ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน
|

ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่

ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง

ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน

Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน

น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์”

ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง

ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง

ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทันทีหลังจาก ทรัมป์ โพสต์ประกาศ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมองสัญญาณนี้ในเชิงบวกอย่างมาก

การที่ตลาดตอบสนองในลักษณะนี้สามารถอธิบายได้ผ่านตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน หากการเจรจาประสบความสำเร็จและสงครามยุติลง ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเปิดทางให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ความระมัดระวังยังคงจำเป็น เพราะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาก่อน และตลาดได้เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดแล้วว่า ความหวังที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจดับสูญได้ในวันพรุ่งนี้

มนุษยธรรมที่หยิบยกขึ้นมา: 23,000 ลูกเรือที่ติดค้าง

หนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดและมักถูกมองข้ามในการรายงานข่าวสงครามคือผลกระทบต่อบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง รัฐมนตรีต่างประเทศ Marco Rubio เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาววันอังคารว่า มีลูกเรือพลเรือนเกือบ 23,000 คน บนเรือที่เป็นตัวแทนของ 87 ประเทศ ที่ติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซียเนื่องจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดย de facto ของอิหร่าน

“ชาติต่างๆ จากทั่วโลก ส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางทหารใดๆ ขณะนี้กำลังเสี่ยง ไม่เพียงแต่จะสูญเสียสินค้าของพวกเขา แต่ยังสูญเสียชีวิตของพลเมืองของตัวเองเพราะการปิดกั้นนี้” Rubio กล่าว “พวกเขาเป็นเป้านิ่ง พวกเขาถูกแยกออก พวกเขากำลังอดอาหาร พวกเขาเปราะบาง และลูกเรืออย่างน้อย 10 คน เสียชีวิตแล้วอันเป็นผลมาจากการปิดกั้นของอิหร่าน”

ตัวเลขเหล่านี้ฉายภาพที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่กำลังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงครามจำนวนมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านมนุษยธรรม

Project Freedom: ปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่และสิ้นสุดในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง

เพื่อเข้าใจความสำคัญของการระงับครั้งนี้ จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปที่ขนาดและความทะเยอทะยานของปฏิบัติการที่เพิ่งถูกหยุดลง

ทรัมป์ ประกาศ Project Freedom ในคืนวันอาทิตย์ว่าสหรัฐฯ จะนำทางเรือสินค้าที่ติดอยู่ออกจากน่านน้ำที่ถูกจำกัดอย่างปลอดภัย และ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าจะส่งกำลัง “เรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี เครื่องบินภาคพื้นดินและทางทะเลรวมกว่า 100 ลำ แพลตฟอร์มไร้คนขับหลายโดเมน และกำลังพล 15,000 นาย” เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการ

นี่คือการส่งกำลังทางทหารขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มองปฏิบัติการนี้อย่างจริงจังเพียงใด แต่ในท้ายที่สุด ปฏิบัติการที่ต้องการกำลังพล 15,000 นายกลับถูกระงับก่อนที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายใดๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

การตอบโต้ของอิหร่าน: ทดสอบขีดจำกัดของการหยุดยิง

ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการ Project Freedom อิหร่านไม่ได้นิ่งเฉย แต่กลับตอบโต้ด้วยการกระทำที่ทดสอบขีดจำกัดของการหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานเมื่อวันจันทร์ว่าถูกโจมตีด้วย ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีปนาวุธนำวิถี และโดรน จากอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บสามราย ในเวลาเดียวกัน พลเรือเอก Brad Cooper ผู้บัญชาการ CENTCOM รายงานว่ากองกำลัง Revolutionary Guard ของอิหร่านได้ “ยิงขีปนาวุธนำวิถีหลายลูก โดรน และเรือขนาดเล็กใส่เรือที่เรากำลังปกป้องอยู่”

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเรือที่ดำเนินการโดยเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซเกิดไฟไหม้เมื่อวันจันทร์ โดย ทรัมป์ ระบุในภายหลังว่าอิหร่านเป็นผู้โจมตี การกระทำเหล่านี้ของอิหร่านสร้างแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ให้ต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางทหารซึ่งจะทำให้การเจรจาล้มเหลว หรือการยับยั้งตัวเองซึ่งอาจถูกมองว่าอ่อนแอ

ความย้อนแย้งของ Project Freedom: บอกอีกอย่างแต่ทำอีกอย่าง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องราวนี้คือการพลิกผันที่รวดเร็วของรัฐบาล ทรัมป์ เอง เพราะในตอนเช้าวันอังคาร ทำเนียบขาวยังคงนำเสนอ Project Freedom ว่าเป็น “เรื่องของชีวิตและความตายสำหรับลูกเรือพลเรือนหลายพันคน” และ Rubio ยังกล่าวถึงลูกเรือที่ “ถูกทอดทิ้งให้ตาย” โดยระบอบอิหร่าน

แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์ ก็ประกาศระงับปฏิบัติการเดียวกันนั้น โดยอ้างเหตุผลด้านการทูต ความย้อนแย้งนี้ตั้งคำถามสำคัญว่า หากสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเร่งด่วนขนาดนี้จริง การระงับปฏิบัติการในทันทีนั้นมีความเสี่ยงต่อชีวิตลูกเรือที่ติดค้างอยู่หรือไม่

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า Project Freedom อาจเป็น “ไพ่ต่อรอง” ที่ ทรัมป์ ใช้เพื่อเร่งกดดันอิหร่านให้เร่งสรุปข้อตกลง ด้วยการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีทั้งเจตนารมณ์และกำลังทหารที่จะดำเนินการ แต่เมื่ออิหร่านส่งสัญญาณความพร้อมที่จะเจรจา ทรัมป์ ก็พร้อมที่จะถอยออกมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้การทูต

ผู้เชี่ยวชาญสงสัย: Project Freedom จะสำเร็จได้จริงหรือ?

ก่อนที่ ทรัมป์ จะประกาศระงับ ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศและภูมิรัฐศาสตร์จำนวนมากได้แสดงความสงสัยต่อ CNBC ว่า Project Freedom จะบรรลุเป้าหมายได้จริงหรือไม่

ความท้าทายทางการปฏิบัติมีอยู่มากมาย ทั้งการนำทางเรือสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมากผ่านน่านน้ำที่มีการขัดแย้งนั้นต้องการการประสานงานที่ซับซ้อนมาก ความเสี่ยงที่อิหร่านจะตีความว่าเป็นการเพิ่มระดับความขัดแย้ง และผลกระทบต่อการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่

ในแง่นี้ การที่ ทรัมป์ ตัดสินใจระงับปฏิบัติการอาจสะท้อนถึงการประเมินในทำเนียบขาวว่าความเสี่ยงของการดำเนินการต่อนั้นสูงเกินไปเมื่อเทียบกับโอกาสที่ประตูการทูตกำลังเปิดออก

วิเคราะห์เชิงลึก: ทรัมป์ กำลังเล่นเกมอะไร?

เมื่อมองรูปแบบของการตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นความขัดแย้งจนถึงตอนนี้ มีโครงสร้างที่น่าสนใจปรากฏออกมา ทรัมป์ ดูเหมือนจะใช้กลยุทธ์ที่เขาเรียกว่า “Madman Theory” หรือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่แน่ใจว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร โดยการสลับระหว่างการแสดงกำลังทางทหารและการเปิดประตูทางการทูตอย่างรวดเร็วและไม่คาดเดาได้

Project Freedom เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยกำลังพล 15,000 นายและเครื่องบิน 100 ลำ ส่งสัญญาณให้อิหร่านเห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้กำลังทหารในระดับสูง แต่เมื่ออิหร่านส่งสัญญาณความพร้อมที่จะเจรจา ทรัมป์ ก็ยับยั้งปฏิบัติการทันที แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความปรารถนาดีในการมองหาทางออกทางสันติ

กลยุทธ์นี้มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งคือมันสร้างแรงกดดันต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องและทำให้คาดเดาได้ยาก จุดอ่อนคือมันอาจทำให้พันธมิตรและคู่ค้าสหรัฐฯ สับสนและไม่มั่นใจในความน่าเชื่อถือของคำประกาศและการกระทำต่างๆ

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก

สัญญาณที่ออกมาจากการระงับ Project Freedom ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก เพราะหากการเจรจาสำเร็จและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการ ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกขนาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงมาตลอดหลายเดือน

Moody’s Analytics ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าราคา Brent ที่ระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเวลายาวนานจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย และตลาดทำนาย Kalshi ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 50% ที่ WTI จะแตะ 127 ดอลลาร์ในปีนี้ ดังนั้นการที่ความขัดแย้งอาจคลี่คลายจึงเป็นข่าวดีที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกประเทศทั่วโลก

บทสรุป: ความหวังที่เปราะบางในโลกที่ซับซ้อน

การระงับ Project Freedom โดย ทรัมป์ ในวันอังคารนั้นเป็นทั้งสัญญาณความหวังและเครื่องเตือนใจในเวลาเดียวกัน ความหวังที่ว่าเส้นทางสู่การยุติสงครามอาจกำลังเปิดออก และเครื่องเตือนใจว่าในโลกที่ซับซ้อนนี้ ไม่มีอะไรแน่นอนจนกว่าจะมีการลงนามในเอกสารจริง

ตลาดการเงิน ผู้นำโลก และลูกเรือ 23,000 คนที่ยังคงติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซียต่างรอดูว่า “ความคืบหน้าครั้งใหญ่” ที่ ทรัมป์ พูดถึงนั้นจะนำไปสู่ “ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” ได้จริงหรือไม่ และหากมันเกิดขึ้นจริง มันจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางพลังงาน เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์โลกไปอย่างลึกซึ้งในหลายปีที่จะมาถึง

Similar Posts

  • ทองคำ-เงิน-น้ำมันป่วน เฟดเหยี่ยวสวนสันติภาพอิหร่าน ราคาผันผวนหนัก

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญแรงบีบจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนในสัปดาห์นี้ ด้านหนึ่งคือราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ จนหลุดระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มทยอยเดินทางออกได้ตามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว ส่วนอีกด้านหนึ่งคือท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่คาดคิดของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ที่ทำให้ตลาดเทเงินเข้าซื้อดอลลาร์อย่างหนัก กดดันให้ทองคำและเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยร่วงลงรุนแรง โดยเฉพาะเงินที่ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 6 และทรุดลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดเดือนมกราคม สะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปแล้วในขณะนี้ สำนัก CNBC รายงานว่าราคาทองคำในตลาดโลกยังคงแกว่งตัวผันผวนหนักในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Al Jazeera ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาแล้วกว่า 5% ติดต่อกันสองวันก่อนการลงนามกรอบข้อตกลงสันติภาพ และนักวิเคราะห์จากสำนักข่าวต่างๆ เริ่มหันมาให้น้ำหนักกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าข่าวสงครามตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจสถานการณ์ล่าสุดของตลาดน้ำมัน ทองคำ เงิน และสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน พร้อมมุมมองจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะตกถึงนักลงทุนไทย น้ำมันดิบทรุดต่อเนื่อง 4 วัน หลุด 70 ดอลลาร์ เรือเริ่มออกจากฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันดิบโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้น โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงหลุดระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่สี่ และเกือบจะลบล้างกำไรทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮแล้วสะดุด: ดาวโจนส์ทะลุ 53,000 จุด ก่อนเจอแรงกดจากชิป-สงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์แรกของไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยอารมณ์ที่สวิงรุนแรงผิดปกติ จากบรรยากาศคึกคักที่ผลักดันดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 53,000 จุดในวันจันทร์ กลายเป็นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงสองวันทำการถัดมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้แนวโน้มใหญ่ของตลาดยังเป็นขาขึ้น แต่ความเปราะบางใต้พื้นผิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาหุ้นเทคโนโลยีถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับมาทวงบทบาทอีกครั้ง ภาพรวมของสัปดาห์นี้เล่าเรื่องราวสามองก์ที่ชัดเจน องก์แรกคือความเชื่อมั่นในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หวนกลับมาหนุนตลาดในวันจันทร์ องก์ที่สองคือการเทขายหุ้นชิปครั้งใหญ่หลังผลประกอบการของ Samsung และข่าวการพัฒนาชิป AI ของ DeepSeek และองก์ที่สามคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” พร้อมสั่งโจมตีทางทหารรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและกดดันดัชนีดาวโจนส์ให้ร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพุธ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญทีละวัน วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง พร้อมประเมินผลกระทบที่จะส่งตรงถึงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งในมิติของค่าเงินบาท ราคาทองคำ และทิศทางของตลาดหุ้นไทย ไทม์ไลน์สามวันแห่งความผันผวน: จากนิวไฮสู่แรงเทขาย เปิดตลาดวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังตลาดปิดทำการในวันชาติสหรัฐฯ หุ้นวอลล์สตรีทเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวกจากสัปดาห์ก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.72% ปิดที่ 7,537.43 จุด ดัชนี Nasdaq…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

  • |

    ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท

    กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนที่สุดของปี เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index หรือ DXY) ที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนช่วงต้นสัปดาห์ กลับพลิกอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กันใหม่ทั้งกระดาน ในเวลาเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นก็ยังคงตกอยู่ในภาวะอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ จนทางการโตเกียวต้องส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงตลาดแทบทุกวัน ขณะที่เงินยูโรแกว่งตัวในกรอบแคบหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแสโลก และเงินบาทไทยอ่อนค่าทะลุแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐ รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสี่สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และบาทไทย พร้อมประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย 1. ดอลลาร์สหรัฐ: จากจุดสูงสุดรอบ 13 เดือน สู่การถอยทัพหลังตลาดแรงงานสะดุด ภาพรวมของค่าเงินโลกในสัปดาห์นี้แทบทั้งหมดหมุนรอบตัวเลขเดียว นั่นคือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่าเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบสี่เดือน ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง โดย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *