ทองคำ-เงิน-น้ำมันป่วน เฟดเหยี่ยวสวนสันติภาพอิหร่าน ราคาผันผวนหนัก
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญแรงบีบจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนในสัปดาห์นี้ ด้านหนึ่งคือราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ จนหลุดระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มทยอยเดินทางออกได้ตามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว ส่วนอีกด้านหนึ่งคือท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่คาดคิดของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ที่ทำให้ตลาดเทเงินเข้าซื้อดอลลาร์อย่างหนัก กดดันให้ทองคำและเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยร่วงลงรุนแรง โดยเฉพาะเงินที่ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 6 และทรุดลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดเดือนมกราคม สะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปแล้วในขณะนี้
สำนัก CNBC รายงานว่าราคาทองคำในตลาดโลกยังคงแกว่งตัวผันผวนหนักในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Al Jazeera ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาแล้วกว่า 5% ติดต่อกันสองวันก่อนการลงนามกรอบข้อตกลงสันติภาพ และนักวิเคราะห์จากสำนักข่าวต่างๆ เริ่มหันมาให้น้ำหนักกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าข่าวสงครามตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจสถานการณ์ล่าสุดของตลาดน้ำมัน ทองคำ เงิน และสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน พร้อมมุมมองจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะตกถึงนักลงทุนไทย
น้ำมันดิบทรุดต่อเนื่อง 4 วัน หลุด 70 ดอลลาร์ เรือเริ่มออกจากฮอร์มุซได้
ราคาน้ำมันดิบโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้น โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงหลุดระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่สี่ และเกือบจะลบล้างกำไรทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานตัวเลขล่าสุดในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาปักกิ่งว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนสิงหาคมลดลง 0.54% มาอยู่ที่ 73.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดลง 0.38% อยู่ที่ 70.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการร่วงลงครั้งนี้คือความคืบหน้าของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยถูกปิดกั้นแทบทั้งหมดตั้งแต่สงครามเริ่มต้น สามารถเริ่มเดินทางผ่านได้อีกครั้ง โดยนายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยในการประชุมเมื่อวันพุธว่าปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับเข้าใกล้ระดับก่อนสงครามแล้ว โดยมีน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลไหลผ่านช่องแคบนี้ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แม้เขายอมรับว่าการกลับสู่สภาวะปกติเต็มรูปแบบจะต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวก่อน
ด้านเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียกำลังมุ่งหน้าสู่ท่าเรือราสทานูราเพื่อเริ่มส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการยกเว้นชั่วคราวที่อนุญาตให้ซื้อน้ำมันอิหร่านที่บรรทุกขึ้นเรือไว้ก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดอีกทางหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือตลาดเริ่มหันไปจับตาความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดทั่วโลกในปี 2569 จนถึงขั้นที่อิรักขู่จะถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกหากไม่ได้รับการปรับเพิ่มโควตาการผลิต ในขณะที่สต๊อกน้ำมันดิบที่จุดเก็บคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบสำคัญของสัญญา WTI กลับอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ต้องการใช้งานจริงราว 19 ล้านบาร์เรล สะท้อนความไม่สมดุลที่ยังหลงเหลืออยู่ในระบบ
นักวิเคราะห์จาก IG นายโทนี ไซคามอร์ ให้ความเห็นกับ Reutersว่าความเร็วของการร่วงลงครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายคาดไม่ถึง เพราะตลาดกำลังประเมินว่าน้ำมันจากตะวันออกกลางจะไหลกลับเข้าสู่ระบบเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อนมาก สอดคล้องกับมุมมองของนางวันดานา ฮารี ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน Vanda Insights ที่ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeeraว่า การร่วงลงของราคาน้ำมันรอบนี้เกิดจากแรงจูงใจทางความรู้สึกของตลาดเป็นหลัก เนื่องจากตลาดกำลังไล่ราคาล่วงหน้าไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบเต็มรูปแบบ และอาจกำลังประเมินสถานการณ์ในทางที่ดีที่สุดมากเกินไป โดยยังไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งในด้านโลจิสติกส์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจปะทุขึ้นใหม่
“การร่วงลงของราคาน้ำมันดิบในรอบนี้ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกของตลาดเป็นหลัก ตลาดกำลังไล่ราคาล่วงหน้าไปสู่การฟื้นตัวของอุปทานจากช่องแคบฮอร์มุซ และอาจไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงที่อาจสะดุดได้ตลอดทาง” — วันดานา ฮารี ผู้ก่อตั้ง Vanda Insights ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera
ทองคำ-เงินทรุดหนัก เมื่อเฟดสายเหยี่ยวชนะข่าวสันติภาพ
ในขณะที่ราคาน้ำมันกำลังคลายความร้อนแรงลง ตลาดโลหะมีค่ากลับเดินสวนทางอย่างสิ้นเชิง โดยราคาทองคำและเงินดิ่งลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่ง CNBCรายงานว่าสัญญาทองคำล่วงหน้าปรับตัวลง 1.3% มาปิดที่ระดับ 4,149.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาเงินล่วงหน้าทรุดตัวลงรุนแรงกว่า 5% มาปิดที่ 62.07 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันเดียว สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกที่ลุกลามมาสู่ตลาดโลหะ หลังตลาดเริ่มหวั่นเกรงว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง
รายงาน “Gold Price Today” ฉบับวันที่ 24 มิถุนายน ระบุว่าดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี หลังตลาดเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนธันวาคมขึ้นเป็น 86% จากที่เคยอยู่เพียง 61% เมื่อสัปดาห์ก่อน อันเป็นผลจากคำพูดสายเหยี่ยวของนายวอร์ชที่ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการควบคุมเงินเฟ้อยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของธนาคารกลาง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ตกลงขยายเวลาผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านออกไปอีก 60 วันเพื่อให้การเจรจาสันติภาพดำเนินต่อไปได้ ซึ่งยิ่งลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมลงไปอีก
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือสถานะ “ที่พักพิงปลอดภัย” ของทองคำในช่วงสงครามครั้งนี้กลับไม่เป็นไปตามรูปแบบเดิม โดยนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทองคำได้ปรับตัวสวนทางกับทั้งราคาน้ำมันและค่าเงินดอลลาร์มาตลอด นายรอสส์ นอร์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเว็บไซต์ข้อมูลโลหะมีค่า Metals Daily อธิบายผ่าน CNBC ว่าทั้งดอลลาร์และทองคำต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกันในช่วงสงคราม โดยดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าเนื่องจากปัญหาด้านพลังงานที่ตึงตัว ส่วนทองคำได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนเพื่อความปลอดภัย แต่เมื่อเริ่มมีข้อตกลงสันติภาพ ปัจจัยหนุนทั้งสองด้านนี้ก็เริ่มเสื่อมคลายลงไปพร้อมกัน
ด้านราคาเงินได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่า โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าราคาเงินปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 6 และทรุดตัวลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม สะท้อนแรงขายอย่างต่อเนื่องในตลาดโลหะมีค่าทั้งระบบ ขณะที่นักวิเคราะห์จาก TD Securities นายบาร์ต เมเล็ก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก อธิบายผ่าน CNBC ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในบางช่วงของสงครามได้เพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่นๆ อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับภาวะที่อาจกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทองคำตอบสนองในทิศทางลบ
“ดอลลาร์และทองคำต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกันในช่วงสงคราม สกุลแรกได้แรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าเนื่องจากปัญหาพลังงานตึงตัว ส่วนทองคำได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนเพื่อความปลอดภัย ข้อตกลงสันติภาพจึงเหมือนการปลดเบรกที่กดทองคำและเงินไว้” — รอสส์ นอร์แมน ซีอีโอ Metals Daily ให้สัมภาษณ์กับ CNBC
มุมมองนักวิเคราะห์แตกขั้ว: ยังเชื่อขาขึ้นระยะยาว แต่เตือนผันผวนหนักระยะสั้น
แม้ภาพระยะสั้นของทองคำและเงินจะดูสั่นคลอน แต่นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะยาว โดยนายฟิลิป ไกส์เซิลส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ BNP Paribas Fortis ซึ่งมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำและเงินมาอย่างยาวนาน กล่าวกับ CNBC ว่าเขามองการปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียง “ช่วงสร้างฐาน” มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางตลาดครั้งใหญ่ โดยชี้ว่ารอบนี้โลหะมีค่าแสดงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตลาดหุ้นมากเป็นพิเศษ เพราะทั้งสองตลาดต่างได้รับผลกระทบจากความกังวลว่าเงินเฟ้อจะผลักดันให้ดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นเหมือนกัน
นายไกส์เซิลส์ยังระบุเพิ่มเติมว่าปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดที่เคยผลักดันให้ทองคำและเงินทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ยังคงอยู่ครบถ้วน และเชื่อว่าตลาดขาขึ้นระยะยาวของโลหะมีค่าทั้งสองชนิดจะกลับมาดำเนินต่อ พร้อมมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ในไม่ช้า ขณะที่ในรายงานวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง สถาบัน Silver Institute ประเมินว่าตลาดเงินทั่วโลกจะยังคงอยู่ในภาวะขาดดุลอุปทานต่อเนื่องเป็นปีที่หลายปีติดต่อกัน โดยคาดการณ์ตัวเลขขาดดุลปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 67 ล้านออนซ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ยังหนุนราคาในระยะกลางถึงระยะยาวอยู่ แม้ราคาในระยะสั้นจะถูกกดดันจากแรงเทขายเชิงเทคนิคและการคาดการณ์ดอกเบี้ยก็ตาม
ในด้านธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ ข้อมูลจาก World Gold Council ที่มีการอ้างอิงในหลายรายงานระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 มีการซื้อสุทธิราว 244 ตัน และซื้อเพิ่มอีก 17 ตันในเดือนเมษายน สะท้อนแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายปี อย่างไรก็ตาม ฝั่งที่มองโลกในแง่ระมัดระวังมากกว่าอย่าง Bank of America ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลง โดยนักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารนายไมเคิล วิดเมอร์ ระบุว่าเป้าหมายดังกล่าวดูเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ยัง “ไม่สบายใจ” มีแนวโน้มผลักดันให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นต่อไป
ด้าน Deutsche Bank ก็แสดงมุมมองในทิศทางเดียวกัน โดยระบุในบันทึกวิเคราะห์ว่า “ฝ่ายเหยี่ยวกำลังไล่ฝ่ายกระทิงออกจากตลาด” พร้อมปรับเป้าหมายราคาทองคำไตรมาส 3 ลงมาที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์หากเฟดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง 3-4 ครั้งตามที่บางสำนักคาดการณ์ ก็มีความเสี่ยงที่ราคาทองคำจะร่วงลงไปต่ำถึง 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง
เฟดยุควอร์ช: เงินเฟ้อพุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ใครจะชนะระหว่างสงครามกับดอกเบี้ย
ที่มาของความผันผวนทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดเมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมแรกในตำแหน่งประธานเฟดของนายเควิน วอร์ช ที่เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดคนที่ 17 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม สำนัก CBS News รายงานว่า แม้เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ “แผนภาพจุด” (dot plot) ฉบับใหม่กลับสร้างความประหลาดใจ โดยกรรมการเฟด 9 จาก 19 คนคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ ซึ่งเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดประเมินไว้มาก
เบื้องหลังความกังวลนี้คือตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงขึ้นอย่างชัดเจน โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นแตะ 4.2% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นกว่า 23.5% อันเป็นผลพวงโดยตรงจากสงครามอิหร่าน แม้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานจะยังทรงตัวอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนก็ตาม สถานการณ์นี้ทำให้เฟดต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก เพราะการขึ้นดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่มีต้นตอจากภูมิรัฐศาสตร์ได้ แต่หากไม่ดำเนินการใดๆ เลย ก็เสี่ยงที่เงินเฟ้อจะฝังตัวลึกลงในระบบเศรษฐกิจ
Bank of America ถึงกับปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ทั้งหมด โดยรายงานจาก Fortuneระบุว่าธนาคารเปลี่ยนจากเดิมที่คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี มาเป็นการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% รวม 3 ครั้งภายในปีนี้ ซึ่งจะดันอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 4.25-4.50% จากระดับปัจจุบันที่ 3.50-3.75% โดยนายวอร์ชเองในการแถลงข่าวหลังการประชุมยอมรับว่านโยบายการเงินโดยรวมยังถือว่า “ค่อนข้างเข้มงวดอยู่บางส่วน” แม้จะมีเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดทุนผ่านการระดมทุนของบริษัทต่างๆ ในปีนี้ก็ตาม
“ผมคงพูดคำว่านโยบายการเงิน ‘เข้มงวด’ เต็มปากลำบาก ถ้าดูจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงินตอนนี้ ดังนั้นผมคงต้องบอกว่ามันไม่สม่ำเสมอกัน” — เควิน วอร์ช ประธานเฟด แถลงข่าวหลังการประชุม FOMC รายงานโดย Fortune
นักเศรษฐศาสตร์จาก BlackRock นางการ์กี เชาว์ดูรี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนภาคพื้นอเมริกา ให้ความเห็นกับ CBS News ว่าการประชุมเดือนมิถุนายนไม่น่าจะสร้างความประหลาดใจด้านนโยบายมากนัก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือวิธีที่นายวอร์ชจะใช้กรอบความคิดเรื่องเงินเฟ้อ ปัญญาประดิษฐ์ และทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต ระหว่างแถลงข่าวครั้งแรกของเขาในตำแหน่งนี้ ขณะที่ตลาดสัญญาล่วงหน้าผ่านเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่าก่อนการประชุมตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้สูงถึง 97% แต่ให้น้ำหนักโอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีสูงถึง 70% ซึ่งภายหลังการแถลงข่าวตัวเลขดังกล่าวได้ขยับสูงขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ ตลาดกำลังรอจับตาตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุดที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ หากตัวเลขยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะตอกย้ำมุมมองที่ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันทองคำและเงินต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินดอลลาร์และตราสารหนี้สหรัฐฯ ในระยะสั้น
แร่ธาตุอุตสาหกรรม กองทุนเทรนด์ และความเชื่อมโยงกับหุ้นเทคโนโลยี-ชิป
นอกเหนือจากน้ำมัน ทองคำ และเงินแล้ว ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมในปีนี้ยังถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุนจากกองทุนเทรนด์ตามแนวโน้ม (Commodity Trading Advisors หรือ CTAs) ซึ่ง CNBC รายงานว่าดัชนี SG CTA Index ของ Societe Generale ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดหลักของกลยุทธ์การลงทุนตามแนวโน้ม ปรับตัวขึ้นมากกว่า 12.2% นับจากต้นปีจนถึงวันที่ 3 มิถุนายน โดยพลังงานเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนหลักนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น
นายยุง-ชิน คุง นักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ระบุว่ากองทุน CTAs ได้จับจังหวะการพุ่งขึ้นของโลหะมีค่า โดยเฉพาะเงินและทองคำในช่วงต้นปีได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาสู่โลหะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ และข้อจำกัดด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน ขณะที่นายทอม รอเบล ผู้อำนวยการฝ่ายให้คำปรึกษาด้านทุนของ Societe Generale ระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่กว้างกว่านั้นมากที่กำลังหนุนผลตอบแทนของกองทุน CTAs ในปีนี้
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมโยงนี้เช่นกัน โดย CNBC รายงานว่าหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง Exxon Mobil, Chevron, ConocoPhillips และ SLB ต่างปรับตัวลงมากกว่า 2% ในวันที่ราคาน้ำมันร่วงรุนแรง ขณะที่ดัชนี ETF กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ VanEck Semiconductor (SMH) ก็เผชิญแรงเทขายรุนแรงถึง 7% ในวันเดียวจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย ก่อนหุ้น Micron จะมีการรายงานผลประกอบการ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอัตราดอกเบี้ย และตลาดหุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคยเป็นมา
ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ก็ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4.5% ตามแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ลดลง สะท้อนว่าตลาดพันธบัตรกำลังประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากภูมิรัฐศาสตร์อาจคลายตัวลง แม้ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินจากเฟดจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้ภาพรวมตลาดยังไม่นิ่งสนิทในระยะนี้
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: จับตาทองคำแท่ง น้ำมันเบนซิน และกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์
สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในรอบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุนในหลายมิติ ประการแรก ราคาทองคำในประเทศมีแนวโน้มแกว่งตัวตามทิศทางราคาทองคำโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอย่างใกล้ชิด หากเฟดยังคงส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอาจกดดันราคาทองคำแท่งในประเทศให้ปรับตัวลงตามไปด้วย แม้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในบางช่วงอาจช่วยลดผลกระทบนี้ได้บางส่วนก็ตาม ผู้ที่ถือทองคำเพื่อการลงทุนระยะยาวควรพิจารณาภาพรวมเชิงโครงสร้าง เช่น การซื้อสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกและภาวะขาดดุลอุปทานของเงิน มากกว่าตอบสนองต่อความผันผวนระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
ประการที่สอง การที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงต่อเนื่อง เป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคไทยในแง่ของต้นทุนพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงมีแนวโน้มจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ทั้งเบนซินและดีเซล ปรับตัวลงตามไปด้วยในช่วงถัดไป ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคขนส่งและภาคการผลิตของไทย อันเป็นปัจจัยบวกต่อเงินเฟ้อในประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นในตลาดหลักทรัพย์ไทยอาจต้องระมัดระวังมาร์จิ้นการกลั่นที่อาจถูกบีบแคบลงหากราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนรุนแรงในทิศทางที่คาดเดาได้ยาก
ประการที่สาม นักลงทุนที่ถือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ หรือกองทุนรวมทองคำและเงินทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่าน ETF ต่างประเทศ ควรเตรียมรับมือกับความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนที่อาจสูงกว่าปกติในช่วงนี้ เนื่องจากทิศทางนโยบายการเงินของเฟดยังไม่ชัดเจน และความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ เงิน น้ำมัน และดอลลาร์ในรอบนี้มีลักษณะซับซ้อนกว่าความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่นักลงทุนคุ้นเคย การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตและการไม่ทุ่มเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวมากเกินไปจึงยังเป็นหลักการสำคัญที่ควรยึดถือในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้
สุดท้าย นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและเซมิคอนดักเตอร์ ควรจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญว่าเฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทสรุป: ตลาดกำลังเปลี่ยนจุดโฟกัสจากภูมิรัฐศาสตร์สู่นโยบายการเงิน
ภาพรวมของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดโฟกัสของนักลงทุนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามตะวันออกกลางเป็นหลักในช่วงต้นปี มาสู่การให้ความสำคัญกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ชเป็นตัวแปรหลักในขณะนี้ น้ำมันที่ร่วงลงต่อเนื่องสะท้อนความคืบหน้าของสันติภาพที่ดีขึ้น แต่ทองคำและเงินที่ร่วงตามไปด้วยกลับสะท้อนความกังวลเรื่องดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นมากกว่าจะเป็นเรื่องความสงบสุขทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ผิดแผกไปจากรูปแบบดั้งเดิมที่นักลงทุนคุ้นเคย ในระยะถัดไป ตัวแปรที่นักลงทุนทั่วโลกรวมถึงนักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ยั่งยืนหรือไม่ ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงพฤติกรรมการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างระยะยาวให้กับราคาทองคำ ไม่ว่าตลาดในระยะสั้นจะผันผวนไปในทิศทางใด
