตลาดปิดในวันพุธที่ 3 มิถุนายน แม้ Broadcom จะรายงานรายได้ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่…

  • พื้นฐานตลาดหุ้นแบบเข้าใจง่าย: หุ้นคืออะไร ตลาดหุ้นทำงานอย่างไร และราคาหุ้นถูกกำหนดได้อย่างไร

    เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการลงทุนในหุ้นสามารถเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น เงินฝาก พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ หุ้นมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว แม้ว่าจะมาพร้อมกับความผันผวนที่มากกว่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะรู้ว่าหุ้น “น่าลงทุน” แต่ยังมีคำถามพื้นฐานจำนวนมาก เช่น ความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นรากฐานของการตัดสินใจลงทุนที่มีเหตุผล ไม่ใช่การคาดเดาหรือทำตามกระแส ตลาดหุ้นคืออะไร และทำหน้าที่อะไรในระบบเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นคือระบบที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลาง” ให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในระบบนี้จะมีผู้เล่นหลักอยู่ 3 กลุ่มคือ: สิ่งสำคัญคือ ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ “การซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับบริษัทโดยตรง” แต่เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุนด้วยกันเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อหุ้นของ Microsoft คุณไม่ได้ซื้อหุ้นจาก Microsoft โดยตรง แต่คุณกำลังซื้อหุ้นจากนักลงทุนรายอื่นที่ต้องการขายหุ้นนั้น หุ้นคืออะไรในเชิงความหมายที่แท้จริง หุ้น (Stock หรือ Equity) คือ “หลักฐานการเป็นเจ้าของบางส่วนของบริษัท” เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัท เช่น Apple คุณจะกลายเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น แม้จะเป็นสัดส่วนเล็กมากก็ตาม ความเป็นเจ้าของนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์: บริษัทที่เปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เรียกว่า “บริษัทจดทะเบียน” หรือ public company ซึ่งผ่านกระบวนการ…

  • กลยุทธ์พอร์ตหุ้นของ Greg Abel: 60% ของ Berkshire ลงทุนใน 9 หุ้นหลัก บอกอะไรนักลงทุนได้บ้าง?

    การเปลี่ยนแปลงผู้นำจาก Warren Buffett ไปสู่ Greg Abel ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็น “การเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิด” ของหนึ่งในองค์กรลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Berkshire Hathaway ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Berkshire ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ Buffett คือ: แต่เมื่อ Greg Abel เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ภาพที่เริ่มปรากฏคือ “การจัดระเบียบพอร์ต” ให้ชัดเจนขึ้นผ่านการสร้าง core holdings ที่มีน้ำหนักสูงมากในพอร์ต ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต่างจาก Buffett เล็กน้อยในเชิง “โครงสร้างการบริหาร” แม้จะยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกันในเชิง “คุณภาพของธุรกิจ” สิ่งที่น่าสนใจคือ Berkshire ไม่ได้ลดความซับซ้อนของพอร์ตเพียงเพราะความง่ายในการบริหาร แต่กำลังสะท้อนแนวคิดใหม่ว่า ในโลกที่ข้อมูลล้นและตลาดผันผวนสูง การมี “แกนหลักของพอร์ต” ที่ชัดเจนคือสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของผลตอบแทนระยะยาว โครงสร้าง Core Holdings: 9 หุ้นที่กำหนดทิศทางพอร์ต 60% ของ Berkshire หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือการที่ 9 หุ้นหลักคิดเป็นประมาณ 60% ของพอร์ตหุ้นมูลค่ารวมกว่า 320,000…

  • | |

    XRPL เร่งยกระดับความปลอดภัย: วิเคราะห์ Audit $550,000 และผลกระทบต่ออนาคตของ XRP

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากการเป็นเพียงระบบโอนเงินแบบกระจายศูนย์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ซับซ้อน ซึ่งรองรับทั้ง DeFi, NFT, และแอปพลิเคชัน Web3 ระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในด้าน “ความปลอดภัย” ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินความสำเร็จของโปรเจกต์บล็อกเชน ล่าสุด XRP Ledger (XRPL) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการสนับสนุนการแข่งขันตรวจสอบความปลอดภัย (Audit Contest) มูลค่า 550,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความจริงจังในการพัฒนาเครือข่าย แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของ XRP และระบบนิเวศทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจข่าวดังกล่าว พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกถึงผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และการลงทุน สรุปข่าว: XRPL เปิดเกมตรวจสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่ Vet ซึ่งเป็น validator ของ XRP Ledger ได้เปิดเผยว่า ระบบนิเวศ XRPL กำลังเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยอ้างอิงถึงการประกาศของ SHERLOCK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการตรวจสอบ smart contract โครงการนี้เป็นการแข่งขัน audit…

  • การวางแผนเพื่อการเกษียณ: เส้นทางสู่ความสำเร็จทางการเงินเพื่อรีไทร์

    หากเพียงแค่ได้ยินคำว่า “การวางแผนเกษียณ” แล้วรู้สึกกังวลหรือเบื่อหน่าย คุณไม่ได้เป็นคนเดียว หลายคนยังไม่เข้าใจว่าการวางแผนเกษียณหมายถึงอะไรอย่างแท้จริง การวางแผนเกษียณคือแนวคิดกว้าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและเลือกใช้กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงวัยเกษียณได้อย่างมั่นคงและสบายใจ แผนเกษียณที่ดีและมีการดำเนินการอย่างเหมาะสม จะช่วยให้คุณมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหลังจากหยุดทำงานแล้ว บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจความสำคัญของการวางแผนเกษียณ และขั้นตอนที่จำเป็นในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตทางการเงินของคุณ ทำไมคุณควรวางแผนเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ ข่าวดีคือ ผู้คนในปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้น และยังคงมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงแม้ในวัยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันจำนวนมากยังไม่ได้ออมเงินหรือการลงทุนมากพอที่จะสามารถเกษียณในวัย 60 ปีได้อย่างมั่นใจว่าเงินจะเพียงพอไปตลอดชีวิต รายงานจาก Center for Retirement Research at Boston College และ Consumer Financial Protection Bureau ประเมินว่า ประมาณ 50% ของผู้เกษียณในปัจจุบันต้องลดค่าใช้จ่ายลง หรืออาจจำเป็นต้องลดระดับการใช้ชีวิตเพราะเงินไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ผู้เกษียณจำนวนมากยังต้องพึ่งพารายได้จาก Social Security เป็นหลัก ทั้งที่จริงแล้วระบบนี้ถูกออกแบบมาให้แทนรายได้เพียงประมาณ 40% ของเงินเดือนก่อนเกษียณเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง คู่สมรสกว่า 1 ใน 5 และผู้เกษียณที่อยู่คนเดียวถึง 45%…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด

    ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักอย่างยิ่ง หลังจากสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ประกอบกับ IPO ของ SpaceX ที่กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สองปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงตั้งแต่เช้าวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน ท่ามกลางกระแสความกังวลที่คลี่คลาย นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bloomberg ต่างชี้ว่านี่คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนโลกที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม สหรัฐ-อิหร่านจับมือหยุดสงคราม ตลาดเอเชียพุ่งทะยาน ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดตราสารหนี้ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นราว 3% ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับขึ้นกว่า 1.2% ส่วนนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่การปิดทำการในระดับสถิติสูงสุด ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ น้ำมันดิบ Brent ลดลงกว่า 4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นหลังการประกาศข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเพื่อยุติสงคราม โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 5.5% ในช่วงเช้า ขณะที่โคสปีของเกาหลีใต้กระโจนขึ้นถึง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *