ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มสลาย
|

ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มสลาย

ตลาดพลังงานโลกเปิดสัปดาห์ด้วยความปั่นป่วนอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นประมาณ 2% ในวันอาทิตย์ หลังจากความหวังในการเจรจาสันติภาพรอบที่สองระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องดับสูญลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพียงแค่ล่าช้า แต่ล่มสลายโดยสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ การพัฒนาการครั้งนี้ทำให้ตลาดพลังงานซึ่งเพิ่งเริ่มหายใจได้หลังจากความตึงเครียดชุดก่อน ต้องกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ลึกกว่าเดิม

น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับนานาชาติ พุ่งขึ้นมากกว่า 2% ไปแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:27 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI หรือ West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% เช่นกัน ไปอยู่ที่ 96.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในช่วงสุดสัปดาห์ที่รุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติในตลาดน้ำมัน และบ่งบอกถึงระดับความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหมู่นักลงทุนและผู้ค้าพลังงานทั่วโลก

เส้นทางสู่การล่มสลายของการเจรจา

เพื่อเข้าใจว่าเหตุใดการล่มสลายครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง จำเป็นต้องย้อนดูบริบทของกระบวนการทางการทูตที่ผ่านมาก่อน

ในช่วงก่อนหน้า ประธานาธิบดี Trump ได้ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลอิหร่านกำลัง “แตกแยกอย่างรุนแรง” และไม่สามารถนำเสนอจุดยืนที่เป็นเอกภาพได้ ในเวลาเดียวกัน ปากีสถานได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเวทีการเจรจา โดยนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif และจอมพล Asim Munir ได้ยื่นมือเชิญทั้งสองฝ่ายมาเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ซึ่งในตอนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ตลาดหายใจได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อวันเสาร์ Trump ออกมาประกาศยกเลิกแผนการส่งทูตพิเศษ Steve Witkoff และ Jared Kushner บุตรเขยและที่ปรึกษาอาวุโสคนสนิทไปยังอิสลามาบัด การยกเลิกนี้ไม่ได้มาพร้อมกับคำอธิบายทางการทูตที่นุ่มนวล แต่มาพร้อมกับถ้อยคำที่แข็งกร้าวและก้าวร้าวบน Truth Social ที่สะท้อนให้เห็นว่าความอดทนของ Trump ต่อกระบวนการนี้กำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว

Trump พูดอะไร และมันหมายความว่าอะไร

ข้อความของ Trump บน Truth Social สั้นแต่เต็มไปด้วยความหมายที่ตลาดและนักวิเคราะห์ต้องถอดรหัส

“เสียเวลากับการเดินทางมากเกินไป งานมากเกินไป และยังมีการทะเลาะวิวาทและความสับสนอย่างมากภายใน ‘ผู้นำ’ ของพวกเขา” Trump เขียน พร้อมเพิ่มเติมว่า “ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้นำ รวมถึงตัวพวกเขาเองด้วย เราถือไพ่ทุกใบอยู่ในมือ พวกเขาไม่มีเลย ถ้าอยากคุย แค่โทรมาก็พอ”

การวิเคราะห์ถ้อยคำเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงหลายประเด็นสำคัญ ประการแรก Trump กำลังวางตำแหน่งสหรัฐฯ ในฐานะฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าอย่างท่วมท้น โดยใช้ภาษาที่ไม่ใช่แบบการทูตปกติ แต่เป็นภาษาของนักธุรกิจที่กำลังกดดันคู่เจรจา ประการที่สอง การที่เขาชี้ว่าอิหร่านมี “การแตกแยกภายใน” และ “ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้นำ” เป็นการพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอิหร่านในสายตาชาวโลก ประการที่สาม การบอกว่า “แค่โทรมาก็พอ” เป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยังเปิดรับการเจรจา แต่จะไม่ยอมเดินทางไปหาอีกต่อไป

สำหรับตลาด ถ้อยคำเหล่านี้แปลออกมาเป็นภาษาเดียว นั่นคือ ความไม่แน่นอนที่ยังคงสูงอยู่ และไม่มีการแก้ไขปัญหาในระยะใกล้

อิหร่านปฏิเสธ: เมื่อฝ่ายหนึ่งเดินทางมาแต่ไม่ยอมพบกัน

สิ่งที่น่าสนใจและชวนให้คิดไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของฝ่ายอิหร่าน รัฐมนตรีต่างประเทศ Abbas Araghchi เดินทางไปยังอิสลามาบัดจริง แต่กลับพบปะเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ปากีสถานเท่านั้น ก่อนที่จะเดินทางกลับโดยไม่มีการพบปะกับฝ่ายสหรัฐฯ แม้แต่น้อย

โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน Esmaeil Baqaei ยืนยันอย่างเป็นทางการในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อค่ำวันศุกร์ว่า “ไม่มีการวางแผนใดๆ สำหรับการประชุมระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ”

การกระทำของอิหร่านนี้สามารถตีความได้หลายทาง ในแง่หนึ่งอาจเป็นกลยุทธ์ในการแสดงให้โลกเห็นว่าอิหร่านพร้อมเจรจาแต่เป็นฝ่ายสหรัฐฯ ที่ไม่ปรากฏตัว ในอีกแง่หนึ่งอาจสะท้อนถึงความจริงที่ Trump พูดถึงว่าภายในรัฐบาลอิหร่านมีความแตกแยกในเรื่องว่าควรเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ บางฝ่ายอาจต้องการเจรจาเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทหาร แต่บางฝ่ายอาจมองว่าการเจรจาคือการยอมรับความอ่อนแอ

ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ผลลัพธ์ที่ออกมาคือการเจรจาล้มเหลวและตลาดพลังงานต้องรับผลกระทบทันที

เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ: จุดอ่อนไหวที่สุดของตลาดพลังงาน

ความกังวลของตลาดถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเล เมื่อมีรายงานว่า กองกำลัง Revolutionary Guard ของอิหร่าน ได้เข้าควบคุมเรือสินค้าสองลำในบริเวณใกล้เคียงกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงที่สุดในโลก

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงสั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกได้ขนาดนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจบทบาทของช่องแคบแห่งนี้ก่อน ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20-21% ของการผลิตทั่วโลก หรือคิดเป็นน้ำมันดิบประมาณ 17-18 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ผ่านจุดนี้ไปยังตลาดเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต อิรัก และอิหร่านเอง ล้วนต้องพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออกน้ำมัน

เมื่ออิหร่านเข้าควบคุมเรือสินค้าในบริเวณนี้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นปิดกั้นช่องแคบ แต่มันส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าอิหร่านยังมีศักยภาพและเจตนาที่จะใช้เส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและการทหาร

วิเคราะห์ตลาดพลังงาน: ราคาน้ำมันจะไปต่อแค่ไหน

การที่ Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้นมีนัยสำคัญหลายประการในเชิงเทคนิคและเชิงพื้นฐาน

ในเชิงพื้นฐาน ราคาน้ำมันที่ระดับนี้สะท้อนการตีราคาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักวิเคราะห์ในตลาดพลังงานมักแบ่งราคาน้ำมันออกเป็นสองส่วนคือ ราคาพื้นฐานที่มาจากอุปสงค์และอุปทานจริง และ ส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitical Risk Premium ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนเพิ่มนี้อาจอยู่ในระดับสูงถึง 10-15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางราคาในระยะข้างหน้ามีอยู่หลายประการ ประการแรกคือพัฒนาการของการเจรจาหรือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นที่ทำให้การผลิตหรือการส่งออกน้ำมันในภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่านั้น แต่หากมีสัญญาณบวกทางการทูต ราคาอาจดิ่งลงอย่างรวดเร็วเมื่อ Risk Premium ลดลง

ประการที่สองคือการตอบสนองของ OPEC+ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังคงนิ่งเฉยและยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทาน คำถามคือกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะยอมรับราคาที่สูงนี้ต่อไปหรือจะเริ่มเพิ่มการผลิตในที่สุด

ประการที่สามคือสภาพเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นเป็นผลดีต่อประเทศผู้ผลิต แต่กลับเป็นปัจจัยที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผู้บริโภครายใหญ่ โดยเฉพาะในเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย หากราคาน้ำมันยังคงสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ความต้องการน้ำมันลดลงในที่สุดและสร้างแรงกดดันให้ราคาปรับตัวลง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้กระทบแค่ตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลก

ด้านเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะถูกส่งต่อมายังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้น สำหรับ Fed ซึ่งกำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังคง “เหนียว” อยู่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนี้ถือเป็นปัจจัยที่ซับซ้อนการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินอย่างมาก เพราะอาจบีบให้ต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ด้านตลาดหุ้น หุ้นกลุ่มพลังงานมักได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนหลายรายเริ่มโยกเงินเข้าสู่หุ้นพลังงาน แต่ในขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างสายการบิน การขนส่ง และการผลิต กลับเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นมีความซับซ้อนมากขึ้น

ด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐมักแข็งค่าขึ้นในช่วงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากนักลงทุนมักมองดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย ในขณะที่สกุลเงินของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากอย่างเยนของญี่ปุ่นหรือรูปีของอินเดียอาจเผชิญกับแรงกดดันจากการอ่อนค่า

ทางออกที่เป็นไปได้: มองไปข้างหน้า

แม้สถานการณ์ในขณะนี้ดูมืดหม่น แต่ยังมีสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลายทาง

สถานการณ์แรก: การเจรจากลับมา แม้ Trump จะยกเลิกการส่งทูต แต่เขาก็ยังเปิดประตูทิ้งไว้โดยบอกว่า “ถ้าอยากคุย แค่โทรมาก็พอ” หากอิหร่านตัดสินใจติดต่อกลับมาโดยตรง อาจมีการเจรจาในรูปแบบที่ต่างออกไป เช่น ผ่านช่องทางทูตลับหรือตัวกลางอื่นที่ไม่ใช่ปากีสถาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ที่สอง: ความตึงเครียดยืดเยื้อ หากทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตนและไม่มีความคืบหน้าทางการทูต ราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ที่สาม: การบานปลายของความขัดแย้ง นี่คือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ตลาดหวาดกลัวมากที่สุด หากความตึงเครียดทวีความรุนแรงจนถึงขั้นที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันหรือการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมาหลายทศวรรษ และอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกได้

บทสรุป: ราคาน้ำมันคือกระจกสะท้อนความไม่แน่นอนของโลก

การที่ราคา Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอาทิตย์เป็นเพียงอาการที่มองเห็นได้ชัดที่สุดของปัญหาที่ลึกกว่านั้นมาก นั่นคือความล้มเหลวของการทูตและความไม่สามารถของสองมหาอำนาจในการหาจุดร่วมที่ยอมรับได้

สำหรับตลาดพลังงาน ทุกถ้อยคำจาก Trump บน Truth Social ทุกท่าทีของผู้นำอิหร่าน และทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ ล้วนเป็นตัวแปรที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของราคาน้ำมันได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจึงต้องจับตามองพัฒนาการของสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขหรือการบานปลาย จะมีผลกระทบที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกในระยะข้างหน้า

Similar Posts

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

  • |

    อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

    กองทัพเรือของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า ได้เข้ายึดเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2 ลำใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และในขณะที่นักการทูตกำลังเร่งผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC Navy) ระบุผ่านสื่อของรัฐว่า การยึดเรือทั้งสองลำเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเรือดังกล่าวได้ละเมิดกฎระเบียบด้านการเดินเรือระหว่างประเทศ ก่อนจะถูกควบคุมและนำไปยังชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNBC ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวจากแหล่งอิสระได้ในขณะนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations – UKMTO) รายงานว่า เรือสินค้าหลายลำถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกอย่างยิ่ง ขณะที่สื่อของอิหร่านยังระบุเพิ่มเติมว่าอาจมีเรืออีกลำหนึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังทหารของอิหร่านเช่นกัน ความตึงเครียดด้านความมั่นคงทางทะเลและผลกระทบต่อพลังงานโลก รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Futures) สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 99.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคยพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 90.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล…

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น)…

  • |

    โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก…

  • |

    Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง

    ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก…

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *