โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
|

โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ

สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด

Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันและก๊าซยังคงสูงตลอดทั้งปี จะดึงให้ GDP โลกปี 2569 หดตัวลงอย่างน้อย 0.3%

ปัจจุบัน แม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อปลายเดือนเมษายน แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด สหรัฐฯ นำเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำประจำการในภูมิภาค และอิหร่านยังคงต่อต้านการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าว ทำให้ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงไปแตะระดับ 1.81 ล้านเรียลต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากระดับ 811,000 เรียลเมื่อปีก่อน

ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี: ความหวังและความไม่แน่นอนบนเวทีปักกิ่ง

เมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2569) โลกได้เห็นภาพที่หลายคนรอคอย เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มหาศาลาประชาชน โดยมีทั้ง Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Jensen Huang จาก Nvidia ร่วมคณะด้วย

CNBC รายงานว่า สี จิ้นผิงตั้งคำถามเปิดการประชุมว่า สหรัฐฯ และจีนจะหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) หรือไม่ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าประวัติศาสตร์มักจบลงด้วยสงครามเมื่อมหาอำนาจที่กำลังขึ้นมาปะทะกับมหาอำนาจที่ครองโลก นักวิเคราะห์จาก Cornell University ระบุว่า “ผลลัพธ์ของการประชุมนี้อาจส่งผลต่อความอยู่รอดของระเบียบโลกที่อิงกับกฎกติกา”

วาระสำคัญในการประชุม ได้แก่ ภาษีศุลกากร เทคโนโลยี การส่งออกแร่หายาก ไต้หวัน สงครามอิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ โดยก่อนหน้าการประชุม รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent และรองนายกรัฐมนตรีจีน He Lifeng ได้พบกันที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ เพื่อวางโครงร่างข้อตกลงเบื้องต้น

ประเด็นที่น่าจับตาคือ กรอบการค้าที่ถูกเรียกว่า “Board of Trade” ซึ่งอาจนำไปสู่การลดภาษีสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติมูลค่าฝั่งละ 30,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จาก Nomura ให้ความเห็นว่า “การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียด มากกว่าการสร้างกลไกความร่วมมือเชิงลึก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ Nomura ระบุว่าเป็น “วาระเร่งด่วนที่สุด”

สงครามภาษีสหรัฐฯ-จีน: ทศวรรษแห่งความขัดแย้งที่ยังไม่สิ้นสุด

ก่อนที่จะมาถึงการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองประเทศผ่านปี 2568 มาอย่างเจ็บปวด PBS News รายงานว่า ทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการค้าทำให้ปริมาณการค้าสหรัฐฯ-จีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากยุครุ่งเรืองในช่วงปี 2543-2553 บริษัทสหรัฐฯ จำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังเวียดนามและอินเดีย ขณะที่บริษัทจีนเร่งหาตลาดใหม่ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวเลขที่ชี้ให้เห็นความเสียหายชัดเจน: ก่อนที่ทรัมป์จะเริ่มเก็บภาษีจากสินค้าจีนในปี 2561 ภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 3.1% แต่ปัจจุบัน แม้จะลดลงจากระดับสามหลักที่เคยแตะในปีที่แล้ว ภาษีเฉลี่ยยังคงสูงถึงเกือบ 48% ตามข้อมูลจาก Peterson Institute for International Economics

ฝั่งจีน การส่งออกไตรมาสแรกปี 2569 เติบโต 14% คิดเป็นมูลค่า 977,600 ล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 20% และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 32% แต่การส่งออกไปสหรัฐฯ กลับลดลง 16% สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

อีกด้านหนึ่ง จีนยังใช้แร่หายากและชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์เป็นเครื่องมือต่อรอง โดยระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก รวมถึงในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ภูมิรัฐศาสตร์เป็นอาวุธ: WEF เตือนโลกกำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันที่อันตราย

นอกเหนือจากวิกฤตเฉพาะหน้า รายงานความเสี่ยงโลกประจำปีของ World Economic Forum (WEF) ที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2569 ได้ส่งสัญญาณเตือนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยระบุว่า “การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์” (Geoeconomic Confrontation) กลายเป็นภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุดต่อเสถียรภาพโลก

Al Jazeera รายงานผลการสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลกว่า 18% ระบุว่า “การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์” ซึ่งหมายถึงการใช้การค้า การลงทุน การคว่ำบาตร และนโยบายอุตสาหกรรมเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ คือตัวชนวนที่มีโอกาสจุดชนวนวิกฤตโลกมากที่สุดในระยะสั้น รายงานยังระบุว่า “ลัทธิกีดกันทางการค้า นโยบายอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ และการแทรกแซงของรัฐในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ ล้วนส่งสัญญาณว่าโลกกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมากขึ้น”

UN ก็ออกมาในทิศทางเดียวกัน โดย France 24 รายงานว่าสหประชาชาติคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.7% ลดลงจากประมาณการก่อนหน้า โดยอ้างผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยหลัก ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2553-2562 ที่ 3.2% อย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อไทย: ระหว่างวิกฤตพลังงานและพายุการค้า

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์โลกในขณะนี้ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่กำลังซึมลึกเข้าสู่ชีวิตประจำวันและการตัดสินใจลงทุน

ด้านพลังงาน: ไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้าถึง 90% ของความต้องการ และครึ่งหนึ่งของน้ำมันนั้นปกติต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางอีก 30% ซึ่ง LNG คิดเป็นสัดส่วน 55% ของการผลิตไฟฟ้าในประเทศ Krungsri Research ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดึง GDP ไทยปี 2569 ลดลง 0.2-0.9 เปอร์เซ็นต์จากประมาณการพื้นฐานที่ 2.0%

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ KKP Research และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยต่างเตือนว่า GDP ไทยอาจร่วงลงไปเหลือเพียง 0.7% ซึ่งจะทำให้ไทยอยู่ใกล้ขอบเขตของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

ด้านต้นทุนธุรกิจ: Nation Thailand รายงานว่าราคาสินค้าของไทยโดยเฉลี่ยแพงขึ้น 3-5% แล้ว เนื่องจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ค่าประกันภัยทางทะเลพุ่งขึ้น 4-6 เท่า บริษัทเดินเรือหลายรายเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้เวลาขนส่งยาวนานขึ้น 10-15 วัน และต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ภาคเคมีภัณฑ์ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ ราคาเรซินพลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้น 30-40% ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่างมาม่าต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนฟิล์มพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์

ด้านค่าเงิน: นักวิเคราะห์ตลาดการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าผ่านแนว 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาคือระดับราคาน้ำมัน หากเบรนต์อยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บาทอาจเคลื่อนไหวในช่วง 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์

ด้านการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของไทย ลดลงราว 18% จากผลกระทบของสงครามและราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูง ในภาวะที่การท่องเที่ยวคิดเป็น 1 ใน 5 ของ GDP ไทย นี่คือแรงกดดันที่ไม่อาจมองข้ามได้

บทสรุปและมุมมองสำหรับนักลงทุนไทย

ณ วันนี้ โลกกำลังอยู่ในจุดที่ยากจะคาดเดาได้ ผลของการประชุมทรัมป์-สี ที่กำลังดำเนินอยู่ในปักกิ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากการประชุมสำเร็จด้วยดีและมีการลดภาษีสินค้าบางส่วน ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยอาจได้รับแรงหนุน แต่หากประชุมล้มเหลวหรือตึงเครียดในประเด็นไต้หวัน ผลที่ตามมาจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

Eswar Prasad ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จาก Cornell University กล่าวกับ CNBC ว่า “โลกทั้งใบหวังว่าผู้นำทั้งสองจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างน้อยในบางประเด็น และหาทางป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดในประเด็นที่เหลือบานปลายออกไปอีก”

สำหรับนักลงทุนไทย ในระยะสั้น ควรติดตาม 3 ตัวแปรหลักอย่างใกล้ชิด ได้แก่ หนึ่ง ระดับราคาน้ำมันเบรนต์และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ สอง ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนในปักกิ่ง และสาม ทิศทางค่าเงินบาทและแนวโน้มดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องทบทวนในสภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อกำลังกลับมา

ในระยะกลาง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า กระจายตลาดส่งออก และเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว เพราะในโลกที่เศรษฐศาสตร์กลายเป็นอาวุธ ประเทศที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงมากที่สุดเสมอ

Similar Posts

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

  • |

    เฟดยึดดอกเบี้ย 3.5-3.75% ส่งไม้ให้ “วอร์ช” นำทัพ ขณะ ECB สู้ศึกเงินเฟ้อสงครามตะวันออกกลาง

    นโยบายการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างยืนหยัดคงอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางพายุคู่ขนาน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย และสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก บทบาทของเจอโรม พาวเวลล์ในฐานะประธาน Fed สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่เควิน วอร์ช ทายาทที่ทรัมป์เลือกสรร เพิ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเฉียดฉิว 54-45 เสียง เมื่อ 13 พฤษภาคม 2026 พร้อมรับภารกิจที่ท้าทายที่สุดในอาชีพการงาน — นั่นคือการพิสูจน์ว่าเขาสามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ทรัมป์ต้องการ โดยไม่จุดเชื้อเงินเฟ้อที่ยังคุอยู่ให้ลุกโชนอีกครั้ง เส้นทางดอกเบี้ย Fed: จากพาวเวลล์สู่วอร์ช คณะกรรมการตลาดการเงินแบบเปิด (FOMC) ของ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ช่วง 3.5-3.75% ในการประชุมเดือนมกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นการหยุดพักหลังจากลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งก่อนหน้านี้ ตามรายงานของ CNBC ในการประชุมเดือนมีนาคม 2026 FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (benchmark federal funds rate) ไว้ที่ช่วง 3.5-3.75%…

  • เศรษฐกิจโลก 2026: สงครามตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยสูง และผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ฉุดรั้งการเติบโต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนหลายธนาคารกลางต้องทบทวนเส้นทางดอกเบี้ย และภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงในหลายประเทศ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงเหลือเพียง 3.1% จากที่เคยคาดไว้ที่ 3.4% ก่อนความขัดแย้งจะปะทุ สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป IMF ส่งสัญญาณเตือน: เศรษฐกิจโลกอยู่ใต้เงาสงคราม รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2026 ของ IMF ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” สื่อสารถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างชัดเจน ก่อนการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่น่าประทับใจ ภาคเอกชนปรับตัวรับมือกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้ดี ในขณะที่บูมของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยีหนุนการเติบโต แต่ทุกอย่างพลิกผัน เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง ภายใต้สมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะจำกัดขอบเขตและระยะเวลา IMF คาดว่าการเติบโตของ GDP โลกจะชะลอตัวสู่ระดับ 3.1% ในปี 2026…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • |

    วิเคราะห์วิกฤต สหรัฐฯ-อิหร่าน 24 ชั่วโมงล่าสุด และคลื่นกระแทกต่อตลาดโลก

    ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่วันก่อน โลกดูเหมือนจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความกังวลว่าตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดแตกหัก” อีกครั้ง บทความนี้จะสรุปเหตุการณ์สำคัญในรอบ 1 วันที่ผ่านมา พร้อมบทวิเคราะห์เชิงลึกถึงสิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ 1. สรุปสถานการณ์ 24 ชั่วโมงล่าสุด: “หยุดยิง” ที่ไร้ผล? สถานการณ์ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความสับสนและตึงเครียด โดยมีประเด็นหลักที่เกิดขึ้นดังนี้: การตีความที่แตกต่างและภาวะสุญญากาศของข้อตกลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันทีเมื่อ “รายละเอียด” ในเอกสารของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อิหร่านอ้างว่าข้อตกลงนี้ต้องครอบคลุมถึงการหยุดโจมตีในเลบานอนโดยอิสราเอลด้วย ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่าการปะทะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเป็น “สมรภูมิแยก” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน อิสราเอลเปิดฉากถล่มเลบานอนครั้งใหญ่ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศหยุดยิง กองทัพอิสราเอลได้ปฏิบัติการทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุด โดยถล่มเป้าหมายกว่า 100 แห่งในเลบานอนภายในเวลาเพียง 10 นาที ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 250 ราย เหตุการณ์นี้กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้อิหร่านประกาศว่า “ข้อตกลงหยุดยิงเป็นโมฆะ” อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้สั่งระงับการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทันที ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก…

  • |

    Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง

    ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *