ทองคำ-เงิน-น้ำมันป่วน เฟดเหยี่ยวสวนสันติภาพอิหร่าน ราคาผันผวนหนัก

ทองคำ-เงิน-น้ำมันป่วน เฟดเหยี่ยวสวนสันติภาพอิหร่าน ราคาผันผวนหนัก

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญแรงบีบจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนในสัปดาห์นี้ ด้านหนึ่งคือราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ จนหลุดระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มทยอยเดินทางออกได้ตามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว ส่วนอีกด้านหนึ่งคือท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่คาดคิดของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ที่ทำให้ตลาดเทเงินเข้าซื้อดอลลาร์อย่างหนัก กดดันให้ทองคำและเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยร่วงลงรุนแรง โดยเฉพาะเงินที่ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 6 และทรุดลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดเดือนมกราคม สะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปแล้วในขณะนี้

สำนัก CNBC รายงานว่าราคาทองคำในตลาดโลกยังคงแกว่งตัวผันผวนหนักในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Al Jazeera ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาแล้วกว่า 5% ติดต่อกันสองวันก่อนการลงนามกรอบข้อตกลงสันติภาพ และนักวิเคราะห์จากสำนักข่าวต่างๆ เริ่มหันมาให้น้ำหนักกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าข่าวสงครามตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจสถานการณ์ล่าสุดของตลาดน้ำมัน ทองคำ เงิน และสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน พร้อมมุมมองจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะตกถึงนักลงทุนไทย

น้ำมันดิบทรุดต่อเนื่อง 4 วัน หลุด 70 ดอลลาร์ เรือเริ่มออกจากฮอร์มุซได้

ราคาน้ำมันดิบโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้น โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงหลุดระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่สี่ และเกือบจะลบล้างกำไรทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานตัวเลขล่าสุดในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาปักกิ่งว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนสิงหาคมลดลง 0.54% มาอยู่ที่ 73.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดลง 0.38% อยู่ที่ 70.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการร่วงลงครั้งนี้คือความคืบหน้าของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยถูกปิดกั้นแทบทั้งหมดตั้งแต่สงครามเริ่มต้น สามารถเริ่มเดินทางผ่านได้อีกครั้ง โดยนายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยในการประชุมเมื่อวันพุธว่าปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับเข้าใกล้ระดับก่อนสงครามแล้ว โดยมีน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลไหลผ่านช่องแคบนี้ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แม้เขายอมรับว่าการกลับสู่สภาวะปกติเต็มรูปแบบจะต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวก่อน

ด้านเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียกำลังมุ่งหน้าสู่ท่าเรือราสทานูราเพื่อเริ่มส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการยกเว้นชั่วคราวที่อนุญาตให้ซื้อน้ำมันอิหร่านที่บรรทุกขึ้นเรือไว้ก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดอีกทางหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือตลาดเริ่มหันไปจับตาความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดทั่วโลกในปี 2569 จนถึงขั้นที่อิรักขู่จะถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกหากไม่ได้รับการปรับเพิ่มโควตาการผลิต ในขณะที่สต๊อกน้ำมันดิบที่จุดเก็บคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบสำคัญของสัญญา WTI กลับอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ต้องการใช้งานจริงราว 19 ล้านบาร์เรล สะท้อนความไม่สมดุลที่ยังหลงเหลืออยู่ในระบบ

นักวิเคราะห์จาก IG นายโทนี ไซคามอร์ ให้ความเห็นกับ Reutersว่าความเร็วของการร่วงลงครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายคาดไม่ถึง เพราะตลาดกำลังประเมินว่าน้ำมันจากตะวันออกกลางจะไหลกลับเข้าสู่ระบบเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อนมาก สอดคล้องกับมุมมองของนางวันดานา ฮารี ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน Vanda Insights ที่ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeeraว่า การร่วงลงของราคาน้ำมันรอบนี้เกิดจากแรงจูงใจทางความรู้สึกของตลาดเป็นหลัก เนื่องจากตลาดกำลังไล่ราคาล่วงหน้าไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบเต็มรูปแบบ และอาจกำลังประเมินสถานการณ์ในทางที่ดีที่สุดมากเกินไป โดยยังไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งในด้านโลจิสติกส์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจปะทุขึ้นใหม่

“การร่วงลงของราคาน้ำมันดิบในรอบนี้ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกของตลาดเป็นหลัก ตลาดกำลังไล่ราคาล่วงหน้าไปสู่การฟื้นตัวของอุปทานจากช่องแคบฮอร์มุซ และอาจไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงที่อาจสะดุดได้ตลอดทาง” — วันดานา ฮารี ผู้ก่อตั้ง Vanda Insights ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera

ทองคำ-เงินทรุดหนัก เมื่อเฟดสายเหยี่ยวชนะข่าวสันติภาพ

ในขณะที่ราคาน้ำมันกำลังคลายความร้อนแรงลง ตลาดโลหะมีค่ากลับเดินสวนทางอย่างสิ้นเชิง โดยราคาทองคำและเงินดิ่งลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่ง CNBCรายงานว่าสัญญาทองคำล่วงหน้าปรับตัวลง 1.3% มาปิดที่ระดับ 4,149.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาเงินล่วงหน้าทรุดตัวลงรุนแรงกว่า 5% มาปิดที่ 62.07 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันเดียว สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกที่ลุกลามมาสู่ตลาดโลหะ หลังตลาดเริ่มหวั่นเกรงว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง

รายงาน “Gold Price Today” ฉบับวันที่ 24 มิถุนายน ระบุว่าดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี หลังตลาดเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนธันวาคมขึ้นเป็น 86% จากที่เคยอยู่เพียง 61% เมื่อสัปดาห์ก่อน อันเป็นผลจากคำพูดสายเหยี่ยวของนายวอร์ชที่ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการควบคุมเงินเฟ้อยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของธนาคารกลาง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ตกลงขยายเวลาผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านออกไปอีก 60 วันเพื่อให้การเจรจาสันติภาพดำเนินต่อไปได้ ซึ่งยิ่งลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมลงไปอีก

สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือสถานะ “ที่พักพิงปลอดภัย” ของทองคำในช่วงสงครามครั้งนี้กลับไม่เป็นไปตามรูปแบบเดิม โดยนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทองคำได้ปรับตัวสวนทางกับทั้งราคาน้ำมันและค่าเงินดอลลาร์มาตลอด นายรอสส์ นอร์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเว็บไซต์ข้อมูลโลหะมีค่า Metals Daily อธิบายผ่าน CNBC ว่าทั้งดอลลาร์และทองคำต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกันในช่วงสงคราม โดยดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าเนื่องจากปัญหาด้านพลังงานที่ตึงตัว ส่วนทองคำได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนเพื่อความปลอดภัย แต่เมื่อเริ่มมีข้อตกลงสันติภาพ ปัจจัยหนุนทั้งสองด้านนี้ก็เริ่มเสื่อมคลายลงไปพร้อมกัน

ด้านราคาเงินได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่า โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าราคาเงินปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 6 และทรุดตัวลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม สะท้อนแรงขายอย่างต่อเนื่องในตลาดโลหะมีค่าทั้งระบบ ขณะที่นักวิเคราะห์จาก TD Securities นายบาร์ต เมเล็ก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก อธิบายผ่าน CNBC ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในบางช่วงของสงครามได้เพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่นๆ อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับภาวะที่อาจกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทองคำตอบสนองในทิศทางลบ

“ดอลลาร์และทองคำต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกันในช่วงสงคราม สกุลแรกได้แรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าเนื่องจากปัญหาพลังงานตึงตัว ส่วนทองคำได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนเพื่อความปลอดภัย ข้อตกลงสันติภาพจึงเหมือนการปลดเบรกที่กดทองคำและเงินไว้” — รอสส์ นอร์แมน ซีอีโอ Metals Daily ให้สัมภาษณ์กับ CNBC

มุมมองนักวิเคราะห์แตกขั้ว: ยังเชื่อขาขึ้นระยะยาว แต่เตือนผันผวนหนักระยะสั้น

แม้ภาพระยะสั้นของทองคำและเงินจะดูสั่นคลอน แต่นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะยาว โดยนายฟิลิป ไกส์เซิลส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ BNP Paribas Fortis ซึ่งมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำและเงินมาอย่างยาวนาน กล่าวกับ CNBC ว่าเขามองการปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียง “ช่วงสร้างฐาน” มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางตลาดครั้งใหญ่ โดยชี้ว่ารอบนี้โลหะมีค่าแสดงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตลาดหุ้นมากเป็นพิเศษ เพราะทั้งสองตลาดต่างได้รับผลกระทบจากความกังวลว่าเงินเฟ้อจะผลักดันให้ดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นเหมือนกัน

นายไกส์เซิลส์ยังระบุเพิ่มเติมว่าปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดที่เคยผลักดันให้ทองคำและเงินทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ยังคงอยู่ครบถ้วน และเชื่อว่าตลาดขาขึ้นระยะยาวของโลหะมีค่าทั้งสองชนิดจะกลับมาดำเนินต่อ พร้อมมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ในไม่ช้า ขณะที่ในรายงานวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง สถาบัน Silver Institute ประเมินว่าตลาดเงินทั่วโลกจะยังคงอยู่ในภาวะขาดดุลอุปทานต่อเนื่องเป็นปีที่หลายปีติดต่อกัน โดยคาดการณ์ตัวเลขขาดดุลปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 67 ล้านออนซ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ยังหนุนราคาในระยะกลางถึงระยะยาวอยู่ แม้ราคาในระยะสั้นจะถูกกดดันจากแรงเทขายเชิงเทคนิคและการคาดการณ์ดอกเบี้ยก็ตาม

ในด้านธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ ข้อมูลจาก World Gold Council ที่มีการอ้างอิงในหลายรายงานระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 มีการซื้อสุทธิราว 244 ตัน และซื้อเพิ่มอีก 17 ตันในเดือนเมษายน สะท้อนแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายปี อย่างไรก็ตาม ฝั่งที่มองโลกในแง่ระมัดระวังมากกว่าอย่าง Bank of America ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลง โดยนักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารนายไมเคิล วิดเมอร์ ระบุว่าเป้าหมายดังกล่าวดูเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ยัง “ไม่สบายใจ” มีแนวโน้มผลักดันให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นต่อไป

ด้าน Deutsche Bank ก็แสดงมุมมองในทิศทางเดียวกัน โดยระบุในบันทึกวิเคราะห์ว่า “ฝ่ายเหยี่ยวกำลังไล่ฝ่ายกระทิงออกจากตลาด” พร้อมปรับเป้าหมายราคาทองคำไตรมาส 3 ลงมาที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์หากเฟดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง 3-4 ครั้งตามที่บางสำนักคาดการณ์ ก็มีความเสี่ยงที่ราคาทองคำจะร่วงลงไปต่ำถึง 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง

เฟดยุควอร์ช: เงินเฟ้อพุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ใครจะชนะระหว่างสงครามกับดอกเบี้ย

ที่มาของความผันผวนทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดเมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมแรกในตำแหน่งประธานเฟดของนายเควิน วอร์ช ที่เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดคนที่ 17 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม สำนัก CBS News รายงานว่า แม้เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ “แผนภาพจุด” (dot plot) ฉบับใหม่กลับสร้างความประหลาดใจ โดยกรรมการเฟด 9 จาก 19 คนคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ ซึ่งเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดประเมินไว้มาก

เบื้องหลังความกังวลนี้คือตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงขึ้นอย่างชัดเจน โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นแตะ 4.2% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นกว่า 23.5% อันเป็นผลพวงโดยตรงจากสงครามอิหร่าน แม้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานจะยังทรงตัวอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนก็ตาม สถานการณ์นี้ทำให้เฟดต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก เพราะการขึ้นดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่มีต้นตอจากภูมิรัฐศาสตร์ได้ แต่หากไม่ดำเนินการใดๆ เลย ก็เสี่ยงที่เงินเฟ้อจะฝังตัวลึกลงในระบบเศรษฐกิจ

Bank of America ถึงกับปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ทั้งหมด โดยรายงานจาก Fortuneระบุว่าธนาคารเปลี่ยนจากเดิมที่คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี มาเป็นการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% รวม 3 ครั้งภายในปีนี้ ซึ่งจะดันอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 4.25-4.50% จากระดับปัจจุบันที่ 3.50-3.75% โดยนายวอร์ชเองในการแถลงข่าวหลังการประชุมยอมรับว่านโยบายการเงินโดยรวมยังถือว่า “ค่อนข้างเข้มงวดอยู่บางส่วน” แม้จะมีเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดทุนผ่านการระดมทุนของบริษัทต่างๆ ในปีนี้ก็ตาม

“ผมคงพูดคำว่านโยบายการเงิน ‘เข้มงวด’ เต็มปากลำบาก ถ้าดูจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงินตอนนี้ ดังนั้นผมคงต้องบอกว่ามันไม่สม่ำเสมอกัน” — เควิน วอร์ช ประธานเฟด แถลงข่าวหลังการประชุม FOMC รายงานโดย Fortune

นักเศรษฐศาสตร์จาก BlackRock นางการ์กี เชาว์ดูรี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนภาคพื้นอเมริกา ให้ความเห็นกับ CBS News ว่าการประชุมเดือนมิถุนายนไม่น่าจะสร้างความประหลาดใจด้านนโยบายมากนัก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือวิธีที่นายวอร์ชจะใช้กรอบความคิดเรื่องเงินเฟ้อ ปัญญาประดิษฐ์ และทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต ระหว่างแถลงข่าวครั้งแรกของเขาในตำแหน่งนี้ ขณะที่ตลาดสัญญาล่วงหน้าผ่านเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่าก่อนการประชุมตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้สูงถึง 97% แต่ให้น้ำหนักโอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีสูงถึง 70% ซึ่งภายหลังการแถลงข่าวตัวเลขดังกล่าวได้ขยับสูงขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ตลาดกำลังรอจับตาตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุดที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ หากตัวเลขยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะตอกย้ำมุมมองที่ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันทองคำและเงินต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินดอลลาร์และตราสารหนี้สหรัฐฯ ในระยะสั้น

แร่ธาตุอุตสาหกรรม กองทุนเทรนด์ และความเชื่อมโยงกับหุ้นเทคโนโลยี-ชิป

นอกเหนือจากน้ำมัน ทองคำ และเงินแล้ว ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมในปีนี้ยังถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุนจากกองทุนเทรนด์ตามแนวโน้ม (Commodity Trading Advisors หรือ CTAs) ซึ่ง CNBC รายงานว่าดัชนี SG CTA Index ของ Societe Generale ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดหลักของกลยุทธ์การลงทุนตามแนวโน้ม ปรับตัวขึ้นมากกว่า 12.2% นับจากต้นปีจนถึงวันที่ 3 มิถุนายน โดยพลังงานเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนหลักนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น

นายยุง-ชิน คุง นักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ระบุว่ากองทุน CTAs ได้จับจังหวะการพุ่งขึ้นของโลหะมีค่า โดยเฉพาะเงินและทองคำในช่วงต้นปีได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาสู่โลหะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ และข้อจำกัดด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน ขณะที่นายทอม รอเบล ผู้อำนวยการฝ่ายให้คำปรึกษาด้านทุนของ Societe Generale ระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่กว้างกว่านั้นมากที่กำลังหนุนผลตอบแทนของกองทุน CTAs ในปีนี้

ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมโยงนี้เช่นกัน โดย CNBC รายงานว่าหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง Exxon Mobil, Chevron, ConocoPhillips และ SLB ต่างปรับตัวลงมากกว่า 2% ในวันที่ราคาน้ำมันร่วงรุนแรง ขณะที่ดัชนี ETF กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ VanEck Semiconductor (SMH) ก็เผชิญแรงเทขายรุนแรงถึง 7% ในวันเดียวจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย ก่อนหุ้น Micron จะมีการรายงานผลประกอบการ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอัตราดอกเบี้ย และตลาดหุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคยเป็นมา

ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ก็ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4.5% ตามแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ลดลง สะท้อนว่าตลาดพันธบัตรกำลังประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากภูมิรัฐศาสตร์อาจคลายตัวลง แม้ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินจากเฟดจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้ภาพรวมตลาดยังไม่นิ่งสนิทในระยะนี้

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: จับตาทองคำแท่ง น้ำมันเบนซิน และกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์

สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในรอบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุนในหลายมิติ ประการแรก ราคาทองคำในประเทศมีแนวโน้มแกว่งตัวตามทิศทางราคาทองคำโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอย่างใกล้ชิด หากเฟดยังคงส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอาจกดดันราคาทองคำแท่งในประเทศให้ปรับตัวลงตามไปด้วย แม้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในบางช่วงอาจช่วยลดผลกระทบนี้ได้บางส่วนก็ตาม ผู้ที่ถือทองคำเพื่อการลงทุนระยะยาวควรพิจารณาภาพรวมเชิงโครงสร้าง เช่น การซื้อสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกและภาวะขาดดุลอุปทานของเงิน มากกว่าตอบสนองต่อความผันผวนระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

ประการที่สอง การที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงต่อเนื่อง เป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคไทยในแง่ของต้นทุนพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงมีแนวโน้มจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ทั้งเบนซินและดีเซล ปรับตัวลงตามไปด้วยในช่วงถัดไป ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคขนส่งและภาคการผลิตของไทย อันเป็นปัจจัยบวกต่อเงินเฟ้อในประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นในตลาดหลักทรัพย์ไทยอาจต้องระมัดระวังมาร์จิ้นการกลั่นที่อาจถูกบีบแคบลงหากราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนรุนแรงในทิศทางที่คาดเดาได้ยาก

ประการที่สาม นักลงทุนที่ถือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ หรือกองทุนรวมทองคำและเงินทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่าน ETF ต่างประเทศ ควรเตรียมรับมือกับความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนที่อาจสูงกว่าปกติในช่วงนี้ เนื่องจากทิศทางนโยบายการเงินของเฟดยังไม่ชัดเจน และความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ เงิน น้ำมัน และดอลลาร์ในรอบนี้มีลักษณะซับซ้อนกว่าความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่นักลงทุนคุ้นเคย การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตและการไม่ทุ่มเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวมากเกินไปจึงยังเป็นหลักการสำคัญที่ควรยึดถือในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้

สุดท้าย นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและเซมิคอนดักเตอร์ ควรจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญว่าเฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทสรุป: ตลาดกำลังเปลี่ยนจุดโฟกัสจากภูมิรัฐศาสตร์สู่นโยบายการเงิน

ภาพรวมของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดโฟกัสของนักลงทุนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามตะวันออกกลางเป็นหลักในช่วงต้นปี มาสู่การให้ความสำคัญกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ชเป็นตัวแปรหลักในขณะนี้ น้ำมันที่ร่วงลงต่อเนื่องสะท้อนความคืบหน้าของสันติภาพที่ดีขึ้น แต่ทองคำและเงินที่ร่วงตามไปด้วยกลับสะท้อนความกังวลเรื่องดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นมากกว่าจะเป็นเรื่องความสงบสุขทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ผิดแผกไปจากรูปแบบดั้งเดิมที่นักลงทุนคุ้นเคย ในระยะถัดไป ตัวแปรที่นักลงทุนทั่วโลกรวมถึงนักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ยั่งยืนหรือไม่ ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงพฤติกรรมการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างระยะยาวให้กับราคาทองคำ ไม่ว่าตลาดในระยะสั้นจะผันผวนไปในทิศทางใด

Similar Posts

  • |

    Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters…

  • |

    ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

    ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง “ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100…

  • |

    วิกฤตพลังงานโลก 2569: สงครามอิหร่านฉุด GDP เงินเฟ้อพุ่ง กระทบไทยหนัก

    เมื่อโลกเพิ่งจะเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้นหลังจากผ่านพ้นคลื่นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 2568 บททดสอบใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “บททดสอบครั้งใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซ—ทางน้ำที่ขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของโลก—ถูกปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งพรวด เงินเฟ้อที่กำลังจะสงบลงกลับฟื้นคืนชีพ และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการดูแลเสถียรภาพราคาและการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทความนี้รวบรวมภาพรวมล่าสุดของสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และผลกระทบต่อนักลงทุนไทยที่ควรจับตา วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของปี 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของการค้าน้ำมันโลก พร้อมกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและกลุ่มประเทศ GCC ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงโลก พุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่วันที่เกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปแตะระดับประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ขณะที่ในช่วงเวลาสูงสุด ราคา Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งสูงสุดที่…

  • โลกในไฟสงคราม: ช่องแคบฮอร์มุซ สงครามการค้า และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก พ.ศ. 2569

    โลกในกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุสามลูกที่ซ้อนทับกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตพลังงานที่กระหน่ำซัดเศรษฐกิจเอเชีย และการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนที่กรุงปักกิ่งซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การค้าโลกได้อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใจจดใจจ่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะสร้างโอกาสหรือความเสียหายครั้งใหญ่เพียงใด วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ภัยพิบัติพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกก็แทบจะปิดตายสนิท การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวก่อให้เกิดการหยุดชะงักการจัดหาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ถึงกับบรรยายสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” การไหลของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังสูญเสียน้ำมันไปกว่า 90% ของปริมาณที่เคยไหลผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน ตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือ ราคาเชื้อเพลิงสำหรับเรือ และเบี้ยประกันภัย อาจส่งผลให้ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้นและกดดันค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางที่สุด Bloomberg รายงานว่า ราคาเชื้อเพลิงกลั่นอย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บางครั้งทะลุ 200 ดอลลาร์ นำมาซึ่งสัญญาณแรกของการชะลอความต้องการในตลาดเอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่า การหยุดชะงักของการขนส่ง LNG…

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

  • Bitcoin ระส่ำหลัง Whale ทุบ IBIT $1.3 พันล้าน สเตเบิลคอยน์ทำลายสถิติ $3.22 แสนล้าน

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกยังคงแกว่งตัวด้วยความผันผวนสูงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่ Bitcoin ยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันเชิงเทคนิคและมหภาคอย่างหนัก หลังนักลงทุนปริศนารายหนึ่งขาย ETF ของ BlackRock มูลค่า 1.29 พันล้านดอลลาร์ผ่าน Dark Pool ในครั้งเดียว ก่อให้เกิดแรงกระแทกลามไปทั่วตลาด ขณะเดียวกัน มูลค่าสเตเบิลคอยน์รวมทั่วโลกทะลุสถิติใหม่ที่ 3.22 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของ 95 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักรและแคนาดา ด้านข่าวเชิงบวกยังคงหนุนความเชื่อมั่นระยะยาว เมื่อมีรายงานว่า Elon Musk กำลังหารือการควบรวม Tesla กับ SpaceX ซึ่งหากสำเร็จจะสร้างคลัง Bitcoin ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ 5 อันดับแรกของโลก พร้อมกับการที่ Jefferies ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกออกรายงานคาดว่า IPO บริษัทคริปโตและบล็อกเชนจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี Bitcoin แกว่งแนวรับ $76,000 หลัง Whale ทุบ IBIT $1.29 พันล้านผ่าน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *