หุ้นชิปถล่มทั่วโลก! Samsung กำไรทุบสถิติแต่ตลาดผิดหวัง DeepSeek ซุ่มทำชิป AI ฉุด Nasdaq
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้งในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังเผชิญคลื่นการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรง โดยมีชนวนเหตุสองประการที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ประการแรกคือ ผลประกอบการไตรมาสสองของ Samsung Electronics ที่แม้จะทำกำไรทุบสถิติเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า แต่กลับไม่สามารถสร้างความพอใจให้นักลงทุนที่ตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว และประการที่สองคือ รายงานของ Reuters ที่ระบุว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI สัญชาติจีน กำลังซุ่มพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง ซึ่งอาจลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ทั้งสองปัจจัยจุดชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของกระแสบูม AI ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดกระทิงตลอดปีนี้
ผลจากแรงเทขายดังกล่าว ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ปรับตัวลง 1.16% ปิดที่ 25,939.77 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.5% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย 130.76 จุด หรือ 0.25% มาอยู่ที่ 52,925.15 จุด หลังจากที่เพิ่งทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 53,055 จุดในวันจันทร์ ความแตกต่างของทิศทางดัชนีสะท้อนปรากฏการณ์ “การหมุนเวียนกลุ่ม” (sector rotation) อย่างชัดเจน เมื่อเงินทุนไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีและชิป เข้าสู่หุ้นกลุ่มปลอดภัย (defensive) อย่างกลุ่มสุขภาพ การเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น รายงานฉบับนี้จะสรุปความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งหมด พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย
ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือหุ้น Taiwan Semiconductor (TSMC) ผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งปรับตัวลงเกือบ 10% จากระดับสูงสุดล่าสุด และกำลังทดสอบขอบล่างของกรอบราคาขาขึ้น ขณะที่หุ้น Applied Materials ที่ราคาปรับขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปี 2569 ก่อนวันประกาศผล ก็เผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนัก โดยนายแกรี ดิคเกอร์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เคยปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปีในเดือนพฤษภาคม และชี้ว่าธุรกิจอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์จะเติบโตกว่า 30% ในปี 2569 ซึ่งเป็นการตั้งมาตรฐานที่สูงและกดดันให้ผลงานในไตรมาสถัดไปต้องทำได้ตามเป้า
หุ้นชิปถูกเทขายหนัก: Applied Materials ดิ่ง 10% AMD-Micron ร่วง 7%
แรงขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เมื่อวันอังคารถือว่ารุนแรงเป็นพิเศษ นำโดยหุ้น Applied Materials ผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตชิป ที่ดิ่งลงเกือบ 10% ขณะที่หุ้น Lam Research, KLA, Western Digital และ Intel ต่างปรับตัวลงราว 8% ส่วน AMD และ Micron Technology ร่วงลงกว่า 7% ด้าน Nvidia และ Broadcom ปรับตัวลงราว 2% กองทุน iShares Semiconductor ETF (SOXX) ลดลงราว 6% และกองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ปรับตัวลงกว่า 3% สะท้อนแรงขายที่กระจายทั่วทั้งกลุ่ม
นายไมค์ เบลีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ FBB Capital Partners ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า “ความคาดหวังนั้นสูงขึ้น ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานกำลังดิ้นรนเพื่อให้ทันกับความต้องการที่สูงลิ่วเหล่านี้ และนั่นคือสิ่งที่จุดชนวนการปรับตัวลงในวันนี้” พร้อมคาดว่าการหมุนเวียนของเงินทุนที่เห็นอยู่นี้จะดำเนินต่อไป ด้านนักวิเคราะห์จาก 24/7 Wall St. มองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็น “การตรวจสอบมูลค่า” (valuation check) มากกว่าจะเป็นการพังทลายของปัจจัยพื้นฐาน โดยชี้ว่าเป็นการรีเซ็ตที่ดีต่อสุขภาพ (healthy reset) ในวัฏจักรขาขึ้นของ AI และเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากดัชนีดาวโจนส์เพิ่งปิดทำสถิติสูงสุด และดัชนีความผันผวน CBOE (VIX) ยังอยู่ในระดับต่ำราว 15.9 ซึ่งบ่งชี้ถึงความไม่ตื่นตระหนกของตลาดโดยรวม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนกังวลคือ บริษัทกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI จะสามารถรักษาระดับยอดขายและอัตรากำไรที่ตลาดได้ตั้งราคาไว้ล่วงหน้าอย่างสูงได้หรือไม่ ประเด็นนี้กลายเป็นคำถามสำคัญเมื่อมูลค่าหุ้น (valuation) อยู่ในระดับที่ตึงตัว ทำให้แม้แต่ข่าวดีก็สามารถกระตุ้นการปรับฐานที่รุนแรงได้
ถอดรหัสผล Samsung: กำไรพุ่ง 19 เท่าแตะ 5.84 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ตลาดกลับเทขาย
หัวใจของเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ที่ผลประกอบการของ Samsung Electronics ยักษ์ใหญ่ด้านชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้ Reuters รายงานว่า บริษัทเปิดเผยผลประกอบการเบื้องต้นประจำไตรมาสสอง โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (operating profit) สูงถึง 89.4 ล้านล้านวอน หรือราว 5.84 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 19 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้อยู่ที่ 171 ล้านล้านวอน มากกว่าสองเท่าของ 74.6 ล้านล้านวอนที่ทำได้ในปีก่อน นับเป็นการทำสถิติกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกัน
แม้ตัวเลขจะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 87.3 ล้านล้านวอน แต่หุ้น Samsung กลับร่วงลงมากถึง 10% ระหว่างวันในตลาดโซล ก่อนจะปิดที่ระดับลบ 6.9% สาเหตุหลักมาจากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นเกือบ 150% ตลอดปีนี้ ทำให้ผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว (priced in) นายอัลเบิร์ต ยอง หุ้นส่วนผู้จัดการของ Petra Capital Management กล่าวกับ Reuters ว่า “ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Samsung เป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว และถูกสะท้อนในราคาไปมากหลังหุ้นปรับตัวขึ้นก่อนการประกาศผล นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของกระแสบูม AI และความเสี่ยงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ จะชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI”
นอกจากนี้ Samsung ยังประกาศแผนใช้เงินราว 400 ล้านล้านวอน เพื่อสร้างศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตอุตสาหกรรมผลิตชิปดั้งเดิม ทำให้ต้องลงทุนสร้างสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนใหม่ทั้งหมด เพิ่มแรงกดดันต่อตัวเลขกำไร ด้าน Deutsche Bank ระบุว่าผลประกอบการที่ออกมานั้น “เพียง” 6% เหนือกว่าประมาณการเท่านั้น ขณะที่รายงานฉบับเต็มแยกตามหน่วยธุรกิจมีกำหนดเปิดเผยในวันที่ 30 กรกฎาคม ก่อนหน้านี้ Morgan Stanley ยังได้ออกโน้ตเตือนว่าการปรับฐานของหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปยังไม่จบลง โดยชี้ถึงความคาดหวังว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่จะเริ่มควบคุมการใช้จ่ายด้านการลงทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น
“DeepSeek” ปัจจัยจีนที่สั่นสะเทือน Nvidia และห่วงโซ่ชิปโลก
อีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดคือ รายงานของ Reuters ที่อ้างแหล่งข่าวสามรายว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI สัญชาติจีนที่เคยสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการด้วยโมเดล AI ต้นทุนต่ำ กำลังพัฒนาชิปเซมิคอนดักเตอร์ของตนเองสำหรับการประมวลผล AI โดยเฉพาะ ความเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ส่งผลให้หุ้น Nvidia ปรับตัวลงราว 0.7-1.6% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด
จุดที่น่าสนใจคือ ชิปที่ DeepSeek กำลังพัฒนามุ่งเน้นไปที่งาน “การอนุมาน” (inference) หรือกระบวนการที่โมเดล AI ซึ่งผ่านการฝึกฝนแล้วสร้างคำตอบให้ผู้ใช้ ไม่ใช่การฝึกฝนโมเดลใหม่จากศูนย์ ซึ่งเป็นส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดของอุปสงค์การประมวลผล AI เนื่องจากงานอนุมานสามารถใช้ชิปเฉพาะทางที่มีต้นทุนต่ำและใช้พลังงานน้อยกว่าหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ทั่วไป การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ DeepSeek เข้าร่วมกลุ่มเดียวกับผู้พัฒนา AI รายใหญ่ทั่วโลกอย่าง OpenAI ที่เพิ่งเปิดตัวชิป Jalapeno ร่วมกับ Broadcom รวมถึง Anthropic, Google และ Amazon ที่ต่างลงทุนพัฒนาชิปของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตภายนอกและลดต้นทุน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าการสร้างชิป AI ที่แข่งขันได้นั้นต้องใช้เวลาหลายปีและเงินลงทุนมหาศาล อีกทั้ง DeepSeek ยังเผชิญอุปสรรคเฉพาะของจีน ทั้งมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่ห้ามผู้ออกแบบชิปจีนใช้โรงงานผลิต (foundry) ที่ทันสมัยที่สุดในต่างประเทศ และข้อจำกัดในการเข้าถึงหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (high-bandwidth memory) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชิปอนุมาน โครงการนี้จึงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างความกังวลให้นักลงทุนประเมินอุปสงค์ระยะยาวของชิป AI ระดับสูงเสียใหม่ ทั้งนี้ เหตุการณ์ครั้งนี้ชวนให้นึกถึงต้นปี 2568 เมื่อการเปิดตัวโมเดล R1 ของ DeepSeek เคยจุดชนวนการเทขายหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ครั้งใหญ่มาแล้ว
การหมุนเวียนของเงินทุน: หุ้นปลอดภัยรับอานิสงส์ ขณะ SpaceX เข้าดัชนี Nasdaq-100
ท่ามกลางแรงขายในกลุ่มเทคโนโลยี เงินทุนได้ไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มปลอดภัยและกลุ่มที่ถูกมองข้ามมาก่อนอย่างชัดเจน หุ้นกลุ่มสุขภาพ การเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นปรับตัวขึ้นสวนตลาด โดยหุ้น Johnson & Johnson และ Verizon เพิ่มขึ้นกว่า 3% ตามด้วย Coca-Cola, Procter & Gamble และ McDonald’s ที่ปรับขึ้นกว่า 2.5% ขณะที่หุ้น Eli Lilly เพิ่มขึ้นเกือบ 3% ส่วน JPMorgan Chase และ Microsoft ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ หุ้น Walmart ยังปรับตัวขึ้นหลังบริษัทประกาศลดราคาสินค้าอย่างเนื้อบดและ Coca-Cola และหุ้น Fiserv พุ่งขึ้นกว่า 5% หลัง The Wall Street Journal รายงานว่าบริษัทได้หารือกับธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึง JPMorgan และ Bank of America เพื่อขายธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ การที่หุ้น SpaceX ของอีลอน มัสก์ ได้เข้าร่วมดัชนี Nasdaq-100 อย่างเป็นทางการในวันอังคาร หลังผ่านเกณฑ์ภายใต้กฎการคัดเลือกดัชนีที่ปรับปรุงใหม่ การเข้าร่วมดัชนีดังกล่าวคาดว่าจะกระตุ้นแรงซื้อเชิงรับ (passive buying) จากกองทุนที่อ้างอิงดัชนีเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดย JPMorgan ประเมินความต้องการซื้อหุ้น SpaceX ไว้ราว 4.3 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในวันที่เข้าดัชนี หุ้น SpaceX กลับปรับตัวลงกว่า 6% ท่ามกลางบรรยากาศ risk-off ของตลาด แม้จะได้รับการเริ่มต้นบทวิเคราะห์ (initiate coverage) ด้วยมุมมองเชิงบวกจากหลายสำนัก รวมถึง Morgan Stanley และ Raymond James
ปรากฏการณ์การหมุนเวียนของเงินทุนครั้งนี้สอดคล้องกับสิ่งที่นักกลยุทธ์หลายรายเรียกว่า “การกระจายตัวของตลาด” (market broadening) ซึ่งเป็นธีมสำคัญที่ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่คาดหวังมาตั้งแต่ต้นปี แนวคิดหลักคือ แรงขับเคลื่อนของผลตอบแทนอาจแผ่ขยายจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้น AI ที่หนาแน่นเกินไป ไปสู่ภาคส่วนที่กว้างขึ้น เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มสุขภาพ กลุ่มการเงิน และกลุ่มวัสดุ การที่เงินทุนไหลเข้าหุ้นกลุ่มเหล่านี้ในวันที่ตลาดผันผวน อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการกระจายตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของตลาดที่พึ่งพาหุ้นเพียงไม่กี่ตัว
อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นขนาดใหญ่บางตัวอย่าง Microsoft และ JPMorgan Chase ยังคงปรับตัวขึ้นได้ สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้ละทิ้งหุ้นเทคโนโลยีคุณภาพทั้งหมด แต่เป็นการเลือกสรร (selective) มากขึ้น โดยหันไปหาบริษัทที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและโมเดลธุรกิจที่พิสูจน์แล้ว มากกว่าบริษัทที่มูลค่าขึ้นอยู่กับความคาดหวังการเติบโตในอนาคตเพียงอย่างเดียว
น้ำมันพุ่ง! เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซปลุกความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจัยที่ซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนคือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง CNBC รายงานว่า อิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ชื่อ Al-Rekayyat ของกาตาร์ ขณะแล่นผ่านบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่รองรับปริมาณการค้าน้ำมันราว 20% ของโลก เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความเปราะบางของข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวร
ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศ ปิดปรับตัวขึ้น 3% มาอยู่ที่ 74.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 70.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหลังจากตลาดปิด ราคายังปรับขึ้นต่อเนื่องเมื่อสหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตการขายน้ำมันของอิหร่าน ส่งผลให้เบรนต์พุ่งขึ้น 5.6% แตะ 76.04 ดอลลาร์ และ WTI เพิ่มขึ้น 5.4% แตะ 72.25 ดอลลาร์ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ
แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นจากเหตุการณ์นี้ แต่โดยภาพรวมราคายังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากความคาดหวังด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นยังคงกดดันตลาด โดยกลุ่ม OPEC+ ได้อนุมัติการเพิ่มโควตาการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับเดือนหน้า ขณะที่ Saudi Aramco ปรับลดราคาน้ำมันดิบ Arab Light สำหรับผู้ซื้อในเอเชียลง 11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเป็นอีกปัจจัยที่กดดันหุ้นเทคโนโลยี เนื่องจากทำให้นักลงทุนกลับมาทบทวนความคาดหวังด้านเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ตลาดเอเชียร่วงยกแผง: KOSPI ดิ่ง 4.9% จนต้องใช้ Circuit Breaker
แรงสั่นสะเทือนจากผลประกอบการ Samsung และข่าว DeepSeek ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียอย่างหนัก โดยเฉพาะตลาดเกาหลีใต้ ดัชนี KOSPI ปิดลดลง 4.91% มาอยู่ที่ 7,656.31 จุด หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องเปิดใช้กลไก “Circuit Breaker” หยุดการซื้อขายชั่วคราว 20 นาที เมื่อดัชนีร่วงลงกว่า 8% ระหว่างวัน ซึ่งสะท้อนว่า KOSPI ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดชะตากรรมของหุ้นชิปสหรัฐฯ ในชั่วข้ามคืนไปแล้ว
ด้านตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคก็ปรับตัวลงเช่นกัน ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นลดลง 2.12% มาอยู่ที่ 68,256.96 จุด ดัชนี Topix ลดลง 0.97% ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 0.31% ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงลดลง 0.51% มาอยู่ที่ 23,496.89 จุด และดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ลดลง 1.03% มาอยู่ที่ 4,792.26 จุด การปรับตัวลงพร้อมกันของตลาดเอเชียตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และกระแสความเชื่อมั่นด้าน AI ที่เชื่อมโยงตลาดทั่วโลกเข้าด้วยกัน
ตลาดค่าเงิน: ดอลลาร์แข็งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เยนอ่อนใกล้ต่ำสุด 40 ปี
ในตลาดปริวรรตเงินตรา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักแทนที่ประเด็นนโยบายการเงิน Investing.com รายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในวันอังคาร เนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์มีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยนโยบายการเงิน ขณะที่คู่เงิน EUR/USD เคลื่อนไหวที่ระดับราว 1.1407 ดอลลาร์ต่อยูโร
ด้านเงินเยนญี่ปุ่นยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง โดย USD/JPY เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 161.84 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี Reuters รายงานว่าเงินเยนอ่อนค่าลงอีกครั้งในวันอังคาร เมื่อเทรดเดอร์มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะกดดันค่าเงินให้อ่อนลง ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าจาก 159.15 มาอยู่ที่ 162.53 เยนต่อดอลลาร์ (อ้างอิงอัตราปิดตลาดลอนดอน) นอกจากนี้ Citi ยังชี้ว่าระดับราคาหุ้นญี่ปุ่นที่สูงเป็นประวัติการณ์กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนการขายเงินเยนที่เกี่ยวข้องกับการปรับสมดุลพอร์ต (rebalancing)
สำหรับค่าเงินบาท แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง แต่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์และบรรยากาศ risk-off ทั่วโลก โดยก่อนหน้านี้ในวันที่ 6 กรกฎาคม อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB เคยปรับตัวขึ้นแตะระดับราว 33.33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 การที่ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดผันผวน ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังถ่างกว้างระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มถูกกดดันต่อเนื่องในระยะสั้น
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและทิศทางนโยบายเฟด
ในด้านนโยบายการเงิน นักลงทุนกำลังจับตารายงานการประชุม (minutes) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างใกล้ชิด หลังจากที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้แสดงท่าทีที่ค่อนข้างเข้มงวด (hawkish) ในการแถลงข่าวครั้งแรก MUFG Research ประเมินว่า การกำหนดราคาของตลาดในปัจจุบันมีความไม่สอดคล้องกัน โดยตลาดกำลังกำหนดราคาทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยเล็กน้อย ตามด้วยการปรับลดในช่วงปลายปี 2570 อย่างไรก็ตาม MUFG มองว่าอุปสรรคในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหลังราคาน้ำมันปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้จนถึงปลายปี 2569 ก่อนจะปรับลดอีกสองครั้งเพื่อเข้าสู่ระดับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (neutral rate) ที่ราว 3.00%
นายไมค์ เบลีย์ จาก FBB Capital Partners มองว่า การปรับตัวลงของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสะท้อนการเคลื่อนไหวแบบ “risk-off ระดับปานกลาง” และคาดว่าการหมุนเวียนของเงินทุนออกจากหุ้นที่ร้อนแรงไปสู่กลุ่มอื่น ๆ จะดำเนินต่อไป ด้านนักวิเคราะห์จากหลายสำนักยังคงมองว่ากรณีพื้นฐาน (bull case) ของตลาดยังคงอยู่ เนื่องจากผลกำไรของ Samsung ที่ทำสถิติใหม่เป็นการยืนยันว่าวัฏจักรการลงทุนด้านหน่วยความจำและ AI ยังคงเดินหน้าต่อไป และข้อจำกัดด้านอุปทานของหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงคาดว่าจะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิเคราะห์เน้นย้ำคือ มูลค่าหุ้นที่ตึงตัว (stretched multiples) หมายความว่าแม้แต่ข่าวดีก็สามารถกระตุ้นการปรับฐานที่รุนแรงได้ นักวิเคราะห์แนะนำให้จับตาการเคลื่อนไหวของหุ้น Applied Materials ในฐานะตัวชี้วัดความเชื่อมั่นด้านการลงทุน (capex sentiment) ที่ชัดเจนที่สุด รวมถึงการที่หุ้น Intel และ AMD จะสามารถยืนเหนือระดับที่เคยทะลุขึ้นในปี 2569 ได้หรือไม่ พร้อมแนะนำให้นักลงทุนควบคุมขนาดสถานะการลงทุน (position sizing) ให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะในช่วงที่ตลาดผันผวน และรอให้ตลาดเสถียรก่อนพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มนี้
การถกเถียงเรื่อง “ฟองสบู่ AI”: การลงทุนมหาศาลจะคุ้มค่าหรือไม่?
เหตุการณ์เทขายครั้งนี้ได้จุดประเด็นการถกเถียงที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืนของกระแสการลงทุนใน AI สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลไม่ใช่เพียงผลประกอบการของ Samsung เท่านั้น แต่เป็นสัญญาณหลายอย่างที่ประกอบกัน มีรายงานว่า Meta กำลังพิจารณานำกำลังการประมวลผลส่วนเกินออกมาให้บริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งเมื่อรวมกับข่าว DeepSeek พัฒนาชิปของตนเอง ทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินอุปสงค์ระยะยาวของชิป AI ระดับสูงสุดเสียใหม่ แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่ได้หมายความว่าอุปสงค์กำลังอ่อนตัวลงในวันนี้ แต่ก็เพิ่มความกังวลว่ากระแสการลงทุน AI ในปัจจุบันอาจไม่ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
Morningstar บริษัทวิจัยการลงทุนชั้นนำ ได้ออกมาเตือนให้นักลงทุนเตรียมรับมือกับ “การชำระบัญชี” (reckoning) ในหุ้นกลุ่ม AI โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำที่มีกำไรสะสมสูงที่สุด ประเด็นสำคัญที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ปัญหาการจัดหาเงินทุนแบบวนซ้ำ” (circular financing) คือ บริษัทที่ต้องพึ่งพาการใช้จ่ายด้านการลงทุนของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเพื่อสร้างการเติบโตของกำไร กลับเป็นบริษัทกลุ่มเดียวกับที่ผลประกอบการเป็นรากฐานค้ำจุนดัชนีทั้งหมด เมื่อใดที่ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เริ่มควบคุมการใช้จ่าย ห่วงโซ่ทั้งหมดก็อาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่มองบวกยังคงยืนยันว่าอุปสงค์ AI ที่แท้จริงจะยังคงหนุนผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมต่อไป โดยชี้ว่าแม้การฝึกฝนโมเดลจะทำได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง แต่การรองรับความต้องการมหาศาลในการใช้งาน AI ยังคงต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก มุมมองสองด้านนี้สะท้อนความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมตลาด และเป็นเหตุผลว่าทำไมความผันผวนจึงมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
บทเรียนจากอดีต: เทียบกับ “DeepSeek Shock” ต้นปี 2568
เหตุการณ์ในครั้งนี้ชวนให้นักลงทุนหวนนึกถึงเดือนมกราคม 2568 เมื่อการเปิดตัวโมเดล R1 ของ DeepSeek เคยจุดชนวนการเทขายหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ ในครั้งนั้น หุ้น Nvidia เคยดิ่งลงถึง 17% ในวันเดียว สูญเสียมูลค่าตลาดไปราว 6 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการสูญเสียมูลค่าในวันเดียวที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนตั้งคำถามว่าระบบ AI ในอนาคตจะยังต้องใช้งบประมาณการประมวลผลมหาศาลตามที่หลายบริษัทคาดการณ์ไว้หรือไม่
แต่สิ่งที่แตกต่างในครั้งนี้คือ บริบทของตลาดและลักษณะของข่าว การเทขายเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เป็นการปรับฐานเฉพาะกลุ่มชิป (chip-specific reset) มากกว่าจะเป็นวันที่ตลาดเข้าสู่ภาวะ risk-off ทั้งกระดาน ดังจะเห็นได้จากการที่ดัชนีดาวโจนส์ยังคงแข็งแกร่งจากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มปลอดภัย และดัชนี VIX ยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ข่าว DeepSeek ในครั้งนี้เป็นเรื่องการพัฒนาชิปที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและเผชิญอุปสรรคด้านการผลิตมากมาย ต่างจากการเปิดตัวโมเดลที่ใช้งานได้จริงในครั้งก่อน นักวิเคราะห์หลายรายจึงมองว่าปฏิกิริยาของตลาดในครั้งนี้อาจเป็นการตอบสนองที่มากเกินไปในระยะสั้น
บทเรียนสำคัญจากทั้งสองเหตุการณ์คือ ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังสูงและมูลค่าที่ตึงตัว มีความอ่อนไหวอย่างมากต่อข่าวที่ท้าทายเรื่องเล่าหลัก (narrative) ของการเติบโต แม้ปัจจัยพื้นฐานจะยังไม่เปลี่ยนแปลงในทันที การบริหารความคาดหวังและการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่ม
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย (SET) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET) ความเชื่อมโยงกับตลาดโลกทำให้บรรยากาศการเทขายหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ และเอเชียเหนือมีแนวโน้มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น แม้ตลาดหุ้นไทยจะมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ไม่มากเท่าตลาดเกาหลีใต้หรือไต้หวัน แต่กระแสเงินทุนต่างชาติที่มักเคลื่อนย้ายตามความเชื่อมั่นด้าน AI และภาวะ risk-off ทั่วโลก ก็เป็นปัจจัยที่กดดันทั้งดัชนี SET และค่าเงินบาทได้
กลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ซึ่งอาจเผชิญความผันผวนตามทิศทางของอุตสาหกรรมชิป ในทางกลับกัน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีอาจได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มที่มีลักษณะ defensive อย่างโรงพยาบาล สาธารณูปโภค และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อาจเป็นที่พักเงินของนักลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน สอดคล้องกับพฤติกรรมการหมุนเวียนเงินทุน (rotation) ที่เห็นในตลาดสหรัฐฯ
นักลงทุนไทยที่ลงทุนในหุ้นไทยโดยตรงจึงควรติดตามกระแสเงินทุนต่างชาติ (fund flow) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในภาวะที่ดอลลาร์แข็งค่าและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยยังถ่างกว้าง เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งอาจกดดันดัชนี SET และเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น การจัดพอร์ตที่เน้นหุ้นพื้นฐานดี มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้
เหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาในระยะถัดไป
มองไปข้างหน้า มีเหตุการณ์สำคัญหลายประการที่จะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์และเดือนข้างหน้า ประการแรกคือ รายงานการประชุม (minutes) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยมุมมองของคณะกรรมการต่อทิศทางดอกเบี้ย หลังประธานเฟดคนใหม่แสดงท่าทีเข้มงวด ประการที่สองคือ การเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทในดัชนี S&P 500 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่ากระแสบูม AI สร้างกำไรที่จับต้องได้จริงเพียงใด
ประการที่สามคือ รายงานผลประกอบการฉบับเต็มของ Samsung ที่แยกตามหน่วยธุรกิจ ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 30 กรกฎาคม และจะให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของธุรกิจชิปหน่วยความจำ ประการที่สี่คือ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และประการสุดท้ายคือ ความคืบหน้าของโครงการพัฒนาชิปของ DeepSeek และท่าทีของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต่อการใช้จ่ายด้านการลงทุน (capex) ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด
เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนมีศักยภาพที่จะสร้างความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
โดยสรุป ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า เมื่อตลาดขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังที่สูงลิ่วต่อธีมเดียวอย่าง AI แม้แต่ผลประกอบการที่ทุบสถิติอย่างของ Samsung ก็อาจไม่เพียงพอที่จะหนุนราคาหุ้นต่อไปได้ การผสมโรงของข่าว DeepSeek พัฒนาชิปของตนเอง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากช่องแคบฮอร์มุซ และมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนออกจากกลุ่มเทคโนโลยีที่ร้อนแรง ไปสู่กลุ่มปลอดภัยที่ถูกมองข้ามมาก่อน
สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์ครั้งนี้มีนัยสำคัญหลายประการ ประการแรก การปรับฐานของหุ้นชิปและเทคโนโลยีสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่เน้นลงทุนในธีม AI เซมิคอนดักเตอร์ หรือดัชนี Nasdaq-100 ซึ่งอาจเห็นความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ที่รุนแรงขึ้น นักลงทุนควรตระหนักว่าผลตอบแทนที่ผ่านมาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่กลุ่ม ดังนั้นความเสี่ยงจึงกระจุกตัวเช่นกัน
ประการที่สอง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษสำหรับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และดุลการค้าของไทย รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย นักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับอานิสงส์ ขณะที่กลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูงอาจได้รับผลกระทบ
ประการที่สาม การแข็งค่าของดอลลาร์และการอ่อนค่าของเงินบาท ส่งผลสองทางต่อนักลงทุนไทย ผู้ที่ถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์จะได้ประโยชน์จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่ต้นทุนการลงทุนใหม่ในต่างประเทศและต้นทุนการนำเข้าจะสูงขึ้น การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจึงมีความสำคัญมากขึ้นในภาวะเช่นนี้
ท้ายที่สุด แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองว่ากรณีพื้นฐานของตลาดกระทิงยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยการปรับฐานครั้งนี้อาจเป็น “การรีเซ็ตที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่าจุดเปลี่ยนของแนวโน้ม สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญคือการยึดหลักการกระจายความเสี่ยงข้ามสินทรัพย์และภูมิภาค ไม่ทุ่มน้ำหนักไปที่ธีมใดธีมหนึ่งมากเกินไป และควบคุมขนาดการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ ในภาวะที่ตลาดโลกมีความอ่อนไหวสูงต่อทั้งข่าวผลประกอบการ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ วินัยและความรอบคอบในการลงทุนจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
มองในภาพใหญ่ เหตุการณ์วันที่ 7 กรกฎาคมเป็นเครื่องเตือนใจว่า ตลาดการเงินยุคปัจจุบันเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ผลประกอบการของบริษัทชิปในเกาหลีใต้ ข่าวสตาร์ตอัพในจีน และเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ล้วนส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทยได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การทำความเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอย่างรอบด้าน และการมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนพร้อมกลไกบริหารความเสี่ยง จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนยุคใหม่ไม่อาจมองข้าม ท่ามกลางความผันผวนที่มีแนวโน้มจะเป็นลักษณะปกติของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ที่เตรียมพร้อมและมีวินัยย่อมมีโอกาสรับมือและคว้าโอกาสได้ดีกว่าผู้ที่วิ่งตามกระแสเพียงอย่างเดียว
