เงินเฟ้อสหรัฐ 4.2% พุ่งสูงสุด 3 ปี เฟดยุค Warsh ลุ้นดอกเบี้ย 17 มิ.ย.
|

เงินเฟ้อสหรัฐ 4.2% พุ่งสูงสุด 3 ปี เฟดยุค Warsh ลุ้นดอกเบี้ย 17 มิ.ย.

ยามที่โลกกำลังจับตาดูว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะส่งสัญญาณอะไรในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดก็ออกมาสาดน้ำเย็นใส่ความหวังผู้ที่รอการลดดอกเบี้ย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายปี — สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี — โดยมีสงครามอิหร่านและวิกฤตพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เผชิญบทพิสูจน์ที่ไม่ต่างกัน บทความนี้รวบรวมพัฒนาการสำคัญทั้งหมดที่นักลงทุนไทยต้องรู้ก่อนที่ประวัติศาสตร์การเงินโลกจะถูกเขียนขึ้นในสัปดาห์นี้

เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 4.2%: สัญญาณเตือนจากสมรภูมิพลังงาน

ตัวเลขที่สำนักสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ประกาศเมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นหนักกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่เตรียมใจไว้ แม้ตัวเลข 4.2% จะตรงกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่มันยังหมายถึงการเร่งตัวขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน นับจากอัตรา 3.8% ในเดือนเมษายน

ตัวการสำคัญที่สุดคือพลังงาน CNBC รายงานว่าราคาพลังงานโดยรวมพุ่งขึ้น 23.5% เมื่อเทียบรายปี โดยราคาน้ำมันเบนซินทะยาน 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงถึง 7% เพียงในเดือนเดียว ในขณะที่น้ำมันเตาโดยรวมปรับขึ้นสูงถึง 58.9% รายปี สาเหตุหลักมาจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลกถูกกระทบจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นทะลุ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วงก่อนหน้า

ที่น่าสนใจคือ เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งตัดราคาพลังงานและอาหารออก ปรับขึ้นเพียง 0.2% รายเดือน และ 2.9% รายปี — ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ได้ซึมลึกลงสู่ภาคบริการในวงกว้าง

นายมาร์ค แฮมริก นักวิเคราะห์เศรษฐกิจอาวุโสจาก Bankrate กล่าวว่า การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางมีแนวโน้มจะทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงในอนาคตที่มองเห็นได้ และยังเตือนด้วยว่าความสามารถในการรับมือของครัวเรือนขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงเพิ่มขึ้นเพียง 3.4% รายปี ทำให้ค่าจ้างแท้จริงติดลบ 0.7% เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ — ซึ่งหมายความว่าคนงานสหรัฐมีอำนาจซื้อลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน

ด้าน Fortune รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐตกต่ำสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม พร้อมกับที่ 57% ของชาวอเมริกันระบุว่าราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นกำลังกัดกร่อนการเงินส่วนตัวของตน สะท้อนให้เห็นว่าความรู้สึกของตลาดไม่ได้แยกออกจากชีวิตจริงของประชาชน

ยุค Warsh: เฟดเปลี่ยนผู้นำกลางวิกฤต

การประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ไม่ธรรมดาแค่เพราะตัวเลขเงินเฟ้อ แต่เพราะมันคือ การประชุมครั้งแรกในยุคของเควิน วอร์ช ในฐานะประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

CNBC รายงานว่าวอร์ชซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าการเฟดในช่วงปี 2549-2554 เป็นที่รู้จักในตลาดสามด้านหลัก ได้แก่ มุมมองสายเหยี่ยวต่อเงินเฟ้อ การวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย QE และเจตนารมณ์ที่จะลดขนาดงบดุลของเฟด ทำให้ตลาดเดิมมองว่าเขาจะไม่รีบลดดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม NBC News รายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งแต่งตั้งวอร์ชนั้นระบุอย่างชัดเจนว่าคาดหวังให้เฟดลดดอกเบี้ย ซึ่งสร้างแรงกดดันทางการเมืองที่น่าจับตา แม้ทรัมป์เองก็เริ่มลดระดับความคาดหวังดังกล่าวในช่วงหลัง ส่วนวอร์ชเองมีมุมมองที่น่าสนใจ — เขาเชื่อว่าการเติบโตของผลิตภาพจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมีผลลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาว ทำให้เฟดสามารถลดดอกเบี้ยได้โดยไม่จุดชนวนเงินเฟ้อ ตามที่ Fortune รายงาน

แต่ในระยะสั้น ข้อมูลพูดชัดเจน ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ตลาดฟิวเจอร์สให้ความน่าจะเป็น 96.3% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ในช่วง 3.5%-3.75% ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่โอกาสที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปลายปีนี้เริ่มปรากฏในการประเมินของตลาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566

สิ่งที่นักลงทุนจะจับตามากกว่าตัวการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยคือ “Dot Plot” หรือแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของสมาชิก FOMC แต่ละคน ที่จะบอกว่ากรรมการเฟดคนไหนเริ่มเอนเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นหรือไม่

ความแตกแยกใน FOMC: สัญญาณอันตรายจากรายงานการประชุมเมษายน

หนึ่งในเรื่องที่ตลาดวิตกมากที่สุดในช่วงนี้มาจากรายงานการประชุม FOMC เดือนเมษายน 2569 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม CNBC รายงานว่าการประชุมดังกล่าวมีกรรมการที่ “โหวตไม่เห็นด้วย” ถึง 4 คน — สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2535 — และสมาชิกส่วนใหญ่ของ FOMC ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจมีความจำเป็นหากสงครามอิหร่านยังคงกระตุ้นเงินเฟ้อต่อเนื่อง

ความขัดแย้งอยู่ที่กรรมการเฟดมีมุมมองต่างกันถึงสองเรื่องสำคัญ ได้แก่ ผลกระทบของสงครามต่อเงินเฟ้อจะยืดเยื้อนานแค่ไหน และแถลงการณ์หลังประชุมควรยังส่งสัญญาณว่า “การลดดอกเบี้ยเป็นขั้นตอนต่อไปที่น่าจะเป็น” อยู่หรือไม่

Brent Schutte หัวหน้าฝ่ายลงทุนของ Northwestern Mutual ให้ความเห็นว่าพาวเวลล์ปิดตำแหน่งอย่างมีเกียรติด้วยการมี 4 เสียงคัดค้านในการประชุมเดียว ซึ่งสะท้อนทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในระยะสั้นและแนวโน้มที่จะเห็นการแตกแถวมากขึ้นในยุควอร์ช

นักวิเคราะห์จาก Benzinga อ้างอิงมุมมองของ Bill Adams หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Fifth Third Commercial Bank ว่าเขาคาดการณ์ว่าการประชุมรอบนี้จะยังคงดอกเบี้ย แต่ Dot Plot อาจสะท้อนให้เห็นว่าสมาชิก FOMC มากขึ้นมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตเป็นขั้นตอนที่เป็นไปได้มากกว่าการลด ส่วน Jeffrey Roach หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ LPL Financial เตือนว่าหากการหยุดชะงักที่ช่องแคบฮอร์มุซยังยืดเยื้อจนถึงช่วง Labor Day การช็อคราคาพลังงานอาจขยายตัวและพลิกโฉมความคาดหวังด้านดอกเบี้ยโดยสิ้นเชิง

ECB ฝั่งยุโรป: คงดอกเบี้ย แต่มองเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

ในฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีทิศทางที่คล้ายกัน แต่ตั้งต้นจากจุดที่ต่างออกไป หลังจาก ECB ปรับลดดอกเบี้ยถึง 8 ครั้งตั้งแต่มิถุนายน 2567 ถึงมิถุนายน 2568 ปัจจุบัน ECB ได้หยุดการปรับลด โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสำคัญทั้งสามไว้ได้แก่ อัตรา Deposit Facility ที่ 2.00% อัตรา Main Refinancing Operations ที่ 2.15% และ Marginal Lending Facility ที่ 2.40%

ตามรายงานจากเว็บไซต์ทางการของ ECB การประชุมเดือนมีนาคม 2569 ระบุชัดเจนว่าสงครามในตะวันออกกลางทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านบวก (upside risks) และความเสี่ยงการเติบโตด้านลบ (downside risks) พร้อมกัน

ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ของ ECB ปรับเงินเฟ้อหัวจดหัวของยูโรโซนขึ้นเป็น 2.6% ในปี 2569 (จาก 1.7% ที่คาดก่อนหน้า) ก่อนที่จะกลับมาที่เป้าหมาย 2.0% ในปี 2570 ส่วนด้านเศรษฐกิจ ECB ปรับลดคาดการณ์ GDP ลงเหลือ 0.9% ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบของสงครามต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้ที่แท้จริง และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

ประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด ย้ำว่า ECB อยู่ในตำแหน่งที่ดีในการรับมือกับความไม่แน่นอนดังกล่าว โดยจะยึดหลักการ “data-dependent” และประเมินสถานการณ์ในแต่ละการประชุม ข้อมูลจาก House of Commons Library ระบุว่าการประชุม ECB ครั้งถัดไปที่ถูกจับตาดูมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ซึ่งตรงกับวันที่บทความนี้จัดทำขึ้น — ทำให้ผลการประชุมจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม

เส้นทางที่แตกต่าง: เฟด vs ECB กับปมสงคราม

ความน่าสนใจในช่วงนี้คือแม้เฟดและ ECB จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามอิหร่านเหมือนกัน แต่จุดเริ่มต้นและโจทย์ที่แตกต่างกันทำให้เส้นทางนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ

สหรัฐเริ่มต้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงกว่ายุโรป และตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งกว่า แม้ CNBC รายงานว่าในช่วงเดือนมีนาคม พาวเวลล์ยอมรับว่าเงินเฟ้อ “ไม่ลดลงมากเท่าที่หวัง” แต่เศรษฐกิจสหรัฐในภาพรวมยังขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง โดยรายงานการประชุมระบุว่า GDP ไตรมาสสามโตที่ 4.4% และไตรมาสสี่อาจอยู่ที่ประมาณ 5.4% ตามการประมาณการของ Atlanta Fed

ฝั่งยุโรปแตกต่างออกไป ECB เพิ่งผ่านการปรับลดดอกเบี้ยมาถึง 8 ครั้งก่อนที่จะหยุดพัก เพราะเงินเฟ้อของยูโรโซนอยู่ใกล้เป้าหมาย 2% แล้วในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่สงครามทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น ด้านอัตราการเติบโตของยุโรปก็อ่อนแอกว่าสหรัฐมาก ทำให้ ECB ต้องระมัดระวังมากขึ้นในการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

ปัจจัยที่ทั้งสองฝั่งเผชิญเหมือนกันคือ ความไม่แน่นอนจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตราบใดที่สงครามยังดำเนินต่อและราคาน้ำมันยังสูง ธนาคารกลางทั้งสองก็ยากที่จะตัดสินใจอย่างมั่นใจ พาวเวลล์เองเคยยอมรับในการแถลงข่าวเดือนมีนาคมว่า “เร็วเกินไปที่จะรู้” ถึงผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

ตลาดเตรียมรับมืออะไรในสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้เป็น “super week” ด้านนโยบายการเงินที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเตรียมตัวรับข้อมูลสำคัญหลายชุดพร้อมกัน

การประชุม FOMC 16-17 มิถุนายน — ตลาดเกือบมีฉันทมติว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ 3.5%-3.75% โดย Polymarket ให้ความน่าจะเป็น 65% สำหรับการคงดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ตลาดสนใจมากกว่าคือ “Dot Plot” ฉบับใหม่และแถลงการณ์แถลงข่าวของวอร์ช ว่าเขาจะส่งสัญญาณ “hawkish” (เน้นสู้เงินเฟ้อ) หรือ “dovish” (เน้นพยุงเศรษฐกิจ) มากกว่ากัน

Polymarket บันทึกด้วยว่า หลังจากที่ผลการประชุม FOMC วันที่ 16-17 ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วว่าคงดอกเบี้ยไว้ไม่เปลี่ยนแปลงตามที่คาด ข้อมูลดังกล่าวถูกยืนยันแล้วว่าช่วงบนของกรอบเป้าหมายยังคงเดิม

สำหรับตลาดพันธบัตร NBC News รายงานว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐและโลกเริ่มสะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นว่าเฟดและธนาคารกลางชั้นนำอื่นจะต้องขึ้นดอกเบี้ยก่อนที่จะลง เพื่อสู้กับเงินเฟ้อจากสงคราม

สำหรับตลาดหุ้น นักลงทุนส่วนหนึ่งยังคงหวังว่าการที่ Core CPI ไม่ได้เกิน 3% จะช่วยให้เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย อย่างที่ Bret Kenwell นักวิเคราะห์จาก eToro กล่าวว่าตัวเลขที่ออกมาตรงกับคาดการณ์ “อาจให้ตลาดหายใจได้บ้าง” หลังจากที่นักลงทุนตึงเครียดมาพักหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐนอกกลุ่ม AI ยังคงอ่อนแอ

ด้านทองคำ Mitrade รายงานว่าในสภาวะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูงและราคาน้ำมันยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ ทองคำมักจะมีผลงานดีในช่วงดังกล่าว แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ธนาคารกลางมีท่าทีเข้มงวด

ข้อมูลที่ตลาดจะจับตาอีกชุดคือตัวเลข Personal Consumption Expenditures (PCE) Index ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้น้ำหนักสูงสุดในการตัดสินใจนโยบาย โดย Core PCE ล่าสุดรายงานว่าอยู่ที่ 3.3% รายปีในเดือนเมษายน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยง

สำหรับนักลงทุนในประเทศไทย พัฒนาการเหล่านี้มีนัยยะสำคัญหลายด้านที่ต้องพิจารณา

ค่าเงินบาท: ในสภาวะที่เฟดคงดอกเบี้ยในระดับสูงและส่งสัญญาณ hawkish มากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าในระยะสั้น ซึ่งมักสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาท หากดอลลาร์แข็งขึ้นและบาทอ่อนลง นักนำเข้าและผู้กู้เงินสกุลดอลลาร์จะรู้สึกถึงต้นทุนที่สูงขึ้นทันที ขณะที่ผู้ส่งออกอาจได้ประโยชน์จากรายรับในดอลลาร์ที่แปลงกลับมาเป็นบาทได้มากขึ้น

ราคาพลังงาน: ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การที่ราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากสงครามอิหร่านย่อมกระทบต้นทุนพลังงานในประเทศโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจ

ตลาดหุ้นไทย: หากเฟดส่งสัญญาณ hawkish แรงขึ้น อาจกดดันให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้นมีความน่าดึงดูดมากกว่าในสายตานักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ

ดอกเบี้ยในประเทศ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้จะมีนโยบายดอกเบี้ยเป็นอิสระ แต่ก็ต้องพิจารณาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐด้วย หากส่วนต่างถ่างกว้างออก ก็อาจสร้างแรงกดดันด้านเงินทุนไหลออกและค่าเงิน ทำให้ ธปท. ต้องพิจารณาท่าทีนโยบายการเงินของตนเองอย่างรอบคอบมากขึ้น

ทองคำ: นักลงทุนไทยที่ถือทองคำในพอร์ตอาจได้รับผลกระทบสองทาง คือจากราคาทองโลกที่อาจขึ้นตามความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และจากค่าเงินบาทที่อาจอ่อนลง ซึ่งทั้งสองปัจจัยมีแนวโน้มทำให้ราคาทองคำในบาทสูงขึ้น

บทสรุป: โลกกำลังเขียนบทใหม่ของนโยบายการเงิน

ปี 2569 ดูเหมือนจะเป็นปีที่สลับซับซ้อนที่สุดในวงการนโยบายการเงินโลกในรอบหลายปี ทั้งเฟดและ ECB ต่างต้องเดินหน้าท่ามกลางสงคราม เงินเฟ้อ การเปลี่ยนผู้นำ และความคาดหวังที่ขัดแย้งกันจากทุกทิศทุกทาง

สิ่งที่ชัดเจนที่สุด ณ วันนี้คือ วิสัยทัศน์ที่เคยเห็นในช่วงต้นปีว่า 2569 จะเป็น “ปีแห่งการลดดอกเบี้ย” นั้นถูกพลิกกลับโดยสงครามอิหร่านและราคาพลังงานที่พุ่งสูง Oxford Economics ยังมองว่าเดือนพฤษภาคมอาจเป็นจุดสูงสุดของเงินเฟ้อในปีนี้ โดย Nancy Vanden Houten หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของสำนักดังกล่าวชี้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนอาจทำให้ตัวเลขเดือนถัดไปดีขึ้น แต่ยืนยันว่าเงินเฟ้อจะ “ลดลงช้า” และ Core CPI อาจยังอยู่ในระดับสูงต่อไป

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ยังมีความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยก็ยังมีอยู่ David Einhorn จาก Greenlight Capital ยังคาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้มากกว่าสองครั้งในปีนี้หากสถานการณ์พลิก ส่วน UBS มองว่าการลดดอกเบี้ยจริงจะส่งผลบวกต่อทองคำผ่านการลดลงของ Real Yield ของสหรัฐ

สำหรับนักลงทุนไทย ช่วงเวลานี้คือการทดสอบที่แท้จริงของการกระจายความเสี่ยง (diversification) และความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน ติดตามแถลงการณ์หลังการประชุมเฟดในวันที่ 17 มิถุนายน พร้อมกับแถลงข่าวของวอร์ชอย่างใกล้ชิด — เพราะทุกคำพูดของประธานเฟดคนใหม่ในวาระแรกนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

Similar Posts

  • |

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่…

  • |

    วิเคราะห์วิกฤต สหรัฐฯ-อิหร่าน 24 ชั่วโมงล่าสุด และคลื่นกระแทกต่อตลาดโลก

    ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่วันก่อน โลกดูเหมือนจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความกังวลว่าตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดแตกหัก” อีกครั้ง บทความนี้จะสรุปเหตุการณ์สำคัญในรอบ 1 วันที่ผ่านมา พร้อมบทวิเคราะห์เชิงลึกถึงสิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ 1. สรุปสถานการณ์ 24 ชั่วโมงล่าสุด: “หยุดยิง” ที่ไร้ผล? สถานการณ์ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความสับสนและตึงเครียด โดยมีประเด็นหลักที่เกิดขึ้นดังนี้: การตีความที่แตกต่างและภาวะสุญญากาศของข้อตกลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันทีเมื่อ “รายละเอียด” ในเอกสารของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อิหร่านอ้างว่าข้อตกลงนี้ต้องครอบคลุมถึงการหยุดโจมตีในเลบานอนโดยอิสราเอลด้วย ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่าการปะทะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเป็น “สมรภูมิแยก” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน อิสราเอลเปิดฉากถล่มเลบานอนครั้งใหญ่ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศหยุดยิง กองทัพอิสราเอลได้ปฏิบัติการทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุด โดยถล่มเป้าหมายกว่า 100 แห่งในเลบานอนภายในเวลาเพียง 10 นาที ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 250 ราย เหตุการณ์นี้กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้อิหร่านประกาศว่า “ข้อตกลงหยุดยิงเป็นโมฆะ” อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้สั่งระงับการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทันที ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก…

  • |

    ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโต Joe McCann ถูกสอบสวน หลังคู่หมั้นเสียชีวิตในโรงแรมที่ Zanzibar

    เจาะลึกเหตุการณ์ ความคลุมเครือของคดี และผลกระทบต่อวงการคริปโต เหตุการณ์สะเทือนขวัญในแวดวงคริปโตเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Joe McCann ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโตชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใน Zanzibar ควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังจาก Ashly Robinson คู่หมั้นของเขาเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำระหว่างการท่องเที่ยว คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับสากล ทั้งในแง่ของความไม่ชัดเจนของสาเหตุการเสียชีวิต ความขัดแย้งของข้อมูล และผลกระทบต่อชื่อเสียงในโลกการเงินดิจิทัล ลำดับเหตุการณ์: จากวันพักผ่อนสู่คดีปริศนา ตามรายงานจาก NBC News ระบุว่า Ashly Robinson วัย 31 ปี เสียชีวิตในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 เมษายน หลังจากถูกพบหมดสติในห้องพักโรงแรมหนึ่งวันก่อนหน้า รายละเอียดเหตุการณ์ที่ถูกเปิดเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจใน Tanzania ระบุเบื้องต้นว่าเป็น “การเสียชีวิตที่อาจเข้าข่ายการฆ่าตัวตาย” แต่ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน วิเคราะห์เชิงเหตุการณ์ แม้ข้อมูลเบื้องต้นจะชี้ไปในทิศทางของการฆ่าตัวตาย แต่มีหลายจุดที่ยังไม่ชัดเจน: สิ่งนี้ทำให้คดีเข้าสู่โซน “gray area” ซึ่งต้องพึ่งพาหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม การควบคุมตัวและสถานะของ Joe McCann รายงานจาก CBS News ระบุว่า:…

  • สงครามการค้า-คว่ำบาตรรัสเซียชุด 20 กระทบเศรษฐกิจโลกและไทยปี 2569

    เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นชุดที่ 20 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางการค้าทางทะเล ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูกวาดแผนที่ใหม่ทั้งหมด ทั้งหมดนี้กำลังส่งผลกระทบลึกลงมาถึงภาคส่งออกไทย ซึ่ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทยต่างเตือนว่าอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในรอบสามทศวรรษนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาพรวมที่ดูเหมือนซับซ้อนนี้มีแกนกลางเดียวกันคือ โลกกำลังแตกออกเป็นหลายขั้วทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างไทยกำลังยืนอยู่กลางพายุ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีและทรัพยากรยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะยังคงรักษา “ข้อตกลงสงบศึกที่เปราะบาง” ในสงครามการค้าโลกนี้ไว้ได้หลังการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ภาษีนำเข้าสูง ข้อจำกัดด้านแร่ธาตุหายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยียังคงเป็นจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประเมินว่าความตึงเครียดในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีจาก 145% เหลือ 30% ส่วนจีนจะลดภาษีตอบโต้จาก 125% เหลือ 10% ทั้งสองฝ่ายยังตกลงระงับภาษีเพิ่มเติม 24% เป็นเวลา 90 วัน แต่ตลาดมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่ยาวและขรุขระ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามการค้าอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี…

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ดาวโจนส์ -507 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดย เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ช่วง 3.50–3.75% ตามที่คาดการณ์ แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดไว้คือ dot plot ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเฟดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีความจำเป็น โดยค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยปลายปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จาก 3.4% ในการประมาณการครั้งก่อน ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีพุ่งขึ้นกว่า 16 basis points มาอยู่ที่ 4.216% ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ตลาดหุ้นทุกดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 507 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 51,492.55 จุด ขณะที่ S&P 500 หลุด 1.21% และ Nasdaq Composite ร่วง 1.34% ซึ่งเป็นการปิดที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ของตลาดนิวยอร์ก สัปดาห์ที่ผ่านมาวอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ IPO…

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง! น้ำมันพุ่ง 9% AI สั่นคลอน จับตา CPI ปะทะงบแบงก์ยักษ์สหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่งของปี เมื่อแรงกดดันสามด้านมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่จนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายปี ความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจ “วิ่งนำหน้าตัวเอง” ไปไกลเกินพื้นฐาน และการรอคอยตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมิถุนายนซึ่งจะเป็นข้อมูลชิ้นสุดท้ายก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปลายเดือนนี้ ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.79% ที่ระดับ 7,515.34 จุด ดัชนี Nasdaq Composite ร่วงแรงกว่าที่ 1.55% ปิดที่ 25,873.18 จุด ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลง 138.37 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 52,498.64 จุด โดยแรงขายกระจุกตัวหนักในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดัชนีถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal Weight) แทบไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาดทั้งตลาด แต่อยู่ที่ “หัวใจ” ของตลาดกระทิงรอบนี้ นั่นคือหุ้นกลุ่ม AI สิ่งที่ทำให้เช้าวันอังคารที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *