ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย
|

ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง

“ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย

หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ

ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง

ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก

เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก

Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล

ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป

ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น 1,000 ล้านบาร์เรลจึงเท่ากับการขาดแคลนที่สะสมตลอดประมาณ 10 วันของความต้องการโลก แต่ในความเป็นจริง การขาดแคลนนี้กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคและประเภทของน้ำมันที่มาจากตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผลกระทบรุนแรงกว่าตัวเลขรวมบ่งชี้

คำเตือนจาก Sawan มีน้ำหนักอย่างมากเพราะมันมาจากผู้บริหารสูงสุดของหนึ่งในบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีข้อมูลโดยตรงจากการดำเนินธุรกิจในตลาดพลังงานโลก Shell ไม่ใช่บริษัทที่จะเตือนเกินจริงเพื่อผลักดันราคาน้ำมัน เพราะการทำเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของบริษัทในระยะยาว

ราคาน้ำมัน: ความผันผวนที่สะท้อนความไม่แน่นอน

ปฏิกิริยาของตลาดน้ำมันต่อพัฒนาการในวันพฤหัสบดีสะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและความไม่แน่นอนที่นักเทรดกำลังต้องรับมือ

ราคาน้ำมันดิ่งลงในวันพฤหัสบดี แต่กลับมาฟื้นตัวในการซื้อขายช่วงเช้าวันศุกร์ในเอเชีย โดย Brent ปรับตัวขึ้น 2.29% มาอยู่ที่ 102.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI เพิ่มขึ้น 2.09% มาอยู่ที่ 96.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

รูปแบบของการดิ่งแล้วฟื้นนี้บ่งชี้ว่าตลาดกำลังมองทั้งสองทิศทางพร้อมกัน ในด้านหนึ่งมีความหวังว่าสันติภาพกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การปะทะที่ยังดำเนินอยู่และคำเตือนจาก Shell CEO เกี่ยวกับการขาดแคลนยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคา

นักวิเคราะห์ตลาดพลังงานหลายรายชี้ว่าความผันผวนของราคาน้ำมันในระดับสูงเช่นนี้สร้างความยากลำบากอย่างมากสำหรับผู้ซื้อน้ำมันในระยะยาว เพราะการวางแผนงบประมาณและการ Hedge ความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูงขึ้นมาก

ทองคำและเงิน: ประโยชน์จากทั้งสงครามและสันติภาพ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ทองคำ และ เงิน

นักวิเคราะห์ตลาดบอกกับ CNBC ว่าการปรับตัวขึ้นของทองคำและเงินที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีก่อนจะชะลอตัวลง อาจกลับมาได้แรงอีกครั้งหากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ฟังดูขัดแย้ง เพราะโดยปกติทองคำมักถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ราคาสูงขึ้นในช่วงที่มีความไม่แน่นอน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สันติภาพอาจดีต่อทองคำและเงินด้วยเหตุผลที่แตกต่าง ราคาน้ำมันที่ลดลงหลังสันติภาพจะลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ Fed ลดดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่านั้นเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำและเงินที่ไม่มีผลตอบแทนจากดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นถอย: Amazon และชิปลากลง S&P 500

ความวุ่นวายในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อ S&P 500 ปรับตัวลดลงในวันพฤหัสบดี นำโดยการดิ่งลงของหุ้น Amazon และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Broadcom และ Micron Technology

การที่ Amazon ลดลงนั้นเชื่อมโยงกับความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับ Datacenter ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ AWS การที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงทำให้ต้นทุนไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งกดดันอัตรากำไรของธุรกิจ Cloud Computing

ในส่วนของชิป แม้ว่าผลประกอบการของ AMD จะดีเกินคาด แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนบางส่วนตัดสินใจลดความเสี่ยงออกจากหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า

Cloudflare: เมื่อ AI เปลี่ยนโฉมบริษัทเทคโนโลยีด้วยการเลิกจ้าง

ในข่าวองค์กร Cloudflare บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ประกาศแผนการเลิกจ้างพนักงาน หนึ่งในห้าของกำลังแรงงาน ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงถึง 18%

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ขนาดของการเลิกจ้าง แต่คือเหตุผลที่บริษัทให้ไว้ Cloudflare ระบุว่า AI แบบ Agentic ได้ “เปลี่ยนแปลงงานของบริษัทโดยพื้นฐาน” และบางตำแหน่ง “ไม่ใช่บทบาทที่เราต้องการสำหรับอนาคตอีกต่อไป”

ถ้อยคำเหล่านี้เป็นหนึ่งในการยอมรับสาธารณะที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากบริษัทเทคโนโลยีที่ระบุว่า AI กำลังทำให้ตำแหน่งงานบางประเภทล้าสมัยโดยตรง ไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างทั่วไปหรือการตัดต้นทุน แต่เป็นการยอมรับว่า Agentic AI กำลังทำหน้าที่แทนพนักงานบางส่วนได้แล้วในปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ส่งคลื่นกระแทกไปทั่วอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพราะ Cloudflare ไม่ใช่บริษัทที่กำลังดิ้นรนหรือล้มเหลว แต่เป็นบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งหมายความว่าแม้แต่บริษัทที่ประสบความสำเร็จก็กำลังใช้ AI เพื่อทำงานที่เคยต้องใช้คนมากขึ้น

วิเคราะห์เชิงลึก: ช่องแคบฮอร์มุซคือ “บาร์ไฟท์” ที่ไม่มีใครจำได้ว่าใครชกก่อน

บทบรรณาธิการของ CNBC เปรียบเทียบสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซว่าเหมือน “การทะเลาะในบาร์ที่ไม่มีใครจำได้ว่าใครชกก่อน” ซึ่งเป็นคำเปรียบที่จับใจและมีความหมายลึกซึ้ง

ในทะเลาะในบาร์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครชกก่อน แต่อยู่ที่ว่าทุกคนกำลังสูญเสียเพราะความรุนแรงที่ดำเนินต่อไป และ “ใครที่จ่ายสำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่แตก” ก็คือตลาดการเงินและผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ

ในโลกความเป็นจริง ผลกระทบที่ “ตลาดจดจำ” เหล่านี้รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังสูงกว่าร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูง ห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก สายการบินที่แบกต้นทุนเชื้อเพลิงมหาศาล และผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องจ่ายราคาสูงขึ้นสำหรับสินค้าและบริการทุกประเภท

ฟุตบอลโลก: ช่วงพักจากความเครียดของตลาด

ในมุมที่เบากว่าเล็กน้อย ฝรั่งเศสได้รับการโหวตเป็น “เต็งหนึ่ง” สำหรับ FIFA World Cup ในอเมริกาเหนือปีนี้ตามการสำรวจของ Bank of America โดยประมาณ 40% ของแฟนบอลที่ถูกสำรวจเดิมพันให้ฝรั่งเศสคว้าแชมป์อีกครั้ง และ Kylian Mbappé กองหน้าของฝรั่งเศสและ Real Madrid ถูกมองว่าจะเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทัวร์นาเมนต์

อย่างไรก็ตาม ความเห็นไม่ได้เป็นเอกฉันท์ เพราะ Microsoft Copilot ระบบ AI ของ Microsoft มองว่าสเปนมีโอกาสเท่ากันในการยกถ้วยแชมป์ ความขัดแย้งระหว่างการสำรวจของนักลงทุนมนุษย์กับการทำนายของ AI เป็นสัญลักษณ์ที่น่าสนใจในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจต่างๆ มากขึ้น

บทสรุป: โลกที่ยังคงรอความชัดเจน

วันพฤหัสบดีนี้ทิ้งความรู้สึกคลุมเครือและไม่แน่นอนไว้กับตลาดการเงินและผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นว่าการหยุดยิงยังมีผลบังคับใช้จริงหรือไม่ การเจรจาสันติภาพจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในสัปดาห์นี้หรือไม่ และราคาน้ำมันจะเดินไปในทิศทางใดในสัปดาห์ข้างหน้า

สิ่งที่แน่นอนคือในโลกที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็น “บาร์ไฟท์” ที่ไม่มีใครจำได้ว่าใครชกก่อน ตลาดการเงินและผู้บริโภคทั่วโลกจะยังคงต้องจ่ายสำหรับ “เฟอร์นิเจอร์ที่แตก” ต่อไปทุกวันที่ความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไข

Similar Posts

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

  • |

    Grinex ถูกแฮกกว่า 14 ล้านดอลลาร์: สัญญาณเตือนความเสี่ยงใหม่ของตลาดคริปโตภายใต้แรงกดดันจากรัฐและภูมิรัฐศาสตร์

    ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีทั่วโลกกำลังเผชิญกับอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล เมื่อแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต Grinex ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับระบบคริปโตของรัสเซียและอยู่ภายใต้การจับตามองของหน่วยงานตะวันตก ประกาศระงับการซื้อขายทั้งหมด หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่ทำให้สูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าประมาณ 14–15 ล้านดอลลาร์ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “การแฮก” ธรรมดาในโลกคริปโต แต่กำลังถูกมองว่าเป็นการโจมตีระดับสูงที่อาจเกี่ยวข้องกับ “รัฐ” หรือหน่วยงานที่มีทรัพยากรขั้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามในอุตสาหกรรมนี้อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมเหตุการณ์: การโจมตีที่ไม่ธรรมดา Grinex เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้เงินดิจิทัลกว่า 1 พันล้านรูเบิล (ประมาณ 13.7–15 ล้านดอลลาร์) ถูกถอนออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลจำนวน 54 ใบอย่างรวดเร็ว ทางแพลตฟอร์มระบุว่า ลักษณะของการโจมตีแสดงให้เห็นถึง “ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มักพบในหน่วยงานข่าวกรองของรัฐ” ซึ่งเป็นการยกระดับความรุนแรงของภัยคุกคามจากแฮกเกอร์ทั่วไปไปสู่ระดับภูมิรัฐศาสตร์ การวิเคราะห์เพิ่มเติม:สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้แตกต่างจากการแฮกทั่วไป คือ “ระดับของความแม่นยำและการเข้าถึงระบบ” ซึ่งมักต้องอาศัยข้อมูลภายใน (insider knowledge) หรือการสอดแนมล่วงหน้าเป็นเวลานาน นั่นหมายความว่าการโจมตีลักษณะนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นผลจากการเตรียมการอย่างเป็นระบบ การเชื่อมโยงกับ Garantex และความเสี่ยงด้านการคว่ำบาตร Grinex ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่อยู่ในสภาวะ “ปกติ” ตั้งแต่แรก แต่ถูกจับตามองอย่างหนักเนื่องจากความเชื่อมโยงกับ Garantex ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2022 รายละเอียดสำคัญ: นักวิเคราะห์จาก…

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • |

    เฟดยึดดอกเบี้ย 3.5-3.75% ส่งไม้ให้ “วอร์ช” นำทัพ ขณะ ECB สู้ศึกเงินเฟ้อสงครามตะวันออกกลาง

    นโยบายการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างยืนหยัดคงอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางพายุคู่ขนาน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย และสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก บทบาทของเจอโรม พาวเวลล์ในฐานะประธาน Fed สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่เควิน วอร์ช ทายาทที่ทรัมป์เลือกสรร เพิ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเฉียดฉิว 54-45 เสียง เมื่อ 13 พฤษภาคม 2026 พร้อมรับภารกิจที่ท้าทายที่สุดในอาชีพการงาน — นั่นคือการพิสูจน์ว่าเขาสามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ทรัมป์ต้องการ โดยไม่จุดเชื้อเงินเฟ้อที่ยังคุอยู่ให้ลุกโชนอีกครั้ง เส้นทางดอกเบี้ย Fed: จากพาวเวลล์สู่วอร์ช คณะกรรมการตลาดการเงินแบบเปิด (FOMC) ของ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ช่วง 3.5-3.75% ในการประชุมเดือนมกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นการหยุดพักหลังจากลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งก่อนหน้านี้ ตามรายงานของ CNBC ในการประชุมเดือนมีนาคม 2026 FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (benchmark federal funds rate) ไว้ที่ช่วง 3.5-3.75%…

  • ทรัมป์ ประกาศ “Project Freedom” ปลดปล่อยเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

    ตลาดน้ำมันดิบโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยความผันผวนและไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในวันจันทร์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมตลาดพยายามย่อยและประเมินผลกระทบของการประกาศล่าสุดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งใจจะ “ปลดปล่อย” เรือสินค้าที่ติดค้างอยู่อันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างเตหะรานและวอชิงตันที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน น้ำมันดิบ Brent สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.15% มาอยู่ที่ 108.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามของน้ำมันสองชนิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและการชั่งน้ำหนักของตลาดต่อปัจจัยหลายอย่างที่กำลังดึงราคาในทิศทางที่แตกต่างกัน ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับการปิดกั้น ทำให้การจราจรผ่านเส้นทางน้ำพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้แทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ หนึ่งในห้า ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และพลังงานในรูปแบบอื่นๆ การที่เส้นทางนี้ถูกปิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้นได้สร้างผลกระทบลูกโซ่ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งต่อตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ล่าสุดที่ยืนยันถึงอันตรายในภูมิภาคนี้คือรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ในวันจันทร์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันถูกยิงด้วยกระสุนปืน ทางตอนเหนือของเมือง Fujairah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องสำหรับเรือที่พยายามเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอธิบายได้ว่าทำไมเรือสินค้าจำนวนมากจึงตัดสินใจหยุดรอแทนที่จะเสี่ยงเดินทาง Project Freedom: ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเส้นทางการค้า ทรัมป์ ประกาศบน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *