ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มสลาย
|

ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มสลาย

ตลาดพลังงานโลกเปิดสัปดาห์ด้วยความปั่นป่วนอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นประมาณ 2% ในวันอาทิตย์ หลังจากความหวังในการเจรจาสันติภาพรอบที่สองระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องดับสูญลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพียงแค่ล่าช้า แต่ล่มสลายโดยสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ การพัฒนาการครั้งนี้ทำให้ตลาดพลังงานซึ่งเพิ่งเริ่มหายใจได้หลังจากความตึงเครียดชุดก่อน ต้องกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ลึกกว่าเดิม

น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับนานาชาติ พุ่งขึ้นมากกว่า 2% ไปแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:27 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI หรือ West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% เช่นกัน ไปอยู่ที่ 96.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในช่วงสุดสัปดาห์ที่รุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติในตลาดน้ำมัน และบ่งบอกถึงระดับความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหมู่นักลงทุนและผู้ค้าพลังงานทั่วโลก

เส้นทางสู่การล่มสลายของการเจรจา

เพื่อเข้าใจว่าเหตุใดการล่มสลายครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง จำเป็นต้องย้อนดูบริบทของกระบวนการทางการทูตที่ผ่านมาก่อน

ในช่วงก่อนหน้า ประธานาธิบดี Trump ได้ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลอิหร่านกำลัง “แตกแยกอย่างรุนแรง” และไม่สามารถนำเสนอจุดยืนที่เป็นเอกภาพได้ ในเวลาเดียวกัน ปากีสถานได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเวทีการเจรจา โดยนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif และจอมพล Asim Munir ได้ยื่นมือเชิญทั้งสองฝ่ายมาเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ซึ่งในตอนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ตลาดหายใจได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อวันเสาร์ Trump ออกมาประกาศยกเลิกแผนการส่งทูตพิเศษ Steve Witkoff และ Jared Kushner บุตรเขยและที่ปรึกษาอาวุโสคนสนิทไปยังอิสลามาบัด การยกเลิกนี้ไม่ได้มาพร้อมกับคำอธิบายทางการทูตที่นุ่มนวล แต่มาพร้อมกับถ้อยคำที่แข็งกร้าวและก้าวร้าวบน Truth Social ที่สะท้อนให้เห็นว่าความอดทนของ Trump ต่อกระบวนการนี้กำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว

Trump พูดอะไร และมันหมายความว่าอะไร

ข้อความของ Trump บน Truth Social สั้นแต่เต็มไปด้วยความหมายที่ตลาดและนักวิเคราะห์ต้องถอดรหัส

“เสียเวลากับการเดินทางมากเกินไป งานมากเกินไป และยังมีการทะเลาะวิวาทและความสับสนอย่างมากภายใน ‘ผู้นำ’ ของพวกเขา” Trump เขียน พร้อมเพิ่มเติมว่า “ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้นำ รวมถึงตัวพวกเขาเองด้วย เราถือไพ่ทุกใบอยู่ในมือ พวกเขาไม่มีเลย ถ้าอยากคุย แค่โทรมาก็พอ”

การวิเคราะห์ถ้อยคำเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงหลายประเด็นสำคัญ ประการแรก Trump กำลังวางตำแหน่งสหรัฐฯ ในฐานะฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าอย่างท่วมท้น โดยใช้ภาษาที่ไม่ใช่แบบการทูตปกติ แต่เป็นภาษาของนักธุรกิจที่กำลังกดดันคู่เจรจา ประการที่สอง การที่เขาชี้ว่าอิหร่านมี “การแตกแยกภายใน” และ “ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้นำ” เป็นการพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอิหร่านในสายตาชาวโลก ประการที่สาม การบอกว่า “แค่โทรมาก็พอ” เป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยังเปิดรับการเจรจา แต่จะไม่ยอมเดินทางไปหาอีกต่อไป

สำหรับตลาด ถ้อยคำเหล่านี้แปลออกมาเป็นภาษาเดียว นั่นคือ ความไม่แน่นอนที่ยังคงสูงอยู่ และไม่มีการแก้ไขปัญหาในระยะใกล้

อิหร่านปฏิเสธ: เมื่อฝ่ายหนึ่งเดินทางมาแต่ไม่ยอมพบกัน

สิ่งที่น่าสนใจและชวนให้คิดไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของฝ่ายอิหร่าน รัฐมนตรีต่างประเทศ Abbas Araghchi เดินทางไปยังอิสลามาบัดจริง แต่กลับพบปะเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ปากีสถานเท่านั้น ก่อนที่จะเดินทางกลับโดยไม่มีการพบปะกับฝ่ายสหรัฐฯ แม้แต่น้อย

โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน Esmaeil Baqaei ยืนยันอย่างเป็นทางการในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อค่ำวันศุกร์ว่า “ไม่มีการวางแผนใดๆ สำหรับการประชุมระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ”

การกระทำของอิหร่านนี้สามารถตีความได้หลายทาง ในแง่หนึ่งอาจเป็นกลยุทธ์ในการแสดงให้โลกเห็นว่าอิหร่านพร้อมเจรจาแต่เป็นฝ่ายสหรัฐฯ ที่ไม่ปรากฏตัว ในอีกแง่หนึ่งอาจสะท้อนถึงความจริงที่ Trump พูดถึงว่าภายในรัฐบาลอิหร่านมีความแตกแยกในเรื่องว่าควรเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ บางฝ่ายอาจต้องการเจรจาเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทหาร แต่บางฝ่ายอาจมองว่าการเจรจาคือการยอมรับความอ่อนแอ

ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ผลลัพธ์ที่ออกมาคือการเจรจาล้มเหลวและตลาดพลังงานต้องรับผลกระทบทันที

เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ: จุดอ่อนไหวที่สุดของตลาดพลังงาน

ความกังวลของตลาดถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเล เมื่อมีรายงานว่า กองกำลัง Revolutionary Guard ของอิหร่าน ได้เข้าควบคุมเรือสินค้าสองลำในบริเวณใกล้เคียงกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงที่สุดในโลก

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงสั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกได้ขนาดนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจบทบาทของช่องแคบแห่งนี้ก่อน ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20-21% ของการผลิตทั่วโลก หรือคิดเป็นน้ำมันดิบประมาณ 17-18 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ผ่านจุดนี้ไปยังตลาดเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต อิรัก และอิหร่านเอง ล้วนต้องพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออกน้ำมัน

เมื่ออิหร่านเข้าควบคุมเรือสินค้าในบริเวณนี้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นปิดกั้นช่องแคบ แต่มันส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าอิหร่านยังมีศักยภาพและเจตนาที่จะใช้เส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและการทหาร

วิเคราะห์ตลาดพลังงาน: ราคาน้ำมันจะไปต่อแค่ไหน

การที่ Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้นมีนัยสำคัญหลายประการในเชิงเทคนิคและเชิงพื้นฐาน

ในเชิงพื้นฐาน ราคาน้ำมันที่ระดับนี้สะท้อนการตีราคาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักวิเคราะห์ในตลาดพลังงานมักแบ่งราคาน้ำมันออกเป็นสองส่วนคือ ราคาพื้นฐานที่มาจากอุปสงค์และอุปทานจริง และ ส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitical Risk Premium ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนเพิ่มนี้อาจอยู่ในระดับสูงถึง 10-15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางราคาในระยะข้างหน้ามีอยู่หลายประการ ประการแรกคือพัฒนาการของการเจรจาหรือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นที่ทำให้การผลิตหรือการส่งออกน้ำมันในภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่านั้น แต่หากมีสัญญาณบวกทางการทูต ราคาอาจดิ่งลงอย่างรวดเร็วเมื่อ Risk Premium ลดลง

ประการที่สองคือการตอบสนองของ OPEC+ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังคงนิ่งเฉยและยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทาน คำถามคือกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะยอมรับราคาที่สูงนี้ต่อไปหรือจะเริ่มเพิ่มการผลิตในที่สุด

ประการที่สามคือสภาพเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นเป็นผลดีต่อประเทศผู้ผลิต แต่กลับเป็นปัจจัยที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผู้บริโภครายใหญ่ โดยเฉพาะในเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย หากราคาน้ำมันยังคงสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ความต้องการน้ำมันลดลงในที่สุดและสร้างแรงกดดันให้ราคาปรับตัวลง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้กระทบแค่ตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลก

ด้านเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะถูกส่งต่อมายังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้น สำหรับ Fed ซึ่งกำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังคง “เหนียว” อยู่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนี้ถือเป็นปัจจัยที่ซับซ้อนการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินอย่างมาก เพราะอาจบีบให้ต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ด้านตลาดหุ้น หุ้นกลุ่มพลังงานมักได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนหลายรายเริ่มโยกเงินเข้าสู่หุ้นพลังงาน แต่ในขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างสายการบิน การขนส่ง และการผลิต กลับเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นมีความซับซ้อนมากขึ้น

ด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐมักแข็งค่าขึ้นในช่วงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากนักลงทุนมักมองดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย ในขณะที่สกุลเงินของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากอย่างเยนของญี่ปุ่นหรือรูปีของอินเดียอาจเผชิญกับแรงกดดันจากการอ่อนค่า

ทางออกที่เป็นไปได้: มองไปข้างหน้า

แม้สถานการณ์ในขณะนี้ดูมืดหม่น แต่ยังมีสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลายทาง

สถานการณ์แรก: การเจรจากลับมา แม้ Trump จะยกเลิกการส่งทูต แต่เขาก็ยังเปิดประตูทิ้งไว้โดยบอกว่า “ถ้าอยากคุย แค่โทรมาก็พอ” หากอิหร่านตัดสินใจติดต่อกลับมาโดยตรง อาจมีการเจรจาในรูปแบบที่ต่างออกไป เช่น ผ่านช่องทางทูตลับหรือตัวกลางอื่นที่ไม่ใช่ปากีสถาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ที่สอง: ความตึงเครียดยืดเยื้อ หากทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตนและไม่มีความคืบหน้าทางการทูต ราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ที่สาม: การบานปลายของความขัดแย้ง นี่คือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ตลาดหวาดกลัวมากที่สุด หากความตึงเครียดทวีความรุนแรงจนถึงขั้นที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันหรือการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมาหลายทศวรรษ และอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกได้

บทสรุป: ราคาน้ำมันคือกระจกสะท้อนความไม่แน่นอนของโลก

การที่ราคา Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอาทิตย์เป็นเพียงอาการที่มองเห็นได้ชัดที่สุดของปัญหาที่ลึกกว่านั้นมาก นั่นคือความล้มเหลวของการทูตและความไม่สามารถของสองมหาอำนาจในการหาจุดร่วมที่ยอมรับได้

สำหรับตลาดพลังงาน ทุกถ้อยคำจาก Trump บน Truth Social ทุกท่าทีของผู้นำอิหร่าน และทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ ล้วนเป็นตัวแปรที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของราคาน้ำมันได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจึงต้องจับตามองพัฒนาการของสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขหรือการบานปลาย จะมีผลกระทบที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกในระยะข้างหน้า

Similar Posts

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

  • | |

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดกลับ โมเดอร์นาพุ่ง 176% หลังวัคซีนมะเร็ง mRNA คว้าชัยเฟส 3

    วอลล์สตรีทปิดตลาดวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ในแดนบวกได้สำเร็จ ตัดวงจรการปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วันทำการ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว “อย่างน้อยเท่าตัว” เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากตลาดตราสารหนี้ที่ผลักดันอัตราผลตอบแทน (ยิลด์) พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แต่แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสุขภาพและวัฏจักร (cyclicals) ช่วยประคองดัชนีหลักให้กลับมายืนในแดนบวกได้ ไฮไลต์สำคัญที่สุดของวันตกเป็นของ โมเดอร์นา (Moderna) ผู้ผลิตวัคซีน mRNA ที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานกว่า 176% ในวันเดียว หลังบริษัทและพันธมิตร เมอร์ค (Merck) ประกาศผลการทดลองทางคลินิกเฟส 3 ในเชิงบวกของวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลชนิด mRNA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวัคซีนมะเร็ง mRNA ในการทดลองระยะสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงพลิกโฉมความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี mRNA ที่เคยถูกตั้งคำถามหลังยุคโควิด-19 แต่ยังจุดประกายความหวังใหม่ในวงการรักษามะเร็งทั่วโลก บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของตลาดการเงินโลกในรอบวัน ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เรื่องราวประวัติศาสตร์ของโมเดอร์นา แรงกดดันในกลุ่มชิป การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์ท่ามกลางการผลักดันกฎหมายคริปโตของทรัมป์ ไปจนถึงผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว: สามดัชนีหลักปิดบวกครั้งแรกในรอบ 4…

  • |

    ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

    ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    วอลล์สตรีทระทึกก่อนสัปดาห์ชี้ชะตา จับตา PCE Nvidia และแจ็กสันโฮล

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมด้วยภาพที่ขัดแย้งกันในตัวเอง เมื่อแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กลบข่าวดีจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) เริ่มย่อตัวลง ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.28% มาปิดที่ 7,652.86 จุด ถอยห่างจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เพิ่งทำไว้เมื่อต้นเดือนออกไปอีกก้าว ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงร่วงลงแรงกว่าที่ 0.76% ปิดที่ 25,980.19 จุด สวนทางกับดัชนี Dow Jones Industrial Average ที่ยังบวกได้ 140.15 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 53,417.16 จุด ตามรายงานของ CNBC ภาพดังกล่าวเป็นเพียงบทนำของสัปดาห์ที่นักลงทุนทั่วโลกขนานนามว่าเป็น “สัปดาห์แห่งการชี้ชะตา” ของตลาดช่วงปลายฤดูร้อน เพราะภายในไม่กี่วันข้างหน้า วอลล์สตรีทต้องเผชิญเหตุการณ์สำคัญถึงสามด้านพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญที่สุด ผลประกอบการของ Nvidia บริษัทที่เป็นหัวใจของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปราศรัยครั้งแรกของนายเควิน วอร์ช…

  • |

    ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

    ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง “ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮแล้วสะดุด: ดาวโจนส์ทะลุ 53,000 จุด ก่อนเจอแรงกดจากชิป-สงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์แรกของไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยอารมณ์ที่สวิงรุนแรงผิดปกติ จากบรรยากาศคึกคักที่ผลักดันดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 53,000 จุดในวันจันทร์ กลายเป็นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงสองวันทำการถัดมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้แนวโน้มใหญ่ของตลาดยังเป็นขาขึ้น แต่ความเปราะบางใต้พื้นผิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาหุ้นเทคโนโลยีถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับมาทวงบทบาทอีกครั้ง ภาพรวมของสัปดาห์นี้เล่าเรื่องราวสามองก์ที่ชัดเจน องก์แรกคือความเชื่อมั่นในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หวนกลับมาหนุนตลาดในวันจันทร์ องก์ที่สองคือการเทขายหุ้นชิปครั้งใหญ่หลังผลประกอบการของ Samsung และข่าวการพัฒนาชิป AI ของ DeepSeek และองก์ที่สามคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” พร้อมสั่งโจมตีทางทหารรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและกดดันดัชนีดาวโจนส์ให้ร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพุธ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญทีละวัน วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง พร้อมประเมินผลกระทบที่จะส่งตรงถึงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งในมิติของค่าเงินบาท ราคาทองคำ และทิศทางของตลาดหุ้นไทย ไทม์ไลน์สามวันแห่งความผันผวน: จากนิวไฮสู่แรงเทขาย เปิดตลาดวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังตลาดปิดทำการในวันชาติสหรัฐฯ หุ้นวอลล์สตรีทเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวกจากสัปดาห์ก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.72% ปิดที่ 7,537.43 จุด ดัชนี Nasdaq…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *