ผลประกอบการ Mag 7 และวาระสุดท้ายของ Powell: สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

ผลประกอบการ Mag 7 และวาระสุดท้ายของ Powell: สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแข็งแกร่งในวันศุกร์และ Nvidia ทำสถิติราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับมือกับสัปดาห์ที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญมากที่สุดแห่งฤดูกาลประกาศผลประกอบการนี้ ทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกที่กำลังจะออกมาพร้อมกัน

ภาพรวมตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนจะมองไปข้างหน้า ย้อนดูตัวเลขจากสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อน ดัชนี S&P 500 ปิดวันศุกร์บวก 0.8% และทำกำไรได้ 0.6% ตลอดสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq ซึ่งเน้นหนักในกลุ่มเทคโนโลยีปิดวันศุกร์พุ่งขึ้นถึง 1.6% และสร้างผลตอบแทน 1.5% ตลอดช่วงห้าวันซื้อขาย

ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปิดวันศุกร์ลดลง 0.2% และทำผลตอบแทนติดลบ 0.4% ตลอดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นในวงกว้าง

สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่มีความแน่นอน และนักลงทุนจำนวนมากยังรู้สึกอึดอัดกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น แต่ในสัปดาห์นี้ตลาดจะมีปัจจัยขับเคลื่อนอื่นๆ มากมายที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญของตลาด และในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดคำถามใหม่ที่ยังไม่มีคำตอบ

ไฮไลต์ปฏิทินเหตุการณ์สัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับนักลงทุน ด้วยเหตุการณ์ใหญ่ที่ซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ

Magnificent Seven เปิดบัญชีพร้อมกันวันพุธ

จุดสนใจหลักของสัปดาห์คือผลประกอบการไตรมาสแรกจาก ห้าในเจ็ด บริษัทกลุ่ม Magnificent Seven หรือ Mag 7 ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอเมริกาและตลาดหุ้นโลกมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

วันพุธ จะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะ Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta จะรายงานผลประกอบการพร้อมกันในวันเดียว ซึ่งหมายความว่าตลาดจะได้รับข้อมูลเชิงลึกจากบริษัทที่ครอบคลุมตั้งแต่ Cloud Computing, ปัญญาประดิษฐ์, E-Commerce ไปจนถึง Social Media และดิจิทัลแอดเวอร์ไทซิ่ง ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

จากนั้น วันพฤหัสบดี จะเป็นคิวของ Apple ที่จะรายงานผลประกอบการ ในขณะที่ Tesla ได้ประกาศผลไปแล้วก่อนหน้านี้ และ Nvidia จะเป็นรายสุดท้ายของกลุ่มที่จะรายงานผลในช่วงปลายปฏิทิน

การที่บริษัทเหล่านี้รายงานผลในช่วงเวลาใกล้กันจะให้ภาพรวมที่ครบถ้วนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในแง่ของการลงทุนและผลตอบแทนจาก AI ที่เป็นประเด็นที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้

Mag 7 เผชิญไตรมาสแรกที่ยากลำบาก

ความสำคัญของการประกาศผลครั้งนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อพิจารณาจากบริบทของไตรมาสแรกที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีหนักแน่นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอเมริกามาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของไตรมาสแรกในสภาวะซบเซา

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม บริษัททั้งเจ็ดสูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันถึง 850,000 ล้านดอลลาร์ และเมื่อสิ้นเดือน สมาชิกทั้งเจ็ดรายล้วนติดลบเมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งเป็นภาพที่นักลงทุนไม่คุ้นชินนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่ตลาดรอคำตอบจึงมีอยู่ว่า ผลประกอบการจริงจะดีพอที่จะพิสูจน์ว่าการขายออกในไตรมาสแรกนั้นรุนแรงเกินไป และสร้างแรงผลักดันให้ราคาหุ้นฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่

นอกจาก Mag 7: บริษัทอื่นที่น่าจับตา

แม้ว่ากลุ่ม Mag 7 จะครองความสนใจส่วนใหญ่ แต่สัปดาห์นี้ยังมีผลประกอบการจากบริษัทอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ในกลุ่ม โทรคมนาคม ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่อย่าง Verizon จะรายงานผลในวันจันทร์ และ T-Mobile จะตามมาในวันอังคาร ซึ่งจะให้ภาพรวมของสภาพการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจโทรคมนาคมในสหรัฐฯ

ในกลุ่ม การชำระเงิน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ดีของการใช้จ่ายผู้บริโภค Visa จะรายงานผลในวันจันทร์ และ Mastercard จะตามมาในวันพฤหัสบดี ตัวเลขของบริษัทเหล่านี้จะช่วยประเมินได้ว่าผู้บริโภคอเมริกันยังคงใช้จ่ายอยู่ในระดับใดท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

กลุ่มที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในสัปดาห์นี้คือ พลังงาน เนื่องจากผลประกอบการของ Exxon Mobil และ Chevron รวมถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่อื่นๆ อย่าง BP, Phillips 66, Valero และ Dominion Energy จะให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามในอิหร่านต่อตลาดพลังงานโลก ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้พุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

Fed ยังคงดอกเบี้ย: ไม่มีใครเซอร์ไพรส์

ในด้านนโยบายการเงิน การประชุม Federal Open Market Committee (FOMC) ในวันพุธจะเป็นการประชุมที่สองจากท้ายสุดของ Jerome Powell ในฐานะประธาน Fed ก่อนที่เขาจะหมดวาระ และตลาดมีความชัดเจนอย่างมากว่าจะเกิดอะไรขึ้น

นักเทรดในตลาด Futures กำหนดโอกาสถึง 99.5% ที่ FOMC จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมที่ 3.5% ถึง 3.75% ซึ่งหมายความว่าคำถามที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะลดหรือขึ้นดอกเบี้ย แต่คือสัญญาณในอนาคตที่ Powell จะส่งออกมาเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในบริบทที่สงครามอิหร่านกำลังกดดันราคาพลังงานและอาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

PCE: ตัวเลขเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญที่สุด

อีกหนึ่งตัวเลขที่สำคัญไม่แพ้การประชุม Fed คือดัชนี Personal Consumption Expenditures (PCE) ซึ่งจะเปิดเผยในวันพฤหัสบดี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุดในการกำหนดนโยบายการเงิน และตัวเลขเดือนมีนาคมนี้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

ตลาดต้องการดูว่าเงินเฟ้อที่ยังคง “เหนียว” อยู่นั้นจะแสดงสัญญาณผ่อนคลายลงหรือไม่ และที่สำคัญคือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานขึ้นไปได้เริ่มสะท้อนออกมาในตัวเลขราคาผู้บริโภคในเดือนมีนาคมแล้วหรือยัง คำตอบของคำถามนี้จะมีผลโดยตรงต่อการคาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี

บทสรุป: สัปดาห์แห่งการพิสูจน์ตัวเอง

สัปดาห์นี้จึงเป็นมากกว่าแค่การประกาศตัวเลขรายไตรมาส มันคือช่วงเวลาที่ตลาดจะได้คำตอบสำหรับคำถามสำคัญหลายข้อพร้อมกัน ว่า Mag 7 ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือไม่ Fed มองเส้นทางดอกเบี้ยในอนาคตอย่างไรท่ามกลางความไม่แน่นอน และสงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงในระดับใด

นักลงทุนที่ผ่านความผันผวนในไตรมาสแรกมาแล้ว กำลังเตรียมรับข้อมูลชุดใหญ่ที่อาจกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และสัปดาห์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของปีก็เป็นได้

Similar Posts

  • | |

    ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ วันนี้ วอลล์สตรีททรุด เฟดคงดอกเบี้ย หุ้นชิปนองเลือด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตา เมื่อดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,100 จุด ดัชนี S&P 500 ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเดือน และดัชนี Nasdaq 100 ปิดเข้าสู่เขต “ปรับฐาน” (correction) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแรงกดดันสามชั้นที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มาพร้อมเสียงคัดค้านจากคณะกรรมการถึงสามเสียง คลื่นเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำให้มูลค่าหุ้นชิปทั่วโลกหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน และความกังวลต่อการใช้จ่ายลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เริ่มกัดกินอัตรากำไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแรงกระเพื่อมของตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบที่กำลังส่งตรงถึงนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: แรงขายถล่มวอลล์สตรีท ดัชนีหลักร่วงยกกระดาน บรรยากาศการซื้อขายบนวอลล์สตรีทในวันพุธที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อแรงขายไหลเข้าท่วมตลาดตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังการประชุมของเฟดสิ้นสุดลง ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดดิ่งลงกว่า 1,100 จุด หรือคิดเป็นการลดลงราว 2.2% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดของดัชนีบลูชิปตัวนี้ในรอบหลายเดือน ขณะที่ดัชนี S&P 500 ที่สะท้อนภาพตลาดในวงกว้างปิดลบ 1.52% ที่ระดับ…

  • วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ…

  • |

    หุ้นชิปถล่มทั่วโลก! Samsung กำไรทุบสถิติแต่ตลาดผิดหวัง DeepSeek ซุ่มทำชิป AI ฉุด Nasdaq

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้งในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังเผชิญคลื่นการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรง โดยมีชนวนเหตุสองประการที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ประการแรกคือ ผลประกอบการไตรมาสสองของ Samsung Electronics ที่แม้จะทำกำไรทุบสถิติเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า แต่กลับไม่สามารถสร้างความพอใจให้นักลงทุนที่ตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว และประการที่สองคือ รายงานของ Reuters ที่ระบุว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI สัญชาติจีน กำลังซุ่มพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง ซึ่งอาจลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ทั้งสองปัจจัยจุดชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของกระแสบูม AI ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดกระทิงตลอดปีนี้ ผลจากแรงเทขายดังกล่าว ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ปรับตัวลง 1.16% ปิดที่ 25,939.77 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.5% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย 130.76 จุด หรือ…

  • กลยุทธ์จัดพอร์ต 2569: ETF พันธบัตรโทเคน และตลาดเกิดใหม่

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเดินเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่แตกต่างจากสองไตรมาสก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ บันทึกกระแสเงินไหลเข้าสุทธิติดต่อกันเป็นวันที่หกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีเม็ดเงินใหม่ราว 203.14 ล้านดอลลาร์ ดันสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกลุ่มกองทุนบิตคอยน์ทะลุระดับ 80,000 ล้านดอลลาร์อีกครั้ง ขณะที่ราคาบิตคอยน์ยืนแถว 66,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบกว่าห้าสัปดาห์ ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงสามสัปดาห์เศษหลังจากที่กองทุนกลุ่มเดียวกันเพิ่งผ่านเดือนมิถุนายนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เปิดตลาดในเดือนมกราคม 2567 แต่เรื่องราวที่สำคัญกว่าการแกว่งตัวของราคาในรอบสัปดาห์ คือการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงลึกของ “พอร์ตการลงทุน” ในระดับสถาบันทั่วโลก ปี 2569 เป็นปีที่คำถามเรื่องการจัดสรรสินทรัพย์ถูกรื้อใหม่ทั้งกระดาน สูตร 60/40 ที่นักลงทุนคุ้นเคยมาหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทายจากสามทิศทางพร้อมกัน ได้แก่ การไหลเข้าของเงินทุนสู่โครงสร้าง ETF ที่ทำลายสถิติทุกด้าน การย้าย “ขาตราสารหนี้” ของพอร์ตขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนผ่านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบโทเคน และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือทางการเงินจริง ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไร รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลชั้นนำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศ ทั้ง CoinDesk, Cointelegraph, Decrypt, The Block, CryptoSlate, Bitcoin Magazine และ The Defiant ประกอบกับข้อมูลตลาดจาก…

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2569: ETF ตราสารหนี้ และตลาดเกิดใหม่คือโอกาสทองในยุคดอลลาร์อ่อนค่า

    ในช่วงกลางปี 2569 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะตลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่ต้นปี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนหลีกหนีจากสินทรัพย์สหรัฐที่ทำสถิติใหม่ ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักวางกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนต้องทบทวนแนวคิดใหม่ทั้งหมด ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bonds) กำลังกลายเป็นดาวเด่นของปีนี้ ขณะที่ ETF ตราสารหนี้เชิงรุก (Active Fixed Income ETF) ทุบสถิติเงินไหลเข้าทุกรายงานที่ออกมา บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจแนวโน้มสำคัญและกลยุทธ์ที่นักลงทุนไทยควรรู้ในครึ่งหลังของปีนี้ ดอลลาร์อ่อนค่า: แรงขับเคลื่อนหลักที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนโลก หัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดโลกขณะนี้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือทิศทางของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลก Cambridge Associates ได้ออกคำแนะนำอย่างชัดเจนให้นักลงทุนพิจารณาลดการถือครองหุ้นสหรัฐ เนื่องจากประเมินว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่อยู่ในเส้นทางที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่า โดยระบุว่าคาดการณ์ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่องในปี 2569 เริ่มต้นตลาดหมีหลายปี โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ สินทรัพย์ที่มูลค่าสูงเกินจริง และแรงกดดันทางการคลัง ตัวเลขสนับสนุนมุมมองนี้ชัดเจนมาก ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงกว่าร้อยละ 9 นับตั้งแต่ต้นปี และหุ้นนอกสหรัฐในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่รวมกัน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นสหรัฐถึง 11.2 เปอร์เซ็นต์พอยท์ในหน่วยดอลลาร์ในปี…

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *