เกาหลีใต้ทดลองใช้เงินฝากโทเคน
| |

เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ

ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้

ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า:

  • โครงการนำร่องจะเริ่มต้นที่ “เมืองเซจง (Sejong City)” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการ
  • มีแผน rollout เต็มรูปแบบในไตรมาส 4 ปี 2026
  • ระบบใหม่จะเข้ามาแทนที่การใช้:
    • บัตรเครดิตสำหรับราชการ
    • บัตรเดบิตสำหรับราชการ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ระบบเดิม:

  • ใช้การตรวจสอบ “หลังจากใช้เงินแล้ว” (Post-audit)
  • ต้องรวบรวมเอกสาร ใบเสร็จ และรายงานย้อนหลัง
  • มีโอกาสเกิด:
    • ความผิดพลาดจากมนุษย์
    • การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ระบบใหม่:

  • ใช้ “เงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้” (Programmable Money)
  • สามารถกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้า เช่น:
    • ใช้ได้เฉพาะช่วงเวลา (time window)
    • ใช้ได้เฉพาะหมวด เช่น ค่าเดินทาง / ค่าจัดซื้อ
    • จำกัดวงเงินต่อธุรกรรม

วิเคราะห์เชิงลึก

นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม”

  • เดิม: ป้องกันปัญหาหลังเกิดเหตุ
  • ใหม่: ป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ

ผลกระทบเชิงโครงสร้าง:

  • ลดการทุจริตเชิงระบบ (systemic corruption)
  • ลดภาระงานตรวจสอบ (audit burden)
  • เพิ่มความแม่นยำของการใช้งบประมาณ

Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

ลักษณะของเงินฝากโทเคน

  • เป็น “เงินฝากธนาคาร” ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบน blockchain
  • ยังคงเป็น:
    • หนี้สินของธนาคารพาณิชย์
    • อยู่ภายใต้กฎระเบียบทางการเงินเดิม
  • ใช้งานผ่านระบบ Distributed Ledger Technology (DLT)

ธนาคารที่เข้าร่วม

  • KB Kookmin Bank
  • Shinhan Bank
  • Woori Bank
  • Hana Bank

รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ

วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC

1. เทียบกับ Stablecoin

ประเด็นTokenized DepositStablecoin
ผู้ออกธนาคารเอกชน
ความเสี่ยงต่ำขึ้นกับผู้ออก
การกำกับดูแลสูงแตกต่างกัน

วิเคราะห์เพิ่มเติม:

  • Stablecoin บางตัวมีความเสี่ยงด้านการสำรอง (reserve risk)
  • Tokenized deposit มีธนาคารและรัฐรองรับ → ความน่าเชื่อถือสูงกว่า

2. เทียบกับ CBDC

ประเด็นTokenized DepositCBDC
ผู้ออกธนาคารพาณิชย์ธนาคารกลาง
ความยืดหยุ่นสูงจำกัด
การนำไปใช้เร็วช้า

วิเคราะห์เพิ่มเติม:

  • CBDC ต้องใช้เวลาพัฒนาและปรับกฎหมาย
  • Tokenized deposit ใช้ infrastructure เดิม → deploy ได้เร็วกว่า

การเชื่อมต่อระบบ: dBrain + Blockchain

ระบบใหม่จะเชื่อมกับระบบบัญชีของรัฐ:

  • dBrain (Digital Budget and Accounting System)

สิ่งที่เกิดขึ้น

  • ทุกการใช้จ่าย:
    • ถูกบันทึกแบบ real-time
    • ตรวจสอบย้อนหลังได้ทันที
  • สร้าง “audit trail” ที่โปร่งใส

วิเคราะห์เชิงลึก

นี่คือการยกระดับจาก:

  • “รายงานทางการเงิน” → “การมองเห็นเงินแบบทันที (real-time finance)”

ผลลัพธ์:

  • ผู้บริหารสามารถ:
    • วิเคราะห์งบประมาณได้ทันที
    • ตัดสินใจได้เร็วขึ้น
  • ลด fraud และ data manipulation

ประโยชน์หลักของระบบ (พร้อมการวิเคราะห์เชิงลึก)

1. ลดการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

  • เงินถูกตั้งเงื่อนไขตั้งแต่ต้น
  • ไม่สามารถนำไปใช้ในหมวดอื่นได้

วิเคราะห์:

  • ป้องกัน corruption แบบ “soft corruption”
  • เช่น:
    • ใช้งบผิดหมวดหมู่
    • เบิกงบประมาณเกินจริง

2. ลดระยะเวลาในการชำระเงิน

  • ไม่ต้องผ่านระบบหลายชั้น
  • settlement เกิดขึ้นเกือบทันที

วิเคราะห์:

  • เพิ่มสภาพคล่องให้:
    • ผู้รับเหมาภาครัฐ
    • ธุรกิจ SME
  • ลดปัญหา “รัฐจ่ายช้า”

3. ลดค่าธรรมเนียมธุรกรรม

  • ตัด middleman เช่น:
    • Visa / Mastercard network

วิเคราะห์:

  • ธุรกิจได้รับเงินเต็มจำนวนมากขึ้น
  • ลดต้นทุนระบบการเงินทั้งประเทศ

4. เพิ่มความโปร่งใส

  • ทุกธุรกรรมอยู่บน blockchain

วิเคราะห์:

  • ประชาชนสามารถ:
    • ตรวจสอบการใช้เงินรัฐได้ (ในอนาคต)
  • เพิ่ม trust ในรัฐบาล

Regulatory Sandbox: กลไกสำคัญของนวัตกรรม

เนื่องจากกฎหมายปัจจุบัน:

  • บังคับให้ใช้ “บัตร” สำหรับค่าใช้จ่าย

Sandbox:

  • เปิดทางให้ทดลองโดยไม่ผิดกฎหมาย

วิเคราะห์

นี่คือแนวทาง “ทดลองก่อนเปลี่ยนจริง”

ข้อดี:

  • ลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย
  • เปิดพื้นที่ innovation
  • ปรับปรุงก่อนขยายจริง

กลยุทธ์ระยะยาว: 25% ของงบประมาณจะเป็นดิจิทัล

MOEF ตั้งเป้า:

  • 25% ของ treasury → digital currency ภายในปี 2030

วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์

ถ้าสำเร็จ:

  • เกาหลีใต้จะเป็น:
    • ผู้นำด้าน Digital Government
    • ผู้นำด้าน Blockchain Adoption

ผลกระทบ:

  • ประเทศอื่นอาจทำตาม
  • เกิด “มาตรฐานใหม่” ของ public finance

กรณีศึกษา: โครงการ EV Subsidy

ก่อนหน้านี้:

  • ใช้ tokenized deposits บริหารเงิน 30,000 ล้านวอน
  • สำหรับสถานีชาร์จ EV

ร่วมกับ:

  • Bank of Korea

วิเคราะห์

นี่คือ proof-of-concept ที่สำคัญ:

  • แสดงว่า:
    • ระบบที่สามารถใช้งานได้จริง
    • สามารถ scale ได้แน่นอน

วิเคราะห์ผลกระทบระดับโลก

1. เปลี่ยนระบบการคลัง

  • จาก passive → programmable

2. เพิ่มบทบาท Blockchain

  • จาก speculative asset → infrastructure จริง

3. ลดบทบาทตัวกลาง

  • ธนาคารยังอยู่
  • แต่ card network อาจถูกลดบทบาท

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

1. Cybersecurity

  • การโจมตีระบบ blockchain

2. Privacy

  • รัฐสามารถติดตามทุก transaction

3. ความซับซ้อนของระบบ

  • integration กับ legacy system

วิเคราะห์

ความท้าทายคือ:

  • balance ระหว่าง:
    • transparency
    • privacy

มุมมองอนาคต

หากโครงการนี้สำเร็จ:

  • รัฐบาลทั่วโลกอาจ adopt
  • เกิด “Programmable Economy”

บทวิเคราะห์สรุป

โครงการนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง:

  1. เงินกลายเป็น “เครื่องมือควบคุม” ไม่ใช่แค่สื่อกลาง
  2. Blockchain กลายเป็น infrastructure ของภาครัฐ
  3. การคลังรัฐเข้าสู่ยุค automation เต็มรูปแบบ

ในระยะยาว โลกอาจเห็น:

  • “รัฐบาลอัจฉริยะ” ที่ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ระบบที่:
    • โปร่งใส
    • ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
    • และควบคุมได้แบบเรียลไทม์

ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน use case ที่ทรงพลังที่สุดของ blockchain นอกเหนือจากคริปโตเคอร์เรนซี และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินโลกในระดับโครงสร้างอย่างแท้จริง

Similar Posts

  • สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

    ผลกระทบสะสมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 สัปดาห์ กำลังเริ่มสะท้อนออกมาในข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผ่านชุดข้อมูล “ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)” จากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดการเงินกำลังจับตาไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือ “ลักษณะของการชะลอตัว” ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะหากสองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า stagflation ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ภาพรวมข้อมูล PMI และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การตีความข้อมูล PMI ต้องเข้าใจว่าเป็นการสะท้อน “ความรู้สึกและการตัดสินใจของผู้บริหารธุรกิจ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขผลลัพธ์ ดังนั้นหาก PMI ลดลง หมายความว่าภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เช่น การชะลอการจ้างงาน การลดคำสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือการชะลอการลงทุนใหม่ ในบริบทของสงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ PMI ไม่ได้มาจากดีมานด์ที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจยากขึ้นระหว่างการรักษากำไรและการรักษาปริมาณการผลิต Stagflation: ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เริ่มชัดขึ้น คำว่า stagflation กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง โดย S&P Global ได้สะท้อนความกังวลนี้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Stagflation คือสถานการณ์ที่: สิ่งที่ทำให้ stagflation เป็นปัญหาคือ…

  • Apple แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่: John Ternus รับไม้ต่อจาก Tim Cook

    บริษัท Apple ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า John Ternus จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของบริษัท โดยจะเข้ารับตำแหน่งแทน Tim Cook ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป นับเป็นการเปลี่ยนผู้นำระดับสูงครั้งสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในทศวรรษถัดไปของบริษัท Ternus ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัททันทีที่ขึ้นเป็น CEO ขณะเดียวกัน Arthur Levinson ประธานกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร (nonexecutive chairman) จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยการอิสระหลัก (lead independent director) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการกำกับดูแลความโปร่งใสและความสมดุลของอำนาจภายในบอร์ด Apple ระบุในแถลงการณ์ว่า Cook จะยังคงทำหน้าที่ CEO ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน เพื่อทำงานร่วมกับ Ternus อย่างใกล้ชิดในการส่งมอบงานและถ่ายทอดประสบการณ์ให้ราบรื่นที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นระบบ และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผู้นำอย่างกะทันหัน นี่ถือเป็นการเปลี่ยน CEO ครั้งแรกของ Apple นับตั้งแต่ Cook เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Steve Jobs…

  • เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

    เมื่อธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเริ่มเดินเกมสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับส่งสัญญาณเปิดทางให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” ได้ในช่วงที่เหลือของปี สวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ต้นตอของความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแม้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งไปแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงลากยาว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงกลับลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามที่ราว 72-73 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน สะท้อนความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดพลังงานโลก ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เป็นต้นมา สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ สถานการณ์ในช่วงนี้ถือว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่ชัดเจนของเฟด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หายไปสนิท กำลังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เกือบทุกประเภท…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2026: จ้างงานสหรัฐสะดุด เงินเฟ้อหนืด ธนาคารกลางแยกทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2026 ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ในบางดัชนี ทองคำดีดตัวกลับ และราคาน้ำมันดิ่งลงจนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางฉากหลังนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ยืนดอกเบี้ยสูงและเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดชาติสหรัฐ (Independence Day) กลายเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดใหม่ทั้งหมด CNBC รายงานว่าตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลงช่วยลดความกังวลว่าเฟดจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาผ่อนคลายในช่วงท้ายสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่ตลาดแรงงานสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟดและ ECB ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ ไปจนถึงคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี ก่อนจะประเมินว่าทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างไร ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรง จ้างงานมิถุนายนต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หัวใจของสัปดาห์นี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones คาดไว้ที่ราว 110,000–115,000 ตำแหน่งอย่างมาก และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบ…

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *