โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
|

โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ

สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด

Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันและก๊าซยังคงสูงตลอดทั้งปี จะดึงให้ GDP โลกปี 2569 หดตัวลงอย่างน้อย 0.3%

ปัจจุบัน แม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อปลายเดือนเมษายน แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด สหรัฐฯ นำเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำประจำการในภูมิภาค และอิหร่านยังคงต่อต้านการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าว ทำให้ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงไปแตะระดับ 1.81 ล้านเรียลต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากระดับ 811,000 เรียลเมื่อปีก่อน

ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี: ความหวังและความไม่แน่นอนบนเวทีปักกิ่ง

เมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2569) โลกได้เห็นภาพที่หลายคนรอคอย เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มหาศาลาประชาชน โดยมีทั้ง Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Jensen Huang จาก Nvidia ร่วมคณะด้วย

CNBC รายงานว่า สี จิ้นผิงตั้งคำถามเปิดการประชุมว่า สหรัฐฯ และจีนจะหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) หรือไม่ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าประวัติศาสตร์มักจบลงด้วยสงครามเมื่อมหาอำนาจที่กำลังขึ้นมาปะทะกับมหาอำนาจที่ครองโลก นักวิเคราะห์จาก Cornell University ระบุว่า “ผลลัพธ์ของการประชุมนี้อาจส่งผลต่อความอยู่รอดของระเบียบโลกที่อิงกับกฎกติกา”

วาระสำคัญในการประชุม ได้แก่ ภาษีศุลกากร เทคโนโลยี การส่งออกแร่หายาก ไต้หวัน สงครามอิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ โดยก่อนหน้าการประชุม รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent และรองนายกรัฐมนตรีจีน He Lifeng ได้พบกันที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ เพื่อวางโครงร่างข้อตกลงเบื้องต้น

ประเด็นที่น่าจับตาคือ กรอบการค้าที่ถูกเรียกว่า “Board of Trade” ซึ่งอาจนำไปสู่การลดภาษีสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติมูลค่าฝั่งละ 30,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จาก Nomura ให้ความเห็นว่า “การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียด มากกว่าการสร้างกลไกความร่วมมือเชิงลึก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ Nomura ระบุว่าเป็น “วาระเร่งด่วนที่สุด”

สงครามภาษีสหรัฐฯ-จีน: ทศวรรษแห่งความขัดแย้งที่ยังไม่สิ้นสุด

ก่อนที่จะมาถึงการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองประเทศผ่านปี 2568 มาอย่างเจ็บปวด PBS News รายงานว่า ทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการค้าทำให้ปริมาณการค้าสหรัฐฯ-จีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากยุครุ่งเรืองในช่วงปี 2543-2553 บริษัทสหรัฐฯ จำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังเวียดนามและอินเดีย ขณะที่บริษัทจีนเร่งหาตลาดใหม่ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวเลขที่ชี้ให้เห็นความเสียหายชัดเจน: ก่อนที่ทรัมป์จะเริ่มเก็บภาษีจากสินค้าจีนในปี 2561 ภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 3.1% แต่ปัจจุบัน แม้จะลดลงจากระดับสามหลักที่เคยแตะในปีที่แล้ว ภาษีเฉลี่ยยังคงสูงถึงเกือบ 48% ตามข้อมูลจาก Peterson Institute for International Economics

ฝั่งจีน การส่งออกไตรมาสแรกปี 2569 เติบโต 14% คิดเป็นมูลค่า 977,600 ล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 20% และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 32% แต่การส่งออกไปสหรัฐฯ กลับลดลง 16% สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

อีกด้านหนึ่ง จีนยังใช้แร่หายากและชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์เป็นเครื่องมือต่อรอง โดยระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก รวมถึงในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ภูมิรัฐศาสตร์เป็นอาวุธ: WEF เตือนโลกกำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันที่อันตราย

นอกเหนือจากวิกฤตเฉพาะหน้า รายงานความเสี่ยงโลกประจำปีของ World Economic Forum (WEF) ที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2569 ได้ส่งสัญญาณเตือนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยระบุว่า “การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์” (Geoeconomic Confrontation) กลายเป็นภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุดต่อเสถียรภาพโลก

Al Jazeera รายงานผลการสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลกว่า 18% ระบุว่า “การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์” ซึ่งหมายถึงการใช้การค้า การลงทุน การคว่ำบาตร และนโยบายอุตสาหกรรมเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ คือตัวชนวนที่มีโอกาสจุดชนวนวิกฤตโลกมากที่สุดในระยะสั้น รายงานยังระบุว่า “ลัทธิกีดกันทางการค้า นโยบายอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ และการแทรกแซงของรัฐในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ ล้วนส่งสัญญาณว่าโลกกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมากขึ้น”

UN ก็ออกมาในทิศทางเดียวกัน โดย France 24 รายงานว่าสหประชาชาติคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.7% ลดลงจากประมาณการก่อนหน้า โดยอ้างผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยหลัก ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2553-2562 ที่ 3.2% อย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อไทย: ระหว่างวิกฤตพลังงานและพายุการค้า

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์โลกในขณะนี้ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่กำลังซึมลึกเข้าสู่ชีวิตประจำวันและการตัดสินใจลงทุน

ด้านพลังงาน: ไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้าถึง 90% ของความต้องการ และครึ่งหนึ่งของน้ำมันนั้นปกติต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางอีก 30% ซึ่ง LNG คิดเป็นสัดส่วน 55% ของการผลิตไฟฟ้าในประเทศ Krungsri Research ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดึง GDP ไทยปี 2569 ลดลง 0.2-0.9 เปอร์เซ็นต์จากประมาณการพื้นฐานที่ 2.0%

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ KKP Research และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยต่างเตือนว่า GDP ไทยอาจร่วงลงไปเหลือเพียง 0.7% ซึ่งจะทำให้ไทยอยู่ใกล้ขอบเขตของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

ด้านต้นทุนธุรกิจ: Nation Thailand รายงานว่าราคาสินค้าของไทยโดยเฉลี่ยแพงขึ้น 3-5% แล้ว เนื่องจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ค่าประกันภัยทางทะเลพุ่งขึ้น 4-6 เท่า บริษัทเดินเรือหลายรายเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้เวลาขนส่งยาวนานขึ้น 10-15 วัน และต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ภาคเคมีภัณฑ์ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ ราคาเรซินพลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้น 30-40% ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่างมาม่าต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนฟิล์มพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์

ด้านค่าเงิน: นักวิเคราะห์ตลาดการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าผ่านแนว 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาคือระดับราคาน้ำมัน หากเบรนต์อยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บาทอาจเคลื่อนไหวในช่วง 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์

ด้านการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของไทย ลดลงราว 18% จากผลกระทบของสงครามและราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูง ในภาวะที่การท่องเที่ยวคิดเป็น 1 ใน 5 ของ GDP ไทย นี่คือแรงกดดันที่ไม่อาจมองข้ามได้

บทสรุปและมุมมองสำหรับนักลงทุนไทย

ณ วันนี้ โลกกำลังอยู่ในจุดที่ยากจะคาดเดาได้ ผลของการประชุมทรัมป์-สี ที่กำลังดำเนินอยู่ในปักกิ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากการประชุมสำเร็จด้วยดีและมีการลดภาษีสินค้าบางส่วน ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยอาจได้รับแรงหนุน แต่หากประชุมล้มเหลวหรือตึงเครียดในประเด็นไต้หวัน ผลที่ตามมาจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

Eswar Prasad ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จาก Cornell University กล่าวกับ CNBC ว่า “โลกทั้งใบหวังว่าผู้นำทั้งสองจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างน้อยในบางประเด็น และหาทางป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดในประเด็นที่เหลือบานปลายออกไปอีก”

สำหรับนักลงทุนไทย ในระยะสั้น ควรติดตาม 3 ตัวแปรหลักอย่างใกล้ชิด ได้แก่ หนึ่ง ระดับราคาน้ำมันเบรนต์และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ สอง ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนในปักกิ่ง และสาม ทิศทางค่าเงินบาทและแนวโน้มดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องทบทวนในสภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อกำลังกลับมา

ในระยะกลาง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า กระจายตลาดส่งออก และเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว เพราะในโลกที่เศรษฐศาสตร์กลายเป็นอาวุธ ประเทศที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงมากที่สุดเสมอ

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮแล้วสะดุด: ดาวโจนส์ทะลุ 53,000 จุด ก่อนเจอแรงกดจากชิป-สงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์แรกของไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยอารมณ์ที่สวิงรุนแรงผิดปกติ จากบรรยากาศคึกคักที่ผลักดันดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 53,000 จุดในวันจันทร์ กลายเป็นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงสองวันทำการถัดมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้แนวโน้มใหญ่ของตลาดยังเป็นขาขึ้น แต่ความเปราะบางใต้พื้นผิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาหุ้นเทคโนโลยีถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับมาทวงบทบาทอีกครั้ง ภาพรวมของสัปดาห์นี้เล่าเรื่องราวสามองก์ที่ชัดเจน องก์แรกคือความเชื่อมั่นในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หวนกลับมาหนุนตลาดในวันจันทร์ องก์ที่สองคือการเทขายหุ้นชิปครั้งใหญ่หลังผลประกอบการของ Samsung และข่าวการพัฒนาชิป AI ของ DeepSeek และองก์ที่สามคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” พร้อมสั่งโจมตีทางทหารรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและกดดันดัชนีดาวโจนส์ให้ร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพุธ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญทีละวัน วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง พร้อมประเมินผลกระทบที่จะส่งตรงถึงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งในมิติของค่าเงินบาท ราคาทองคำ และทิศทางของตลาดหุ้นไทย ไทม์ไลน์สามวันแห่งความผันผวน: จากนิวไฮสู่แรงเทขาย เปิดตลาดวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังตลาดปิดทำการในวันชาติสหรัฐฯ หุ้นวอลล์สตรีทเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวกจากสัปดาห์ก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.72% ปิดที่ 7,537.43 จุด ดัชนี Nasdaq…

  • |

    เศรษฐกิจโลกเผชิญพายุสามทิศ: สงครามตะวันออกกลาง อัตราดอกเบี้ยแข็งตัว และเงาเงินเฟ้อที่ยังไม่จาง

    โลกเดินเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลแห่งยุคโควิดและสงครามการค้า ทว่าชะตากรรมได้บิดแผนการนั้นเสียสิ้น เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คุกรุ่นขึ้นกลายเป็นตัวแปรทำลายล้างที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงเหลือเพียง 3.1% จากเป้าหมายเดิม 3.4% พร้อมระบุในรายงาน World Economic Outlook เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกกำลัง “ยืนอยู่ในเงาของสงคราม” ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว สำหรับนักลงทุนไทยและผู้กำหนดนโยบาย ภาพรวมนี้มีนัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สงครามตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่เปลี่ยนสมการเศรษฐกิจโลก หากจะเข้าใจพลวัตเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวิกฤต นั่นคือการปะทุของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้น เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความแข็งแกร่งจากปลายปี 2568 โดยภาคเอกชนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลังของบางประเทศ เงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการเติบโตของเทคโนโลยี คาดการณ์ก่อนสงครามชี้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ถึง 3.4% แต่สงครามตะวันออกกลางได้หยุดโมเมนตัมนั้นไว้ ธนาคารโลกรายงานว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการรบกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรับภาระการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของโลกประมาณ 35% ได้ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นที่ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับต้นปีกว่า 50% และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่…

  • | |

    ทองคำ-เงินทำนิวไฮ น้ำมันผันผวนรับเกมฮอร์มุซ เฟดพลิกความคาดหวัง

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของนักลงทุนอีกครั้งในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2026 เมื่อราคาทองคำพุ่งขึ้นเฉียดระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บริเวณ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงิน (Silver) ทะยานทะลุ 64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สร้างสถิติสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์แกว่งตัวรุนแรงในกรอบ 83–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข่าวความคืบหน้าของดีลเปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอเกินคาดอย่างมาก จนพลิกความคาดหวังของตลาดเรื่องทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และผลักดันดัชนีวอลล์สตรีททำสถิติปิดสูงสุดใหม่ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็น พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตของนักลงทุนไทย ทองคำทะยานเฉียดนิวไฮ แรงหนุนจากจ้างงานอ่อนแอและความหวังเฟดผ่อนคลาย ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดของปี 2026 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาราคากลับมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง CNBC รายงานว่า ราคาทองคำตลาดสปอต ณ ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม อยู่ที่ราว 4,356 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 4,252 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้าอย่างชัดเจน ขณะที่ Yahoo Finance ระบุว่าราคาทองคำขยับขึ้นไปแตะ 4,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ถือเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน แรงขับเคลื่อนหลักมาจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนกรกฎาคมที่ออกมาผิดคาดอย่างรุนแรง TheStreet รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ…

  • ทองคำ-เงิน-น้ำมันป่วน เฟดเหยี่ยวสวนสันติภาพอิหร่าน ราคาผันผวนหนัก

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญแรงบีบจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนในสัปดาห์นี้ ด้านหนึ่งคือราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ จนหลุดระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มทยอยเดินทางออกได้ตามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว ส่วนอีกด้านหนึ่งคือท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่คาดคิดของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ที่ทำให้ตลาดเทเงินเข้าซื้อดอลลาร์อย่างหนัก กดดันให้ทองคำและเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยร่วงลงรุนแรง โดยเฉพาะเงินที่ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 6 และทรุดลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดเดือนมกราคม สะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปแล้วในขณะนี้ สำนัก CNBC รายงานว่าราคาทองคำในตลาดโลกยังคงแกว่งตัวผันผวนหนักในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Al Jazeera ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาแล้วกว่า 5% ติดต่อกันสองวันก่อนการลงนามกรอบข้อตกลงสันติภาพ และนักวิเคราะห์จากสำนักข่าวต่างๆ เริ่มหันมาให้น้ำหนักกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าข่าวสงครามตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจสถานการณ์ล่าสุดของตลาดน้ำมัน ทองคำ เงิน และสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน พร้อมมุมมองจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะตกถึงนักลงทุนไทย น้ำมันดิบทรุดต่อเนื่อง 4 วัน หลุด 70 ดอลลาร์ เรือเริ่มออกจากฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันดิบโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้น โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงหลุดระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่สี่ และเกือบจะลบล้างกำไรทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์…

  • | |

    ดาวโจนส์ทำนิวไฮก่อนย่อ หุ้นชิปร่วงหนัก Micron ดิ่ง 10% จับตา Fed ยุค Warsh

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากไตรมาส 3 ปี 2026 ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความหวังและความกังวล เมื่อดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวันที่ระดับ 52,742.66 จุด ก่อนจะแผ่วลงมาปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อยที่ 52,305.24 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 0.66% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก นำโดย Micron ที่ดิ่งลงกว่า 10% หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ผลักดันตลาดมาตลอดครึ่งปีแรก ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ในงานประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB Forum) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ซึ่ง Warsh ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไป” และ Fed จะเดินหน้าสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ พร้อมยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางจากแรงกดดันทางการเมือง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่ออกมาต่ำกว่าคาด กำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนมาเร็วกว่าปกติหนึ่งวันเนื่องจากตลาดปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกความเคลื่อนไหวของวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันแรกของไตรมาส 3 ตั้งแต่ภาพรวมดัชนีหลัก การหมุนเวียนของเม็ดเงินออกจากหุ้นชิปเข้าสู่หุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่มการเงิน…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

    เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *